เหล่าขุนนางพากันเงียบกริบทุกคนคุ้นชินกันแล้ว ตราบใดที่ทั้งสองคนนี้อยู่ด้วยกัน ไม่ว่าจะพูดคุยเรื่องใด ก็จะต้องมีการเสียดสีกันบ้างสักสองสามคำ
ไม่รู้ว่าผู้ใดกระซิบเบาๆขึ้นมา “มีข่าวลือว่าแม่นางหวาผู้นั้นมีสามเศียรหกกร น่าเกลียดน่ากลัวอย่างยิ่ง”
อีกคนพูดต่อ “สามารถสร้างสิ่งที่ร้ายกาจเช่นนี้ได้แสดงว่าสตรีผู้นี้แตกต่างจากคนทั่วไป รูปร่างหน้าตาก็คงไม่เหมือนคนธรรมดา...”
คนเหล่านั้นพากันวิพากษ์วิจารณ์“จะหน้าตาเหมือนเทพเหลยกงและเตี้ยนหมู่ [1] หรือไม่?”
“หากเป็นเช่นนั้นก็น่ากลัวเกินไปแล้ว!ผู้ใดจะกล้าแต่งงานด้วย?!”
บางคนก็แอบมองหนิงอ๋อง
สีหน้าของหนิงอ๋องมืดครึ้มไม่ได้พูดอะไร
แต่ทุกคนคิดว่านั่นเป็นเพียงท่าทางที่หนิงอ๋องแสร้งทำหากได้แต่งงานกับหวาชิงเสวี่ย ก็เท่ากับได้ครอบครองอาวุธเทพเหล่านั้น ผู้ใดเล่าจะไม่โลภ?
หลี่จิ่งหนานนั่งอยู่บนที่นั่งตำแหน่งสูงถึงแม้จะได้ยินคนข้างล่างพูดคุยเสียงดังอื้ออึง แต่ก็ฟังไม่ชัดว่ากำลังพูดคุยเรื่องอะไรกัน
ส่วนเขาก็ไม่ได้ใส่ใจอยู่แล้วเป้าหมายของวันนี้ไม่ใช่เพื่อประทานสมรสให้กับหวาชิงเสวี่ยจริงๆ เสียหน่อย
หลี่จิ่งหนานเหลือบมองอัครมหาเสนาบดีจั่วอย่างจนปัญญาตาเฒ่านี่...เหตุใดทุกครั้งเรื่องราวที่ควรดำเนินไปตามครรลอง มักจะถูกเขาเบี่ยงเบนไปในทิศทางแปลกๆเสมอ
“ถึงแม้เสด็จพ่อจะเสด็จสวรรคตแล้วแต่เจิ้นก็ยังจดจำพระราชประสงค์ได้ ไม่กล้าลืม ในเมื่ออาวุธประจำชาติมีวาสนาต่อแคว้นต้าฉีของข้าก็ควรจะเก็บเอาไว้” หลี่จิ่งหนานกระแอมสองครั้ง กล่าวอย่างจริงจัง “เจิ้นตัดสินใจจะประทานจวนพักส่วนตัวบนภูเขาหนึ่งหลังแก่หวาชิงเสวี่ยเพื่อให้นางได้อยู่อาศัย และแต่งตั้งให้เป็นซือปิงฟูเหริน [2] มีหน้าที่ดูแลการผลิตอาวุธควบคุมดูแลกรมสรรพาวุธ พวกท่านทั้งหลายคิดเห็นอย่างไร?”
นี่เป็นครั้งที่สอง
หลี่จิ่งหนานเอ่ยถึงการพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้กับหวาชิงเสวี่ยเป็นครั้งที่สอง
ครั้งที่แล้วถูกเหล่าขุนนางปฏิเสธอย่างไร้ความปรานีดังนั้นครั้งนี้เขาจึงตั้งใจวางแผนมาอย่างดี แม้กระทั่งอ้างถึงเสด็จพ่อ เพื่อปิดปากพวกคนเหล่านี้!
ถึงแม้หลี่จิ่งหนานจะคิดว่าครั้งนี้ตนเองวางแผนมาอย่างรอบคอบแต่เขาเองก็ต้องผิดหวังต่อหน้าเหล่าเสนาบดีอาวุโสหลายครั้งจนเกิดเป็นปมในใจ ตอนนี้ในใจจึงรู้สึกกังวลยิ่งนัก...
แต่กลับคิดไม่ถึงว่าอัครมหาเสนาบดีจั่วจะตอบรับเป็นคนแรก!
ตาเฒ่าคนนั้นกล่าวเสียงดังฟังชัดว่า“ฝ่าบาททรงปรีชา เมื่อมีบรรดาศักดิ์ สตรีผู้นี้ก็จะมีสถานะสูงขึ้น วันหน้าหากมีพระราชทานสมรสให้ก็จะสามารถหลีกเลี่ยงคำครหาได้”
มุมปากของหลี่จิ่งหนานอดไม่ได้ที่จะกระตุกตาเฒ่าผู้นี้เหตุใดถึงคิดแต่เรื่องการพระราชทานสมรส? คนแก่ชอบทำหน้าที่เป็นพ่อสื่อกันทุกคนเลยหรืออย่างไร?
สายตาของเขาเหลือบไปมองเสด็จอาหลี่เชียน
สีหน้าของหนิงอ๋องเย็นชามองไม่ออกว่าปรีดาหรือโกรธา เมื่อเห็นหลี่จิ่งหนานมองมาทางตน ก็กล่าวอย่างเฉยเมยว่า“อาวุธนี้มีอานุภาพมาก แม่นางหวาสมควรได้รับรางวัล กระหม่อมไม่มีข้อโต้แย้ง”
เมื่อสองผู้ยิ่งใหญ่ได้เอ่ยออกมาแล้วเหล่าเสนาบดีที่เหลือก็พากันเห็นดีเห็นงามตาม ไม่มีการคัดค้านแม้แต่คนเดียว
นี่มันพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกชัดๆเลย!
หลี่จิ่งหนานพยายามควบคุมมุมปากที่กำลังจะยกขึ้นของตนแสดงสีหน้าเคร่งขรึม แต่ในใจนั้นเบิกบานเป็นที่สุด!
คิดในใจว่า ที่แท้การเป็นฮ่องเต้ก็ไม่เห็นจะยากเย็นขนาดนั้น!
เมื่ออารมณ์ดีขึ้น เขาก็รู้สึกสบายกายสบายใจไปหมดจึงยกยิ้มกล่าวว่า “ลำบากอ้ายชิงทุกท่านที่เดินทางมาไกล วันนี้ทุกคนจะได้รับรางวัล!”
ทุกคนพากันงุนงง ได้รับรางวัล?
เงินรางวัลหรือ?แต่ท้องพระคลังขาดแคลนมิใช่หรือ?
ในตอนนั้นเองก็เห็นขันทีหลายคนเริ่มแจกของขวัญ
เป็นสบู่งานฝีมือที่วางเรียงกันห่อด้วยกระดาษหนังวัวเคลือบผงทองอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย รูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส
คนที่ได้รับไปก่อนเปิดกระดาษหนังวัวออกเมื่อเห็นสบู่ที่อยู่ด้านในก็พบว่ามีเนื้อสัมผัสเนียนละเอียดและอ่อนนุ่มลื่น บนผิวสลักเป็นรูปเกล็ดหิมะอย่างประณีตแต่ไม่รู้ว่าของสิ่งนี้คืออะไร
หลี่จิ่งหนานไม่รอช้าที่จะเผยแพร่สิ่งนี้ออกไปให้หวาชิงเสวี่ย“นี่เรียกว่าสบู่ ใช้ทำความสะอาดและให้ความชุ่มชื้นได้ดีกว่าสบู่ก้อนแบบเดิม เป็นสิ่งที่ซือปิงฟูเหรินเป็นผู้ประดิษฐ์ทุกท่านกลับไปแล้วก็ลองใช้ดูได้!”
ทุกคนต่างมองหน้ากันรู้สึกว่าแปลกประหลาดนัก
ฮ่องเต้ประทับอยู่ที่เมืองหลวงเหตุใดถึงได้ชื่นชมแม่นางหวาที่อยู่ไกลไปทางเหนือผู้นั้นมากเหลือเกิน?ถึงแม้จะบอกว่าอาวุธนั้นมีอานุภาพมากจริงๆ แต่น้ำเสียงของฮ่องเต้...จะไม่ดูสนิทสนมมากเกินไปหรือ?
มันช่างแปลกพิกล...
ทุกคนนึกถึงฎีกาที่ฟู่ถิงเย่ส่งมาขอพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้หวาชิงเสวี่ยครั้งแรกจึงอดไม่ได้ที่จะเริ่มคิดในแง่ร้ายไปต่างๆ นานา... อาจจะเป็นความต้องการของฟู่ถิงเย่ก็เป็นได้พฤติกรรมของฮ่องเต้ในวันนี้ อาจจะเป็นสิ่งที่ฟู่ถิงเย่เป็นผู้สั่งการทั้งหมดก็ได้!
หลี่จิ่งหนานขึ้นครองราชย์ฟู่ถิงเย่ได้รับการแต่งตั้งเป็นอ๋อง ระหว่างทั้งสองคนต้องมีข้อตกลงบางอย่างเกิดขึ้นอย่างแน่นอนทุกคนรู้กันดีอยู่แล้ว ดังนั้น เมื่อหลี่จิ่งหนานยกย่องหวาชิงเสวี่ยจึงถูกเหล่าเสนาบดีเข้าใจกันไปเองว่าเป็นการยกย่องฟู่ถิงเย่
หลี่จิ่งหนานไม่รู้ว่าเหล่าเสนาบดีของตนมองว่าเขาเป็นหุ่นเชิดของฟู่ถิงเย่เพียงรู้สึกว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่ตนเองต้องการ ทั้งยังได้ส่งของขวัญออกไปด้วย ยิ่งทำให้รู้สึกสบายใจเป็นอย่างยิ่ง
ขบวนเสด็จเริ่มออกเดินทางกลับพระราชวังฮ่องเต้น้อยเดินจากไปด้วยความพึงพอใจ
หนิงอ๋องมองดูขบวนเสด็จของฮ่องเต้ที่ค่อยๆเคลื่อนจากไปอย่างเย็นชา
ขุนนางคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้เขาถามอย่างระมัดระวัง “ท่านอ๋อง ท่านคิดว่าเรื่องในวันนี้...”
“อะไร เจ้ากลัวแล้วหรือ?”หลี่เชียนไม่ได้มองเขา สายตายังคงมองทอดไปไกล
ขุนนางคนนั้นมีสีหน้าประหม่ารู้สึกกระอักกระอ่วนในใจ “อาวุธนั้นร้ายกาจจริงๆ ข้าน้อยเพียงแค่กังวลว่า หากฮ่องเต้ยืนกรานจะประทานบรรดาศักดิ์ให้แม่นางหวาผู้นั้นจะมีเรื่องราวเบื้องหลังใดหรือไม่...”
หลี่เชียนยิ้มอย่างเย็นชา“ก็แค่ซือปิงฟูเหรินเท่านั้น มีฐานันดรศักดิ์แต่ไม่มีตำแหน่งขุนนาง เจ้าจะกลัวอะไร?เป็นเพียงกลลวงของฟู่ถิงเย่เท่านั้น”
เมื่อขุนนางคนนั้นได้ยินคำพูดดังกล่าวดวงตาก็สว่างไสวขึ้นทันที “ท่านอ๋องก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ผิดปกติเหมือนกันหรือขอรับ?”
“แล้วจะให้คิดเป็นอย่างอื่นหรือ?”หลี่เชียนหันหน้าไปมองภูเขาอวี้ชิงที่อยู่ไกลออกไปด้วยสีหน้าที่ไม่อาจคาดเดาได้“ฮึ...สตรีคนหนึ่งสร้างอาวุธได้ ผู้ใดจะเชื่อ? ก็ทำได้แค่หลอกเด็กเท่านั้นฟู่ถิงเย่คนนี้กำลังทำเรื่องลึกลับซับซ้อน คนที่มีฝีมือเช่นนี้จะต้องถูกเขาซ่อนเอาไว้อย่างแน่นอนส่วนซือปิงฟูเหรินที่ว่านั้น คงเป็นเพียงหุ่นเชิดที่สร้างขึ้นมาหลอกฮ่องเต้เล่นก็เท่านั้น”
ความคิดของหลี่เชียนนั้นเป็นความคิดของคนส่วนใหญ่เช่นกัน
คนที่มีความสามารถเช่นนี้ไม่เพียงต้องมีความเชี่ยวชาญเรื่องค่ายกลและเกราะไม้ แต่ยังต้องมีความรู้เรื่องกรรมวิธีการถลุงโลหะด้วยไม่มีทางที่จะเป็นแม่นางที่อายุยังน้อยไปได้
เบื้องหลังของหวาชิงเสวี่ยจะต้องมีคนมากความสามารถอยู่อย่างแน่นอน!
“ท่านอ๋องช่างเฉียบแหลมข้าน้อยก็คิดว่าเรื่องนี้มันแปลกๆ เช่นกัน” ขุนนางคนนั้นก็รีบประจบสอพลอ “ฟู่ถิงเย่ผู้นี้ช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก!หลอกลวงฮ่องเต้ที่ยังทรงพระเยาว์ นำพาให้หลงผิด โชคดีที่ราชวงศ์ต้าฉีของเรายังมีท่านอ๋องผู้เก่งกาจมิเช่นนั้นแคว้นต้าฉีคงตกอยู่ในอันตรายแล้ว!”
คำประจบสอพลอเหล่านี้คงจะโจ่งแจ้งเกินไปขาดซึ่งชั้นเชิง หลี่เชียนจึงขมวดคิ้วเล็กน้อย
ขุนนางคนนั้นเอ่ยถาม“ท่านอ๋อง ฟู่ถิงเย่ขยายกำลังทหารทางเหนืออย่างไม่เกรงใจ เราจะปล่อยไว้ไม่ได้ จะฉวยโอกาสนี้...เปิดโปงเขาหรือไม่?”
เปิดโปง?
จะเปิดโปงได้อย่างไร?ทางเหนือเป็นดินแดนของฟู่ถิงเย่ แม้ว่าจะส่งคนไปก็ยากที่จะมีอำนาจ ยิ่งกว่านั้นอาวุธใหม่ก็เป็นเรื่องจริงที่พิสูจน์แล้ว แม้จะโค่นล้มผู้ที่เรียกว่าซือปิงฟูเหรินลงได้ฟู่ถิงเย่ก็ไม่ได้รับความเสียหายใดๆ! อย่างมากก็แค่มีความผิดที่รู้ความจริงแล้วไม่รายงานแค่นั้นไม่ได้ระคายผิวแต่อย่างใด
เมื่อหลี่เชียนนึกถึงเสี้ยนหนามในอกอย่างฟู่ถิงเย่คิ้วก็ขมวดเข้าหากัน กล่าวเสียงเย็น “ไม่ต้อง”
พูดจบก็ขึ้นรถม้าไปด้วยท่าทีเย็นชา
เขาไม่ชอบการยั่วยุเล็กๆน้อยๆ หากไม่ซุ่มซ่อนอยู่เงียบๆ ก็ต้องลงมือทีเดียวให้ได้ผล! ถ้าไม่มีความมั่นใจเต็มร้อยว่าจะฉีกกระชากเนื้อหนังอีกฝ่ายได้เขาจะไม่ลงมือโดยง่าย
เพราะตำแหน่งนั้นใกล้กับของเขามาก
เพราะว่าใกล้มาก ดังนั้นไม่ว่าจะทำอะไรก็จะกลายเป็นเหตุผลให้ถูกโจมตีได้ง่าย
เขาจะต้องระมัดระวังให้มากขึ้นต้อง...ซ่อนเร้นอำนาจให้มิดชิดยิ่งกว่าเดิม...
......
ฮ่องเต้น้อยนำเหล่าขุนนางทั้งบุ๋นและบู๊ไปดูการระเบิดภูเขาในที่รกร้างตอนกลางคืนทั้งยังพระราชทานบ้านพัก และบรรดาศักดิ์ แถมยังอารมณ์ดีแจกของขวัญอีกด้วย
เรื่องนี้ถูกแพร่ไปถึงหูของไทเฮาอย่างรวดเร็ว
“ฝ่าบาทร้อนใจเกินไปแล้ว”เจิ้งซูเหวินนั่งอยู่หน้าโต๊ะ ในมือกำลูกประคำไว้ เพราะความหงุดหงิดใจ นิ้วโป้งจึงลูบผ่านลูกประคำอย่างรวดเร็ว
นางกำนัลเหลือบมองสีหน้าของพระนางอย่างระมัดระวังแล้วตอบกลับไปว่า “พระนางอย่าทรงกังวลไปเลยเพคะ ได้ยินมาว่าครั้งนี้อัครมหาเสนาบดีจั่วเป็นผู้สนับสนุนอย่างเต็มที่ด้วย”
นางหยุดไปครู่หนึ่งแล้วพูดเสริม “ดูเหมือนว่าหนิงอ๋องก็ไม่ได้คัดค้านด้วยนะเพคะ”
“แต่ก็ทำให้ฟู่ถิงเย่ได้ใจไปแล้ว!”เจิ้งซูเหวินกัดริมฝีปาก ในดวงตามีความไม่พอใจฉายชัดขึ้น อารมณ์ของพระนางไม่ได้ดีขึ้นจากการปลอบใจของนางกำนัล“ฟู่ถิงเย่ต้องการบรรดาศักดิ์ ฝ่าบาทก็พยายามครั้งแล้วครั้งเล่าช่วยเขาเพื่อให้สตรีผู้นั้นได้มีบรรดาศักดิ์ไม่ลังเลที่จะล่วงเกินขุนนางในราชสำนัก! ฟู่ถิงเย่คงได้ใจมากแล้วล่ะ! คงคิดว่าข้ากับฮ่องเต้ถูกเขากุมเอาไว้ในมือแล้ว!อยากจะทำอะไรก็ได้!”
นางกำนัลนิ่งเงียบ จากนั้นก็มีท่าทีเหมือนจะพูดอะไรแต่ก็ลังเล
นางอยากจะพูดว่าฮ่องเต้ดูเต็มพระทัยยิ่งนัก...ได้ยินว่าฮ่องเต้ทรงตรวจสอบสมุดภาพของบ้านพักที่จะประทานให้ด้วยพระองค์เองแสดงว่าทรงให้ความสำคัญกับแม่นางหวาผู้นั้นมาก
แต่เมื่อเห็นสีหน้ามืดมัวของไทเฮานางกำนัลก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมา
ไทเฮาหงุดหงิดอย่างยิ่งจู่ๆ ก็ตบโต๊ะเสียงดัง! “ซือปิงฟูเหรินอะไรกัน ตัวปัญหาชัดๆ!”
“ฮัดชิ้ว!” หวาชิงเสวี่ยจามออกมาอย่างกะทันหัน
นางลูบจมูกของตัวเองแล้วคิดว่า หรือว่านางใส่เสื้อผ้าน้อยเกินไปจนเป็นหวัด?ไม่เช่นนั้นเหตุใดอากาศร้อนขนาดนี้ถึงได้จาม?
“อาจจะมีคนคิดถึงข้าก็ได้”นางกอดแตงโมไว้ กินไปพลางพึมพำกับตัวเอง
มีคนมาเคาะประตู
หวาชิงเสวี่ยวางแตงโมลงกำลังจะออกไปเปิดประตู พลันนึกถึงคำกำชับของฟู่ถิงเย่ ขาที่ก้าวออกไปจึงหยุดชะงัก
...เฮ้อ จะต้องทำตามธรรมเนียมพื้นเมืองเสียหน่อย
โชคดีที่ในห้องมีน้ำแข็งที่จ้าวเซิงส่งมาให้ช่วยให้รู้สึกเย็นสบาย แม้จะสวมชุดกระโปรงยาวแขนยาวก็ไม่ได้ทำให้ร้อนเกินไป
หวาชิงเสวี่ยสวมเสื้อคลุมแขนยาวอีกชั้นหนึ่งทับด้วยชุดด้านในที่คอเสื้อซ้อนทับกันอย่างแน่นหนา รัดด้วยผ้าไหมบางๆ ที่เอว ทำให้มีเหงื่อไหลออกมาอีกครั้ง...
หวังว่าคนที่มาจะพูดสั้นๆนะ นางทนได้ไม่นานจริงๆ
หวาชิงเสวี่ยอดทนต่อความร้อนเดินไปที่ลานบ้าน รู้สึกเหมือนตนกำลังจะถูกแดดเผาจนละลาย
“ท่านอาจารย์ ข้าเองเปิดประตูหน่อย!” คนที่อยู่ข้างนอกไม่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว จึงเคาะประตูอีกครั้ง
คนที่มาข้างนอกคือเหลียงเหวินเฉิงเมื่อไม่นานมานี้หลังจากที่ได้เห็นอานุภาพของระเบิดอสนีบาต เขาก็หน้าด้านอยากจะมาเป็นศิษย์ของหวาชิงเสวี่ยเสียให้ได้
ตอนแรกหวาชิงเสวี่ยก็ไม่ยินยอมไม่ใช่เพราะกลัวว่าสูตรจะถูกเปิดเผย แต่เพราะว่านางไม่คุ้นเคยกับความสัมพันธ์ที่เน้นความเคารพกันมากเกินไประหว่างศิษย์กับอาจารย์ในสมัยโบราณนี้แต่เหลียงเหวินเฉิงยังยืนกรานอย่างหนักแน่น อีกทั้งนางก็กำลังขาดผู้ช่วย และยังเชื่อใจในตัวของเหลียงเหวินเฉิงอีกด้วยจึงตอบตกลงไป
นางรีบเปิดประตูออกเหลียงเหวินเฉิงที่อยู่ด้านนอกเหงื่อท่วมตัว เพราะร้อนมากเกินไปจึงพับแขนเสื้อขึ้นสูงปลดคอเสื้อลงกว้าง ขากางเกงก็พับขึ้นมา เห็นแล้วหวาชิงเสวี่ยก็รู้สึกอิจฉาเสียเหลือเกิน
นางก็อยากพับแขนเสื้อและขากางเกงขึ้นบ้างเหมือนกัน...
“ท่านอาจารย์!” เมื่อเหลียงเหวินเฉิงเห็นนางก็ยิ้มขึ้นมา“ช่างทำแก้วพวกนั้นมาถึงแล้ว ข้าพาพวกเขาไปพักที่ค่ายอาวุธไฟแล้ว!”
ค่ายอาวุธไฟสร้างห้องพักเอาไว้มากมายเพื่อให้ช่างฝีมือได้พักอาศัยโดยไม่ขาดแคลนที่พัก
หวาชิงเสวี่ยแสดงสีหน้าดีใจ“ดีมากเลย เจ้ารอข้าก่อนนะ ข้าจะไปเก็บของสักหน่อยเดี๋ยวจะตามไปดู!”
เมื่อช่างทำแก้วมาแล้วก็จะสามารถทำแก้วได้! เมื่อมีแก้วแล้ว ก็จะสามารถทำเครื่องกลั่นได้! เมื่อมีเครื่องกลั่นแล้วจะสามารถสกัดสารต่างๆ ให้บริสุทธิ์ได้! และเมื่อมีวัตถุดิบที่บริสุทธิ์แล้ว...นางก็จะไร้เทียมทาน!
แผนผังเทคโนโลยีของนางกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว!
——————————————————————
[1]เหลยกงและเตี้ยนหมู่(雷公电母)คือเทพที่บัญชาการปรากฏการณ์ฟ้าแลบฟ้าร้อง ฟ้าผ่า
[2]ซือปิงฟูเหริน(司兵夫人)ซือปิงเป็นชื่อตำแหน่งผู้ดูแลอาวุธในกองทัพ ฟูเหรินเป็นคำเรียกสตรีในเชิงยกย่อง