บทที่5
วาตีกำลังครุ่นคิดเื่ในอดีตจนลอบถอนหายใจออกมาเมื่อเสียงประตูห้องนอนเปิดกว้างครู่เดียวจึงััได้ว่าบนเตียงนอนกำลังยวบลงเป็กระหย่อม พร้อมกับแก้มเนียนถูกลิ้นสากๆเลียแผล็บสองสามครั้งตามด้วยเสียงเห่าเล็กๆของเ้าโดมิโนสุนัขเพศผู้พันธุ์ชิวาวาขนสั้นสีแบล็กแทนตัวเล็ก
หล่อนจึงพลิกตัวขึ้นมากอดรัดฟัดเหวี่ยงกับเ้าโดมิโนทั้งหอมทั้งจูบพร้อมกับลูบหัวมันด้วยความเอ็นดู “บอกกี่ครั้งแล้วว่าไม่ชอบให้เลียหน้า เดี๋ยวเถอะ...แล้วนี่ใครปล่อยให้ขึ้นมาข้างบนกันฮึ”
“แม่เองแหละลูก”
วารียืนอยู่ที่กรอบประตูในมือถือนมร้อนบรรจุใส่แก้วทรงสูงมองหล่อนด้วยแววตาอาทร...เพียงครู่ก็ก้าวมาใกล้ชิดขอบเตียง ยื่นแก้วนมนั้นส่งให้
“แม่อุ่นนมขึ้นมาให้เห็นหนูทานข้าวไปได้นิดเดียวเอง น่าจะยังไม่อิ่ม”
แม่ของหล่อนเลี่ยงที่จะเอ่ยถึงสิ่งกระทบจิตใจของหล่อนเมื่อครู่ทำให้หล่อนรู้สึกกระดากใจไม่น้อย แต่ก็ขยับตัวเปลี่ยนจากนอนเป็นั่งแล้วรับนมแก้วนั้นมาถือเอาไว้
เ้าโดมิโนที่สั่นหางกระดุกกระดิกอยู่ใกล้ๆส่งสายตามองไปยังแก้วนมในมือด้วยความอยากกินตามธรรมชาติของสุนัขทำให้หล่อนต้องละมือข้างหนึ่งที่ว่างเอื้อมไปลูบหัวมันอีกครั้งพลางเอ่ยแหย่เย้า
“แก้วนี้ของฉัน...ถ้าแกอยากกินก็ไปอ้อนขอแม่เอาเองสิ”
ว่าแล้วหล่อนก็เป่าไออุ่นไล่ความร้อนในแก้วก่อนจะดื่มนมแก้วนั้นทีละนิดจนหมด หันไปมองทางเ้าโดมิโนที่ตอนนี้ขยับไปอยู่ปลายเท้านอนหมอบด้วยความผิดหวัง
“แม่ดูสิคะ...โดมิโนมันแอบงอนตุ๊บป่องแล้ว”
ผู้เป็แม่ยิ้มบางๆลากเก้าอี้ดีไซน์เก๋ไก๋สีดำมานั่งสนทนากับลูกใกล้ๆ “มีเื่อะไรไม่สบายใจ ก็เล่าให้แม่ฟังได้นะลูก”
แต่แล้วจู่ๆแม่ของหล่อนก็ชวนคุยเข้าประเด็นทำให้หล่อนได้แต่ยิ้มฝืนเฝืออย่างช่วยไม่ได้...
“แม่อย่าไปคิดมากเลยค่ะมันก็แค่เื่เท่าขี้ผงบังตา นางเอกในนิยายของวาเจอเื่เลวร้ายตั้งร้อยแปดอย่างหนักหนาสาหัสมากกว่านี้ตั้งหลายเท่า ก็ยังผ่านพ้นอุปสรรคไปได้”
“แต่นั่นมันนิยายนะจ๊ะวา...นี่มันชีวิตจริงเหมือนกันที่ไหน”
หล่อนไหวไหล่ทำท่าไม่แยแส ไม่รู้สึกรู้สาต่อความเ็ปในส่วนลึกที่ซุกซ่อนไว้เ่าั้ “นิยายที่วาเขียนมันก็มีหลายส่วนมาจากชีวิตคนเราจริงๆนี่คะแม้ว่าหลายสิ่งอาจจะเพิ่มเติมเข้าไปด้วยจินตนาการก็เถอะ”
แล้วแววตาของวารีก็หม่นแสงลง...
“นั่นสินะ แม่ก็ลืมไปเสียสนิทว่าชีวิตคนเรากับชีวิตตัวละครในนิยายบางทีมันก็แยกกันไม่ออก ขนาดชีวิตของแม่ก็ยังไปโลดแล่นอยู่ในนิยายของลูกเลย”
“แม่มีอะไรหรือเปล่าคะหรือแค่ตั้งใจเอานมแวะมาให้วา”
วารีนิ่งไปนิดหนึ่งก่อนจะชวนหล่อนคุย “แม่แค่อยากจะขึ้นมาถามลูกน่ะสิว่าตอนนี้กำลังเขียนนิยายเื่อะไรอยู่แล้วเื่สาป์ลวงที่ให้แม่อ่านต้นฉบับไปสิบกว่าตอนเขียนจบหรือยังลูก...แม่อยากจะอ่านต่ออีกสักหน่อย ไม่อยากรอตอนรวมเล่มที่อ่านค้างไว้มันคาใจจัง ถึงตอนที่พระเอกกำลังทำโทษนางเอกแล้วด้วยสิ”
หล่อนยิ้มอย่างโล่งใจเพราะมารดาของหล่อนนั้นเป็นักอ่านนิยายตัวยงมาแต่ไหนแต่ไร นอกจากนิยายของลูกสาวแม่อ่านนิยายของนักเขียนเก่าและใหม่ทุกประเภท จนตอนนี้ชั้นหนังสือที่ตั้งอยู่ใน ‘ห้องสมุดส่วนตัว’ วางเรียงกันจนแทบจะล้นชั้น
แล้วต้นฉบับนิยายทุกเื่ที่หล่อนเขียนก็ได้แม่นี่แหละที่คอยเป็ผู้ตรวจทานจำเป็ เื่ไหนสนุกถูกใจแม่ก็พูดถึงไม่ขาดปาก แต่ถ้าเื่ไหนขัดใจ แม่ก็มักจะบ่นนานติดกันหลายวันจนหล่อนเคยชินเสียแล้ว...ยกเว้นก็แต่นิยายเื่ที่มีชีวิตของพ่อกับแม่อยู่ในนั้นเป็เื่เดียวที่ท่านไม่เคยแสดงความคิดเห็นใด
“เื่นั้นวาเขียนจบไปหลายวันแล้วค่ะแม่แต่เพิ่งส่งต้นฉบับไปไม่นานนี้เองค่ะ”
พูดจบหล่อนก็ลุกขึ้นจากเตียงเดินไปยังโต๊ะทำงาน วางแก้วเปล่าที่ถือติดมือลงบนโต๊ะแล้วย่อตัวลงไปชั้นเตี้ยข้างๆโต๊ะทำงาน หยิบต้นฉบับสมบูรณ์ที่พริ้นท์เอาไว้เป็เล่มสำหรับตรวจทานรอบสุดท้ายส่งให้มารดา
“นี่ค่ะแม่”
วารีรับต้นฉบับ์ลวงที่หนาเกือบ250 หน้าขึ้นมาวางแนบตัก พลิกไปมาคร่าวๆ ก่อนจะถามหล่อนต่อว่า “แล้วตอนนี้เขียนเื่อะไรอยู่ล่ะ”
หล่อนจึงเล่าถึงงานแพ็กคู่ล่าสุดที่เพิ่งไปคุยกับเลอฉวีมาวันนี้...
มารดาของหล่อนมีสีหน้าตื่นเต้นแกมแปลกใจก่อนจะออกปากอย่างงุนงงอยู่บ้าง “นิยายชุดนี้น่าสนใจดีนะลูก แต่นายแบบคนที่ลูกพูดถึงก็คือคนเดียวกับที่ป้าของหนูพูดเมื่อครู่ใช่ไหม...ก็ตัวจริงเขาเป็เกย์ไม่ใช่เหรอแล้วจะต้องแก้ข่าวไปทำไมกัน”
หล่อนเห็นหัวคิ้วของมารดาย่นเข้าหากันก็มองเห็นว่าเครื่องหมายคำถามลอยเต็มไปหมด...ดูเอาเถอะ ขนาดแม่ของหล่อนซึ่งไม่ได้สนใจเื่ของชาวบ้านสักนิด ยังเข้าใจแบบเดียวกับที่ป้ารุ่งพูดทุกประการ
พลางเสียงของเ้าโดมิโนก็เห่าขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย...หรือว่าเ้าโดมิโนจะคิดเหมือนแม่กับป้ากันนะ?
หล่อนจึงได้แต่ถอนใจพร้อมกับจนใจที่จะตอบออกไป
//////////////////////////////////////////////////