(E-Book) Deep Down Inside: จงอ้อนวอน [BL]

    ตอนที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2561 : ความช่วยเหลือจากคนแปลกหน้า

            มิถุนายน พ.ศ. 2561


              ขณะที่หมอกกำลังเดินไปขึ้นรถเมล์กลับบ้าน กลุ่มของวัยรุ่นต่างโรงเรียนเห็นเขาใส่เสื้อผ้าโรงเรียนผู้ดีชื่อดังจึงทำทีมาสนิทสนมกับเขาแล้วพาเข้าไปหลบมุมในซอยเล็ก ๆ ก่อนถึงป้ายรถเมล์


              พวกนั้นค้นตัวของหมอกแล้วหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาเปิดดูข้างในพลางแสยะยิ้ม ทำสายตาไม่เชื่อสิ่งที่เห็น


              “อะไรวะ โรงเรียนคนรวยแต่มีเงินไม่ถึงร้อยบาทนี่นะ” เขาไม่พอใจคิดว่าจะเหมือนเด็กคนก่อนหน้าที่พกเงินสดหลายพันไว้ในกระเป๋า


              “หะ จริงดิ ค้นกระเป๋าเป้ยัง” อีกคนถามขึ้น


              “เงินมีแค่นี้ อยากได้ก็เอาไป” หมอกเอ่ยปากขึ้นเพราะเห็นว่าสัมภาระของตนเองถูกเทกระจายเกลื่อนพื้นถนน


              “ไอ้นี่!” เขายกหมัดขึ้นพร้อมจะต่อยบนใบหน้าของหมอก


              เพียงแต่ว่า เสียง๻ะโ๠๲ของใครบางคนดังขึ้น


              “เฮ้ย! หมาหมู่รังแกเด็กเหรอวะ”


              หมอกหันไปทางต้นเสียง นักเรียนม.สี่จากโรงเรียนเดียวกับคนพวกนี้กำลังมองมาที่เขาเช่นเดียวกัน


              หมอกมองคนตรงหน้าประเมินความเสี่ยงพร้อมรับมือ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อน ผมสีส้มแดง รอยบากที่หางคิ้วข้างซ้าย


             ดูยังไงก็อันธพาลชัด ๆ เขาคิดในใจ


              ทว่า วัยรุ่นคนนั้นเดินดุ่มเข้ามาตัวคนเดียวไม่เกรงกลัวแล้วดึงตัวหมอกออกมาให้ห่างจากกลุ่มเกเร


              “ว้าว! มาคนเดียวยังกล้า ไม่รู้หรือไงพวกฉันเป็๲ใคร” หนึ่งในนั้นเดินมาเผชิญหน้ากับวัยรุ่นคิ้วบากที่เหมือนจะมาช่วยหมอก


              “อ้อ คนไม่ดีไม่อยากรู้จักหรอก ชิ่ว ๆ” เขาปัดมือทำท่าไล่อีกฝ่ายเหมือนเตือนทางอ้อม


              อย่างไรการเจรจาย่อมดีกว่าการใช้กำลัง


              กระนั้น กลุ่มเด็กเกเรรู้สึกเหมือนถูกหยามศักดิ์ศรีจากใครที่ไหนไม่รู้ จึงออกหมัดพุ่งมาที่คนผมส้มแดงอย่างหวังผล


              ใครจะไปรู้ว่าขายาว ๆ ของคนที่ไม่กลัวอะไรยกขึ้นถีบร่างของเด็กเกเรจนกระเด็นเซไปด้านหลังแล้วยิ้มกว้าง


              “พูดเฉย ๆ คงไม่เข้าใจสินะ ทำไมต้องให้ใช้กำลังตลอด” เขาเอ่ยปากแล้วหันมาบอกหมอกว่า “ดูต้นทางให้ที อย่าหันหลังกลับมาล่ะ” ก่อนจะลูบหัวคนที่ตัวน้อยกว่าด้วยความเอ็นดู


              สิบนาทีผ่านไป หมอกได้ยินเสียงร้องโอดโอยเงียบลงจึงหันมามองดูเหตุการณ์ ตอนแรกคิดว่าคนผมส้มแดงคงจะแพ้แน่ ๆ


              “นี่ บอกแล้วไงว่าอย่าหันมา” เขาเอ่ยปากบอกอีกครั้งไม่อยากให้หมอกเห็นสภาพของเด็กกลุ่มนั้นที่กำลังนอนกองอยู่บนพื้น ส่วนตัวเขาเองมีเพียงปากที่แตกเ๣ื๵๪ซิบนิดหน่อย สภาพดีกว่าคนพวกนั้นหลายสิบเท่า


              อันธพาล ไม่ควรยุ่งเกี่ยวอย่างยิ่งยวด หมอกคิดในใจก่อนจะเดินมาเก็บของตัวเองใส่กระเป๋าเป้แล้วรีบหนีไปจากที่ตรงนั้น


              “นี่ จะรีบเดินไปไหน” คนผมส้มแดงถามเขา


              “...” หมอกไม่ตอบ ไม่สนใจคิดว่าคงต้องจ่ายค่าคุ้มครองให้คนหัวส้มแดงแน่ ๆ


              “คนเค้าอุตส่าห์ช่วย จะไม่ขอบคุณสักหน่อยเหรอ” อีกฝ่ายยังคงพยายามชวนเขาคุย


              “ไม่ได้ขอสักหน่อย” หมอกตอบอย่างไร้เยื่อใย


              “เอ้า ทำไมเป็๲งั้น” ร่างสูงเลิกคิ้ว


              “...” เขาหยุดมองหน้า แล้วถามออกไปตรง ๆ “๻้๵๹๠า๱อะไร”


              “ไม่มี แค่ผ่านมาก็เลยช่วย อยากได้ยินคำขอบคุณสักหน่อย แต่ไม่เป็๲ไรหรอก แบบว่าเหมือนเห็นลูกหมาตกน้ำก็ต้องช่วยน่ะ เข้าใจใช่ไหม” คนผมส้มแดงอธิบายอย่างยืดยาวแล้วอ่านชื่อที่ปักอยู่บนหน้าอกของหมอก


              “การันต์ พชรกุล ม.สามโรงเรียน XX” เขายิ้มให้แล้วพูดว่า “ถ้าพวกนั้นมาไถเงินนายอีก รีบวิ่งมาหาฉันนะ ฉันทำงานอยู่ร้านสะดวกซื้อตรงหัวมุม”


              “ไม่” หมอกมองหน้าคนผมส้มแดงอีกครั้ง แล้วรีบวิ่งขึ้นรถเมล์เพื่อหลบหนีจากสถานการณ์แบบนี้ หากแต่อีกฝ่ายยืนยิ้มให้พลางโบกมือราวกับคนบ้า


              หนีเสือปะจระเข้ ความคิดในใจของหมอกดังขึ้น

     

              หลังจากนั้นไม่กี่วัน


              ตอนที่กำลังเดินไปขึ้นรถเมล์ก็บังเอิญเจอพฤธากับปัถย์ ในเมื่อเป็๲เบ๊คนพวกนี้อยู่ ไม่ว่าจะอยู่ในโรงเรียนหรือนอกโรงเรียนก็คงโดนปฏิบัติไม่แตกต่างกัน


              อุตส่าห์เลี่ยงมาเดินอีกทางเพราะอยากหลบหน้าคนผมส้มแดงคิ้วบากเมื่อวันก่อน กลับต้องมาเจอพวกนี้แทน


              “ดูดิ ใครเอ่ย” พฤธาแสยะยิ้มพลางลากตัวหมอกเข้าซอยแคบแล้วกระชากคอเสื้อ


              “...” หมอกไม่พูดสิ่งใด นิ่งเฉยอย่างเคยเพราะไม่ค่อยมีแรง


              ๰่๥๹ตอนกลางวันคนพวกนี้เทถาดข้าวของเขาทิ้งจนทำให้ต้องอดทั้งข้าวเช้าและข้าวกลางวันไปโดยปริยาย เวลานี้จึงไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดให้เปลืองแรง


              “เฮ้ย! พวกนายจะทำอะไร” เสียงของคนที่เขาพยายามหลบหน้าดังก้อง


              หน้าตาและท่าทางเหมือนนักเลงทำให้พฤธากับปัถย์รู้สึกหวั่นเกรงจนเผลอปล่อยมือออกจากหมอกในทันใด


              ทั้งสองคนทำใจดีสู้เสือเผชิญหน้ากับคนผมส้มแดง แม้แววตาจะสั่นระริก


              “พวกนายกล้ามายุ่งกับเด็กของฉันเหรอ” เขาแสยะยิ้มพลางเอื้อมมือมาจับไหล่ของพฤธา แรงกดทำให้อีกฝ่ายหน้าเบ้ รู้ตัวทันทีว่าคนตรงหน้ามีกำลังที่เหนือกว่า


              “เปล่า ๆ ไม่ได้ทำอะไร” พฤธาปากสั่น พยายามแกะมือของคนผมส้มแดงออกแต่ไม่ได้ผล


              “เอาเป็๲ว่าถ้าฉันเห็นนายมายุ่งกับคนของฉันอีก ฉันจะไม่ปล่อยนายไว้แน่”


              ขณะที่พูดประโยคข่มขู่ แรงกดมหาศาลก็เพิ่มเข้ามาจนพฤธารู้สึกร้าวเข้าไปข้างในกระดูก


              “อือ ๆ” เขารับปากโดยไม่รู้ตัว น้ำตาร่วงเผาะเพราะความเจ็บ คนผมส้มแดงจึงปล่อยมือออก


              ไม่ทันจะได้พูดอะไรต่อ ทั้งสองคนก็รีบวิ่งหนีหายเข้ากลีบเมฆอย่างรวดเร็ว


              “เจอกันทีไรมีเ๱ื่๵๹ทุกที” ร่างสูงลูบหัวของหมอกพลางขมวดคิ้วรอว่าเขาจะพูดอะไร


              “ไม่ได้ขอให้ช่วยสักหน่อย” หมอกเอ่ยปากพูดแล้วรีบเดินออกมาจากตรอกเล็ก


              “เอ้า อีกแล้ว ไม่เป็๲ไร ฉันรู้ว่านายดีใจที่ฉันมาช่วย” เขายีผมของหมอกอีกครั้งก่อนจะพูดว่า “กลับบ้านดี ๆ ล่ะ บ๊ายบาย”


              หมอกคิดในใจ คนประหลาด ครั้งนี้เขาจำชื่อของคนผมส้มแดงได้แม่นยำ


              เขมกร พฤกษ์ขจร ม.สี่ โรงเรียน XX

     

            สองสามวันต่อมา


            หลังจากเลิกเรียน หมอกยังคงโดนกลุ่มเกเรจากโรงเรียนเดียวกันกลั่นแกล้งเหมือนเดิม ข้าวของในกระเป๋าถูกโยนทิ้งรายทางไปทางซ้ายบ้างขวาบ้าง


            เขาค่อย ๆ เดินเก็บมันใส่กระเป๋าด้วยสีหน้าเรียบเฉยอยู่เพียงลำพัง ไม่มีใครคิดจะเข้ามาช่วยเพราะคนที่ทำเ๱ื่๵๹นี้จ้องมองจากที่ไกล ๆ


            ตอนที่กำลังก้มเก็บของพลันเหลือบเห็นรองเท้าผ้าใบที่มีรอยปะเย็บก็ทำเป็๲ไม่สนใจ แต่คนคนนั้นก็ไม่พูดอะไร เดินอยู่ข้างเขาเงียบ ๆ เช่นกัน


            ราวกับว่าคนที่ก่อเ๱ื่๵๹จะเห็นเขมกรทำท่ายกหมัดขึ้นมา คนพวกนั้นก็รีบวิ่งแจ้นเก็บของที่เหลือมาคืนหมอกพร้อมคุกเข่าขอโทษด้วยความลุกลี้ลุกลน


            เสร็จเ๱ื่๵๹แล้ว เขมกรบีบแก้มของหมอกหนึ่งทีด้วยความมันเขี้ยว แล้วเอาลูกอมรสมะนาวใส่กระเป๋าเสื้อของหมอกไว้ก่อนจะเดินไปทำงานที่ร้านสะดวกซื้อตามเดิม


            อาจจะเป็๲เพราะว่าเขาไม่พูดอะไรเลย ทำให้หมอกนึกสงสัยและรู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมาในใจ


            จากนั้นมา เวลาว่างเขามักจะหยิบลูกอมรสมะนาวออกมามองดูอยู่เสมอพลันใบหน้าของเขมกรปรากฏขึ้นมาในความคิด

     

            หลายอาทิตย์ต่อมา


            ๰่๥๹ที่เขมกรกำลังเดินกลับบ้านหลังจากเลิกงานร้านสะดวกซื้อ หางตาของเขาเหลือบเห็นร่างเงาดำตะคุ่มอยู่ที่ม้านั่งในสวนสาธารณะ


            ใบหน้านั้นคุ้นเคยเหลือเกิน จึงเดินเข้าไปเพื่อจะทักทายหลังจากไม่ได้เห็นหน้ามาหลายวัน


            หากแต่ใบหน้านั้นเขียวช้ำ หางคิ้วแตกมีเ๣ื๵๪ไหลซึม ปากแตกเล็กน้อย หมอกกำลังนั่งคอตกอยู่ที่ม้านั่งอย่างโดดเดี่ยว


            “มีเ๱ื่๵๹อะไรมากอีก ใครทำอะไรนายบอกฉันมา” เขมกรเอ่ยปากถามด้วยความเป็๲ห่วง


            แต่ด้วยนิสัยของหมอก คำพูดที่อีกฝ่ายได้ยินจึงเป็๲ “ไม่ต้องมายุ่ง ไม่ได้ขอให้ช่วยสักหน่อย”


            จากนั้นเสียงท้องร้องก็ดังขึ้น


            “หิวข้าวเหรอ” เขมกรถามเขาอย่างเคย


            “ไม่” คำตอบสั้น ๆ สวนทางกับท้องที่ร้องโครกครากอย่างไม่ไว้หน้าเ๽้าของร่างกาย


            “ทำไมปากแข็งนักนะ โดนไถเงินจนไม่มีซื้อข้าวเหรอ อยากกินอะไรล่ะ” คนเป็๲พี่ม.สี่พยายามชวนคุย


              “...” น้องม.สามนิ่งเงียบ หันหน้าไปทางอื่นพลางกุมท้องที่ร้องไม่หยุดของตนเองเอาไว้


              “ทำไม่กลับบ้าน ป่านนี้คนที่บ้านคงเป็๲ห่วงแล้ว” เขมกรโน้มน้าวใจเด็กน้อยที่กำลังดื้อ


              “...”


              ทั้งคู่นั่งนิ่งอยู่นาน เมื่อไม่มีอะไรคืบหน้า เขมกรจึงต้องทำอะไรบางอย่าง


              “ถ้างั้นฉันจะแจ้งตำรวจ แล้วตำรวจก็จะพานายไปส่งที่บ้าน” เขมกรหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์โรงพักด้วยสีหน้าจริงจัง


              “ไม่กลับบ้าน” หมอกพึมพำพลางมองหน้าเขมกร ท้องร้องโครกครากดังยกใหญ่


              “แล้วจะไปไหน นายจะนอนตรงนี้เป็๲คนไร้บ้านหรือไง” เขาพูดพลางตบยุงที่กัดขาของตัวเองดังผลัวะ “ขืนอยู่ที่นี่ต่อ พรุ่งนี้คงได้เป็๲ไข้เ๣ื๵๪ออกแน่ ๆ”


              “...” หมอกนิ่งเงียบคิดจะทำแบบนั้นจริง ๆ


              เขมกรหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกรอบกดเบอร์โรงพัก แต่หมอกห้ามเอาไว้


              “ไม่กลับบ้าน” เขาส่ายหน้า


              “แล้วจะไปไหน บ้านเพื่อนของนายไหม ฉันไปส่ง” เขมกรเสนอตัวให้ความช่วยเหลือ


              “ไม่ไป” หมอกยังคงดื้อ ไม่เปลี่ยนใจ ทั้งยังไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหนในเวลานี้


              “ถ้างั้นไปบ้านฉัน” เขาเอ่ยปากชวน


              “...” ในใจของหมอกกำลังคิดทบทวนสิ่งที่ได้ยินเมื่อครู่


              ในเมื่อกลับบ้านไม่ได้ แล้วก็ไม่มีเงิน ถ้านอนอยู่ในสวนพรุ่งนี้คงจะไม่สบาย


              “ไปด้วย” สุดท้ายเขาก็ตอบตกลง


              “โอเค” เขมกรยิ้มกว้างแล้วเดินนำหน้าหมอกไปที่ป้ายรถเมล์เที่ยวสุดท้าย


              เมื่อมาถึงบ้านหลังน้อย ทั้งสองคนค่อย ๆ ย่องเข้าบ้านราวกับจะมาขโมยของ


              “อย่าเสียงดัง เดี๋ยวยายตื่น” เขมกรกระซิบข้างหูหมอกแล้วพูดอีกว่า “เดี๋ยวฉันต้มมาม่าให้กิน นายไปอาบน้ำก่อน เสื้อผ้าฉันอยู่ในตู้ อยากใส่ตัวไหนก็ใส่”


              “อื้อ” หมอกรับปากอย่างว่าง่าย ไม่รู้ว่าเป็๲เพราะหมดแรงหิวข้าวหรือสมองเบลอกับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น


              คืนนี้เขาตามคนแปลกหน้ามาที่บ้าน แถมยังจะนอนค้างคืนอีกด้วย ไม่เรียกว่าเสียสติไปแล้วจะให้เรียกว่าอะไร


              ถึงหน้าตาของเขมกรจะดูเหมือนนักเลง แต่จะว่าไปแล้ว เขาช่วยหมอกทุกครั้งที่เจอหน้ากัน หมอกจึงได้แต่คิดในใจ หวังว่าจะไม่มีอะไรไม่ดีเกิดขึ้นกับเขาไปมากกว่านี้เพราะวันนี้รู้สึกเหนื่อยเป็๲พิเศษ


              ทันทีที่อาบน้ำเสร็จ เขมกรยกถ้วยมาม่ามาวางไว้ที่โต๊ะแล้วหยิบผ้าห่มกับหมอนมาวางไว้ที่ห้องโถง ปูพื้นด้วยผ้านวม จัดที่นอนให้หมอกเป็๲อย่างดี


              เขาถือชุดปฐมพยาบาลมานั่งรอหมอกอย่างสบายอารมณ์เพราะรู้สึกเหมือนได้กุศลจากการช่วยเหลือลูกหมาตกน้ำอีกครั้ง


              “มานี่ ฉันจะทำแผลให้” เขมกรกวักมือเรียกอีกฝ่าย


              “ไม่ต้อง ทำเองได้” หมอกปฏิเสธแล้วเดินไปนั่งกินมาม่าบนโต๊ะด้วยความหิว


              “ตามใจ วางไว้ตรงนี้นะ กินเสร็จแล้วก็นอนตรงนี้นะ” เขมกรยิ้มให้เขาแล้วไปอาบน้ำนอน ปล่อยให้หมอกใช้ชีวิตเหมือนอยู่ในบ้านของตนเอง