ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม
ในขณะที่หลินเฟยหลันกำลังคิดหาทางเอาชีวิตให้รอดอยู่นั้นเสียงเอะอะของกลุ่มคนที่กำลังมาถึงก็เรียกสติของนาง
พวกเขาหามคนเจ็บสามคนเข้ามาด้วยใบหน้าที่เคร่งเครียด
“เกิดอะไรขึ้น”
“พวกเราปะทะกับคนฝั่งตะวันตกพี่อาสุ่นเลยถูกแทง”
“ฮืออออ แย่แน่”
“จะทำอย่างไรดี”
หลินเฟยหลันอดไม่ได้ที่จะอยากรู้จึงเอ่ยถาม “ท่านยาย มีเรื่องอะไรหรือเจ้าค่ะ”
“ก็อาสุ่นน่ะสิวันนี้พวกเขาไปออกไปล่าสัตว์ แต่เจอกับกลุ่มชาวบ้านอีกฝั่ง คงจะสู้กันมาจึงบาดเจ็บ”
หลินเฟยหลันขมวดคิ้ว“ล่าสัตว์ที่ไหน”
ตอนแรกหญิงชราก็กำลังจะตอบคำถามแต่หญิงวัยกลางคนที่อยู่ข้าง ๆ กลับตะโกนถามขึ้นเสียก่อน “เจ้าเป็นใคร”
เสียงตะโกนของหญิงวัยกลางคนเรียกความสนใจจากหลายคนบริเวณนั้น
สายตาที่หวาดระแวงหลายคู่ทำให้หลินเฟยหลันขยับตัวถอยไปอย่างหวาดหวั่น “ขะ...ข้า”
“ข้าเห็นนางวิ่งมาจากทางนั้น”
“ใช่...ข้าเองก็เห็นข้านึกว่านางเป็นญาติของแม่เฒ่าฟ่านเสียอีก”
“นางไม่ใช่ญาติข้า”หญิงชราที่ตอบคำถามหลินเฟยหลันรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันที
“เจ้าเป็นใคร ตอบมา”ชายหนุ่มในกลุ่มคนที่เพิ่งมาถึงก็ชักดาบชี้มาที่หลินเฟยหลันอย่างดุดัน
พวกเขาล้วนมาจากตำบลเดียวกันลำพังแค่นี้ก็ลำบากในการแบ่งอาหารกันอยู่แล้ว หากจะมีเพิ่มมาอีกคนพวกเขาล้วนไม่ยินดี
ยิ่งเป็นคนนอกด้วยแล้วล่ะก็
ไม่แน่ว่าสตรีตรงหน้าอาจเป็นสายลับก็เป็นได้
หลินเฟยหลันเห็นท่าไม่ดีจึงคิดจะหนี แต่นางก็คงคิดง่ายเกินไป เพราะเจ้าของดาบกลับตวัดฉับอย่างเร็วมาที่ตัวนางเพื่อต้องการเอาชีวิต
แม้ว่าหลินเฟยหลันจะหลบได้ทันแต่ก็ถูกชาวบ้านสองคนจับเอาไว้ได้ นางจึงคิดจะใช้ยาพิษ
ขณะที่ปลายดาบจะแทงมาถึงตัวนางเสียงตะโกนขึ้นของใครคนหนึ่งก็ทำให้ปลายดาบชะงัก
“พี่สาว อาหุยหยุดนะ”
เสี่ยวเชียนผลักอาหุยออกไปพร้อมกับเอาตัวเองบังหลินเฟยหลันเอาไว้
สายตาของนางดูเอาเรื่องยิ่งนัก
“เสี่ยวเชียน”หลายคนจึงอุทานขึ้นอย่างไม่เชื่อ
เพราะตอนที่วิ่งหนีเข้าเมืองมานั้นพวกเขาล้วนเห็นว่าเสี่ยวเชียนถูกครอบครัวทิ้งให้ตายอยู่กลางทาง
“ฮึ! ใช่ ข้าเอง”ตอบพลางยืดอกขึ้นอย่างภูมิใจ
“เป็นเจ้าจริง ๆด้วย” อาหุยดีใจจนแทบจะรั้งเสี่ยวเชียนเข้ามากอด
แต่นางก็หลบได้ทัน“เจ้าจะทำอะไร”
ทำให้อาหุยรู้สึกเก้อเขินจึงหันหลังกลับไปหาคนเจ็บทั้งสาม
“นางเป็นพี่สาวของข้าพวกเราเจอกันตอนเข้ามาในเมือง นางช่วยชีวิตข้าไว้”
นางมิได้โกหกเพราะนายหญิงได้ช่วยให้นางมีชีวิตอย่างปลอดภัยในช่วงที่ผ่านมา
เมื่อเห็นว่าเป็นคนรู้จักของเสี่ยวเชียนหญิงสองคนจึงปล่อยหลินเฟยหลัน
เสี่ยวเชียนจึงกระซิบ“นายหญิง เป็นอะไรหรือไม่”
ก่อนมาท่านแม่ทัพบอกว่า ห้ามเรียกนายหญิงต่อหน้าคนอื่นเด็ดขาด แต่ให้เรียกพี่สาวแทนนายหญิงจะได้ปลอดภัย
ทั้งยังกำชับว่าให้ดูแลนายหญิงให้ดีอีกด้วย
ถึงท่านแม่ทัพไม่ออกปากนางก็คิดจะตามหานายหญิงอยู่แล้ว
หลินเฟยหลันเองก็ไม่คาดคิดว่าเสี่ยวเชียนจะยังอุตส่าห์ตามนางมาจนเจอนางรู้สึกตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก มือเรียวจึงลูบศีรษะของเด็กสาวอย่างเอ็นดูพลางบอก “ปลอดภัยดี”
ตอนแรกนางคิดว่าเสี่ยวเชียนจะเป็นเด็กที่ขี้กลัวเสียอีก ที่ไหนได้ พอคุ้นเคยกับนางแล้วก็เอาแต่พูดไม่หยุด
“เสี่ยวเชียนแล้วครอบครัวเจ้าล่ะ”
เด็กสาวพลันส่ายหน้า“ไม่รู้เหมือนกัน”
ครอบครัวของนางรั้งอยู่ท้ายขบวนของผู้อพยพตอนนั้นมีโจรบุกปล้น แล้วนางสะดุดล้ม จึงถูกทิ้งไว้ตรงนั้น
โชคดีที่มีคน ๆหนึ่งช่วยนางเอาไว้ตอนที่โจรกำลังฟันดาบลงมา
นางตกใจจนสลบพอตื่นขึ้นมาก็วิ่งมาทันเข้าประตูเมืองปิดพอดี ทำให้รอดชีวิตมาได้
ซึ่งคน ๆ นั้น ก็คือองครักษ์ที่ถูกลงโทษนั่นเอง
นางทนดูเขาตายไม่ได้จึงรีบไปปลุกนายหญิงมาช่วย และก็ทำให้นายหญิงต้องผิดใจกับท่านแม่ทัพ
ซึ่งนั่นทำให้นางรู้สึกผิดเป็นอย่างมาก
“เอาล่ะเจ้าปลอดภัยก็ดีแล้ว”
“ว่าแต่เจ้ามีพี่สาวด้วยเหรอ ข้าไม่เคยรู้มาก่อน”
“ก็เป็นพี่สาวข้าตอนนี้แหละพี่สาวเป็นคนช่วยชีวิตข้าเอาไว้ ไม่งั้นข้าคงถูกฆ่าไปแล้ว”
“อ้อ เข้าใจแล้ว”
พื้นเพนิสัยของเสี่ยวเชียนเป็นคนซื่อตรงไม่เคยโกหก ดังนั้น กลุ่มชาวบ้านที่มาจากที่เดียวกันเหล่านี้ จึงไม่ติดใจ
เสี่ยวเชียนที่เห็นหลายคนล้อมรอบคนเจ็บเพื่อทำแผลอยู่จึงชะโงกหน้าแล้วเอ่ยถาม “ว่าแต่ นั่นพี่ชายสุ่นนี่เขาเป็นอะไรจึงเลือดท่วมตัวขนาดนั้น”
ยายฟ่านจึงตอบ“เฮ้อ...พวกเขาออกไปล่าสัตว์กัน แล้วก็มีเรื่องกับคนอื่นนิดหน่อยเลยได้รับบาดเจ็บ”
“พี่สาวพี่อาสุ่นดีกับข้ามาก ข้าไม่อยากให้เขาตาย พี่สาวช่วยได้หรือไม่...เจ้าคะ”เสี่ยวเชียนลังเลที่จะขอให้หลินเฟยหลันช่วยแต่นางก็ไม่อาจปล่อยให้พี่อาสุ่นตายไปต่อหน้าได้
หลายวันที่นางได้ติดตามนายหญิงนางพอจะรู้ว่านายหญิงเป็นคนดีและมีเหตุผล
และที่สำคัญนายหญิงเก่งมาก
คนรอบข้างที่ได้ยินการสนทนาดังกล่าวพวกเขาก็ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “เสี่ยวเชียน พี่สาวเจ้าเป็นหมอเหรอ”
“เช่นนั้นแม่นางช่วยดูพี่อาสุ่นหน่อย” อาหุยรีบบอกทันที
แววตาประกายคาดหวังของเด็กสาวตรงหน้าทำให้หลินเฟยหลันไม่อาจปฏิเสธตรง ๆ ได้
นางจึงขยับลุกเข้าไปใกล้กับคนเจ็บก่อนจะบอกด้วยน้ำเสียงเรียบ “ข้าไม่ใช่หมอ”