สำนักเทพเปย์ศิษย์

    สำนักเทพเปย์ศิษย์_57_จักรพรรดินีอินอู๋ไม่พอพระทัย

    บทที่ 57 : จักรพรรดินีอินอู๋ไม่พอพระทัย


    ผู้อาวุโสทั้งเก้าสวมชุดคลุมนักพรตเต๋าสีม่วง เส้นผมหงอกขาว เครายาวครึ่งฉือ ทั้งใบหน้าเป็นสีแดง ในมือถือแส้หางม้า ดูรัศมีเปล่งปลั่งราวกับเซียนในนิยาย


    โดยเฉพาะแววตาซึ่งเปี่ยมไปด้วยความล้ำลึกประดุจดั่งสายธารแห่งดวงดาราอันระยิบระยับ สามารถมองเห็นแก่นแท้ของทุกสรรพสิ่งได้อย่างชัดแจ้ง


    “ไม่ต้องมากพิธี ข้าต้องการให้พวกท่านทำนายทายภูมิหลังและวาสนาของนิกายเทพกระบี่”


    จักรพรรดินีอินอู๋พยักหน้าส่งสัญญาณให้ลงมือได้ โดยไม่กล่าวเรื่องเหลวไหลอันใดต่อ หรืออธิบายว่าทำไมถึงสั่งให้กระทำเช่นนั้น


    เมื่อได้ยินประโยคดังกล่าวองค์หญิงอินเหม่ยที่ติดตามมาด้วยก็รู้สึกไม่สบายใจ มือของนางบีบกระโปรงแน่น สีหน้าแสดงออกถึงความกังวลใจ


    นางกังวลว่าผู้อาวุโสทั้งเก้าของวิหารลิขิตสวรรค์จะทำนายทายทักสิ่งที่ทำให้นางผิดหวัง


    “น้อมรับพระบัญชา” ผู้อาวุโสทั้งเก้าของวิหารลิขิตสวรรค์โค้งคำนับพร้อมกัน


    จากนั้นผู้อาวุโสผู้หนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นผู้นำกลุ่มได้เดินตรงไปยัง อาสนะที่ตั้งอยู่หน้าวิหารลิขิตสวรรค์


    เขาลงนั่งขัดสมาธิแล้วหลับตาลง บรรยากาศที่แผ่ออกมาชวนให้ลมหายใจติดขัด ปลายนิ้วบังเกิดเป็นแสงสีทอง บ่งบอกว่าคำทำนายกำลังจะเริ่มขึ้น


    เมื่อแสงสีทองพวยพุ่งเข้าสู่วิหารลิขิตสวรรค์ ฉับพลันแสงดาวสว่างไสวพร่างพราวก็ร่วงหล่นจากฝากฟ้าลงบนวิหารลิขิตสวรรค์


    ดูเหมือนวิหารลิขิตสวรรค์จะสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง เมื่อแสงดาราระเบิดออกก็บังเกิดรัศมีลึกลับน่าเกรงขามก็แพร่กระจายออกจากวิหารลิขิตสวรรค์


    ชายชรานี้ดูผ่อนคลาย ราวกับว่ากำลังถือครองไข่มุกแห่งสติปัญญาไว้ในมือ


    เนื่องจากเป้าหมายของการทำนายเป็นเพียงนิกายเล็ก ๆ อย่างนิกายเทพกระบี่ สำหรับบุรุษที่แข็งแกร่งอย่างเขาการทำนายครั้งนี้กินพลังแค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้นก็สามารถทำนายภูมิหลังโชคชะตาของนิกายเทพกระบี่ได้โดยใช้เวลาแค่เพียงไม่กี่เสี้ยวอึดใจ


    ทว่าเมื่อเวลาผันผ่านไปได้สักระยะหนึ่ง สีหน้าของเขาก็ดูไม่ได้ผ่อนคลายอีกต่อไป กลับเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย


    บัดซบ!


    นี่มันอะไรกันเนี่ย?


    เหตุใดเขาถึงไม่สามารถทำนายโชคชะตาได้?


    ความลับสวรรค์ถูกปกปิดไว้อย่างแน่นหนา เหมือนกับถูกหมอกหนาทึบบดบังเอาไว้ เขาจึงไม่สามารถมองเห็นอะไรได้เลย


    จักรพรรดินีอินอู๋กำลังเฝ้ามองสถานการณ์จากด้านข้าง นางจะไม่ยอมให้เกิดความผิดพลาดขึ้นเป็นอันขาด


    เมื่อเห็นสถานการณ์ไม่เป็นไปดังที่คิด นางจึงขจัดความฟุ้งซ่านของผู้อาวุโสด้วยการปล่อยลำแสงสีทองเข้มข้นช่วยเพิ่มพลังให้กับเขา การกระทำดังกล่าวกลายเป็นเพียงภาพติดตาเพราะเกิดจากการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ


    ถึงกระนั้นคิ้วของพวกเขาก็เริ่มขมวดมุ่น หน้าเริ่มแดงมากขึ้นกว่าปกติ หยาดเหงื่อไหลซึมออกมาจากหน้าผาก


    ทั้งหมดทั้งมวลเป็นเพราะว่าเขาได้ใช้ทุกอย่างที่เรียนรู้มาทั้งชีวิต งัดทุกทักษะทุกความสามารถออกมาใช้ ก็ยังไม่สามารถขจัดหมอกที่บดบังออกไปได้ นับประสาอะไรกับการทำนายโชคชะตาภูมิหลังของนิกายเทพกระบี่ เขาไม่สามารถหาข้อสรุปอันใดออกมาได้เลยแม้แต่อย่างเดียว


    แน่นอนว่าถือเป็นเรื่องที่น่าอับอายอย่างยิ่ง


    ไร้น้ำยาจริงๆ


    “น่าแปลก! หรือเป็นเพราะเมื่อคืนข้าสนทนากับบรรดาสตรี จนดึกดื่นมากเกินไป วันนี้สภาพร่างกายจึงมิไหว?” ชายชรานึกถึงสาเหตุในใจ


    “แต่... ไม่น่าจะใช่สาเหตุ เพราะเมื่อก่อนก็ไม่เคยเป็นเช่นนี้?” เขาปฏิเสธกับตัวเองอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็ยิ่งงุนงงมากขึ้นไปอีก


    จักรพรรดินีอินอู๋ที่อยู่ข้าง ๆ ดูเหมือนจะคาดเดาอะไรบางอย่างได้ หลังจากเห็นสภาพที่น่าอับอายของผู้อาวุโส คิ้วของนางขมวดมุ่นก่อนระเบิดแรงกดดันออกมาให้กระจายครอบงำไปทั่วพื้นที่


    ผู้อาวุโสที่เหลือทั้งแปดต่างสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่ระเบิดออกมาจากร่างจักรพรรดินีอินอู๋ ทำให้ร่างกายของพวกเขาสั่นเทิ้มอย่างไม่อาจควบคุม


    แย่แล้ว!


    จักรพรรดินีอินอู๋กำลังทรงกริ้ว!


    เปลือกตาของพวกเขากระตุก ไม่กล้ารีรอชักช้าอีกต่อไป พวกเขาทั้งหมดรีบเดินไปนั่งขัดสมาธิอยู่ข้าง ๆ ผู้อาวุโสคนแรก จากนั้นก็ร่วมช่วยทำนายโชคชะตาอีกแรง


    ด้วยเชื่อว่าหากพวกเขาทั้งเก้าร่วมมือกัน การทำนายทายทักโชคชะตาของนิกายเทพกระบี่จะต้องราบรื่นปราศจากซึ่งปัญหา


    พวกเขานั่งตำแหน่งค่ายกล ซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกับเก้าดาราอุดร


    เห็นได้ว่าพวกเขากำลังพยายามอย่างหนัก


    ...


    ในเวลาเดียวกัน


    ตัดภาพมาทางนิกายเทพกระบี่ ณ ยอดเขาเทียมสวรรค์


    ในแผนผังดาราโจวเทียน มังกรทองกำลังหลับใหลอย่างสบายอุรา ก็สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง


    ทันใดนั้นมันก็ลืมตาขึ้นมองไปยังทิศทางของราชวงศ์ต้าซางอันแสนยิ่งใหญ่ ที่อยู่ห่างออกไปหลายหมื่นลี้


    ดวงตาเต็มไปด้วยความสง่างามน่าเกรงขาม พลังแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวระเบิดออกมาจากร่าง


    วันนี้มันอะไรกันนักกันหนา เหตุใดถึงได้มีคนจำนวนมากมายยั่วยุนิกายเทพกระบี่ไม่รู้จักจบจักสิ้น?


    พวกเจ้าไม่เห็นมังกรอย่างข้าอยู่ในสายตาเลยหรือไร?


    ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี


    ยิ่งคิดวาสนามังกรทองก็ยิ่งรู้สึกไม่สบอารมณ์มากขึ้นเท่านั้น มันพ่นลมหายใจออกมาอย่างเย็นชา ระเบิดอำนาจสยบอันลึกลับพุ่งไปยังทิศทางราชวงศ์ต้าซางมาดหมายบดขยี้ให้สิ้นซาก


    ......


    อีกด้านหนึ่ง


    ราชวงศ์ต้าซาง ณ วิหารลิขิตสวรรค์


    ผู้อาวุโสของทั้งเก้าที่นั่งอยู่ในตำแหน่งค่ายกลเก้าดารา ท่าทางของแต่ละคนแสดงความเคร่งขรึมตึงเครียด รัศมีพลังอันแกร่งกล้าก่อขึ้นรอบตัวของพวกเขา


    พวกเขาแต่ละคนพยายามแสดงสัญลักษณ์มุทราจนกลายเป็นภาพติดตา ทว่าในขณะนั้นลำแสงสีทองลึกลับก็พวยพุ่งโจมตีเข้ามาในวิหารลิขิตสวรรค์ สยบพลังทำนายของวิหารลิขิตสวรรค์จนแทบสิ้นสูญ


    หากเป็นเมื่อก่อน ยามที่ผู้อาวุโสทั้งเก้าผนึกกำลังร่วมมือส่งพลังเข้าสู่วิหารลิขิตสวรรค์ คงไม่มีความลับใดในโลกหล้าที่พวกเขาไม่สามารถหยั่งรู้ได้


    ทว่าวันนี้...


    พวกเขาต่างมีความรู้สึกเดียวกัน ร้องเสียงหลงอยู่ในใจ


    ในเมื่อความลับสวรรค์ไม่อาจเปิดเผย พวกเขาต้องรีดเฟ้นความสามารถทั้งหมดที่มีเพื่อทำนายให้ได้ ต่อให้เป็นเพียงฟางเส้นสุดท้ายก็ตามที


    สิ่งที่เกิดขึ้นช่างน่าเหลือเชื่อ


    แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าก็คือพระบัญชาของจักรพรรดินีอินอู๋ผู้สง่างาม ทั้งพระองค์ยังมาเฝ้าจับตาดูด้วยพระองค์เอง นอกจากนี้พวกเขาทุกคนยังสัมผัสได้ถึงแรงกดดันของจักรพรรดินีอินอู๋ที่ระเบิดออกมาบีบบังคับพวกเขาให้ทำหน้าที่ของตนให้สำเร็จ


    ไม่บอกก็รู้ว่ายามนี้จักรพรรดินีอินอู๋กำลังไม่พอพระทัยเป็นอย่างยิ่ง


    เรื่องนี้ทำให้พวกเขากระอักกระอ่วนใจ กดดันตึงเครียดมากขึ้น


    เนื่องจากครั้งนี้พวกเขาใช้พลังออกไปมาก ทำให้ร่างของแต่ละคนเริ่มสั่นสะท้านโดยไม่อาจควบคุม


    เหงื่อเย็นเยียบไหลออกมาจากหน้าผาก ดวงตาแดงก่ำ กัดฟันแน่น แต่ก็ยังคงพยายามทำหน้าที่ของตนเองต่อไปอย่างบ้าคลั่ง


    ความจริงพวกเขาควรทำนายโชคชะตาภูมิหลังของนิกายเทพกระบี่ออกมาได้อย่างรวดเร็ว


    แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่า นิกายเล็ก ๆ ที่พวกเขาเคยปรามาสไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิด พวกเขางัดสารพัดวิชาที่เรียนรู้สั่งสมมาตลอดทั้งชีวิต แม้กระทั่งวิชาก้นหีบ


    หรือเป็นเพราะว่าสภาพร่างกายพวกเขาแต่ละคนไม่สู้ดีในวันนี้? เมื่อคืนอาจจะใช้พลังไปกับเหล่าสตรีหญิงสาวมากเกินไป?


    เมื่อสถานการณ์มาถึงช่วงสุดท้าย


    “อั๊ก! อั๊ก! อั๊ก!”


    ผู้อาวุโสทั้งเก้าที่มีพลังฝีมือไม่ธรรมดาต่างตะลึงไปพร้อม ๆ กัน พวกเขารู้สึกราวกับว่าถูกสายอัสนีฟาดผ่า ร่างกายลอยกระเด็นโลหิตสีแดงสดกระอักพวยพุ่งออกมาจากปาก สายตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกประหวั่นพรั่นพรึง ราวกับได้เห็นสัตว์ร้ายอันน่าสยดสยองสุดจะหาใดเปรียบ ก่อนที่พวกเขาทั้งหมดจะหมดสติไป


    ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาจะต้องพบเห็นบางสิ่งบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัว


    “หืม?”


    “หะ...เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ไปได้?”


    จักรพรรดินีอินอู๋ยังคงรอผลการทำนายจากผู้อาวุโสทั้งเก้า แต่แล้วเรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อผู้อาวุโสทั้งลอยกระเด็นออกไปทั้งยังกระอักโลหิตบาดเจ็บสาหัส


    นางตกตะลึงไปชั่วขณะ


    หัวใจที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าของจักรพรรดินี ยามนี้กลับแสดงสีหน้าตกตะลึงออกมาโดยไม่อาจต้านทานได้


    นางรู้ดีว่าวิหารลิขิตสวรรค์ตรงหน้าของนางนั้นคืออันใด


    วิหารลิขิตสวรรค์ไม่เพียงแต่จะทำหน้าที่ยับยั้งหายนะที่จะเกิดขึ้นกับราชวงศ์ ทั้งยังสามารถหยั่งรู้ทำนายทุกสรรพสิ่งไม่ว่าจะเป็นอดีตหรืออนาคต ถือเป็นหัวใจหลักของราชวงศ์อย่างแท้จริง


    หากเป็นสถานการณ์ปกติทั่วไป เพียงแค่ผู้อาวุโสลงมือก็จะสามารถทำนายทายทักภูมิหลังของสิ่งต่าง ๆ ที่นางอยากรู้ออกมาได้


    แต่สถานการณ์ในวันนี้แตกต่างออกไป แม้ว่าพวกเขาทั้งหมดจะผนึกกำลังกันแล้วก็ตาม แต่ก็ถูกพลังลึกลับของฝ่ายตรงข้ามอัดกระแทกจนสลบไสลไม่ได้สติ ไม่สามารถเอ่ยปากออกมาได้แม้แต่คำเดียว?


    นี่มัน... ช่างน่าเหลือเชื่อ?

    คล้ายกับเรื่องสำนักเทพเปย์ศิษย์ ที่คุณอ่าน