“ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ท่านคือเจ้าหญิงอัจฉรานะเพคะ หม่อมฉันจะประกาศให้ประชาชนทราบทันทีที่ท่านเสด็จไปถึงประเทศซานเตียเรสเพคะ”
เจ้าหญิงเทย่าพูดด้วยน้ำเสียงและสีหน้าจริงจังทำให้บุญและอารียารู้สึกได้ถึงพลังในตัวเธอ แล้วเธอจึงยิ้มให้บุญและพูดต่อ
“หม่อมฉันมีชื่อเล่นว่าหญิง ในเมื่อท่านพี่เกิดก่อนหม่อมฉัน ก็เรียกหม่อมฉันว่าน้องหญิงแล้วกันนะเพคะ และไม่ต้องใช้ราชาศัพท์กับหม่อมฉันแล้วนะเพคะ”
“เพคะ น้องหญิง”
บุญยิ้มดีใจที่เจ้าหญิงเทย่ายินดีเป็นพี่น้องกับเธอและกล่าวต่อ
“ถ้าเช่นนั้นองค์หญิงทรงเรียกหม่อมฉันว่าพี่บุญก็ได้เพคะ”
“หม่อมฉันบอกแล้วไงเพคะพี่บุญว่าอย่าใช้ราชาศัพท์กับหม่อมฉัน พี่บุญเรียกตนเองว่าหม่อมฉันได้ ใช้คำลงท้ายว่าเพคะได้ แต่คำว่า ทรงทำอย่างนู้น ทรงพระอย่างนี้ พี่บุญไม่ต้องใช้แล้วนะเพคะ เมื่อเช้านี้พี่บุญยังพูดได้เลยนี่เพคะ”
องค์หญิงทักท้วงเพื่อทั้งสองจะได้พูดคุยกันอย่างสนิทสนมได้มากขึ้น
“ก็ตอนนั้นหม่อมฉันตั้งใจปิดบังฐานะของน้องหญิงนี่เพคะ แต่ตอนนี้…เฮ้อ…ยากจัง”
บุญยังรู้สึกกระดากปากที่จะใช้คำพูดเสมอกับองค์หญิง
“สำหรับคนที่ฉลาดเกินคนอย่างพี่บุญ เรื่องนี้ไม่ได้ยากเลยเพคะ ง่ายกว่าการใช้คำราชาศัพท์เป็นไหนๆ ที่ประเทศของหม่อมฉันก็ไม่ค่อยมีใครใช้กันแล้วนะเพคะ เหตุที่ทั้งห้าหนุ่มที่มากับหม่อมฉัน และคนในวังยังใช้กันอยู่ก็เป็นเพราะความเคยชิน แต่หม่อมฉันจะค่อยๆ ให้พวกเค้าเลิกไปเองเพคะ และอย่าลืมนะเพคะว่าตอนนี้พี่บุญคือเจ้าหญิงอัจฉรา”
องค์หญิงกล่าว
“หม่อมฉันว่าแบบเดิมก็ฟังไพเราะดีอยู่แล้วนี่เพคะ น่าจะรักษาเอาไว้นะ ประเทศไทยของหม่อมฉันก็รักษาขนบธรรมเนียมประเพณีนี้ไว้ด้วยความภาคภูมิใจนะเพคะ แต่ก็ช่างเถอะเพคะ ต่างวัฒนธรรมก็ต่างความคิดเพคะ”
บุญเสียดายที่องค์หญิงจะยกเลิกธรรมเนียมในการยกย่องเทิดทูนราชวงศ์ในประเทศของเธอ และเริ่มเข้าใจแล้วว่า เพราะเหตุใดราชวงศ์ในประเทศริปโปเซียและประเทศเวดิเซียจึงได้ไม่พอใจราชวงศ์ของเธอ และเป็นปฏิปักษ์กับประเทศซานเตียเรสมาตลอด องค์หญิงยิ้มให้บุญเพราะเธอเดาใจได้ว่าบุญคิดอะไรอยู่ เธอเองก็เคยคิดเรื่องเหล่านี้มาก่อนแล้วเช่นกันตั้งแต่ตอนที่เธอยังเป็นเด็ก
องค์หญิงเดินไปนั่งข้างอารียาแล้วยิ้มและพูดกับเธอ
“เท่ากับว่า ตอนนี้คุณอารียามีฐานะเป็นพระมารดาของเจ้าหญิงนะคะ จะรังเกียจมั๊ยคะ หากเราจะขอเรียกคุณอารียาว่าแม่เหมือนที่พี่บุญเรียกค่ะ”
อารียายิ้มและตอบเจ้าหญิงเทย่า
“หม่อมฉันก็ยินดีที่จะได้มีลูกสาวเพิ่มขึ้นอีกคนเพคะ”
เจ้าหญิงเทย่าดีใจและกอดอารียา
“ท่านแม่…หม่อมฉันจะจัดองครักษ์สับเปลี่ยนกันมาอยู่คุ้มครองท่านแม่ตลอดเวลานะเพคะ”
บุญเห็นแล้วรู้สึกดีใจที่เห็นทั้งสองมีความสุขและเข้าไปนั่งข้างแม่ของเธออีกฝั่งที่ยังว่างอยู่
“ดีใจด้วยนะคะแม่ ตอนนี้แม่มีลูกสาวเป็นเจ้าหญิงถึงสองคนเชียวนะ”
อารียาโอบไหล่บุญเข้ามากอดอีกคน หญิงทั้งสามซึ่งมีที่มาจากต่างครอบครัว ได้กลายเป็นเสมือนแม่ลูกและพี่น้องครอบครัวเดียวกัน
“ที่ท่านแม่แจ้งเกิดพี่บุญเป็นวันเดียวกับวันเกิดของหม่อมฉัน อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญก็ได้นะเพคะ เพราะนั่นทำให้หม่อมฉันสนใจอยากจะมาพบพี่บุญ และทำให้เราสามคนได้มาพบกันเพคะ”
เจ้าหญิงเทย่าบอกอารียาและบุญ
“น้องหญิงเพคะ สองวันจากนี้หม่อมฉันยังมีลูกทัวร์ที่ต้องพาเที่ยวอยู่ เลยยังไปประเทศซานเตียเรสกับน้องหญิงตอนนี้ไม่ได้นะเพคะ”
บุญบอกองค์หญิง
“หม่อมฉันจะให้องครักษ์ทั้งสองที่มาด้วยเลื่อนกำหนดเดินทางกลับเพคะ คนนึงให้รอเดินทางไปประเทศซานเตียเรสพร้อมกับพี่บุญ ส่วนอีกคนให้อยู่กับท่านแม่จนกว่าหม่อมฉันจะส่งทหารองครักษ์นายอื่นมาสับเปลี่ยนนะเพคะ”
องค์หญิงกล่าว
“แล้วน้องหญิงจะเดินทางกลับคนเดียวหรือเพคะ?”
บุญถามองค์หญิงด้วยความเป็นห่วง เจ้าหญิงเทย่าจึงยิ้มก่อนจะพูด
“หม่อมฉันแอบออกจากวังเดินทางไปต่างประเทศคนเดียวบ่อยๆ เพคะพี่บุญ”
ทั้งอารียาและบุญต่างทำหน้าแปลกใจ เพราะไม่เคยทราบมาก่อนว่าขนาดเจ้าหญิงก็ยังแอบหนีออกจากวังไปเที่ยวด้วยเหมือนกัน
องค์หญิงหยิบของบางอย่างออกจากกระเป๋าเสื้อมามอบให้อารียา
“หม่อมฉันมอบจี้เส้นนี้ให้ท่านแม่เพคะ”
เป็นจี้สร้อยคอ เส้นที่การุณคืนให้องค์หญิงพร้อมกับกำไลเมื่อตอนที่สามหนุ่มจอมโชคร้ายกลับไปที่โรงแรมนั่นเอง อารียารับจี้สร้อยคอมาดูด้วยความชื่นชม
“ขอบคุณเพคะ”
แล้วองค์หญิงจึงได้หยิบกำไลออกมาจากระเป๋าเสื้อ และเปลี่ยนไปนั่งข้างบุญ
“นายการุณบอกหม่อมฉันว่าท่าทางพี่บุญจะชอบกำไลวงนี้มาก แต่พี่บุญได้เก็บไว้เพื่อจะมอบให้กับผู้โชคดีที่เกิดในวันที่ 7 เมษายน เท่านั้น ใช่หรือเปล่าเพคะ?”
องค์หญิงถามพร้อมกับยิ้มให้บุญที่พยักหน้ายอมรับอย่างงงๆ องค์หญิงจึงได้กล่าวต่อ
“ตอนนี้หม่อมฉันได้หาผู้โชคดีที่เกิดในวันที่ 7 เมษายนพบแล้ว ซึ่งก็คือพี่บุญนั่นเองเพคะ ดังนั้นผู้ที่สมควรได้กำไลนี้ก็คือพี่บุญ หม่อมฉันมอบให้พี่บุญนะเพคะ”
องค์หญิงสวมกำไลให้บุญซึ่งนั่งมองอย่างปลื้มใจ
“ขอบคุณเพคะน้องหญิง”
ในตอนเย็นวันนั้น ฝนได้เริ่มตกลงมา และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตก อารียาจึงชวนเจ้าหญิงเทย่าและองครักษ์ทั้งสองนายให้พักอยู่ที่บ้านของเธอในคืนนั้น ระหว่างที่คนทั้งห้านั่งร่วมโต๊ะรับประทานอาหารค่ำซึ่งล้วนเป็นอาหารมังสวิรัตด้วยกัน ก็ได้สนทนากันไปด้วย
“เธอสองคนกลัวอะไรฉันหรือ? เมื่อตอนกลางวันยังเห็นดีๆ อยู่เลยนี่ พูดกับเราแบบเดิมก็ได้ค่ะ”
บุญถามองครักษ์ทั้งสองนาย เมื่อเห็นพวกเขามีท่าทางเกรงกลัวและอ่อนน้อมกับเธอ ยิ่งกว่ากับเจ้าหญิงเทย่าซะอีก
“องค์หญิงเป็นถึงเทพธิดา เกล้ากระหม่อมมิกล้าพะยะค่ะ”
องครักษ์นายหนึ่งพูด
“เจ้าหญิงเทย่าแต่งตั้งฉันเป็นเจ้าหญิงนะคะ ไม่ใช่ราชินี ถ้าพวกเธอยังพูดเกล้ากระหม่อมกับฉันอีกล่ะก็ ฉันจะสาปเธอให้กลายเป็นกบเลย ส่วนเธอฉันก็จะเสกให้เป็นไส้เดือน ดีมั๊ยคะ?”
บุญพูดด้วยสีหน้าขึงขังกับองครักษ์ทั้งสอง
“องค์หญิงอย่าทรงล้อเกล้า…เอ้อ…ล้อกระหม่อเล่นเช่นนั้นสิพะยะค่ะ กระหม่อมยังไม่อยากจะเป็นไส้เดือนพะยะค่ะ”
องครักษ์อีกนายหนึ่งบอก
“พี่บุญอย่าไปแกล้งพวกเขาสิเพคะ หม่อมฉันเองก็ยังไม่อยากจะมีองครักษ์เป็นกบหรือไส้เดือนเหมือนกันนะเพคะ”
เจ้าหญิงเทย่าพูดยิ้มๆ
“ฉันก็เป็นคนธรรมดาเหมือนกับพวกเธอนะคะ ไม่ใช่ผู้วิเศษสักหน่อย อย่ายกย่องฉันมากจนเกินไปเลยค่ะ”
บุญบอกองครักษ์ทั้งสอง
“พะยะค่ะ องค์หญิง”
ชายทั้งสองตอบพร้อมกัน