เทศกาลปีใหม่ของปี 2539 นี้
นับเป็นปีใหม่ที่ลูกพลับเพิ่งรู้สึกได้ถึงความเป็นเทศกาลปีใหม่เป็นครั้งแรกของชีวิตเพราะตั้งแต่จำความได้ ไม่ว่าจะปีใหม่หรือปีไหน ทุกวันพ่อก็จะเมาแล้วก็ตบตีเขาเหมือนกันทุก ๆ วันทั้งปีไม่มีหยุด
แต่ปีนี้เป็นปีใหม่ ลูกพลับได้บ้านใหม่ป๊ะป๋าก็สัญญาว่าจะเป็นคนใหม่ ป๊ะป๋าไม่เมาแล้วป๊ะป๋าก็ยังพาลูกพลับไปเที่ยวห้างด้วย
“ของขวัญปีใหม่ต้องซื้อในวันปีใหม่ด้วยเหรอครับ”
ลูกพลับถามป๊ะป๋า ที่พอตกเย็นอยู่ดี ๆ ป๊ะป๋าก็ชวนลูกพลับออกมาเที่ยวห้างบอกว่าจะมาหาซื้อของขวัญปีใหม่ให้เฮียฮั้ว เจ๊พร แล้วก็เจ๊ง้อ
การเลือกซื้อของขวัญถึงแม้ว่าเด็กอย่างลูกพลับจะไม่รู้เรื่องแต่ลูกพลับก็ได้เดินเที่ยวกับป๊ะป๋า ถ้าได้เที่ยวกับป๊ะป๋านะ ป๊ะป๋าก็จะชวนลูกพลับทานขนมอันโน้นอันนี้ มีแต่ของอร่อย ๆ ทั้งนั้น ยังไง ๆ ลูกพลับก็สนุกอยู่ดี
“จริง ๆ เราควรซื้อไว้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วล่ะครับแต่ว่าป๊ะป๋า ๆ ยุ่ง ๆ เรื่องย้ายบ้านก็เลยเพิ่งจะมีเวลามาวันนี้น่ะครับ”
ไตเติ้ลตอบลูกชายและจังหวะนั้นเขาก็เดินผ่านหน้าร้านทองที่เป็นตู้กระจกเห็นต้นไม้มงคลที่ดัดลวดสีทองขดเป็นต้นและใบเป็นหยกห้าสีต้นเล็กมากขนาดเท่าฝ่ามือก็หยุดยืนนิ่งมองต้นไม้ต้นนั้นอยู่นานจนพนักงานขายเดินเข้ามาทัก
“ต้นไม้มงคลต้นนี้เป็นหยกแท้นะคะเราก็เลยทำต้นไม่ใหญ่มาก เพื่อไม่ให้ราคาสูงน่ะค่ะ” พนักงานร้านทองในห้างใส่ชุดสูทสีแดงสวยอธิบายกับลูกค้า
“ราคาเท่าไหร่ครับ” ภานุวัฒน์ถาม
ปกติแล้วหากเป็นร่างของไตเติ้ลในโลกก่อนนั้นเขาเป็นคนสำอางสะอาดสะอ้าน อินเทรนด์ แม้วันมาเดินห้างตามปกติธรรมดาอย่างนี้ชายหนุ่มก็ยังสวมใส่แบรนด์เนมไปทั้งตัวคือก็ไม่ได้อวดรวยอะไรหรอกนะ แต่คนมันมีเงินซื้ออ่ะใช้เงินของตัวเองซื้อของที่ตัวเองชอบมันผิดตรงไหนกัน
อ่ะนะพื้นฐานการเงินในชีวิตก่อนของไตเติ้ลนั้นจัดว่าดี ฐานะการงานก็ใช่ว่ารายได้จะกระจอกการใช้จ่ายซื้อของใช้ของตนเองเขาจึงไม่จำกัดจำเขี่ยอะไรนักแต่พอความซวยตกต้องมาเกิดในร่างเจ้าเดชานี่สิ เรียกได้ว่าชีวิตพลิกผันชะตากรรมพลิกกลับ
จากค่อนข้างรวยมาเป็นจนสุด ๆ แบบไม่ค่อนข้างล่ะจนไปเลย จนมาก ๆ เลยด้วยแถมพอหาเงินได้จะใช้จ่ายอะไรแต่ละทีก็ต้องคิดถึงเจ้าตัวเล็กวัยกำลังกินกำลังนอนนี่อีกการแต่งตัว การซื้อข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ จึงกลายเป็นถูกควบคุมด้วยสถานะทางการเงินของตนเองไปโดยปริยาย
เป็นต้นว่าตอนนี้ที่ชายหนุ่มใส่เสื้อยืดธรรมดา ๆ กับกางเกงยีนขาสั้นแล้วมายืนอยู่หน้าร้านทองถามราคาสินค้าหลักหมื่นด้วยท่าทางเหมือนพกเงินมาเต็มกระเป๋าในสภาพร่างของคนไม่มีเงินอย่างนี้ก็ไม่รู้ว่าจะโดนพนักงานมองแรงใส่หรือเปล่าสิ
“หนึ่งหมื่นเก้าพันแปดร้อยห้าสิบบาทค่ะ”
พนักงานร้านทองตอบอย่างสุภาพพอเจอแบบนี้ภานุวัฒน์ก็ค่อยสบายใจ มีอารมณ์จะซักถามรายละเอียดต่าง ๆ ต่อไป
พนักงานร้านทองอันที่จริงแล้วแยกไม่ออกหรอกว่าเสื้อแบบไหนที่เรียกว่าแบรนด์เนมหรือไม่ใช่แบรนด์เนมแต่คนที่มาร้านทองไม่เหมือนกับผู้หญิงที่เดินเข้าไปในเคาน์เตอร์เครื่องสำอางแบรนด์เนม
พนักงานขายเครื่องสำอางส่วนใหญ่จะสำรวจลูกค้าที่การแต่งหน้าและแต่งตัวสีของเครื่องสำอางที่อยู่บนหน้าของลูกค้าส่วนใหญ่จะมีเอกลักษณ์ของแบรนด์ต่าง ๆ อยู่ในตัวเช่นชมพูเฉดสีนี้เป็นออริจินอลของแบรนด์นี้ส้มเฉดนี้เป็นคอลเลคชั่นใหม่ของแบรนด์นี้ดังนั้นเพียงแค่มองสไตล์การแต่งหน้าแต่งตัวบางครั้งก็บอกยี่ห้อได้แล้วว่าคนคนนี้จะซื้อของไหม ใช่ลูกค้าของแบรนด์หรือเปล่าถ้าเป็นคนที่ไม่แต่งหน้า ไม่แต่งตัว พนักงานก็จะไม่มาคุยมาต้อนรับให้เสียเวลา
ซึ่งอันที่จริงแล้วก็นับได้ว่าเป็นความคิดระดับสั้นอย่างหนึ่งเพราะบางคนถึงจะไม่แต่งหน้า ไม่แต่งตัวแต่เขาก็อาจจะเดินเข้าไปสอบถามเพื่อเลือกซื้อเป็นของขวัญให้คนอื่นก็เป็นได้
อย่างไรก็ตามสำหรับพนักงานร้านทองนั้นจะผ่านประสบการณ์ความหลากหลายของลูกค้ามามากกว่าพนักงานเคาน์เตอร์แบรนด์คนรวยส่วนใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนรวยฝ่ายชายนั้นชอบแต่งตัวเป็นผ้าขี้ริ้วห่อทองบางทีก็ใส่เสื้อยืดเก่าขาดคีบรองเท้าแตะตราดาวมาซื้อทองสิบยี่สิบบาทมีอยู่เยอะแยะร่ำไป
คนพวกนี้น่ะไม่ใช่ว่าเป็นประธานบริษัทปลอมตัวมาหรือว่าอะไรหรอกแต่คิดดูเอาเถอะว่าขนาดการแต่งตัวยังมัธยัสถ์เสียขนาดนั้นแล้วจะไม่ให้รวยมีเงินถุงถังเป็นผ้าขี้ริ้วห่อทองได้ยังไง
“มีโปรโมชั่นลดเปอร์เซ็นต์ช่วงปีใหม่ไหมครับ”
ไตเติ้ลถามของแบบนี้ส่วนใหญ่คนจะซื้อไปเป็นของขวัญให้คนอื่นดังนั้นหากมีการนำมาโชว์ในช่วงปีใหม่ได้อย่างนี้แปลว่าทางร้านจะต้องมีโปรโมชั่นลดราคาด้วยอย่างแน่นอน
“เราลดให้ 10% สำหรับลูกค้าที่ชำระด้วยบัตรเครดิตค่ะ”พนักงานขายนำเสนอ
สิบเปอร์เซ็นต์ก็ถือว่าเยอะอยู่น่ะนี่ไตเติ้ลพยายามระลึกชาติ จากความทรงจำของเขาเหมือนว่าช่วงปี พ.ศ. 2539 อย่างนี้คนยังใช้บัตรเครดิตไม่แพร่หลายทั้งเศรษฐกิจประเทศก็กำลังแย่ เงินคงคลังกำลังจะหมดเขานึกไม่ออกว่าการมีการส่งเสริมการขายสำหรับลูกค้าที่จ่ายบัตรเครดิตอยู่ในยุคนี้เกินกว่า5% ด้วย
ถ้าจำไม่ผิดเหมือนบัตรเครดิตจะให้เป็นแต้มสะสมสินะเพราะถึงแม้ไตเติ้ลจะไม่ชอบและไม่ใช้บัตรเครดิตแต่คุณนายทองกาวของเขาก็ได้มาทั้งไมโครเวฟ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ทีวีของฟรีจากแต้มสะสมบัตรเครดิตมาทั้งนั้นเลย
“ถ้าจ่ายสดจะลดได้กี่เปอร์เซ็นต์ครับ” ภานุวัฒน์ถาม
พนักงานชะงักเล็กน้อยเธอเห็นว่าลูกค้าคนนี้ล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกงแล้วหยิบไฟฉายอันเล็กออกมาส่องดูเนื้อหยก
‘.....’
เดี๋ยวนะ... ถ้าดูงานเป็นแบบนี้นำเสนอดี ๆ มีสิทธิ์ขายออกอย่างแน่นอนของที่ร้านเรานั้นคุณภาพรับประกันได้อยู่แล้ว!
“ลดได้ 15% ค่ะจากหนึ่งหมื่นเก้าพันแปดร้อยห้าสิบก็จะเหลือหนึ่งหมื่นหกพันแปดร้อยเจ็ดสิบสามบาทตรงนี้ทางร้านขออนุญาตปัดเศษขึ้นนิดนึงนะคะหากคุณลูกค้าต้องการนำไปเป็นของขวัญเรามีบริการห่อของขวัญให้ฟรีด้วยค่ะ”
ไตเติ้ลฟังที่พนักงานเชียร์สินค้าไปพลางส่องดูเนื้อหยกแต่ละใบของต้นไม้มงคลไปพลางเห็นว่าเป็นหยกเนื้อดี งานเกรดจิวเวลรี่ ไม่มีรอยร้าวรอยแตกที่ตรงไหนราคาหมื่นแปดนับว่าสมควรแก่คุณภาพแล้ว แต่นี่ยังได้ลดไปอีก 15% ก็ยิ่งถูกมากเข้าไปอีก
ชายหนุ่มใช้เงินซื้อบ้านไปจนหมดบัญชีแล้วก็จริง แต่เงินค่าของขวัญปีใหม่สำหรับเฮียฮั้วเจ๊พร และเจ๊ง้อ เหล่าผู้มีพระคุณทั้งหลายเขาหยอดเข้าบัญชีกันเอาไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆแล้ว คนเหล่านี้ช่วยเหลือเขาในยามลำบากมาเยอะมากถึงเวลาเขาก็ควรตอบแทนเท่าที่จะทำได้
“ป๊ะป๋าทำไมใช้เงินเปลืองจังเลยครับ ลูกพลับนับ ๆ ดูแล้วเงินหนึ่งหมื่นเป็นหนึ่งพันตั้งหลายครั้งเป็นหนึ่งร้อยหลายครั้งกว่า แล้วเป็นสิบบาทตั้งหลาย ๆ ๆ ครั้งถ้าเอาไปซื้อไอติมแท่งละสิบบาทก็จะได้หลาย ๆ ๆ ๆ อันเลย”
ลูกพลับทำท่านับนิ้วไปมา ทำหน้าเครียดเกินวัยเจ็ดขวบจนคิ้วแทบจะผูกกันเป็นโบว์ตอนนี้เด็กชายกำลังคิดว่าถ้าตัวเองโตเป็นผู้ใหญ่ ตัวเองต้องซื้อของขวัญปีใหม่แพง ๆแบบนี้ด้วยหรือเปล่าเนี่ย แล้วลูกพลับจะหาเงินจากไหนไปซื้อกันอันละตั้งหมื่นกว่าบาทแบบนั้น
‘พูดอะไรของเขาวะ หนึ่งหมื่นเป็นหนึ่งพันหลายครั้งหนึ่งร้อยหลายครั้ง สิบบาทหลาย ๆ ครั้งพยายามคูณเลขจำนวนมากในใจแล้วถึงทางตันไปต่อไม่ได้สินะ ถึงใช้คำว่าหลาย ๆ ครั้งแทนที่จะระบุจำนวนครั้งเนี่ย’
ไตเติ้ลพยายามคิดตามคำพูดของลูกชายอย่างมึน ๆ เสร็จแล้วก็สรุปได้ว่ามึนมากเลยขอไม่คิดตามก็แล้วกัน
“ลูกพลับจำตอนที่เฮียฮั้วถูกหวยแล้วเอาเงินให้พวกเราได้ไหมครับ”ภานุวัฒน์ถามเจ้าตัวเล็ก
“จำได้ครับเฮียฮั้วให้ลูกพลับมาเป็นหนึ่งหมื่นสิบครั้งครับ” เด็กชายตอบเสียงฉะฉาน
‘หนึ่งหมื่นสิบครั้ง?’
เป็นวิธีจำแบบใหม่ตามสไตล์เด็ก ๆ ที่ทำให้ยุ่งยากขึ้นกว่าเดิมสินะป๊ะป๋าที่สอนวิชาคณิตศาสตร์ให้ลูกชายชักจะรู้สึกมึนหัวเสียแล้วสิ
“งั้น...เฮียฮั้วเคยให้เงินลูกพลับเป็นหนึ่งหมื่นสิบครั้งให้ป๊ะป๋าหนึ่งหมื่นสิบครั้ง รวมเป็นหนึ่งหมื่นยี่สิบครั้งแน่ะแต่ของขวัญในถุงนี้น่ะ เป็นหนึ่งหมื่นแค่หนึ่งครั้งครึ่งเองจำนวนมันน้อยกว่าที่เฮียฮั้วเคยให้พวกเราตั้งเยอะเลยล่ะครับถ้าเทียบกับน้ำใจของเฮียฮั้วที่มีให้พวกเราป๊ะป๋าว่าป๊ะป๋าจ่ายไม่แพงเลยครับ”
“หนึ่งหมื่นหนึ่งครั้งครึ่ง... ก็เป็นหนึ่งหมื่นห้าพันเทียบกับสองแสนก็ไม่แพงจริง ๆ ด้วยครับ”
ลูกพลับทุบกำปั้นเล็ก ๆ เข้ากับฝ่ามือของตนเองพยักหน้าทำท่าเข้าใจ
ไตเติ้ลเมื่อได้ยินลูกชายพูดอย่างนั้นก็ถึงกับเบิกตากว้างเส้นเลือดผุดโผล่บนหน้าผากสามปึ๊ดขึ้นมาได้อย่างคาดไม่ถึง
เดี๋ยวนะ!?
พูดเลขให้สั้นก็พูดได้เหรอเนี่ย? แล้วเมื่อกี้คืออะไรฟะจะร่ายความคูณในคูณ บวกในบวก ซ้อน ๆ ๆ ๆ กันให้ป๊ะป๋าเอ็งงงไปทำไมเนี่ย
เจ้าตัวแสบเอ๊ย!