“ข้าจะรักเขาได้อย่างไร ยาจกเช่นข้าฤา..จะอาจเอื้อมไปรักคุณชายซีเหริน แค่คิดก็เป็นไปไม่ได้แล้ว..คุณชายซีเหรินคู่ควรกับแม่นางไป่หลานยิ่งกว่า ฤาจะคู่ควรกับองค์หญิงสามก็ไม่น่าเกลียดนัก เหตุเพราะต้นตระกูลของเขาก็มาจากราชวงศ์ชั้นสูงพอกัน แต่จะให้คุณชายซีเหรินมาแต่งงานกับยาจกเช่นข้า เห็นทีผีสางเทวดาคงตลกกันน่าดูเชียว” หลันฮวาพึมพำพลางสะกดใจตัวเองให้อยู่ในขอบเขต
ภายใต้แสงไฟจากฟืนด้านหน้า หวงซีเหรินนั่งย่างไก่งวงที่จับได้ พลันเลื่อนสายตามองหลันฮวา ที่เผลอหลับไปตั้งแต่เขายังไม่กลับมา ชายหนุ่มหมุนไก่ไปมาอย่างสบายใจ พร้อมกับสายลมอ่อนพัดผ่านมาเป็นระลอก ใบหน้าสวยงามยามหลับใหลของหลันฮวาทำให้เขาไม่อาจละจากนางได้
“ยามหลับ หมดฤทธิ์แล้ว เจ้าดูงดงามแตกต่างจากหญิงอื่นมากมายนัก” ชายหนุ่มจับจ้องไปยังเรียวปากสวยได้รูป แล้วปล่อยยิ้มออกมาอย่างมีความสุข เมื่อกลิ่นหอมของไก่งวงลอยเข้าไปเตะจมูกของหลันฮวา ทำให้นางเริ่มรู้สึกตัว ค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้น
“คุณชาย...” หลันฮวาเอ่ยทักทั้งที่ยังงัวเงียอยู่ พลางบิดตัวไปมาเพื่อคลายความปวดเมื่อย ก่อนจะหันไปเห็นซีเหรินที่นั่งนิ่งมองตรงมด้วยสายตาบางอย่าง
“แผลที่มือเป็นอย่างไรบ้าง ยังเจ็บอยู่ฤาไม่” ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนที่หลันฮวาจะก้มมองมือตัวเอง แล้วส่ายศีรษะไปมา
“ไม่เจ็บแล้วเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นยาสมุนไพรคงช่วยสมานแผลได้..พักนี้เจ้าก็หยุดใช้มือข้างนั้นไปก่อนจนกว่าจะหายดี”
“เจ้าค่ะ” หญิงสาวรับปากอย่างว่าง่าย ก่อนจะลุกขึ้นนั่งในท่าถนัด แล้วจับจ้องไปยังไก่งวงที่ส่งกลิ่นหอมคละคลุ้งไปทั่ว พลางกลืนน้ำลายอึกใหญ่
“ไก่งวงนี้สุกพอดี” เขาพูดพลางหยิบไก่ขึ้นมาแล้วค่อย ๆ ฉีกให้นาง ก่อนหญิงสาวจะเอื้อมไปหยิบ แล้วกินด้วยความเอร็ดอร่อย
“ท่านรู้ฤาไม่ ว่าข้าอยากกินไก่งวงมานานมากแล้ว ยามข้าอยู่ที่ศาลเจ้าร้าง พยายามทุกทางเพื่อจะได้กินมัน แต่แล้วข้าก็ไม่เคยจับมันได้สักครั้ง คุณชายเก่งจังเลยนะเจ้าคะ ที่จับมันมาได้” หลันฮวาพูดพร้อมกับเคี้ยวไก่งวงอยู่เต็มปาก พลางชะงักนิ่งเมื่อได้ยินเสียงสัตว์ไม่คุ้นหูร้องดังขึ้นมาอย่างน่ากลัว นางเบิกตากว้างเล็กน้อย แล้วหันมองเขาอย่างมีความหมาย ก่อนจะค่อย ๆ ขยับเข้ามาใกล้ซีเหรินทีละนิด
“เจ้าไม่ต้องกลัวหรอก ทุกครั้งที่ข้าไปวังหลวง ข้ากับอู่เจ๋อมักจะแวะพักกันบริเวณนี้เสมอ เสียงสัตว์ที่เจ้าได้ยินเป็นสัตว์ไม่ดุร้าย เพียงแต่ออกหาอาหารตอนกลางคืน จึงมีเสียงรบกวนบ้างเท่านั้น” หวงซีเหรินอธิบายช้า ก่อนที่หลันฮวาจะคลายกังวลลงแล้วพยักหน้ารับ
“ตอนข้าอาศัยอยู่ที่ศาลเจ้าร้าง ข้าไม่ค่อยได้ยินเสียงสัตว์เช่นนี้เท่าใดนัก”
“เจ้าไม่กลัวฤา อยู่ศาลเจ้าร้างแต่ผู้เดียว” หวงซีเหรินเอ่ยถาม ในขณะที่กองไฟสีอ่อนส่องแสงปะทะใบหน้าของหญิงสาว พร้อมกับสายลมอ่อน ยังพัดโชยมา หลังจากนั้นแววตาเศร้าของหลันฮวาก็ค่อย ๆ แสดงออกมาทีละน้อย
“กลัวสิ..ข้าหวาดกลัวอยู่ตลอดเวลา แต่ข้าจะทำเช่นใดได้ มีแค่กองฟางเล็ก ๆ กับอาหารในแต่ละมื้อให้ข้าประทังชีวิต ในยามนั้นข้าก็พอใจมากแล้ว แต่...ท่านรู้อะไรฤาไม่ ในตอนนี้ข้ามีความสุขมากที่สุด ข้าไม่อยากกลับไปเป็นยาจกและใช้ชีวิตเช่นนั้นอีก ข้ายอมรับว่าติดใจชีวิตที่สุขสบายเช่นนี้ไปแล้วล่ะ” หลันฮวาพูดพร้อมกับเคี้ยวไก่งวงและใช้ไม้เขี่ยกองไฟไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ว่าหวงซีเหรินจับจ้องใบหน้างดงามของนางอยู่ตลอดเวลา
สายลมยามค่ำคืนภายใต้กองไฟที่ใกล้มอดดับ ทำให้หวงซีเหรินตื่นมากลางดึก พบว่าหญิงสาวนอนขดตัวอยู่ด้านข้างด้วยความหนาวเหน็บ เขารีบลุกขึ้นสุมไฟเพื่อให้อากาศอบอุ่น ก่อนตัดสินใจดึงนางเข้ามาสวมกอดอย่างแนบชิด มือหนาโอบร่างเล็กไว้แบบหลวม ๆ ก่อนไออุ่นจากกายเขาจะค่อย ๆ กระจายแผ่ออกไปให้นาง
“หลับลึกขนาดนี้ หากมีเสือย่องมาจริง ๆ เจ้าก็คงได้เป็นอาหารมันไปแล้ว” ชายหนุ่มใช้มือเขี่ยไปที่จมูกน้อย ๆ ของนาง ก่อนจะค่อย ๆ หลับตาลงเพื่อเก็บแรงไว้ในวันรุ่งขึ้น
ซีห่าวและพวก พยายามเดินหาข่าวของหัวขโมยที่หายเงียบไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่ออกอาละวาดมานาน จนผิดสังเกต ชายหนุ่มแยกย้ายกันไปคนละมุม ก่อนที่จะเดินมาหยุดที่ร้านขายไก่ต้มร้านหนึ่ง
“อ้าวพ่อหนุ่ม เอาตัวไหนดีจ๊ะ ข้าต้มมาใหม่ ๆ สด ๆ ทุกตัว เลือกได้ตามสบายเลย” ก่อนที่ซีห่าวจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เฒ่าแก่ พักนี้หัวขโมยได้ออกมาอาละวาดบ้างฤาไม่” หญิงกลางคนชะงักนิ่งไป
“ร้านข้า..โดนขโมยมาฉกไก่ต้มไปต่อหน้าต่อตา ก็เมื่อช่วงปีใหม่ แต่หลังจากนั้นก็ไม่เห็นมันออกอาละวาดอีกนะ แปลก...อยู่เหมือนกัน”
“แปลกอย่างไรฤา”
“ปกติแล้ว มันจะออกอาละวาด เดี๋ยวร้านนั้นเสื้อผ้าหาย เดี๋ยวร้านนี้ถั่วหาย สินค้าที่วางขายกันอยู่เช่นนี้ มันก็หาจังหวะขโมยไปจนได้ ข้ายังนึกเจ็บใจมันจนถึงทุกวันนี้”
“เฒ่าแก่..แล้วเดี๋ยวนี้ ไม่มีร้านใดโดนขโมยบ้างฤา”
“เอ..ไม่มีนะ พักนี้หัวขโมยเงียบหายไปราวกับไม่มีตัวตน ข้าว่านะพ่อหนุ่ม อาจจะเป็นเพราะประกาศให้รางวัลค่าหัวนั่นล่ะ มันอาจจะกลัว จนไม่กล้าออกอาละวาดอีก เช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน ใต้เท้าตงซันทำให้ข้าไม่ต้องอยู่อย่างหวาดระแวงอีกต่อไป” ซีห่าวพยักหน้า ก่อนจะหันเดินตรงไปสมทบกับลูกน้องของเขาอีกที
“เป็นอย่างไรบ้าง เจอเบาะแสของหัวขโมยบ้างฤาไม่” ซีห่าวเอ่ยถามคนของเขาด้วยสีหน้าร้อนรน
“ไม่เจอ..แม่ค้าพ่อค้าต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า หัวขโมยไม่ออกอาละวาดอีกเลย หลังจากมีประกาศจับค่าหัว เป็นไปได้ฤาไม่ว่าหัวขโมยอาจหนีไปยังแคว้นอื่น”
“หากหัวขโมย...เป็นคุณหนูหลันฮวาจริง ๆ อย่างที่ใต้เท้าตงซันสงสัย คราวนี้เราตามตัวนางยากขึ้นแล้วล่ะ นางอาจจะไม่กล้ากลับมายังแคว้นเทียนกู่อีก”
“เช่นนี้จะทำอย่างไรดี” ชายหนุ่มถอนหายใจด้วยท่าทางคิดหนัก การตามหาหลันฮวายากยิ่งขึ้นไปอีกเป็นเท่าตัว เมื่อเบาะแสต่าง ๆ ถูกตัดขาดลงอย่างกะทันหัน ไม่สามารถตาสืบไปได้อีก