รอบๆเวทีประลองผู้คนแออัด แต่ตอนนี้กลับเงียบสงัด
ทุกคนต่างจ้องมองไปยังกรรมการที่ลงมือขัดขวางซ่งอวิ๋นเฟิงจากนั้นก็มองไปที่นาฬิกาทรายที่เม็ดทรายไหลลงมาจนหมดแล้ว
การต่อสู้ครั้งนี้ดุเดือดจนทำให้พวกเขาลืมเวลาไปเลยรู้ตัวอีกทีเวลาก็หมดลงแล้ว...
วินาทีนี้พวกเขาถึงได้เข้าใจว่าที่แท้ก่อนหน้านี้ที่ซ่งอวิ๋นเฟิงต้องการทำให้พลังอัตลักษณ์ของหลี่ลั่วหมดลงแต่เขาไม่ได้คาดคิดเลยว่า หลี่ลั่วเองก็กำลังถ่วงเวลาเช่นกัน
เมื่อเม็ดทรายไหลลงจนหมดการประลองก็จะไม่มีผู้แพ้หรือชนะ ตามกฎก่อนหน้านี้แล้ว จะถูกตัดสินว่าเสมอกัน
กล่าวคือการประลองระหว่างหลี่ลั่วกับซ่งอวิ๋นเฟิง...จบลงด้วยการเสมอกัน
ซึ่งผลลัพธ์เช่นนี้เป็นสิ่งที่เกินความคาดหมายของทุกคนเพราะไม่ว่าจะมองจากมุมใด การประลองครั้งนี้ก็ไม่ควรจะออกมาเป็นแบบนี้ได้เลยความแข็งแกร่งของซ่งอวิ๋นเฟิงกับหลี่ลั่วนั้นห่างชั้นกันอย่างมากดังนั้นในสายตาของคนส่วนใหญ่แล้ว การประลองครั้งนี้ ซ่งอวิ๋นเฟิงจะต้องเป็นฝ่ายที่ชนะอย่างขาดลอย
ไม่ว่าหลี่ลั่วจะดิ้นรนเพียงใดเขาก็ไม่สามารถเอาชนะซ่งอวิ๋นเฟิงที่ครอบครองอัตลักษณ์ระดับเจ็ดและมีระดับพลังอัตลักษณ์ถึงระดับแปดตราได้
แต่ผลลัพธ์เล่า?
จากเดิมทีที่พวกเขาคิดว่าหลี่ลั่วควรจะถูกเล่นงานอย่างยับเยินกลับถูกหลี่ลั่วพลิกสถานการณ์จนกลับกลายเป็นเสมอกันได้...
วินาทีนี้พวกเขามองไปยังหลี่ลั่วที่ตอนนี้ใบหน้าอันหล่อเหลานั้นดูซีดเซียวเล็กน้อยจากการใช้พลังอัตลักษณ์จนหมดสิ้นในระหว่างความเงียบงันนั้น สายตาของพวกเขาก็ค่อยๆ ปรากฏความนับถือออกมา
แม้แต่เป้ยคุนในตอนนี้ก็ยังมีท่าทางราวกับท้องผูกสีหน้าไม่ได้น่าดูแม้แต่น้อย
ส่วนตี้ฝ่าฉิงก็จ้องมองไปบนเวทีอย่างเหม่อลอยดวงตาคู่งามเผยให้เห็นถึงความกระทบกระเทือนทางจิตใจที่ได้รับหลังจากผ่านไปนานพอสมควร นางถึงได้ถอนหายใจหนักๆ ออกมาจ้องมองหลี่ลั่วด้วยแววตาล้ำลึก
หลี่ลั่วในตอนนี้ถึงแม้ว่าจะมีสีหน้าซีดเซียวเล็กน้อย แต่นางกลับรู้สึกราวกับเห็นแสงสว่างเจิดจ้าค่อยๆ เปล่งประกายออกมาจากร่างกายเขาทีละน้อย
ภาพนี้ทำให้ตี้ฝ่าฉิงนึกถึงเงาร่างของตัวตนที่เป็นดั่งตำนานบนศิลาจารึกเกียรติยศของวิทยาลัยหนานเฟิง
แต่เพียงครู่เดียวตี้ฝ่าฉิงก็ส่ายหน้าถึงแม้หลี่ลั่วจะสามารถสร้างปาฏิหาริย์ได้ครั้งหนึ่งแต่หากเทียบกับเจียงชิงเอ๋อร์แล้ว ก็ยังคงห่างไกลกันมากอยู่ดี
บนเวทีซ่งอวิ๋นเฟิงที่ชะงักงันไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงจ้องมองไปยังกรรมการด้วยความโกรธ“ข้ากำลังจะเอาชนะมันได้อยู่แล้วแท้ๆ! มันไม่มีพลังอัตลักษณ์เหลือแล้วต่อจากนี้ข้าชนะแล้วแน่ๆ!”
“ให้เวลาข้าอีกแค่หนึ่งวิอีกแค่หนึ่งวิเท่านั้น!”
กรรมการขมวดคิ้วมองซ่งอวิ๋นเฟิงที่แสดงกิริยาเสียมารยาทออกมาซ่งอวิ๋นเฟิงที่ในอดีตมักจะมีท่าทางสุขุมและอ่อนโยนอยู่เสมอกลับต่างจากตอนนี้โดยสิ้นเชิง
“กฎก็คือกฎเมื่อเม็ดทรายไหลลงมาจนหมดแล้ว หากยังไม่สามารถตัดสินผลแพ้ชนะได้ จะถือว่าเสมอ”กรรมการกล่าว
“เหลวไหล!” ซ่งอวิ๋นเฟิงคำรามออกมาด้วยสีหน้าดุร้ายเขาจะยอมรับผลการประลองเช่นนี้ได้อย่างไรการเสมอกันครั้งนี้มันจะทำให้เขาขายหน้ายับเยินมากแค่ไหน
ทว่ากรรมการกลับไม่ได้สนใจเขาแต่อย่างใดหันไปมองรอบๆ แล้วประกาศผล “การประลองครั้งนี้ ผลสรุปคือ เสมอ!”
“พี่ลั่วสุดยอด!”เมื่อสิ้นเสียงของกรรมการทางฝั่งตึกสองก็มีเสียงตะโกนเฮด้วยความตื่นเต้นดังขึ้นราวกับฟ้าถล่มเหล่านักศึกษาตึกสองทุกคนล้วนตื่นเต้นดีใจ การประลองครั้งนี้ของหลี่ลั่วทำให้ตึกสองของพวกเขามีหน้ามีตาขึ้นอย่างมาก
อวี๋ล่างที่พันผ้าพันแผลเต็มตัวอ้าปากค้างพึมพำออกมา “หรือว่าไอ้บ้านี่มันจะผงาดขึ้นมาแล้วจริงๆ? แม้แต่ซ่งอวิ๋นเฟิงยังเอาชนะมันไม่ได้เลย”
ท่ามกลางเสียงให้กำลังใจที่ดังสนั่นหวั่นไหวหลี่ว์ชิงเอ๋อร์จ้องมองไปทางหลี่ลั่วด้วยแววตาเป็นประกายวินาทีนี้นางราวกับได้เห็นเด็กหนุ่มที่เพิ่งเข้าเรียนในวิทยาลัยหนานเฟิงใหม่ๆเด็กหนุ่มที่แม้จะยังดูเด็กน้อยแต่ก็มักจะนำหน้าทุกคนในด้านการฝึกฝนวิชาอัตลักษณ์ทุกครั้งไปสุดท้ายก็กลับมาชี้แนะให้กับพวกเขาที่ยังเป็นแค่เด็กใหม่ด้วยรอยยิ้มคนนั้น
หลี่ลั่วในตอนนั้นช่างโดดเด่นจริงๆแม้แต่หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ในตอนนั้นก็ยังรู้สึกชื่นชมนับถือเขาอยู่เสี้ยวหนึ่งและยังมีเขาเป็นเป้าหมายด้วย
เพียงแต่...การปรากฏของสถานะไร้อัตลักษณ์ ทำให้ประกายแสงของหลี่ลั่วสลายไปจนหมดสิ้น
“ข้าคิดไว้อยู่แล้วหลี่ลั่ว เจ้าจะต้องยืนหยัดขึ้นมาใหม่อีกครั้งได้แน่ตัวเจ้าในตอนนั้นถึงจะเปล่งประกายออกมาอย่างแท้จริง”
“แต่ตอนนี้เจ้าก็ยังอ่อนแอเกินไปอยู่ข้าอยากจะเห็นเจ้าไปถึงจุดสูงสุด จากนั้น...”
“ข้าจะเอาชนะเจ้า”
ผมยาวสลวยของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์โบกสะบัดอย่างแผ่วเบาภายในดวงตาอันงดงามเต็มไปด้วยจิตวิญญาณการต่อสู้อันเร่าร้อนนางมองหลี่ลั่วอีกครั้งก่อนจะหันหลังเดินจากไปทันที
ใครจะไปคิดกันว่าหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ที่ดูอ่อนหวานและเรียบร้อยแท้จริงแล้วนางกลับเป็นคนที่ห้าวหาญและอยากเอาชนะมากถึงเพียงนี้
บนเวทีหลี่ลั่วยิ้มมองซ่งอวิ๋นเฟิงที่ตอนนี้มีสีหน้าบูดบึ้งอยู่ตรงหน้า ถอนหายใจกล่าว“ให้โอกาสเจ้าแล้วแท้ๆ แต่เจ้ากลับคว้าเอาไว้ไม่ได้ ซ่งอวิ๋นเฟิงเจ้านี่มันสวะจริงๆ”
ซ่งอวิ๋นเฟิงจ้องมองหลี่ลั่วด้วยแววตาดุร้าย
“พลาดโอกาสครั้งนี้ไปแล้วซ่งอวิ๋นเฟิง ต่อไปเจ้าคงจะไม่มีโอกาสแบบนี้อีกแล้วละ”
หลี่ลั่วไม่ได้หวั่นเกรงแววตาอันดุร้ายของซ่งอวิ๋นเฟิงแม้แต่น้อยกลับเดินเข้าไปหา ตบไหล่มันเบาๆ พร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้ม“เรื่องที่เจ้าดูหมิ่นพ่อกับแม่ของข้า ครั้งหน้าพวกเราค่อยมาคิดบัญชีกัน”
ซ่งอวิ๋นเฟิงกัดฟันแน่นกล่าวด้วยรอยยิ้มเย็นชา “ได้ ข้าจะรอ”
หลี่ลั่วพยักหน้าไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านี้ เดินผ่านเขาไปลงจากเวทีทันทีจากนั้นก็เดินออกจากลานกว้างไปท่ามกลางเสียงชื่นชมของเหล่านักศึกษาตึกสองที่กำลังตื่นเต้นดีใจ
เมื่อเขาจากไปบรรยากาศบนลานกว้างก็ค่อยๆ สงบลงผู้คนมากมายต่างมองซ่งอวิ๋นเฟิงด้วยสายตาแปลกประหลาด จากนั้นก็พากันแยกย้ายจากไป
เรื่องในวันนี้เดิมทีแล้วหลี่ลั่วตั้งใจจะยอมแพ้ตั้งแต่ทีแรกแต่ซ่งอวิ๋นเฟิงได้ใช้คำพูดดูหมิ่นดูแคลนพ่อกับแม่ของเขาทำทุกวิถีทางเพื่อยั่วยุหลี่ลั่ว แต่สุดท้ายแล้วกลับไม่สามารถเอาชนะได้เรื่องนี้มันช่างน่าขันเสียจริง
คาดเดาได้เลยว่าเรื่องนี้จะต้องถูกเล่าขานไปทั่วทั้งวิทยาลัยหนานเฟิงอย่างแน่นอนและซ่งอวิ๋นเฟิงผู้นี้ก็จะเป็นเพียงตัวประกอบที่ถูกใช้เพื่อขับเน้นตัวเอกในเรื่องนี้เท่านั้น
บนเวทีสูงริมลานกว้างผู้อำนวยการเฒ่ากับเหล่าครูที่ปรึกษาต่างก็เงียบขรึมไปเช่นกันผลลัพธ์เช่นนี้ก็เกินความคาดหมายของพวกเขาเหมือนกัน
หลังจากความเงียบดำเนินไปครู่หนึ่งสุดท้ายผู้อำนวยการเฒ่าก็ถอนหายใจออกมา กล่าวว่า“เจ้าหนูหลี่ลั่วไม่ได้คิดจะเอาชนะมาตั้งแต่แรกแล้วเป้าหมายของเขาก็คือการยื้อจนเสมอกัน”
“แต่ที่คาดไม่ถึงคือเขากลับทำได้สำเร็จจริงๆ ด้วย”
สวีซานเยว่ในตอนนี้ยิ้มจนแก้มแทบปริแล้ววันนี้หลี่ลั่วช่างทำให้เขามีหน้ามีตามากจริงๆ นั่นมันซ่งอวิ๋นเฟิงเชียวนะเป็นถึงนักศึกษาอันดับต้นๆ ของตึกหนึ่ง เป็นรองเพียงหลี่ว์ชิงเอ๋อร์เท่านั้นแต่ครั้งนี้กลับถูกหลี่ลั่วทำให้เสมอกันจนได้
แบบนี้แล้วใครจะกล้าพูดอีกว่าตึกสองของพวกเขาไม่มีคนเก่ง?
ไม่มีใครคิดแค่ว่ามันเป็นเพียงการเสมอกันอยู่แล้วเพราะความแข็งแกร่งระหว่างหลี่ลั่วกับซ่งอวิ๋นเฟิงนั้นแตกต่างกันมากเกินไปจริงๆพลังอัตลักษณ์ของหลี่ลั่วแค่ระดับหกตรา อัตลักษณ์น้ำของเขาก็แค่ระดับห้าแต่ซ่งอวิ๋นเฟิงเล่า? พลังอัตลักษณ์ระดับแปดตราอัตลักษณ์อินทรีแดงระดับเจ็ด...
บอกตามตรงว่าความห่างชั้นขนาดนี้ ต่อให้เป็นพวกเขาที่เป็นถึงครูที่ปรึกษาเองก็ยังไม่รู้เลยว่าจะต้องทำอย่างไรถึงจะสามารถพลิกสถานการณ์ได้แต่หลี่ลั่วกลับสามารถได้มันได้ ช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ
คิดหรือว่าทุกคนจะเป็นอย่างอัจฉริยะฟ้าประทานแห่งยุคอย่างเจียงชิงเอ๋อร์ได้จะมีอัตลักษณ์ระดับเก้ากันหมดทุกคน?
ส่วนหลินเฟิงนั้นสีหน้าของเขาบึ้งตึงถึงขีดสุด เมื่อเห็นสวีซานเยว่มีท่าทางเหิมเกริมได้ใจแล้วเขาก็อดทนอยู่พักหนึ่ง แต่สุดท้ายก็กล่าวว่า“การแสดงออกของหลี่ลั่วในวันนี้นับว่าไร้ที่ติก็จริง แต่การสอบซ้อมมีเวลาจำกัดทว่าในการสอบใหญ่ของวิทยาลัยหลังจากนี้เล่า? ตอนนั้นต้องใช้ความสามารถที่แท้จริงลูกไม้ตื้นๆ พวกนี้มันใช้ไม่ได้ผลหรอก”
สวีซานเยว่แค่นเสียงเย็นชา“หลี่ลั่วในตอนนั้น อาจจะพัฒนาไปอีกขั้นแล้วก็ได้”
“ต่อให้พัฒนาขึ้นไปอีกขั้นก็แค่ระดับเจ็ดตราเท่านั้น” หลินเฟิงกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ผู้อำนวยการเฒ่าโบกมือหยุดการทะเลาะกันตามปกติของคนทั้งสองเอาไว้มองไปยังทิศทางที่หลี่ลั่วจากไปจากนั้นก็จ้องไปที่หลินเฟิงและสวีซานเยว่ด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจังมากขึ้นกว่าเดิมกล่าวว่า “ผลงานของหลี่ลั่วในตอนนั้นจะเป็นอย่างไร มันก็เป็นเรื่องของเขา แต่ข้าต้องเตือนพวกเจ้าเอาไว้ด้วยการสอบใหญ่ของวิทยาลัยในครั้งนี้วิทยาลัยหนานเฟิงเราจะต้องรักษาตำแหน่งวิทยาลัยอันดับหนึ่งของมณฑลเทียนสู่เอาไว้ให้ได้หากถึงตอนนั้นแล้วเกิดอะไรผิดพลาดขึ้นมาละก็ ฮึ!”
เสียงฮึสุดท้ายนั้นทำให้เหล่าครูที่ปรึกษาต่างรู้สึกเย็นยะเยือกไปถึงขั้วหัวใจ
โดยเฉพาะหลินเฟิงเขารู้ดีว่าคำพูดของผู้อำนวยการเฒ่านั้น ส่วนใหญ่ล้วนหมายถึงตัวเขาเพราะตึกหนึ่งนั้นรวบรวมเหล่านักศึกษาที่ดีที่สุดของวิทยาลัยหนานเฟิงเอาไว้และยังใช้ทรัพยากรของวิทยาลัยหนานเฟิงไปมากที่สุดด้วยดังนั้นการสอบใหญ่ของวิทยาลัยในทุกๆ ครั้งจึงเป็นช่วงเวลาที่ใช้ในการพิสูจน์ว่าตึกหนึ่งนั้นคู่ควรกับทรัพยากรเหล่านี้หรือไม่
เท่าที่หลินเฟิงรู้ครูที่ปรึกษาของตึกหนึ่งคนก่อนก็เพราะเกือบทำให้วิทยาลัยหนานเฟิงต้องเสียตำแหน่งวิทยาลัยอันดับหนึ่งของมณฑลเทียนสู่ไปในการสอบใหญ่ของวิทยาลัยในครั้งก่อนนี่เองถึงถูกผู้อำนวยการเฒ่าไล่ออกจากวิทยาลัยหนานเฟิงในที่สุด
ดังนั้นหากการสอบใหญ่ของวิทยาลัยครั้งนี้เกิดความผิดพลาดขึ้นมาเกรงว่าผู้อำนวยการเฒ่าคงไม่ปล่อยเขาไปแน่
เมื่อนึกถึงผลลัพธ์นั้นหลินเฟิงก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ รีบรับปากทันที “ผู้อำนวยการโปรดวางใจความแข็งแกร่งของตึกหนึ่งนั้นเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้วพวกเราจะต้องรักษาเกียรติยศของวิทยาลัยเอาไว้ได้อย่างแน่นอน!”
“เป็นเช่นนั้นได้ย่อมดีที่สุด”ผู้อำนวยการเฒ่าจึงค่อยมีสีหน้าผ่อนคลายลงเล็กน้อย ไม่ได้พูดอะไรต่อหันหลังเดินจากไป
เมื่อผู้อำนวยการเฒ่าจากไปเหล่าครูที่ปรึกษาต่างก็มองหน้ากัน รู้สึกราวกับยกภูเขาออกจากอกถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจ ผู้อำนวยการเฒ่าที่กำลังโกรธนั้นช่างน่ากลัวเสียจริง...
“แต่ปีนี้วิทยาลัยตงยวนนั่นมาแรงมากซึ่งวิทยาลัยตงยวนได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากจวนผู้ว่ามณฑลช่วงหลายปีมานี้เองก็มีชื่อเสียงโด่งดังอย่างมาก ไล่ตามวิทยาลัยหนานเฟิงเรามาติดๆอันดับหนึ่งของวิทยาลัยตงยวนในตอนนี้ก็เป็นบุตรชายของผู้ว่ามณฑล น่าจะชื่อซือคงกระมัง? พรสวรรค์ของเขาก็สูงส่งเลยเช่นกันหากพูดถึงความแข็งแกร่งแล้ว คงไม่ด้อยไปกว่าหลี่ว์ชิงเอ๋อร์แน่ดังนั้นการสอบใหญ่ของวิทยาลัยในปีนี้ วิทยาลัยหนานเฟิงของพวกเราน่าจะกดดันไม่น้อย”หลังจากที่ผู้อำนวยการเฒ่าจากไปแล้วก็มีครูที่ปรึกษาคนหนึ่งเอ่ยพูดขึ้นด้วยความกังวลอย่างอดไม่ได้
หลินเฟิงมองครูที่ปรึกษาคนนั้นแวบหนึ่งกล่าวเสียงเรียบ“อย่างไรเสียขุมพลังของวิทยาลัยตงยวนก็ยังด้อยกว่าวิทยาลัยหนานเฟิงอยู่ดีหากพวกเขาอยากจะแย่งชิงตำแหน่งวิทยาลัยอันดับหนึ่งไปก็ต้องถามตึกหนึ่งของเราก่อนว่าอนุญาตหรือไม่”
กล่าวจบเขาก็หันหลังเดินจากไป
ส่วนคนที่เหลือต่างก็มองหน้ากัน ต่างก็รู้สึกไม่พอใจกับท่าทีเย่อหยิ่งของหลินเฟิงแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ สุดท้ายก็ได้แต่พึมพำออกมา
“ทำเป็นพูดดีไปเถอะหากพลาดขึ้นมา ดูสิว่าเจ้าจะแก้ไขอย่างไร”