จ้าวฉือลืมตาตื่นมา ก็รู้สึกปวดศีรษะแทบะเิ ใช้เวลาอยู่ครู่ใหญ่จึงพอยันตัวลุกขึ้นนั่งได้ รู้สึกสรรพสิ่งรอบกายมิคุ้นตาอย่างยิ่ง ทั้งโต๊ะเก้าอี้ที่วางอยู่หน้าเตียง ขณะที่กำลังยกมือนวดขมับ คนผู้หนึ่งก็ผลักประตูเข้ามา
“ฉือเกอ ในที่สุดท่านก็ตื่นแล้ว รู้สึกอย่างไรบ้าง?”
จ้าวฉือเขม้นมองอยู่พักหนึ่งก็ร้องอ้อออกมา “ที่แท้เป็เ้าเอง นี่ที่ใด กี่ยามแล้ว?”
“ที่นี่เป็หอิเย่ว์ ยามอู่” (ประมาณเที่ยงวัน)
จ้าวฉือยกมือตบหน้าผาก “เราถึงกับหลับไปได้นานเพียงนี้” ก่อนจะร้องขึ้น “ที่นี่เป็หอิเย่ว์? มิใช่บ่อนปลาเงิน?”
เซี่ยตันผงกศีรษะ “ถูกแล้ว ท่านไฉนต้องมีสีหน้าตระหนกใถึงเพียงนั้น”
“ดาบ! ดาบของเราเล่า?”
“วางอยู่ข้างเตียงตรงนั้น” เซี่ยตันยกมือชี้ไป จ้าวฉือหันไปคว้าดาบ แล้วเบือนหน้ากลับมาขมวดคิ้วนิ่วหน้ากล่าว
“เมื่อคืนเ้าเล่นลูกไม้ใดอีก”
เซี่ยตันทอดถอนใจ ส่งเสียงละห้อยกล่าว “ข้าพเ้าพาท่านกลับมานอนพักที่นี่ ยังอุ่นน้ำแกงสร่างเมาไว้รอท่าน ท่านตื่นมาก็ตำหนิใส่ข้าพเ้าแล้ว ข้าพเ้าไปกระทำผิดต่อท่านที่ใดอีก”
จ้าวฉือกวาดตามองดูเซี่ยตันขึ้นๆ ลงๆ แลเห็นมันหวีผมเรียบร้อย ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่เป็สีครามสดใส ทั้งใบหน้าและดวงตาก็มิคล้ายคนเพิ่งสร่างเมาเลยแม้แต่เสี้ยวเดียว จึงกล่าวขึ้นต่อ
“เมื่อคืนเ้ากรอกสุราเมามายอยู่ชัดๆ ไฉนตอนนี้มายืนทำหน้าระรื่นอยู่ได้”
“ข้าพเ้าก็เมาจริง แต่มิได้เมาไปกว่าท่านเด็ดขาด เื่นี้เป็เพราะท่านหักโหมเอง มิใช่ข้าพเ้าเล่นลูกไม้ใด”
“เราหักโหม? เพ้ย กล้ากล่าว”
เซี่ยตันทอดถอนใจอีกแล้วกล่าว “ท่านที่จริงก็มีความสามารถเชิงสุราไม่ด้อยไปกว่าข้าพเ้า หากยังนั่งดื่มกันต่อไป ต้องเป็ข้าพเ้าที่ล้มไปก่อน ท่านใช้กำลังภายในกดข่มฤทธิ์สุราเอาไว้ ถึงกับสามารถดื่มสุราได้เป็ไหโดยสีหน้ามิแปรเปลี่ยน แต่ว่านั่นก็เป็จุดอ่อนเช่นกัน เมื่อคืนหากข้าพเ้าตั้งใจลงมือประทุษร้ายท่านจริง ท่านต้องตายอยู่ที่นั่นอย่างเด็ดขาด เนื่องเพราะท่านเมื่อคิดเกร็งปราณขึ้นต่อต้าน พลังที่ใช้กดฤทธิ์สุราไว้ก็หย่อน พิษสุราจึงตีขึ้นเบื้องบนกะทันหัน ปั่นป่วนลมปราณของท่านจนติดขัด มิอาจควบคุมร่างกายได้ดั่งใจ ถึงขั้นหมดสติ ข้าพเ้าจึงเตือนท่านแต่แรก ควรให้พิษสุรากำเริบบ้าง เมามายสักเล็กน้อยพอให้ร่างกายคุ้นชิน ยามเมื่อต้องลงมือต่อยตีกับผู้อื่น ก็จะมิถูกพิษสุราเข้าแทรกจนพลาดพลั้งไป”
จ้าวฉือตอนนี้มิได้ส่งเสียงโต้เถียงกระไรอีก ถึงกับนิ่งฟังอย่างสงบ ท้ายที่สุดก็ทอดถอนใจออกมา “เ้าถึงกับสามารถมองออกได้อย่างปรุโปร่ง ยังคงเป็เราพ่ายแพ้ต่อเ้าอยู่นั่นเอง”
เซี่ยตันปั้นหน้าเคร่งขรึม กล่าวขึ้นอย่างจริงจัง “วิธีที่ท่านใช้ ข้าพเ้าก็เคยทดลองกระทำอยู่ จึงทราบจุดอ่อนจุดแข็ง เมื่อคืนข้าพเ้าแสร้งพ่ายแพ้ให้ท่านก็ได้ แต่ข้าพเ้าห่วงใยท่าน จึงได้ลงมือเช่นนั้น”
จ้าวฉือผงกศีรษะพลางกล่าว “เราตอนนี้ก็ซาบซึ้งใจจนแทบปวดศีรษะตายไป”
เซี่ยตันแย้มยิ้มพลางกล่าว “ข้าพเ้าไปยกน้ำแกงสร่างเมาให้ท่านแล้วกัน”
........................................
หลังดื่มน้ำแกงไปสามถ้วย อาการปวดศีรษะของจ้าวฉือก็ค่อยบรรเทาเบาบางลง จึงลุกออกจากเตียงไปนั่งที่ห้องรับแขกด้านนอก กวาดตามองไปรอบๆ แล้วกล่าว
“ห้องนี้กว้างขวางจริงๆ คล้ายมิใช่ห้องเดียวกับที่เรามาเมื่อวาน”
“ก็มิใช่”
“.....”
“ข้าพเ้าเพิ่งเช่าใหม่เมื่อคืน ที่นี่มีสองห้องนอน ให้ท่านห้องหนึ่ง ข้าพเ้าห้องหนึ่ง”
“แล้วหม่าเอ้อร์ซูของเ้าเล่า?”
“หม่าเอ้อร์ซูพักอยู่อีกตึกหนึ่ง”
“อ้อ...”
“เมื่อคืนก็เป็เอ้อร์ซูช่วยข้าพเ้าแบกท่านขึ้นรถม้ากลับมา”
เห็นจ้าวฉือยกมือนวดขมับ เซี่ยตันจึงถามต่อ “ท่านยังรู้สึกปวดศีรษะอีก?”
จ้าวฉือถอนหายใจพลางสั่นศีรษะ “มิใช่... เพียงแต่เรา... เฮ้อ... วันนี้เ้าคิดจะไปที่ใด?”
เซี่ยตันมองหน้ามันอึดใจ ก็กล่าวตอบ “นี่เป็ยามอู่ พวกเราสมควรถมท้องให้เต็มก่อนจึงค่อยคิดถึงเื่อื่นอีกที”
........................................
หอิเย่ว์มีเหลาสุราตั้งอยู่บนระเบียงชั้นสอง มองลงไปก็จะเห็นถนนที่คึกคักที่สุดของลั่วหยาง เซี่ยตันกับจ้าวฉือก็เลือกนั่งที่ริมระเบียงนี้เอง ครั้งนี้จ้าวฉือถึงกับเป็ฝ่ายเอ่ยปากชวนสนทนาก่อน
“เสี่ยวหูลี่ เ้ามองเห็นขอทานที่นั่งอยู่อีกฝั่งของถนนตรงโน้นหรือไม่?”
เซี่ยตันชะเง้อมองตามไป แลเห็นขอทานน้อยนั่งอยู่ผู้หนึ่ง จึงผงกศีรษะ “ข้าพเ้าแลเห็นแล้ว หรือท่านเกิดมีความสนใจในตัวขอทานน้อยผู้นั้น”
จ้าวฉือยกน้ำชาขึ้นจิบแล้วกล่าว “ครั้งหนึ่งเราก็เคยนั่งขอทานอยู่ตรงนั้นเช่นกัน”
ครานี้เซี่ยตันรีบหันกลับมามองมันทันที แลเห็นใบหน้าที่เคร่งขรึมนั้น ปรากฏรอยยิ้มเยาะที่มุมปากเล็กน้อย
“เป็ไร หรือเ้าไม่คิดว่าเราเคยเป็ขอทานมาก่อน”
“ข้าพเ้าย่อมไม่คิด” เซี่ยตันว่า “แต่ที่ไม่คิดมากกว่า คือไม่คิดว่าท่านจะเป็ฝ่ายกล่าวออกมาเอง”
“เราเองที่จริงก็ไม่ได้เตรียมจะกล่าวเื่นี้มาก่อน เพียงแต่นี่เป็ครั้งแรกที่เราเหยียบขึ้นมาบนระเบียงของหอิเย่ว์ เมื่อได้เห็นถนนสายนี้จากตรงนี้แล้ว ก็อดคิดถึงเหตุการณ์เมื่อคราวนั้นมิได้...”
เห็นจ้าวฉือกล่าวออกมาเพียงเท่านั้นก็นิ่งเงียบไป เซี่ยตันอดมิได้ต้องถามขึ้นต่อ “ท่านไม่กล่าวต่อไป?”
“เ้ายัง้ารับฟัง?”
เซี่ยตันผงกศีรษะ “ท่านเป็สหายข้าพเ้า เื่ราวของสหาย ข้าพเ้าไหนเลยไม่้ารับฟังได้”
จ้าวฉือมองมันอึดใจก็กล่าวสืบต่อ “เื่ราวมิมีอันใดซับซ้อน เรานั่งอยู่ที่นั่น ส่วนท่านนั่งอยู่ที่นี่ ท่านแลเห็นเราจากตรงนี้ จึงได้ลงไปหาเรา รับเราเป็บุตรบุญธรรม แล้วถ่ายทอดวิชาให้”
เซี่ยตันส่งเสียงถามต่อ “ท่านผู้นั้นเป็บิดาบุญธรรมของท่าน? ขอทราบนามอันสูงส่งจะได้หรือไม่?”
“บิดาบุญธรรมของเรามีนามว่าจ้าวชินจ้าน”
“จ้าวชินจ้าน? เทพอสูรทะเลคลั่งผู้นั้นเอง” เซี่ยตันเบิ่งตากว้าง กล่าวออกมาด้วยความตื่นเต้น “ท่านถึงกับเป็บุตรบุญธรรมของเทพอสูรทะเลคลั่ง มิน่าเล่า เพลงดาบที่ท่านใช้ถึงได้ดุดันเป็ยิ่งนัก ข้าพเ้าที่จริงสมควรระลึกได้เสียั้แ่แรก”
“เ้าก็รู้จักบิดาบุญธรรมของเรา?”
“ขอเพียงมีความสนใจเื่ราวในยุทธจักรแม้เพียงเล็กน้อย ก็ต้องเคยได้ยินนามของเทพอสูรทะเลคลั่งผู้นี้มาบ้าง มีคำกล่าวว่า ‘จงหยวนมีสามเทพ หนึ่งเซียน หนึ่งมาร ทะเลโป๋ไห่มีเทพอสูร’ ความยิ่งใหญ่ของเทพอสูรทะเลคลั่ง มิได้ยิ่งหย่อนไปกว่าชื่อเสียงของห้าผู้ยิ่งใหญ่ในจงหยวนเลย”
แลเห็นจ้าวฉือมีสีหน้าประหลาดใจคล้ายเคยได้ยินเป็คราแรก เซี่ยตันก็กล่าวสืบต่อ “ท่านมิเคยได้ยินมาก่อน?”
จ้าวฉือสั่นศีรษะ “เตียเตียเคยกล่าวว่า ฉายาเทพอสูรทะเลคลั่งนี้เป็เพียงคนในแถบลุ่มน้ำโป๋ไห่ตั้งให้ท่าน จะสามารถทัดเทียมห้าผู้ยิ่งใหญ่ในจงหยวนหรือไม่ ผู้เดียวที่พิสูจน์ได้มีเพียงเราเท่านั้น”
เซี่ยตันผงกศีรษะแล้วกล่าว “อ้อ... เนื่องเพราะท่านคือผู้เดียวที่รับสืบทอดฝีมือมา? ข้าพเ้าเคยได้ยินว่า เทพอสูรทะเลคลั่ง เมื่อครั้งวางมือลงจากผู้นำโจรสลัด ได้ถ่ายทอดวิชาให้กับบุตรชายทั้งเจ็ดของท่าน แต่กลับมิมีผู้ใดบรรลุถึงขั้นสุดยอด ท้ายที่สุดก็ห้ำหั่นกันจนตกตายหมดสิ้น ตัวท่านเองก็หายหน้าไปจากยุทธภพ มิมีผู้ใดทราบข่าวอีกเลย คาดมิถึงจริงๆ ว่าจะถ่ายทอดวิชาให้กับท่าน ซ้ำยังรับเป็บุตรบุญธรรมด้วย ข้าพเ้าช่างมีวาสนาแท้ๆ”
เห็นเซี่ยตันดูตื่นเต้นเสียเต็มประดา จ้าวฉือจึงถาม “เ้ามีความสนใจในตัวของบิดาบุญธรรมเราถึงเพียงนั้น”
กงจื่อวัยเยาว์ผงกศีรษะ “ถูกต้องแล้ว ข้าพเ้าแต่เล็กชมชอบฟังเื่เล่าเกี่ยวกับยุทธภพเป็ที่สุด ทั้งบุญคุณ ความแค้น คุณธรรม น้ำใจของมิตรสหาย ช่างเป็เื่ราวที่เต็มไปด้วยความตราตรึงใจ บิดาบุญธรรมของท่านก็เป็หนึ่งในผู้มีชื่อเสียงของยุคนี้ ข้าพเ้าไหนเลยจะไม่สนใจได้”
“อ้อ... เ้าที่พิชิตเราพ่ายแพ้ไปอย่างง่ายดายชัดๆ กลับมิรู้สึกดูถูกดูแคลนต่อตัวท่านเลย?”
เซี่ยตันแย้มยิ้มประจบแล้วกล่าว “ข้าพเ้าจะไปนึกดูถูกบิดาบุญธรรมของท่านได้อย่างไรเล่า ที่ข้าพเ้าพิชิตท่านได้ น่ากลัวเพราะท่านเองยังฝึกปรือไม่ถึงขั้นมากกว่า”
“....”
เห็นจ้าวฉือนิ่งเงียบไปคล้ายมิอาจสรรหาวาจามาโต้ตอบ เซี่ยตันจึงรีบกล่าวขึ้นต่อ
“ข้าพเ้าบังอาจสอบถาม บิดาบุญธรรมของท่านเป็บุคคลเช่นไร ใช่มีรูปกายสูงใหญ่ดั่งรูปปั้นทวารบาลอย่างที่ร่ำลือกันหรือไม่”
จ้าวฉือเมื่อนึกถึงบิดาบุญธรรม ดวงตาก็ทอประกายแห่งความภาคภูมิออกมา “ท่านเป็คนรูปร่างสูงใหญ่ ใช้มือเพียงข้างเดียวก็สามารถเหวี่ยงอาชาพ่วงพีขึ้นไปวางไว้บนกำแพงได้โดยมิกระทบกระเทือน เราก็มิทราบว่าผู้คนร่ำลือถึงท่านอย่างไร ที่เราทราบ ยามปรกติท่านเป็คนสนุกสนานเฮฮา แต่ยามจริงจังก็จริงจังอย่างยิ่ง มิผ่อนคลายเด็ดขาด”
เซี่ยตันมองด้วยสายตาเป็ประกาย “มิทราบข้าพเ้าจะสามารถมีวาสนาได้ไปเยี่ยมคำนับท่านผู้าุโบ้างหรือไม่?”
จ้าวฉือจึงถอนหายใจแล้วสั่นศีรษะ “ประการนี้เห็นทีจะไม่มีวันเป็ไปได้ ท่านผู้เฒ่าได้เดินทางไปพบเหยียนโหลวหวัง (เงี่ยมล่ออ๋อง – พญายม) เสียหลายเดือนแล้ว”
เซี่ยตันพลอยรู้สึกรันทดหดหู่ไปด้วย “ท่านย่อมเศร้าโศกเสียใจมากกระมัง”
“อืม... แต่เตียเตียเคยบอกต่อเรา ตายมิใช่เื่น่าเสียใจ ที่น่าเสียดายคือตอนมีชีวิต มิได้กระทำเื่ราวที่สมควรกระทำ เมื่อตายก็มิอาจย้อนกลับมากระทำสิ่งใดได้อีกแล้ว”
เซี่ยตันผงกศีรษะ แล้วกล่าว “วาจานี้ของท่านผู้าุโ ข้าพเ้าจะจดจำไว้”
เมื่อเห็นจ้าวฉือยังคงนั่งนิ่งเฉย จึงค่อยกล่าววาจาออกมาอีก “ข้าพเ้าเคยได้ยินมาว่า เทพอสูรทะเลคลั่ง เมื่อครั้งอาละวาดอยู่ในทะเลโป๋ไห่ มีทรัพย์สมบัติไม่น้อย ถึงกับร่ำลือกันว่าได้ซุกซ่อนสมบัติไว้เป็จำนวนมหาศาล ในเมื่อท่านเป็บุตรบุญธรรม ไฉนถึงได้ยากจนข้นแค้นถึงขั้นไร้อัฐติดตัวเยี่ยงนี้เล่า”
“เื่ขุมสมบัติ เตียเตียมิเคยกล่าวถึงมาก่อน ท่านเล่าเพียงว่าเคยเป็โจรสลัดเท่านั้น บางทีสมบัติเ่าั้ท่านอาจจะมอบให้แก่บุตรชายทั้งเจ็ดไปหมดสิ้นแล้ว ส่วนตอนท่านอยู่กับเรา ก็มีสมบัติพอใช้สอยประมาณหนึ่งไม่เคยขาดมือ ภายหลังเมื่อท่านเสียชีวิตลง เราจึงได้แจกจ่ายทรัพย์สมบัติเ่าั้ให้กับผู้อื่นไปจนหมดสิ้น”
“....” เซี่ยตันมองมันอย่างตะลึงลาน เนิ่นนานจึงสามารถส่งเสียงออกมาได้ “สมบัติที่เตียเตียท่านหามาได้อย่างยากลำบาก ท่านก็มิคิดจะหวงแหนเอาไว้เลย?”
“เตียเตียเคยว่า สมบัติทั้งหมดท่านยกให้กับเรา เมื่อท่านไม่อยู่แล้ว เราจะนำไปใช้สอยประการใดล้วนแต่เป็เราตัดสินใจ สมบัติเ่าั้ที่จริงก็มิได้มากมาย เมื่อเราตัดสินใจออกเดินทางแล้ว ย่อมไม่เก็บไว้ให้เป็ภาระ”
เซี่ยตันถึงกับส่งเสียงครางออกมา “หากข้าพเ้ามีบุตรเช่นท่าน รับรองต้องร่ำไห้ไปสามวันเจ็ดวัน หากตายต้องตายตามิหลับเด็ดขาด”
“เ้ามีความตระหนี่ถี่เหนียวถึงเพียงนั้น?”
“ตระหนี่ถี่เหนียว?” เซี่ยตันร้องขึ้น “ข้าพเ้ามิได้ตระหนี่ถี่เหนียว แต่หากบุตรข้าพเ้าสามารถโง่งมถึงขั้นแจกจ่ายทรัพย์สมบัติให้ผู้อื่นหมดสิ้นจนมิมีกระทั่งอัฐเอาไว้รักษาตัวเอง ข้าพเ้าต้องลุกจากโลงมาก่นด่ามันสามวันเจ็ดวัน ร่างกายบิดามารดาให้มา ท่านต้องรู้จักถนอมรักษา มิใช่ปล่อยปละละเลยจนย่ำแย่ไป”
ในดวงตาของจ้าวฉือบังเกิดประกายแห่งความปวดร้าวขึ้นมาเสี้ยวหนึ่ง ส่งเสียงกล่าว “เตียเตียเพียง้าให้เราฝึกฝนวิชาของท่านให้สำเร็จ เพื่อสืบสานปณิธานของท่าน ส่วนบิดามารดาที่แท้จริงของเรานั้น... เป็ผู้ใดเราก็มิอาจทราบได้ เหตุใดเราต้องถนอมร่างกายเพื่อคนเ่าั้ด้วย”
เซี่ยตันเมื่อได้ยินดังนั้นก็ให้รู้สึกสะทกสะท้อน ถึงกับมิอาจสรรหาวาจามากล่าวอยู่เป็ครู่ใหญ่ๆ จ้าวฉือจึงว่า
“เ้าเองก็ระวังไว้ คิดคบค้าเราเป็สหาย วันหนึ่งมิแน่ทรัพย์สมบัติของเ้าจะถูกเราผลาญจนหมดสิ้นไป”
เซี่ยตันค่อยระบายยิ้มออกมาได้ กล่าวขึ้น “ท่านมิใช่บุตรของข้าพเ้า ข้าพเ้าไม่กลัวท่านผลาญสมบัติหมดสิ้น แต่... ท่านเป็สหายของข้าพเ้า... ข้าพเ้ามีความห่วงใยในตัวท่าน ดังนั้น... ขอให้ท่านห่วงใยในตัวเองด้วย”
น้ำเสียงที่กล่าวออกมานุ่มนวลอย่างยิ่ง ดวงตาที่จ้องมองมันยิ่งนุ่มนวลกว่า จ้าวฉือพลันรู้สึกระอุอุ่นอยู่ในอก นี่เป็ครั้งแรกที่มีคนตั้งอกตั้งใจกล่าววาจาว่าห่วงใยมัน บอกให้มันถนอมตัว แต่เพราะอีกฝ่ายเป็กงจื่อรุ่มรวยอย่างที่มันมิเคยนึกชอบมาก่อน อีกทั้งยังมีนิสัยเ้าเล่ห์แสนกล มันจึงต้องเสแสร้งส่งเสียงตอบกลับไปอย่างเ็า
“อืม...”
เซี่ยตันก็ทราบว่าบรรยากาศมิใคร่สนุกสนานแล้ว จึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“ในเมื่อเทพอสูรทะเลคลั่งเป็บิดาบุญธรรมของท่าน ท่านเคยได้กล่าววิพากษ์วิจารณ์ถึงห้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งจงหยวนไว้บ้างหรือไม่?”
จ้าวฉือผงกศีรษะ “ก็เคยพูดถึงอยู่บ้าง ท่านว่า กระบี่พิสุทธิ์หยางชุนอิ๋นมีเพลงกระบี่อันยอดเยี่ยมดั่งเป็เทพกระบี่มาจุติ ทั้งยังจรรโลงไว้ด้วยคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ แต่มิทราบใช่วิญญูชนที่แท้จริงหรือไม่ ส่วนกระบี่สรรสร้างเส้าช้วงไป๋ แม้แนวทางวิชามิได้เลิศเลออย่างหยางชุนอิ๋น แต่คำร่ำลือเกี่ยวกับค่ายกลกระบี่ของสำนักมันถึงกับสามารถเทียบชั้นค่ายกลกระบี่ของบู๊ตึ้ง (หวู่ตังในภาษาจีนกลาง) ได้ ประการนี้ท่านว่าหากมีโอกาสเราก็ควรหาเื่ไปทดลอง”
เซี่ยตันหัวร่อแล้วกล่าว “หากท่านคิดใคร่ทดลองค่ายกลกระบี่ของสำนักชิงเจี่ยน มีสถานเดียวคือบุกขึ้นสำนักของมัน เื่ราวสนุกสนานเช่นนี้ท่านต้องเชิญข้าพเ้าไปด้วย”
จ้าวฉือจึงว่า “วางใจเถิด เราต้องไม่กระทำเื่นี้ระหว่างที่ถูกจิ้งจอกน้อยเช่นเ้าพัวพันอยู่แน่ อย่าลืม สัญญาของพวกเราเหลือหนึ่งวันคือวันนี้”
เซี่ยตันเชิดปากขึ้นเล็กน้อย ส่งเสียงกล่าวต่อ “ข้าพเ้าก็มิได้ลืม แต่ท่านก็อย่าได้ลืม เป็ท่านแพ้พนันข้าพเ้าเมื่อคืน ดังนั้นท่านจึงยังติดค้างเื่ที่ต้องกระทำให้ข้าพเ้าอยู่อีกหนึ่งเื่”
“เ้าจะใช้เื่นี้บีบบังคับให้เราพาเ้าติดตามไปที่สำนักชิงเจี่ยน?”
“ข้าพเ้ายังมิมีความคิดเช่นนั้น อันที่จริง ถึงท่านมิเชิญ ข้าพเ้ามีขาก็สามารถเชื้อเชิญตัวเองไปได้ ดังนั้น เื่นี้ข้าพเ้าอนุญาตให้ท่านติดไว้ก่อน ไว้ข้าพเ้านึกออกว่า้าใช้ท่านไปทำประการใดก็ค่อยบอกกล่าวกับท่านอีกที”
เห็นจ้าวฉือทำสีหน้าประหนึ่งใคร่คว่ำโต๊ะใส่มัน เซี่ยตันจึงคลี่ยิ้มนุ่มนวลแล้วกล่าวต่อ “นี่... แล้วคำวิจารณ์ต่อสำนักิเจี่ยว (ประกายจรัสแสง) เล่า? ข้าพเ้าเคยได้ยินว่าสำนักนี้ศิษย์ทุกคนต้องสวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์สีม่วง ดังนั้นจึงเรียกขานกันเป็สำนักเสื้อม่วง ฟังว่าเพลงดาบของสำนักนี้มีอานุภาพสะท้านะเืแผ่นดิน มิทราบพอจะทัดเทียมกับเพลงดาบอัสนีบาตตัดธาราของเตียเตียท่านได้หรือไม่?”
จ้าวฉือยกริมฝีปากขึ้นเล็กน้อย ส่งเสียงกล่าว “สำนักิเจี่ยวนี้ เตียเตียถึงกับ้าให้เราบุกไปพังสำนักมันให้ราบเรียบเป็หน้ากลอง”
“ไฮ้ หรือท่านมีความแค้นกับสำนักนี้อยู่?”
จ้าวฉือสั่นศีรษะ “ท่านมิได้บอกว่ามีความแค้นใด ท่านเพียงบอกต่อเรา หาก้าให้ท่านมีความภาคภูมิในฉายาเทพอสูร เรามีแต่จะต้องไปทำลายสำนักดาบจอมปลอมนั่นให้สิ้นซาก”
“นี่มิใช่ไร้เหตุผลจนเกินไป?”
“นี่มิใช่ไร้เหตุผล” จ้าวฉือว่า “วิชาที่เตียเตียบัญญัติเป็วิชาดาบ วิชาที่เ้าสำนักิเจี่ยวใช้ก็เป็วิชาดาบ หากเรามิใช้วิชาดาบของเตียเตียไปทำลายสำนักมันให้ราบคาบ ไหนเลยจะสามารถยกย่องวิชาดาบของเตียเตียเป็อับดับหนึ่งในแผ่นดินได้”
“ท่านมิต้องทำลายล้างสำนักมันให้ราบคาบ เพียงแต่ประลองชนะประมุขของพวกมัน ก็สามารถเชิดชูวิชาของเตียเตียท่านให้เป็วิชาดาบหนึ่งในแผ่นดินได้แล้ว”
“หรือเ้ามีความสัมพันธ์อันดีต่อสำนักของมัน จึงมาพูดแก้ต่างแทนมันเช่นนี้”
“แก้ต่างอย่างไร ข้าพเ้ากำลังพูดถึงหลักเหตุผลกับท่าน” เซี่ยตันกล่าวด้วยสีหน้าอันจริงจัง “ท่านทราบหรือไม่ การทำลายล้างค่ายสำนักใดสำนักหนึ่ง มิใช่ง่ายดายเพียงท่านเดินอาดๆ ไปสังหารประมุขของมันเท่านั้น หากสำนักของมันมีรากฐานอันเหนียวแน่น สิ่งที่ท่านจะได้คือการเพาะความแค้นกับคนกลุ่มใหญ่ มิใช่ความแค้นต่อคนคนเดียว นอกจากท่านจะมิอาจทำลายล้างสำนักมันได้ดั่งใจหวังแล้ว ยังต้องเผชิญหน้ากับการล้างแค้นราวีมิเลิกรา ชีวิตของท่านจะหาความสงบสุขไม่ได้เลยแม้แต่วันเดียว”
“....”
“ดังนั้น เมื่อท่านคิดจะทำลายล้างค่ายสำนักหนึ่ง ท่านต้องวางแผนอย่างรัดกุม ต้องทำลายจากรากฐาน มองหาจุดอ่อนที่จะสร้างความกังขาให้กับศิษย์และผู้ที่ยกย่องนับถือมัน เมื่อท่านวางแผนจนถี่ถ้วนแล้ว ก็ดำเนินการตามแผน ขั้นตอนสุดท้ายคือท่านเดินอาดๆ ไปถล่มป้ายสำนักของมัน สำนักนั้นก็จะถูกทำลายลงอย่างราบคาบ ไม่เหลือเภทภัยมากวนใจท่านอีก แต่จะทำประการนี้ได้ ต้องลงทุนลงแรง เปลืองสมองวางแผนไม่น้อย หากมิใช่มีความแค้นจนไม่อาจอยู่ร่วมฟ้า ไหนเลยต้องทำถึงขนาดนี้เล่า”
“อืม... ฟังคำเ้าคล้ายคนเคยผ่านประสบการณ์นี้มา หรือเ้าก็มีผู้ที่มีความแค้นจนไม่อาจอยู่ร่วมฟ้ามาก่อน?”
เซี่ยตันถอนหายใจแล้วกล่าว “ข้าพเ้ามิใช่ชนชาวยุทธ์ แต่เป็คนค้าขาย ในวงการคนค้าขายไม่ยกเื่บุญคุณความแค้นเป็หลัก แต่ยกเื่ผลประโยชน์เป็สำคัญ ตระกูลของข้าพเ้าจึงหลีกเลี่ยงการเป็คู่ขัดแย้งกับผู้อื่นเสมอมา หากต้องเป็คู่ขัดแย้งให้ได้ ก็มีแต่จะต้องทำลายคู่ขัดแย้งนั้นให้ราบคาบ เพราะเมื่อคนค้าขายเกิดขัดแย้งกันจนมิอาจหาข้อยุติ ก็จะกลายเป็ศัตรูที่ไม่อาจอยู่ร่วมฟ้า มีแต่ต้องทำลายการค้าของอีกฝ่ายให้สิ้นซากเท่านั้นจึงจะจบสิ้นความขัดแย้งลงไปได้”
จ้าวฉือผงกศีรษะ “วงการค้าขายนอกจากจะเหี้ยมโหดต่อผู้อื่นแล้ว กระทั่งพวกเดียวกันเองก็ไม่ปล่อยปละละเว้นอีกด้วย”
“มิว่าผู้ใดอยู่ในวังวนการแก่งแย่งอำนาจและผลประโยชน์ ก็หนีไม่พ้นต้องกระทำเช่นนี้ทั้งสิ้น แต่... ยุทธภพกลับต่างออกไป ข้าพเ้าเคยได้ยินว่ายุทธภพนั้นเป็โลกของคนสามัญ นับถือในเกียรติ ศักดิ์ศรี และคุณธรรม คนในยุทธภพสามารถมีมิตรภาพ ความรัก ความแค้นต่อกันได้อย่างเปิดเผยจริงใจ ดังนั้นข้าพเ้าจึง้าจะออกท่องเที่ยวในยุทธภพ เพื่อัักับเื่ราวเหล่านี้ด้วยตัวเอง แม้เพียงระยะเวลาหนึ่งปีก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว”
“ไฉนต้องจำกัดเวลาเพียงหนึ่งปี” จ้าวฉือส่งเสียงถาม “เ้าเองก็เป็วิชายุทธ์ กอปรกับทรัพย์สินเงินทองที่เ้ามี คิดจะท่องเที่ยวอยู่อีกเป็สิบปีก็ไม่น่ามีปัญหาใด”
“หากข้าพเ้าคิดท่องเที่ยวหาความสุขใส่ตัวไปตลอดชีวิตเช่นนั้น ก็นับว่าข้าพเ้าเอาเปรียบผู้อื่นแล้ว”
“เอาเปรียบอย่างไร? เ้าที่บอกว่าตัวเองเป็คนทำการค้ายังสามารถอ้างคำว่าเอาเปรียบผู้อื่นได้อีก”
เซี่ยตันถอนหายใจแล้วกล่าว “เงินทองที่ข้าพเ้าใช้จ่าย มิใช่งอกเงยขึ้นมาเอง แต่มาจากกิจการต่างๆ กิจการต่างๆ ก็ต้องมีผู้คอยบริหารงาน แม้ข้าพเ้ามิใช่บุตรคนโต มิต้องรับภาระรับผิดชอบอันใหญ่หลวง แต่ก็มิอาจปล่อยให้ผู้อื่นดำเนินงาน ส่วนตัวเองเที่ยวเล่นไปวันๆ ได้ ดังนั้น หากข้าพเ้าไม่ไปสอบเป็ขุนนาง ก็ต้องไปรับ่ดูแลกิจการบางอย่างของที่บ้าน”
จ้าวฉือมองมันอึดใจ “ที่จริงเ้าเองก็สามารถเป็ผู้มีชื่อเสียงในยุทธภพได้มิยากเย็น เท่าที่เราทราบ การค้าบางอย่างก็ต้องอาศัยชื่อเสียงในวงการนี้ ดั่งเช่นพวกเปียวจื๋อ (สำนักคุ้มภัย) ”
เซี่ยตันระบายยิ้มบางบนใบหน้า กล่าวตอบ “เื่นี้ผู้อื่นสามารถกระทำได้ แต่ข้าพเ้ามิอาจกระทำได้”
“ไฉนมิอาจกระทำได้ เราเห็นเ้าร่วมทางมากับบรรดาเปียวซือพวกนั้นอยู่ชัดๆ”
“ร่วมทางก็คือร่วมทาง แต่ทำกิจการโดยอาศัยชื่อเสียง ข้าพเ้ากระทำมิได้เด็ดขาด มิว่าในแวดวงใดก็ตาม”
“เพราะเหตุใด”
“นี่เป็กฎที่บรรพบุรุษของข้าพเ้าตราขึ้น ผู้ที่เกิดอยู่ในตระกูล หากคิดทำการค้าห้ามมิให้แสวงหาชื่อเสียงตำแหน่ง หากคิดแสวงหาชื่อเสียงตำแหน่ง ก็ต้องมิทำการค้าหรือหาผลประโยชน์จากการค้าของตระกูล ส่วนผู้ที่คิดจะเข้าร่วม หากมีตำแหน่งชื่อเสียงก็ต้องละทิ้งไปไม่นำมายุ่งเกี่ยวปะปน”
จ้าวฉือนิ่งไปนานก็กล่าวสืบต่อ “ด้วยเหตุนี้ เ้าจึงเรียกตัวเองว่าคนค้าขาย”
“ถูกต้อง”
“ผู้อื่นเมื่อมีเงินทองต้องแสวงหาลาภยศชื่อเสียง ไฉนบรรพบุรุษของเ้าจึงตั้งกฎเป็ตรงข้าม?”
“ประการนี้ข้าพเ้าก็เคยสอบถามเตียเตีย ท่านตอบว่า เงินทองเป็ดั่งสัดใส่ข้าว เมื่อไว้ในเรือนย่อมดึงดูดเหล่ามุสิก (หนู) ดังนั้นจึงต้องเก็บรักษาอย่างมิดชิด ส่วนลาภยศชื่อเสียงกลับเป็ดั่งสตรีงามเมือง เมื่อมีแล้วต้องเปิดประตูป่าวประโคมรับแขกอยู่ตลอดเวลา หากคิดรักษาสัดใส่ข้าวให้พ้นจากเหล่ามุสิก ไหนเลยจะสามารถเปิดประตูบ้านไว้ตลอดเวลาได้ บรรพชนจึงได้ตรากฎข้อนี้ขึ้นมา”
“อืม... นี่นับว่าแปลกประหลาดจริงๆ”
เซี่ยตันคีบกับใส่จาน แล้วกล่าวขึ้นอีก “ท่านจึงมิต้องกังวลว่าจะถูกข้าพเ้าพัวพันไปตลอดชีวิต หรือถูกข้าพเ้าพิชิตพ่ายแพ้ลงไปอีก เพราะเวลาในยุทธภพของข้าพเ้า มีเพียงหนึ่งปีเท่านั้น”
จ้าวฉือพลันหัวร่อออกมาคำหนึ่งแล้วกล่าว “ฟังแล้วเราก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมากจริงๆ พบเจอเ้าเพียงวันเดียวเราก็แทบปวดศีรษะตายไป ยังต้องนับถึงหนึ่งปี...”
เซี่ยตันหัวร่อฮิฮะแล้วกล่าว “ข้าพเ้ารับประกัน ท่านเดินทางกับข้าพเ้าหนึ่งปี ต้องครึกครื้นไม่เว้นวัน เมื่อครบปีแล้ว น่ากลัวท่านต้องคิดถึงข้าพเ้าแทบตาย”
“ตอนนี้เราก็คิดถึงคืนวันอันสงบสุขที่ไม่มีเ้าแทบตาย”
เซี่ยตันแสร้งทำเป็มิได้ยิน กล่าวขึ้นต่อ “แล้วที่เหลือเล่า? ยังมีนางเซียนเมฆคราม (เตี่ยนหยุนเซียนหมู่) ประมุขวังบัวแดง กับราชันอสูรทมิฬแห่งพรรคอสูรเทวราช เตียเตียของท่านได้กล่าวถึงไว้ว่าอย่างไร”
“พรรคอสูรเทวราชเป็ขบวนการใต้ดินอันลี้ลับพิสดาร มิทราบเป็ผู้ใดก่อตั้ง และมิทราบผู้ใดเป็ประมุข ทั้งยังมิทราบว่าผู้ใดเป็สมาชิก ผู้ใดที่ปวารณาตัวเป็สมาชิกแล้ว ก็ห้ามแสดงตนต่อผู้อื่นว่าเป็สมาชิก นอกจากสมาชิกด้วยกัน เื่ของพรรคอสูรเทวราชนี้ เตียเตียถึงกับให้เราสาบานต่อหน้าท่าน มิว่าอย่างไรห้ามปวารณาตัวไปเข้าร่วมกับพรรคมันอย่างเด็ดขาด”
“อืม... ข้าพเ้าก็เคยได้ยินมา สมาชิกพรรคมันกระจายอยู่ทุกหนแห่ง มิว่าจะเป็วงการวานิช ขุนนาง หรือแม้แต่วงการนักเลง แต่ทั้งหมดล้วนไม่เปิดเผยตัว ว่ากันว่านี่เป็ขบวนการอันแข็งแกร่งที่คงอยู่มานานกว่าสามสิบปี น่ากลัวผู้ก่อตั้งย่อมมิใช่ชนชั้นสวะเป็อันขาด”
“อืม”
“ยังเหลือวังบัวแดงอีกเล่า? ที่ข้าพเ้าได้ยินมา นางเซียนเมฆครามเมื่อครั้งอดีต เคยถูกเรียกเป็เทพธิดาเมฆคราม ร่ำลือว่านางมีความงามราวเทพธิดามาจุติในมวลมนุษย์ ทั้งยังมีพลังฝีมืออันเลอเลิศ แต่เพราะนางผิดหวังจากบุรุษผู้หนึ่ง จึงเร้นกายออกไปตั้งสำนักลึกลับ รับเพียงศิษย์สตรี เรียกตัวเองเป็นางเซียนเมฆครามนับแต่นั้น”
จ้าวฉือคีบกับเข้าปากแล้วกล่าว “ในบรรดาห้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งจงหยวน นางนับเป็บุคคลที่เตียเตียกล่าวถึงบ่อยที่สุด เนื่องเพราะพวกท่านทั้งคู่ เป็สหายเก่าแก่กันมา”
เซี่ยตันเบิ่งตากลมกว้างด้วยความตื่นเต้น “พวกท่านเป็สหายเก่าแก่? มิใช่คู่รักกระมัง”
จ้าวฉือส่งเสียงตวาด “เหลวไหล! เตียเตียยามกล่าวถึงนาง ก็คล้ายกล่าวถึงเม่ยเม่ย (น้องสาว) ท่านมิได้บอกว่าพบเจอกันที่ใด เพียงแต่บอกว่าเป็สหายเก่าแก่เท่านั้น”
“อย่างนั้น... ท่านเคยกล่าวถึงเื่ความงามของนางหรือไม่?”
“อืม ท่านว่านางก็เป็สตรีที่งามอยู่ อาจจัดได้ว่างามเลิศ เสียดายที่นางมิใช่สตรีชนิดที่ยอมสยบให้บุรุษโดยง่าย นางอาจสามารถเป็คนรักของบุรุษผู้หนึ่ง แต่นางมิอาจยอมตัวเป็ภรรยาที่น่ารักของมัน หรือเป็มารดาที่นุ่มนวลให้บุตรของมัน ดังนั้นนางจึงสะบัดหน้าจากมา”
“เป็นางจากไปเอง?”
“อืม”
เซี่ยตันผงกศีรษะแล้วกล่าว “นี่กลับน่าสนใจอย่างยิ่งจริงๆ สตรีนางหนึ่งสามารถรักกับบุรุษได้ แต่กลับมิอาจเป็ภรรยาของมัน ทั้งยังมิอาจเป็มารดาให้บุตรของมัน สตรีเช่นนี้เป็สตรีเช่นไรแน่ ข้าพเ้าใคร่ไปเยี่ยมคารวะสักคราหนึ่ง”
“วังบัวแดงมิใช่สถานที่ทัศนาจร หรือเ้าคิดว่าสามารถเดินอาดๆ เข้าไปพบนางก็ได้?”
เซี่ยตันแย้มยิ้มพลางใช้ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นมองจ้าวฉือแล้วกล่าว “หรือกระทั่งบุตรบุญธรรมของสหาย นางก็มิคิดจะเปิดประตูต้อนรับเลย”
จ้าวฉือหรี่ตามองมันอึดใจ ก็กล่าว “อย่าได้ฝันว่าเราจะพาเ้าไปเด็ดขาด”
“หรือท่านก็เคยไปเยี่ยมเยียนนางที่วังมาแล้ว?”
“เราไหนเลยจะเคยไปพบนางได้”
“แล้วไฉนท่านจึงไม่ไปเยี่ยมคารวะนาง”
“ไยเราจึงต้องไปด้วย”
“เนื่องเพราะท่านว่านางก็เป็ดั่งเม่ยเม่ยของบิดาท่าน ดังนั้นก็ถือเป็อากู (ท่านอา) ของท่านด้วย ท่านจึงสมควรแวะไปเยี่ยมเยียนนางสักหนหนึ่ง เื่เช่นนี้เป็มารยาทพื้นฐาน หรือท่านมิเคยทราบมาก่อน?”
“.....”
“ข้าพเ้าสามารถช่วยท่านเลือกหาของขวัญอันล้ำค่าเพื่อไปเยี่ยมคารวะนางได้”
จ้าวฉือหัวร่อขึ้นจมูกคำหนึ่งแล้วกล่าว “ลูกไม้นี้ของเ้าใช้กับเรามิได้ผลดอก อย่างไรเราก็ไม่พาเ้าไปเด็ดขาด”
“ไฉนพาข้าพเ้าไปด้วยมิได้ ข้าพเ้ารับรองจะเป็คนว่าง่าย เมื่อไปแล้วจะไม่สร้างปัญหาให้ท่านปวดศีรษะเด็ดขาด ท่านพาข้าพเ้าไปด้วย มิแน่อาจโชคดีได้ว่าที่ภรรยากลับมาด้วยสักนางหนึ่ง”
“เพ้ย เราไปเยี่ยมคารวะท่านผู้าุโ ไหนเลยจะไปพาภรรยากลับมาด้วยได้”
เซี่ยตันมินำพากับท่าทีขึงขังของคู่สนทนา กล่าวต่อไปอย่างมิเร่งร้อน “ก็ข้าพเ้าได้ยินมา สำนักของนางรับเฉพาะศิษย์สตรี พวกเราไปเยี่ยมเยียนนาง น่ากลัวต้องเป็บุรุษกลุ่มแรกที่เข้าไป ฉือเกอของข้าพเ้าหล่อเหลาปานนี้ มีหรือจะไม่พาหัวใจสตรีให้โบยบินได้ ท่านเพียงแต่ต้องจัดการบริหารให้ดี อย่าไปคว้าเอาไหน้ำส้มมาเด็ดขาด” (น้ำส้ม – สตรีขี้หึง มาจากเื่ราวของเสนาบดีในสมัยราชวงศ์ถัง กับภรรยา ฮ่องเต้ในยุคนั้น้าปูนบำเหน็จให้กับเสนาบดีเป็สตรีงามเพื่อตบแต่งเป็อนุ แต่เสนาบดีท่านนั้นได้ทูลคัดค้าน อ้างเหตุภรรยาไม่ยินยอม ฮ่องเต้จึงมีรับสั่งให้นำสุราพิษไปให้ภรรยาของเสนาบดี ให้นางเลือกระหว่างดื่มสุราพิษ กับยอมรับอนุที่ฮ่องเต้จะพระราชทานให้ นางเลือกดื่มสุราพิษ ไม่ยอมให้สามีแต่งอนุ ทว่าสุราจอกนั้นแท้จริงเป็เพียงน้ำส้มสายชู ฮ่องเต้วางอุบายเพื่อทดสอบความใจเด็ดของนาง ดังนั้นสำนวนเกี่ยวกับน้ำส้มจึงหมายถึงสตรีขี้หึง)
จ้าวฉือถึงขั้นมิสามารถอดกลั้นได้อีกต่อไป ถึงกับหัวร่ออกมา “ความสามารถในการเยินยอผู้คนของเ้านับว่าร้ายกาจจริงๆ ด้วยความสามารถเช่นนี้ ผู้ที่ได้ภรรยากลับมา ต้องมิใช่เรา แต่เป็เ้า”
เซี่ยตันหัวร่อเสียงสดใสแล้วกล่าว “เช่นนั้นก็ต้องนับเป็บุญวาสนาของข้าพเ้า”
“ได้สตรีที่ฝึกวิชาฝีมืออำมหิตเยี่ยงนั้นเป็ภรรยา เ้ายังถือเป็บุญวาสนาได้?”
เซี่ยตันเลิกคิ้ว พลางกล่าว “ท่านตำหนิพวกนางว่าฝึกฝีมืออำมหิต?”
“ถูกต้อง เตียเตียบอกเรา อย่าได้ไปตอแย่วุ่นวายกับสตรีจากวังบัวแดงเป็อันขาด อันวิชาฝ่ามือกร่อนิญญาของพวกนางนี้ มิใช่วิชาที่ใช้ทำร้ายฝ่ายตรงข้ามให้ตกตายลงทันที แต่เป็วิชาทรมานคนทั้งเป็ เมื่อฟาดใส่ผู้ใดครบหกฝ่ามือ จะบันดาลความเ็ปดั่งิญญาถูกกัดกร่อนจนคลุ้มคลั่งตายไป ดังนั้นผู้ที่ฝึกวิชานี้ส่วนมากจึงเป็สตรี เพราะมีเพียงสตรีเท่านั้นที่ชมชอบใช้วิธีทรมานเช่นนี้จัดการกับศัตรูของพวกนาง”
“สตรีทุกนางเกิดมาก็ล้วนอ่อนแอกว่าบุรุษ พวกนางจะฝึกฝีมืออำมหิตเพื่อข่มขู่บุรุษบ้าง ท่านก็มิควรจะไปตำหนิพวกนาง อย่างน้อยที่พวกนางฝึก ก็เป็วิชาที่เปิดเผย มิใช่ลอบประทุษ”
“อืม... เ้าก็กล่าวมิผิด แต่เราอย่างไรต้องไม่เสาะหาสตรีที่ฝึกฝีมือเยี่ยงนี้มาเป็ภรรยาเด็ดขาด”
“อ้อ… ข้าพเ้าเข้าใจแล้ว ท่านเกรงว่าเมื่อนางเกิดถือไหน้ำส้มใหญ่ จะฟาดใส่ท่านหกฝ่ามือ ไอ้หยา! นี่ก็เป็เื่ที่น่ากังวลจริงๆ ทางที่ดีพวกเราควรหาภรรยาเรียบๆ ร้อยๆ สักคนจึงประเสริฐที่สุด”
“ในที่สุดเ้าก็เข้าใจจนได้” จ้าวฉือผงกศีรษะ คีบกับใส่ปากอีกคำ แล้วกล่าวต่อ “เมื่อครู่เ้าพูดถึงการลอบประทุษ ทำให้เรานึกถึงเื่หนึ่งขึ้นมา”
“เื่อันใด”
“เตียเตียเคยว่า ในบรรดาวิชาลอบประทุษที่ท่านทราบ มีวิชาหนึ่งอุบาทว์เลวทรามเป็อย่างยิ่ง เรียกว่าวิชาหนอนอัคคี”
“ข้าพเ้ามิเคยได้ยินมาก่อน เป็วิชาอย่างไร?”
จ้าวฉือมองหน้ามันอึดใจก็กล่าวต่อ “วิชานี้แม้เรียกหนอนอัคคี แต่มิใช่วิชาแมลงพิษ เป็วิชาปราณประเภทหนึ่ง เมื่อซัดใส่ผู้ใดจะทำให้ผู้นั้นลมปราณแตกซ่านมิอาจผนึกขึ้นมาได้ วิชานี้มิต้องััถูกตัว แต่ต้องใช้ใส่ในระยะใกล้ยามศัตรูมิทันได้เกร็งกำลังภายในขึ้นต่อต้าน”
“ใช้ใส่ในระยะใกล้ยามศัตรูมิทันได้เกร็งกำลังภายในขึ้นต่อต้าน?” เซี่ยตันทวนแล้วกล่าว “ศัตรูประเภทใดที่อยู่ใกล้กันแล้วมิเกร็งกำลังภายในขึ้นต่อต้าน”
“ศัตรูประเภทนั้นคือศัตรูที่มิทราบว่าเ้าเป็ศัตรูของมัน นี่จึงเป็วิชาที่อุบาทว์เลวทรามที่สุด เนื่องเพราะมีแต่ผู้ที่แสร้งทำว่าเป็มิตรสหายที่สนิทชิดเชื้อเท่านั้นจึงสามารถใช้ลอบประทุษได้”
เซี่ยตันผงกศีรษะแล้วกล่าว “ท่านโปรดวางใจ ข้าพเ้าสามารถเอาชนะท่านอย่างง่ายดาย ต้องมิใช้กลวิธีอันขี้ขลาดเช่นนั้นเล่นงานท่านเป็อันขาด”
“หากคำนวณจากเข็มที่เ้าซ่อนไว้ในด้ามกระบี่แล้ว เรามีแต่ต้องระวังตัวจึงประเสริฐที่สุด”
“ไอ้หยา ฉือเกอ” เซี่ยตันร้อง “เหตุผลที่ข้าพเ้ากระทำเช่นนั้นข้าพเ้าก็บอกกล่าวแก่ท่านแล้ว... มาๆ ข้าพเ้าคีบกับให้ท่าน รอพวกเรากินจนอิ่มแล้ว ค่อยลงไปเยี่ยมขอทานน้อยผู้นั้นกัน”
จ้าวฉือมองเซี่ยตันกุลีกุจอคีบกับใส่ชามของตน มิทราบสมควรหัวร่อหรือถอนหายใจออกมาดี
........................................