ร่างเงานั้นมองไปยังผู้นำฝ่ายคุมกฎด้วยสีหน้าตกใจเพราะเขาคือผู้ที่มอบหอกปีศาจให้กับอีกฝ่ายด้วยมือของตนเองและรู้ถึงพลังที่แข็งแกร่งของหอกเล่มนี้ดีดังนั้นเมื่อเห็นว่าหอกปีศาจได้รับความเสียหายมากขนาดนี้เขาจึงคิดได้อย่างเดียวว่าผู้นำฝ่ายคุมกฎจะต้องไปปะทะกับสมบัติเซียนมาแน่แต่ถ้ำสวรรค์แห่งนี้เซียนไม่มีตัวตนเพราะผู้ที่บรรลุเป็นเซียนจะถูกส่งตัวออกไปแม้หลายหมื่นปีมานี้จะไม่มีเซียนถือกำเนิดขึ้นมาอีกเลยก็ตาม
“ไม่ใช่อาวุธเซียนข้าตรวจสอบดูแล้วอาวุธชิ้นนั้นไม่มีกลิ่นอายของเซียนเลยเป็นแค่กระบองที่สร้างจากไม้สีดำแปลกๆเท่านั้น”ผู้นำฝ่ายคุมกฎกล่าว
“จะเป็นไปได้อย่างไรของแบบนั้นจะทำให้หอกปีศาจเสียหายได้อย่างไร” ร่างเงากล่าวขึ้น
“เรื่องนั้นเอาไว้ทีหลังรีบซ่อนหอกให้ข้าหากไม่มีหอกนี้เมื่อวันที่แผนการของพวกเราเริ่มขึ้นข้าย่อมไม่ใช่คู่มือเจ้าสำนัก”ผู้นำฝ่ายคุมกฎกล่าว
“สมบัตินี้ไม่ใช่ของธรรมดาเกรงว่าจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยก็2-3 ปี ช่วงนี้เจ้าก็อย่าได้พึ่งทำอะไรเด็ดขาด” ร่างเงาสีดำกล่าว
“ไม่ต้องกังวลข้ารู้ดีว่าควรทำอย่างไรอีกไม่กี่ปีตามข้อตกลงทางฝ่ายสำนักหลอมวิญญาณของเจ้าก็จะเริ่มเปิดฉากการต่อสู้กับสำนักไผ่น้อยช่วงเวลานั้นแหละที่ข้าจะเริ่มแผน” ผู้นำฝ่ายคุมกฎกล่าว
“ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่ทำให้ท่านเจ้าสำนักของพวกเราต้องผิดหวัง”ร่างเงากล่าว
หลังจากอัจฉริยะทั้ง10 คนเข้าสู้พื้นที่ลับเพื่อปิดด่านบ่มเพาะการเคลื่อนไหวของสำนักหลอมวิญญาณก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทำให้สำนักรอบๆต้องเริ่มระวังตัวโดยเฉพาะสำนักไผ่น้อยที่อยู่ใกล้กับสำนักหลอมวิญญาณที่สุด
สำนักไผ่น้อยคือสำนักที่อยู่ในพันธมิตรเซียนส่วนสำนักหลอมวิญญาณคือสำนักฝ่ายนิกายอมตะสองฝ่ายที่เป็นศัตรูกันเมื่อสำนักหลอมวิญญาณมีการเคลื่อนไหวผู้อาวุโสใหญ่ก็จำเป็นต้องส่งข่าวไปให้ฝ่ายต่อสู้ที่อยู่แนวหน้าจำเป็นต้องดึงกำลังคนกลับมาชั่วคราว
วันเวลาในพื้นที่ลับจางซวนฝึกฝนอย่างหนักทั้งปรุงยา บ่มเพาะ ฝึกวิชาฝ่ามือที่ได้มาใหม่อย่างฝ่ามือพลิกสวรรค์แม้พรสวรรค์แต่กำเนิดจะทำให้จางซวนต้องพบกับปัญหามากมายแต่จางซวนก็ไม่เคยท้อแท้และพยายามต่อไป
หนึ่งปีต่อมาจางซวนก็ทะลวงขอบเขตสร้างรากฐานได้สำเร็จจางซวนแทบหลั่งน้ำตาออกมาเขาไม่คิดว่าแค่ขอบเขตสร้างรากฐานจะต้องเสียเวลามากขนาดนี้แถมยังใช้ทรัพยากรไปไม่น้อยด้วย
“รู้สึกอย่างไรบ้าง”อี้มองไปยังจางซวนที่แผ่กลิ่นอายของสร้างรากฐานขั้นต้นออกมา
“รู้สึกดีมากข้ารู้สึกได้เลยว่าขอบเขตสร้างรากฐานของข้าแตกต่างจากคนอื่นในตอนที่ข้าเจอกับพี่สาวหลิงซินในครั้งแรกนางก็อยู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้นตอนนั้นพลังปราณในร่างของนางไม่อาจเทียบกับข้าในตอนนี้ได้เลยมันมากมายมหาศาลจนเหนือกว่าที่ข้าคาดคิดเอาไว้มาก”จางซวนกล่าว
“นี่แหละคือข้อดีและข้อเสียของการมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งที่สุดข้อดีคือเจ้าจะแข็งแกร่งมากๆในขั้นเดียวกัน แต่ข้อเสียทรัพยากรและเวลาที่เจ้าต้องใช้บ่มเพาะจะมากขึ้นเป็นเท่าตัว”อี้กล่าว
“ไม่ว่าจะยากเย็นหรือใช้เวลานานแค่ไหนข้าก็จะยายามให้ดีที่สุด”จางซวนกล่าว
“ดีเช่นนั้นก็เข้าห้องหลอมไปซะ” อี้กล่าวเสร็จก็กระชากจางซวนเข้าสู่ห้องหลอมทันทีไม่นานเสียงกรีดร้องก็ดังขึ้น
จางซวนฝึกฝนอย่างหนักบนกำแพงหินมีรอยฝ่ามือมากมายที่จางซวนประทับเอาไว้ ส่วนพื้นดินข้างๆลำธารปราณวิญญาณก็มีสมุนไพรมากมายปลูกเอาไว้ทำให้จางซวนไม่ขาดสมุนไพรในการปรุงยา
ขณะเดียวกันซวนหยวนป้าใช้เวลาหนึ่งปีในการรักษาอาการบาดเจ็บจนหายดีหากไม่ใช่เพราะว่าในพื้นที่ลับมีลำธารปราณวิญญาณสายเล็กไหลผ่านซวนหยวนป้าก็ไม่มีทางรักษาอาการบาดเจ็บได้เร็วขนาดนี้
‘จางซวนรอก่อนเถอะเจ้าทำให้ข้าเสียเวลา 1ปีเพื่อรักษาบาดแผลหลังจากออกไปได้ข้าจะต้องเอาคืนแน่” ซวนหยวนป้ากัดฟันด้วยความโกรธ
ส่วนพวกซ่งหยางและซวนหยวนจีดีหน่อยใช้เวลาแค่3-4 เดือนในการรักษาตัวแต่พวกเหม่ยหนิงที่ไม่ได้รับบาดเจ็บกลับเริ่มบ่มเพาะตั้งแต่แรกขอบเขตของพวกนางพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องและคนที่บ่มเพาะได้เร็วที่สุดก็หนีไม่พ้นหลิงซินด้วยวิชาบ่มเพาะขั้นกึ่งเซียนของนางทำให้ความเร็วในการบ่มเพาะเร็วกว่าคนอื่นบวกกับพรสวรรค์ที่โดดเด่นของนางใน1 ปีมานี้นางทะลวงขอบเขตปราณแท้ไปแล้ว
ขณะเดียวกันในจักรวาลอันกว้างใหญ่ตำหนักเทพเซียนอันกว้างใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งเป็นฐานใหญ่ของพันธมิตรเซียนชายชราผมขาวที่ทำหน้าที่ดูการโคจรของดวงดาวและทำนายถึงรางร้ายในอนาคตก็ลืมตาขึ้น
“เหตุใดดวงดาวดวงนี้ถึงส่องสว่างขึ้นนี่ นี่มันเหมือนกับตอนที่องค์หญิงถือกำเนิดขึ้น การกำเนิดของกายโอสถ หรือว่าองค์หญิงจะหลงเหลือทายาทเอาไว้” ชายชราหลับตาคิดคำนวณแต่ว่าไม่อาจระบุสถานที่คร่าวๆได้
ชายชราไม่รอช้ารีบไปยังตำหนักขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่มีทหารที่แข็งแกร่งคุ้มกันอย่างแน่นหนาเมื่อไปถึงก็เห็นชายวัยกลางคนสวมชุดคลุมมังกรกลิ่นอายที่แข็งแกร่งของอีกฝ่ายทำให้ชายชรารู้สึกเคารพ
“ท่านโหราจารย์รีบร้อนมาหาข้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นงั้นเหรอ”ชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีทองกล่าว
“เรียนองค์จักรพรรดิเซียนเมื่อครู่ดวงดาวดวงหนึ่งที่อับแสงไปนานหลายปีอยู่ๆก็ส่องสว่างขึ้นหลังจากข้าตรวจสอบพบว่าดวงดาวดวงนี้เคยส่องแสงในตอนที่องค์หญิงถือกำเนิดข้าคิดว่าอาจจะเกี่ยวกับกายโอสถ” โหราจารย์กล่าว
“อะไรนะเกี่ยวกับน้องสาวของข้างั้นเหรอ นางยังหลงเหลือทายาทงั้นเหรอ” ชายที่ถูกเรียกว่าจักรพรรดิเซียนเผยสีหน้าตื่นตระหนกและตื่นเต้น
“ข้าคิดว่าเป็นไปได้แต่ว่าข้าไม่อาจคิดคำนวณหาที่อยู่ของเขาได้”โหราจารย์กล่าว
“หรือว่าจะมีคนจงใจปิดบังโชคชะตาของเขากันแต่ไม่เป็นไรเรื่องนี้รบกวนท่านโหราจารย์อย่าได้เปิดเผยออกไปเด็ดขาดข้าเกรงว่าจะมีผู้คิดร้ายไม่น้อยที่เล็งไปที่ทายาทของน้องสาวข้า” จักรพรรดิเซียนกล่าว
“จักรพรรดิเซียนไม่ต้องกังวลเรื่องในครั้งนี้จะมีเพียงท่านและข้าที่รู้”โหราจารย์กล่าว
“ดีท่านไปเถอะหากรู้ที่อยู่ของทายาทคนนั้นเมื่อไหร่ให้รีบบอกข้าทันทีครั้งนี้ข้าจะไม่ยอมให้เกิดความผิดพลาดอีกแล้ว” จักรพรรดิเซียนกล่าว
“ขอรับ”โหราจารย์กล่าวเสร็จก็จากไป
จักรพรรดิเซียนกำหมัดแน่นยืนหลับตาเขาที่กลับออกมาจากดินแดนแห่งห้วงฝันพร้อมกับบิดามารดาพร้อมกับน้องสาวทำตามคำสั่งของท่านผู้นั้นสร้างพันธมิตรเซียนขึ้นมาต่อต้านกองกำลังอมตะของนิกายอมตะ
ตัวเขาที่มีความกล้าหาญและพรสวรรค์ในการต่อสู้ได้สืบทอดตำแหน่งผู้นำพันธมิตรกลายเป็นจักรพรรดิเซียนของพันธมิตรเซียนส่วนน้องสาวของเขานางมรกายโอสถและไม่ชื่นชอบการเข่นฆ่านางจึงมักจะใช้ชีวิตอย่างอิสระแต่เพราะกายโอสถทำให้ผู้คนมากมายเข้าหานางเพื่อหวังผลประโยชน์สุดท้ายนางก็หนีไปแต่งงานกับคนธรรมดาคนหนึ่งคนธรรมดาที่ไม่มีพรสวรรค์ในการฝึกตนอะไรเลย
และหลังจากเรื่องนี้แดงขึ้นมาผู้คนก็ตำหนินางอย่างบ้าคลั่งบอกว่านางเห็นแก่ตัวไม่เห็นแก่ส่วนรวมตัวเขาที่เป็นพี่ชายไหนเลยจะสนใจคำพูดคนอื่นออกมาปกป้องน้องสาวอย่างสุดกำลังและในตอนที่เขารู้ข่าวว่าศัตรูเริ่มเคลื่อนไหวเขาถึงกับออกไปต่อต้านศัตรูด้วยตัวเองเพื่อปกป้องน้องสาวและครอบครัวแต่ใครจะคิดว่าในฝ่ายพันธมิตรเซียนจะมีคนทรยศและลงมือกับน้องสาวและสามีของนางศัตรูกลัวว่าจะมีกายโอสถถือกำเนิดขึ้นมาอีกในอนาคตจึงลงมือสังหารตัดปัญหาในอนาคต
ในตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่าน้องสาวของเขาได้มีบุตรถือกำเนิดขึ้นแล้วแต่นางราวกับรู้ชะตากรรมได้แอบส่งลูกของตนหนีไปอย่างลับๆและไม่เคยบอกเรื่องนี้แก่ใครจนกระทั่งนางตายนางก็ไม่ยอมเปิดปากเรื่องนี้
“กายโอสถถือกำเนิดความวุ่นวายกำลังจะกลับมาอีกครั้ง” จักรพรรดิเซียนถอนหายใจใบหน้าเต็มไปด้วยความเศร้าโศก
วันเวลาผ่านไปพริบตา4 ปีก็ผ่านไปแล้ว ประตูหินค่อยๆปรากฏขึ้นจากนั้นอัจฉริยะทั้ง 10คนที่เก็บตัวใกล้ได้เวลาที่จะออกมา
“คลื่น!!!!!!!”ไม่นานประตูหินก็เปิดออกร่างหลายร่างค่อยๆก้าวออกมา
เหมาเสี่ยวที่ออกมาเป็นคนแรกก็สูดอากาศด้านนอกเต็มปอดแล้วยิ้มอย่างมีความสุขอยู่ในพื้นที่ลับแม้จะทำให้บ่มเพาะได้เร็วแต่สำหรับคนอย่างเขาที่ชอบใช้ชีวิตอยู่กับพวกสัตว์อสูรกลับน่าเบื่อและน่าอึดอัดมากกว่า
จากนั้นคนอื่นๆก็ค่อยๆเดินออกมาพวกซ่งหยางก้าวออกมาทีละคนแต่ละคนล้วนแต่มีกลิ่นอายที่แข็งแกร่งขึ้นพวกเขาต่างก็เติบโตขึ้นเพราะถึงอย่างไรพวกเขาก็อายุ20 ขึ้นไปกันแล้ว
“ไม่เลวพวกเจ้าไปถึงขอบเขตปราณแท้ขั้นสูงกันแล้ว” ผู้อาวุโสใหญ่พยักหน้า
“ไม่คิดเลยว่าเวลา4 ปีจะทำให้ข้าทะลวงขั้นถึงสองขั้นได้” เหม่ยหนิงกล่าว
“แถมวิชาที่ฝึกก็บรรลุขั้นสูงจนหมดแล้ว”จิงเหลียนยิ้มออกมา
ขณะนั้นเองประตูบานที่สองก็เปิดซวนหยวนป้าก็เดินออกมาหลายคนหันไปมองก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่แข็งแกร่งของซวนหยวนป้า
“เป็นไปได้อย่างไรซวนหยวนป้าเกือบทะลวงขอบเขตปราณแท้ขั้นสมบูรณ์ได้แล้วงั้นเหรอ” พวกเหม่ยหนิงตกใจ
“เกรงว่าทรัพยากรที่ทางฝ่ายคุมกฎมอบให้จะมากมายมหาศาลไม่อย่างงั้นไม่มีทางที่จะพัฒนาได้มากกว่าพวกเรา”เหมาเสี่ยวกล่าว
“คลื่น!!!!!”ประตูบานที่สี่เปิดออกร่างของหลิงซินเองก็เดินออกมากลิ่นอายของนางทำให้ผู้คนตกใจเพราะหลิงซินในตอนนี้มีกลิ่นอายพอๆกับซวนหยวนป้าเลยต้องรู้ก่อนว่านอกจากจางซวนแล้วหลิงซินมีขอบเขตต่ำที่สุดแต่ตอนนี้นางกลับมีขอบเขตสูงพอๆกับซวนหยวนป้าได้
“จะเป็นไปได้ยังไง”ซ่งหยางเผยแววตาไม่อยากจะเชื่อ
“นี่เป็นเพราะวิชาที่นางฝึกงั้นเหรอ”ซวนหยวนป้าขมวดคิ้ว
“หืมน้องชายตัวน้อยยังไม่ออกมาอีกเหรอ” เหม่ยหนิงหันไปมองประตูบานแรกก็พบว่าประตูยังคงปิดอยู่
“ไม่รู้ว่าศิษย์น้องฝึกฝนราบรื่นหรือไม่”หลิงซินกล่าว
“มาแล้ว”ผู้อาวุโสใหญ่เผยแววตาคาดหวัง
ไม่นานประตูก็เปิดออกร่างหนึ่งก้าวออกมาทันทีที่ร่างของจางซวนเผยออกมาสีหน้าของพวกหลิงซินก็ตกตะลึงพวกเหม่ยหนิงยิ่งอ้าปากค้างกับการเปลี่ยนแปลงของจางซวน เมื่อ 4ปีก่อนจางซวนนั้นมีความสูงไม่ถึงบ่าของพวกนางเลยด้วยซ้ำเพราะงั้นพวกนางจึงเรียกว่าน้องชายตัวน้อยแต่ตอนนี้ผ่านไป 4 ปี เท่าจางซวนอายุ 16 ปีจางซวนในตอนนี้สูงกว่าพวกนางไปแล้วรูปร่างไม่ผอมบางเหมือนแต่ก่อนกลับมีกล้ามที่สมส่วนใบหน้าไม้ไม่ถึงกับหล่อเหลาล่มเมืองแต่ก็จัดอยู่ในชายหนุ่มรูปงามแต่ดวงตาที่ซุกซนและบริสุทธิ์กลับยังเหมือนเดิม
“ศิษย์น้องจริๆงั้นเหรอ”หลิงซินเดินเข้าไปหาจางซวนแล้วเดินวนรอบๆด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
“พี่สาวหลิงซินข้าสูงกว่าท่านแล้ว”จางซวนยิ้ม
“ใช่แล้วเจ้าสูงขึ้นเร็วมาก ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าจะสูงกว่าข้าแล้ว” หลิงซินยิ้มออกมา
“ดูเหมือนจะไม่สามารถเรียกน้องชายตัวน้อยได้แล้ว”เหม่ยหนิงหัวเราะ
ซวนหยวนป้ามองไปยังจางซวนด้วยแววตาเย็นชาความแค้นที่อัดอั้นอยู่ในใจทำให้เขาอยากจะลงมือซะตอนนี้แต่เมื่อมองไปยังการบ่มเพาะของจางซวนซวนหยวนป้าก็ต้องหรี่ตาลง