บทที่ 44
สารภาพ
“ทางลำเลียงแร่ในชานเมืองตอนเหนือ?”
อู๋ตี้ขมวดคิ้วพร้อมกับความไม่เข้าใจ “ไม่ใช่ว่าผู้จัดการซี่เพิ่งบอกไปว่าเหมืองแร่ในตอนเหนือนั้นถูกขุดไปหมดแล้วเหรอครับ? แล้วไหนที่ว่าตระกูลฉาที่เป็นตระกูลอันดับหนึ่งในตงหลิงนั้นครอบครองเหมืองพวกนี้ไปหมดแล้วด้วย ทั้งๆที่เป็นบ่อเงินบ่อทองขนาดนั้นแท้ๆ ทำไมตระกูลฉาถึงมองข้ามแล้วจะปล่อยมันให้ตกถึงมือคนอื่นได้?”
ซี่เสี่ยวอันหัวเราะ “คุณอู๋ยังไม่รู้รายละเอียดเรื่องนี้ บรรดาเหมืองที่อยู่ในชานเมืองตอนเหนือนั้นถูกตระกูลฉาซื้อและเป็นเจ้าของมานานแล้ว แต่ถ้ายึดตามแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ซึ่งปล่อยออกมา ภายในเขตแดนนั้นยังมีเหมืองที่ซ่อนอยู่อีก 1 แห่ง ซึ่งนั่นประกอบด้วยแร่เหล็กที่หาได้ยากกว่าที่ตระกูลฉาครอบครองไว้อีกเป็น 100 เท่าเลยล่ะค่ะ!”
“100 เท่า!? มันหายากขนาดนั้นเลยเหรอครับ? นี่ถ้าหากเป็นเจ้าของเหมืองแบบนั้นได้มากกว่า 1 ที่...ใน 7 วันคงกลายเป็นมหาเศรษฐีแน่ๆ” พอคิดตามแล้วอู๋ตี้ก็เซอร์ไพรส์สุดๆ
ซี่เสี่ยวอันพยักหน้า “ใช่แล้วค่ะ หากใครก็ตามที่หาเหมืองแร่ลับนั้นเจอและพัฒนามันต่อ เพียงไม่นานมันจะทำให้เขาคนนั้นสามารถโค่นพวก 4 ตระกูลใหญ่ได้และกลายเป็นตระกูลอันดับ 1 ในที่สุด”
“แล้วทำไมตระกูลฉาถึงไม่หามันล่ะครับ? ไม่สิ ทั้ง 3 ตระกูลที่เหลือด้วย...พวกเขาไม่น่าจะไม่รู้เรื่องพวกนี้ไม่ใช่เหรอ?”
อู๋ตี้ถามด้วยความสงสัย เขานั้นไม่ได้โง่ ดังนั้นแล้วสิ่งที่มีค่าขนาดนี้ คงไม่น่าจะได้มาง่ายๆด้วยตัวคนเดียว มันอาจจะมีอะไรแปลกๆแอบแฝงอยู่ก็เป็นได้
มองผ่านกระจกมองหลัง ซี่เสี่ยวอันมองอู๋ตี้ด้วยความชื่นชม
หากเป็นคนทั่วๆไป พอได้ยินข่าวนี้แล้วก็จะตาเป็นประกายกันหมด แถมจะพากันรีบร้อนถามถึงวิธีที่จะได้เป็นเจ้าของเหมืองแร่นั้นด้วย
กลับกันกับเขาคนนี้ที่ซึ่งค่อนข้างรอบคอบแต่กระนั้นก็แสดงออกถึงความสนใจอยู่ การที่อู๋ตี้ถามเช่นนั้น มันแสดงให้เธอเห็นว่าเขานั้นเป็นชายที่ซึ่งมีความสงบในจิตใจค่อนข้างสูง และเป็นชายที่มีความสามารถที่จะได้มาซึ่งสิ่งที่ดีๆในอนาคต
เพราะงั้นแล้วเธอจึงพูดต่อ “คุณอู๋คะ ทั้ง 4 ตระกูลนั้นรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว แถมพวกเขาน่าจะรู้ดีกว่าที่ฉันรู้มาด้วย แต่ตั้งแต่ข่าวนี้แพร่สะพัดออกมา นี่ก็เป็นเวลาหลายปีแล้วที่ยังไม่มีใครหาที่แห่งนั้นเจอ และพอหาไม่เจอมันก็ไม่ถูกพัฒนาต่อ เพราะงั้นแล้วมันก็เป็นอย่างที่ฉันพูดแหละค่ะ ถ้าหากตระกูลที่คอยหนุนหลังคุณอู๋อยู่นั้นตั้งใจจะลงไม้ลงมือจริงๆ ต่อให้ได้แค่ 10-12% ของมัน แค่นั้นก็ถือว่าเพียงพอสำหรับการก่อร่างสร้างตนภายในเมืองตงหลิงแล้ว”
ได้ยินดังนั้น อู๋ตี้ก็เข้าใจได้ในที่สุด ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ ผู้จัดการซี่นั้นมองข้ามไปถึง “ตระกูลที่คอยหนุนหลัง” เขามาโดยตลอด
เปรียบดังชินเค้กขนาดใหญ่ ซึ่งเธอนั้นเป็นเพียงเจ้าของภัตตาคารอาหารตะวันตก การที่จะต้องเผชิญหน้ากับเหล่ามหาอำนาจที่แข็งแกร่งกว่าเธอเป็น 100 เท่านั้น แค่คิดก็เป็นไปไม่ได้แล้ว
และด้วยการที่ตัวเธอเองไม่สามารถเข้าถึงเค้กชิ้นใหญ่นี้ได้ด้วยตัวเอง เธอก็คาดหวังจะให้ “ตระกูลจากดินแดนอื่น” ที่มีความสามารถมากพอ ช่วยแบ่งเค้กชิ้นนี้ให้ ดังนั้นแล้ว เธอก็จะสามารถได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์จากการที่เธอนำข่าวนี้มาบอกคนที่เธอคิดว่าจะช่วยเธอได้ด้วย
แต่มันก็น่าเสียดายอยู่ตรงที่ว่า อู๋ตี้นั้นรู้ตัวเองดีว่าเบื้องหลังเขาไม่มีตระกูลทรงพลังใดที่คอยเกื้อหนุนเลย บางทีถ้าพูดออกไปตรงๆ มันอาจจะทำให้ผู้จัดการร้านนั้นจ๋อยไปเลยก็ได้
ด้วยความที่สิ่งนั้นเป็นเหมืองแร่ ต่อให้เขารู้เรื่องนี้แล้ว แต่เขาก็ยังไม่รู้จะทำอะไรกับมันอยู่ดี นั่นเพราะว่าสิ่งนี้มันใหญ่เกินตัวเขาไปมาก มันเหมือนเค้กก้อนใหญ่ไม่ต่างกับที่เธอรู้สึก ดังนั้นแล้วเขาไม่มีกำลังพอที่จะจัดการมันด้วยตัวเองหรอก
หากไม่มีฝีมือ ก็จะทำหลอมจานออกมาได้ไม่ดี หรือบางที ก็อาจจะทำมันแตกในภายหลัง และถ้าเป็นแบบนั้นมันก็น่าเกลียดสิ้นดีเลย
แต่การที่ต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์แบบนี้ การพูดออกไปตรงๆอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ดีซักเท่าไหร่
“งั้นเหรอ ถ้ายังไงเดี๋ยวผมจะเก็บเรื่องนี้ไปคิดละกัน ผู้จัดการซี่ บางทีในอนาคตผมอาจจะมีเรื่องให้คุณต้องช่วยอีก”
คำพูดของอู๋ตี้นั้นสุภาพ มันเป็นการจบบทสนทนาที่นุ่มนวลและในขณะเดียวกันก็ปกปิดถึงความเข้าใจผิดเรื่องสถานะของตนไปด้วย
“ไม่มีปัญหาค่ะ คุณอู๋ ฉันยินดีที่จะช่วยอยู่แล้ว หากคุณเจอปัญหาอะไรในอนาคต คุณสามารถติดต่อฉันได้ทันที ตราบใดก็ตามถ้าฉันช่วยได้ ฉันจะไม่ปฏิเสธแน่ๆ”
ซี่เสี่ยวอันรีบตอบตกลงในทันที ในความคิดของเธอนั้น คำพูดของอู๋ตี้นั้นหมายถึงตกลงแล้ว และเธอก็ถือว่าได้เชื่อมสัมพันธ์กับเขาไว้แล้วด้วย
เห็นเธอดูมีความสุขหลังให้คำสัญญาแล้วอู๋ตี้ก็รู้สึกผิดนิดหน่อย เขาแอบคิดว่าหากในอนาคตมีอะไรที่เขาสามารถช่วยเธอได้ เขาเองก็คงต้องพยายามช่วยเธอให้ได้เช่นกัน
ระหว่างที่คุยกันนี้ รถคันหรูก็ขับเข้ามาถึงประตูทางเข้าของภัตตาคารมิคกี้เวสเทิร์นเรียบร้อยแล้ว
ซี่เสี่ยวอันเดินดิ่งไปยังฝั่งของเอ้อซีซี เพื่อพาเธอไปยังเลาจ์ส่วนตัวของเธอพร้อมๆกับช่วยแต่งตัวให้กับเอ้อซีซีด้วย
และเมื่อเอ้อซีซีออกมาอีกครั้ง อู๋ตี้ก็ต้องตกตะลึงไปเลยนั่นเพราะว่าเธอนั้นสวยมากๆ
ในตอนนั้น สีหน้าของเธอมันแดงระเรื่อน้อยๆและแฝงไปด้วยความเขินอายราวกับว่าเธอเป็นเด็กสาวขี้อายที่ถูกดึงตัวขึ้นมาบนเวทีเลย
หญิงสาวก้าวเดินพร้อมกับรองเท้าส้นสูงที่ไม่ได้สูงมากนักซึ่งควบคู่กับเดรสทรงสั้นสีขาวชมพูที่ปลายกระโปรงนั้นสั้นเหนือเข่ามานิดหน่อย มันเผยให้เห็นขาที่ยาวและตรงของเธอ ยามที่ปลายกระโปรงมันพลิ้วไสวมันก็ทำให้เอ้อซีซีเปรียบเสมือนเมนูจานเล็กๆที่ดูน่าอร่อยและสดใหม่
แต่เดิมแล้วเอ้อซีซีเองก็เป็นหญิงสาวที่มีน้ำมีนวลแต่ไม่ถึงกับอ้วนอยู่แล้ว แล้วไหนจะสัดส่วนที่ได้รูปอีก ถึงจะไม่ได้เจ้าเสน่ห์เหมือนหน้าอกและต้นขายาวของซูหลี่เหยา แต่ด้วยความที่เธอนั้นใจดีและใสซื่อ เธอจึงเหมือนถ้วยชามสังคโลกที่ถูกบรรจงหลอมและแต้มลายให้งดงามเช่นนี้เลย
หลังจากที่เข้าไปยังห้อง VIP แล้ว ซี่เสี่ยวอันก็ปิดประตูและเปลี่ยนมันเป็นห้องส่วนตัวทันที อาหารจานอร่อยถูกเสิร์ฟไว้ด้านในเรียบร้อยแล้ว และเทียนที่ใส่เชิงเทียนไว้ก็วางอยู่กลางโต๊ะอาหารสร้างเสริมบรรยากาศในที่แห่งนี้ให้ดูโรแมนติกมากขึ้นไปอีก
นอกจากนั้นแล้วเธอยังบอกให้พวกพนักงานว่าไม่ให้เข้าไปรบกวนแขกด้านในห้องนั้นเพื่อเปิดให้ทั้งคู่ได้อยู่ด้วยกัน
คิดว่าซี่เสี่ยวอันจะไม่รู้งั้นเหรอ? แค่ได้มองสายตาของอู๋ตี้ที่มองไปยังเอ้อซีซีก็รู้แล้วว่าเขานั้นรักเธอไปทั้งหัวใจ ดังนั้นเธอจึงจัดการทุกอย่างไว้ล่วงหน้าให้แล้ว
ในตอนนั้น มีเพียงแค่อู๋ตี้และเอ้อซีซีเท่านั้นที่อยู่ในห้องส่วนตัวนี้ ด้วยสายตาที่จ้องมองกันและกัน
“ชุดนี้เหมาะกับเธอมากเลยนะ” อู๋ตี้เอ่ยชมด้วยความตะกุกตะกัก น้ำเสียงของเขาเปี่ยมไปด้วยความตึงเครียด
“อ-อื้อ...” เอ้อซีซีเองก็ดูจะแข็งทื่อไปทั้งตัวนั้นก็พยักหน้ารับช้าๆ สายตาของเธอนั้นมองไปทางอื่นโดยที่ยังไม่กล้าที่จะสบตากับอู๋ตี้มากนัก
เพราะหลังจากที่ตัวเธอเองเปลี่ยนชุดเสร็จแล้วในเลาจ์ของซี่เสี่ยวอัน ตัวเธอเองก็ยังแทบจะจำตัวเองในกระจกไม่ได้เลย
ความสวยงามและใบหน้าที่ขาวใสนั้นควบคู่กับผมสีเขียวนุ่มเป็นธรรมชาติ ภายใต้ชุดเดรสสั้นสีชมพูขาวที่ตัดกับพื้นหลังอย่างโดดเด่นนั้นทำให้เธอดูเปล่งประกายมากขึ้นไปอีก
นี่ใช่ผู้หญิงคนเดียวกันกับก่อนหน้านี้หรือเปล่านะ? แม้ดวงดาวบนฟากฟ้าจะริบหรี่ แต่ดวงตาของเธอก็ยังสดใส ทั่วทั้งร่างกายเธอนั้น ในวันนี้มันได้ขับเอาความประณีตบรรจงราวกับเป็นงานศิลปะชิ้นเอกออกมาหมดแล้ว
เธอคือผู้หญิงที่ไม่เคยคิดจะทำตัวให้สวยเลย ไม่เคยคิดเลยด้วยซ้ำว่าจะต้องมาแต่งตัวแบบนี้ ดังนั้นแล้วเธอจึงรู้สึกดีใจสุดๆไปเลย
เอ้อซีซีชอบตัวเองที่เป็นแบบนี้มากๆ
แต่กระนั้น จู่ๆเอ้อซีซีก็รีบส่ายหัวอย่างรวดเร็ว เธอมองไปยังอู๋ตี้และพูดขึ้น “ฉันรับชุดพวกนี้ไว้ไม่ได้หรอก มันแพงเกินไป”
ใช่แล้ว ตั้งแต่หัวจรดเท้า เริ่มจากชุดก็ปาไป 140,000 หยวนแล้ว ไปเจอกับรองเท้า 170,000 หยวนอีก ตอนนี้ทั้งตัวเธอกำลังแบกของที่มีมูลค่ารวมๆแล้วมากกว่า 300,000 หยวนเสียอีก
อย่าว่าแต่จะใส่มันเลย เห็นยังไม่เคยเห็นเลย เธอไม่เคยคิดถึงเรื่องชุดและรองเท้าที่แพงที่สุดในโลกแบบนี้มาก่อนเลยด้วย
ด้วยจำนวนเงินที่มากกว่า 300,000 หยวนแบบนี้ สำหรับนักศึกษายากจนที่มาจากหมู่บ้านในหุบเขาที่ห่างไกลแล้ว มันถือว่ามหาศาลมากเลย มหาศาลขนาดที่ไม่สามารถจินตนาการได้
เพราะงั้นแล้วต่อให้เธอจะชอบมันขนาดไหน เสียงในหัวใจเธอก็จะคอยย้ำเตือนว่า : ไม่นะ ห้ามชอบนะ
เห็นดังนั้นอู๋ตี้ก็ชะงักไปและเข้าใจได้ในทันที
ตัวเขาเองก็เคยผ่านความยากจนมาก่อน ดังนั้นแล้วเขาเข้าใจอย่างดีว่าเอ้อซีซีกำลังคิดอะไรอยู่ ณ ตอนนี้
อู๋ตี้ยิ้มแต่ไม่ได้ตอบอะไร กลับกันเขาดึงเอ้อซีซีไปยังฟากหนึ่งของโต๊ะ จากนั้นก็ลากเก้าอี้ออกมาพร้อมเอ่ยบอกให้เธอนั่งด้วยความเป็นสุภาพบุรุษ
เอ้อซีซีลังเลครู่หนึ่ง ก่อนที่ท้ายสุดจะนั่งลงไป
เขาเดินไปอีกฝั่งและนั่งลงไปเช่นกัน
“เอ้อซีซี จริงๆแล้วฉันน่ะ...” สีหน้าของอู๋ตี้จริงจังขึ้นมากๆ แต่กระนั้นมันก็ยังแผงด้วยความกังวลที่ไม่สามารถขจัดออกไปได้อยู่เรื่อยๆ
เรื่องที่จะพูดถูกหยุดไว้ชั่วคราวเพื่อที่เขาจะได้รวบรวมความกล้าและชนะความเครียดในตัวเองก่อนจะพูดต่อ
“ตั้งแต่ที่ฉันได้เจอเธอครั้งแรก เธอนั้นใจดีมากๆ และรอยยิ้มของเธอเองก็สลักลึกลงไปในจิตใจของฉัน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ฉันก็ตระหนักได้ว่าฉันไม่สามารถลืมเธอได้เลย ล่าสุดที่เธอโดนเย่เหลียงพาตัวไปนั้น แม้ฉันจะสลบไป แต่ฉันก็ยังอยากจะปกป้องเธอ...อยากจะให้เธอปลอดภัย...เอ้อซีซี...ฉัน เอ่อ...ฉันชอบเธอนะ...”
ทุกสิ่งทุกอย่างมันดูกะทันหันไปหมด นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยที่อู๋ตี้สารภาพออกไปแบบนี้
และเมื่อคำว่า “ฉันชอบเธอ” มันถูกเอ่ยออกไปแล้ว อู๋ตี้ก็ไม่สามารถหายใจได้อย่างโล่งอกซะทีเดียวแถมยังกังวลมากกว่าเดิมอีก
หัวใจของเขาเต้นแรงอยู่ในอกตลอดเวลาที่เขามองไปยังเอ้อซีซีเพื่อรอให้เธอตอบ อู๋ตี้ใช้ความกล้าของเขาไปจนหมดแล้ว
“เอ๊ะ...” เอ้อซีซีเองก็ใจเต้นแรงไม่แพ้เขาหรอก แก้มนวลของเธอนั้นตอนนี้แดงเป็นกุหลาบแล้ว
“ฉ-ฉัน...เอ่อ...”