"พี่สาว พี่ชายหลับไปแล้ว"
ดรุณีน้อยที่ไม่เข้าใจสถานการณ์ชี้หลินหลงที่พึ่งนอนหลับไป ให้จิงเสวี่ยดู จิงเสวี่ยก็บอกกับน้องสาวของนางประโยคหนึ่งแล้นเดินออกไป
"อืม เราอย่าไปกวนเขาเลยปล่อยให้พักผ่อนไปก่อน พี่สาวขอตัวไปถ่ายเบาสักครู่"
"ข้าจะรอท่าน"
ดรุณีน้อยแย้มยิ้มพลางมองจิงเสวี่ยเดินออกไปจากบ้านพร้อมกับปิดประตู
ปึ่ง!
พอจิงเสวี่ยออกมานางก็เอาหลังทาบประตู ฝ่ามือขวากุมอกพร้อมพึมพำประโยคหนึ่ง
"เขาเป็นผู้ใดถึงมิเกรงกลัวต่อตระกูลจิว"
ผ่านไปไม่กี่นาที ขณะจิงเสวี่ยนืนทำใจอยู่หน้าประตูเสียงของชายวัยกลางคนที่คุ้นหูนางพลันดังขึ้น ก่อนร่างนั้นจะถูกแสงจันทร์สาดส่อง ผิดกับในบ้านที่มีเทียนจุดเอาไว้
"เสวี่ยเอ๋อร์!"
"ท่านพ่อ!"
จิงเสวี่ยอุทานออกมาพลางวิ่งเข้าหาชายผู้นั้นและเข้าไปพยุงร่างที่บอบช้ำ เนื้อตัวมอมแมมราวกับผ่านการต่อสู้มาได้หมาดๆ
"ท่านพ่อลุงสองของจิวเยี่ย จิวเอ่อทง ทำร้ายท่าใช่รึไม่"
"ลูกรู้ได้อย่างไร อย่าบอกนะว่าจิวเยี่ยมันมาหาเรื่องพวกเราอีกแล้ว"
"มิผิดท่านพ่อ"
"เช่นเจ้าเจ้ากับจิงซวนเป็นอันใดหรือไม่"
"พวกเราทั้งสองมิเป็นอันใด ท่านพ่อ มีผู้เยี่ยมยุทธมาช่วยพวกเราไว้ ท่าเข้าไปพักก่อนเถิดข้าจะถือสำรับยาของท่านแทนเอง"
ว่าแล้วจิงเสวี่ยก็ถือสำรับยาแทนบิดาของนางพลางเปิดประตูแล้วพยุงร่างจิงเหล่ยเข้าไปด้านใน ขณะที่จิงเสวี่ยพยุงจิงเหล่ยเข้าไป เขาก็กล่าวถามนางตลอดทางจนไปถึงเตียง
"ผู้เยี่ยมยุทธท่านใดช่วยพวกเจ้าเอาไว้ พ่อจะได้ตอบแทนน้ำใจของเขา"
"อย่าห่วงไปเลยท่านพ่อ ท่านผ่านห้องพักฟื้นย่อมเห็นเข้านอนอยู่ที่นั่น"
"เขาได้รับบาดเจ็บงั้นรึ เจ้าจิวเยี่ยมันเอาคนมาเกินสิบใช่หรือไม่ ตัวมันนั้นเก่งกล้ามีความสามารถมิธรรมดารวมกับคนหมู่มากให้เป็นผู้เยี่ยมยุทธก็บาดเจ็บได้"
"ใช่ท่านพ่อ เขาได้รับบาดเจ็บ ทว่า พวกจิวเยี่ยมิได้ทำอันใดต่อเขา กลับกันพวกมันถูกส่งไปยังสถานที่แห่งใดลูกก็ไม่ทราบ เพียงแต่จิวเยี่ยตกตายในเงื้อมมือของเขาและถูกเผาร่างด้วยไฟที่เขาเสกขึ้นมาจากความว่างเปล่า"
"เจ้าพูดจริงรึ เขาเสกไฟจากความว่างเปล่า"
"ข้ามิมีวันโกหกท่านอยู่แล้ว นอกขากนี้เขายังใช้บางอย่างซ่อมแซมบ้านเราให้กลับมีสภาพสมบูรณ์ดั่งเดิม"
"นั่งไงเขาท่านพ่อ แต่ตอนนี้ท่านต้องไปพักนอนลงเตียงก่อนเถิด อย่างไรเสียเขาก็ยังมิฟื้นขึ้นมา เพราะอาการบาดเจ็บร้ายแรง ส่วนท่านพ่อก็ได้รับบาดเจ็บถึงเพียงนี้"
"ไม่ๆ ปล่อยข้าก่อนข้าจะออกไปดูเขาให้แน่ใจ"
"มิได้ท่านพ่อท่านลุกจากเตียงไปเช่นนี้ ข้าเป้นกังวลอย่างฃน้อยนอนพักสักวันข้าจะทำยาประคบและยาแก้ช้ำในให้ท่าน"
จิงเสวี่ยห้ามปรามมิให้บิดานางลุกออกจากเตียง มิว่าอย่างไรนางก็เป็นห่วงบิดาผู้ได้รับบาดเจ็บ น่าเสียดายที่นางมิอาจหยุดความดื้อรันของบิดานางได้ เขาจึงเดินไปหาร่างของหลินหลงที่กำลังรักษาตนเองโดยมีดรุณีน้อยนามจิงซวนเฝ้าอยู่ แต่ตอนนี้จิงซวนหลับตั้งแต่จิงเหล่ยเถูกพยุงเข้ามาแล้ว
พอจิงเหล่ยเดินเข้ามาใกล้เตียงเตียงที่หลินหลงนอนอยู่ ด้วยความเป็นxาจึงช่วยไม่ได้ที่เขาจะตรวจวัดชีพจรและกดร่างกายของหลินหลง น่าเสียดายที่เขาทำได้เพียงจับชีพรจร มิอาจตรวจได้ เพราะร่างกายหลินหลงในตอนนี้แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าสำหรับเขา
"ชีพจรเต้นทุกหนึ่งพันลมหายใจ ลมหายใขเข้าออกอย่างเชื่องข้า กายาแข็งแข็งแกร่งเหนือกว่าผู้ใดที่ข้าเคยพบ ต่อให้เป็นอาวุโสเพชรแห่งวังหลวงยังห่างไกลจากเขาราวต้นไม้และใบหญ้า ทั้งยังใช้พลังแปลกประหลาดตลอดชีวิตข้ามิเคยค้นพบแม้แต่ในบันทึก เป็นมนุษย์หาใช่ปีศาจหรือสัตว์ร้าย ตัวตนเช่นนี้เขาเป็นอะไรกันแน่"
จิงเหล่ยคิดทบทวน มิว่านึกคิดถึงประสบการณ์กับสิ่งที่อ่านมาตลอดชีวิตยังมิอาจเข้าใจได้ จิงเสวี่ยทำได้ห็ยืนดูบิดาของนางครุ่นคิดเกือบชั่วโมงจนถอดใจ
"เฮ้อออ พ่อขอไปนอนก่อน เขาประหลาดโดยแท้"
เมื่อจิงเหล่ยจากไปจิงเสวี่ยก็เดินเข้าไปยังห้องยาทำยามารักษาจิงเหล่ย พลางเอาผ้าชุบน้ำมาประตบหน้าผากของหลินหลง
. . . .
ภายในป่า ดินแดรกแห่งโลกหล้า
จีหรงกำลังนั่งย่างเนื้อบนกองไฟที่นางใช้ความพยายามจุดขึ้น สำหรับนางแล้วมิมีลมปราณถือว่าลำบากยิ่งนัก ยังดีที่นางเคยใช้ชีวิตอันโหดร้ายมาหลายครั้งจึงมีวิธีเอาตัวรอดจากความตายมาได้ ทั้งยังมีร่างกายของผู้อมตะที่แข็งแกร่งกว่าหลินหลง ถ้าจะให้เทียบว่าตอนนี้ใครเหนือกว่าก็เดาได้ยาก เพราะหลินหลงสามารถใช้ลมปราณได้
ยิ่งไปกว่านั้นหลินหลงยังสามารถใช้แหวนมิติและใช้อาวุธได้ ต่างจากจีหรงต้องดำรงชีวิตด้วยมือเปล่าและสิ่งที่หาได้ จะมีก็แค่ร่างกายอันแข็งแกร่งอาวุธและสัตว์ร้ายในโลกนี้ส่วนใหญ่มิอาจทำอันใดนางได้ จะกล่าวให้ถูกนางอาจะได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น แต่มิมีวันตกตายบนดินแดนแห่งนี้้าไม่ถูกพิษร้าย
"ข้าหาเจ้าพบเมื่อไหร่วันนั้นก็ถึงวันตายของเจ้า ลมปราณเจ้าและข้าล้วนมิอาจใช้ได้ ข้าเชื่อว่าจะมิมีวันพ่ายแพ้เจ้า..หลินหลง!"
จีหรงกัดฟันกล่าว ความแค้นเคืองของนางมีมากล้น หากได้รู้ว่าก่อนหน้ากอดกับหลินหลงอยู่นานคงจะบ้าตายเป็นแน่
งั่ม!
จีหรงกัดเนื้อคำโตอย่างรุนแรง เป็นโชคร้ายสำหรับนางยิ่งนักที่ไร้ลมปราณจึงมิอาจใช้ปราณทดแทนอาหารได้ ชีวิตนางในยามนี้ตกตำถึงขีดสุด นอกจากชีวิตดั่งที่กล่าวไป อวัยวะภายในของนางยังได้รับบาดเจ็บและดูเหมือนว่ามันจะมีอาการไม่สู้ดีนัก หากว่ายังมิหาสมุนไพรหรือเนื้อสัตว์ชั้นดีแล้วคงจะเลวร้ายยิ่งกว่านี้
. . . .
ผ่านไปหก อันเป็นเช้าแสนสดใสของใหม่ในวันที่เจ็ด
หลินหลงที่หลับไหลพลันตื่นขึ้นจากการพักฟื้นอาการบาดเจ็บ เพราะบาดแผลภายในและภายนอกหายเป็นปลิดทิ้งแล้ว
"เจ้ายังเฝ้าข้าอยู่หรือ"
หลินหลงพึมพำพลางเอามือลูกศีรษะจิงซวนที่นอนหลับ
'ใบหน้าของดรุณีน้อยนางนี้ช่างน่ารักน่าหยิกเสียจริง ลูกข้าจะเป้นแบบนี้บ้างรึเปล่า'
หลินหลงคิดในใจพลางลุกออกไปจากเตียงอย่างแผ่วเบาและเอามาคลุมตัวจิงซวน เพราะยังไงจิงซวนเป้นคนเดียวที่ดูแลเขาตลอดหนึ่งเดือนกับอีกหกวัน ทั้งยังคอยเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้เขาด้วย ถึงหลินหลงจะหลับก้สามารถรับรู้ได้ เพราะเขามิได้หลับไป แต่กำลังรักษาร่างกายด้วยลมปราณจิตวิญญาณมิได้หลับไหลหรืออยู่ในสภาวะหลับไหลเหมือนเดือนก่อน จึงมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในหกวันที่ผ่านมา
'ข้าใช้ลมปราณได้อย่างไรก็ต้องสำรวจสภาพแวดล้มดินแดนแห่งนี้เสียก่อน หวังว่ามันจะมิกว่างใหญ่จนเกินไป'
"ออกมา"
หลินหลงส่งพลังปราณไปยังแหวนมิติและสบัดมือให้กระบี่ทัณฑ์วารีออก
"เจ้าไปทิศทางตรงข้ามกับข้า เมื่อถึงปลายทางให้เจ้ามุ่งหน้ากลับมาที่แห่งนี้ ข้าต้องการรู้ว่าดินแดนนี้เป็นเช่นไร ถ้าดินแดนกว้างใหญ่เหมือนโลกคงใช้เวลาราวสองวัน อีกอย่างถ้าเจ้าพบพิธีบัดซบอะไรสักอย่างของตระกูลจิวให้มุ่งไปทำลาย หากไม่เจอก็สำรวจทุกซอกทุกมุมให้ละเอียด ไปได้"
สิ้นเสียงหลินหลงหนึ่งคนหนึ่งกระบี่แยกไปคนละทิศคนละทาง เพื่อสำรวจดินแดนแรกแห่งโลกหล้า
-----โปรดติดตามชมตอนต่อไป-----
ไรท์:สนับสนุนไรท์ได้นะ เพียงคอมเม้นต์ก็ถือว่าสนับสนุนไรท์แล้วหรือจะซื้อตอนนิยายก็ได้นะจะเป็นการสนุนที่ยิ่งใหญ่มาก อิอิ^^
หลินหลง:ซื้อตอนไหนก็ได้ข้ารออยู่
ติชมได้นะ