“คิดอะไรอยู่”
เสียงทุ้มที่เอ่ยขึ้นทำให้ร่างบางที่เหม่อลอยหันกลับไปที่เขา ตะวันวาดไม่รู้ตัวเลยว่าเธอเหม่อมองกระจกไปนานแค่ไหน
“เปล่าคะ” เสียงหวานตอบ ก่อนจะยกมือจับสร้อยคอของตัวเองอีกครั้ง
“ใส่จนชินแล้ว มั้งคะ” ตะวันวาดยิ้ม เธอยิ้มให้กับตัวเอง มากกว่าที่จะยิ้มให้กับอันธกานต์
“จะว่าไป เรามีแฟนหรือยัง” คำถามต่อมาทำให้ตะวันวาดหน้าเหวอเล็กน้อย
อันธกานต์ที่กำลังดื่มน้ำต้องรีบวางแก้วลง พร้อมหลุดขำเมื่อเห็นท่าทางของอีกฝ่าย
“ไม่ต้องตอบก็ได้นะ If it’s too personal (ถ้ามันเป็เื่ส่วนตัวเกินไป) ” เสียงทุ้มเอ่ยต่ออย่างทดลองใจ ั์ตาสีเข้มระยิบระยับแพรวพราว ้ารู้ว่าอีกฝ่ายจะตอบกลับอย่างไร
ใบหน้าเกลี้ยงอมชมพูขึ้นเล็กน้อย เธอส่ายหน้าไปมาเลี่ยงที่จะสบตาอีกฝ่าย
“ไม่เป็ไรค่ะ” เสียงหวานรีบเอ่ย ั์ตากลมช้อนขึ้นมองอันธกานต์ในที่สุด
“ยังไม่มีค่ะ” เธอพูดต่อ
คนตั้งคำถามยกริมฝีปากขึ้น พร้อมโก่งคิ้วเล็กน้อยแสดงความประหลาดใจบนใบหน้า
“ทำไมล่ะ” ความแพรวพราวในั์ตาสีน้ำตาลเข้มยังไม่หมดไป ตะวันวาดพยายามเลี่ยงหลบสายตาที่ตรึงเธอเอาไว้
“ก็ ไม่มีใครจีบ” เสียงหวานพูดอุบอิบ
“Don’t lie (อย่าโกหกน่ะ) ” เสียงทุ้มตอบสวนกลับทันที ทำให้ตะวันวาดสบตากับเขา
“ก็ไม่เชิงหรอกค่ะ” ร่างบางหัวเราะกลบเกลื่อนความเขินอาย
“ความสัมพันธ์น่ากลัวนะคะ ไม่แน่นอนเลย” เธอเอ่ยต่อขึ้นมาลอย ๆ แต่ประโยคนั้นกลับทำให้อันธกานต์ชะงักเช่นกัน
เขาเห็นด้วยกับเธออย่างที่สุด..
“นั่นสินะ” เสียงทุ้มกลับมานิ่งขรึมอีกครั้ง รอยยิ้มปรากฏขึ้นเพียงมุมปากเท่านั้น
ตะวันวาดประหลาดใจเล็กน้อยที่คนตรงหน้าแสดงความเห็นด้วยกับสิ่งที่เธอเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ร่างบางนึกถึงเหตุการณ์ของภูธเรศและพี่สาวของเธอ..
“พี่สาวตะวันคบกับแฟนเก่ามาเป็ 10 ปี แต่กำลังจะแต่งงานกับแฟนใหม่ที่รู้จักกันไม่ถึงปี” เสียงหวานเล่าให้อีกฝ่ายฟังเป็เสริมสิ่งที่เธอพูด โดยไม่รู้เลยว่านั่งทำให้อันธกานต์เปลี่ยนสีหน้าไปอย่างเห็นได้ชัด
สาวน้อยไม่รู้เลยว่าความจริงแล้วความสัมพันธ์ของเธอกับ “แฟนใหม่” ของพี่สาวนั้นห่างกันเพียงโต๊ะอาหารกั้น
ร่างสูงกระแอมไอเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้น
“พี่สาว ที่เคยเล่าว่าชื่อ บุหลันใช่ไหม” คิ้วดำโก่งสูงขึ้นเล็กน้อย
“ใช่ค่ะ” ตะวันวาดตอบกลับอย่างรวดเร็ว ั์ตากลมเบิกโตขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจอีกครั้ง
“พี่โธนี่จำได้ด้วยเหรอคะ” เสียงหวานเอ่ยต่อ ยังคงไม่อยากเชื่อว่าอีกฝ่ายจำรายละเอียดที่เธอเล่าให้เขาฟังตอนเด็กได้มากขนาดนี้
อันธกานต์เหยียดรอยยิ้มเพียงเล็กน้อย ไม่ได้สนใจความประหลาดใจที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหวานมากนัก
“แล้ว เธอคิดว่ายังไง” ชายหนุ่มถามเธอต่ออย่างลองเชิง เขาปราดสายตามองไปทางอื่น
ตะวันวาดเงียบไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบเขา..
“ตะวันสงสารพี่ภู หมายถึงแฟนเก่าพี่สาวน่ะค่ะ”
ชื่อที่ถูกเอ่ยขึ้นทำให้อันธกานต์ขบกรามแน่น ใบหน้าหล่อเหลาสงบนิ่งไม่เผยอารมณ์
“แต่ตะวันก็ทำอะไรไม่ได้นะคะ ถ้าพี่เค้าตัดสินใจแล้ว เราแค่หวังให้เค้าเจอคนที่ดี พี่ภูเป็คนดีมาก จนตอนนี้ตะวันก็ยังไม่รู้เลยว่าทำไมพี่บุหลันถึงยอมเลิกกับพี่ภูไปแต่งงานกับผู้ชายอีกคน”
‘ผู้ชายอีกคน’ ดูไม่ค่อยสบอารมณ์กับสิ่งที่ได้ยินสักเท่าไหร่ เขานิ่งไปนิดก่อนสบตาเข้ากับเ้าของดวงตากลมโตที่ตั้งใจตอบคำถามเขาอย่างจริงใจ โดยไม่ได้รู้เลยว่าใครอีกคนที่เธอกล่าวถึงนั้นกำลังนั่งอยู่ตรงหน้า
“เธอดูชอบ” ไอ้ภู เสียงทุ้มชะงัก ั์ตาคมปราดมองเธออีกครั้ง อันธกานต์รีบปรับสรรพนามของบุคคลที่สามทันที
“แฟนเก่าพี่สาวมากเลยนะ” เสียงทุ้มกล่าวต่อ เสมองไปทางอื่นเลี่ยงสบตากับร่างบาง
ตะวันวาดปราดมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยรอยยิ้มเมื่อนึกถึงภูธเรศ
“สำหรับตะวัน พี่ภูก็เหมือนพี่ชายคนหนึ่ง จะว่าไปเราสนิทกันมากกว่าตะวันกับพี่บุหลันอีกมั้ง” เธอว่าแล้วก็หัวเราะแห้งกับความจริงที่เธอไม่อยากยอมรับมากนัก
ใบหน้าคมยังคงนิ่งตึง แม้ภายในนั้นจะเต็มไปด้วยอารมณ์ไม่พึงประสงค์ที่พลุ่งพล่านขึ้นอย่างรุนแรง คำตอบที่ได้รับฟังกระตุกหัวใจที่ด้านชาของอันธกานต์ได้อย่างแปลกประหลาด เขาไม่ชอบที่ตะวันวาดพูดถึงภูธเรศด้วยรอยยิ้ม ไม่ชอบที่เธอสนิทกับผู้ชายคนนั้น ผู้หญิงตรงหน้าที่เขาไม่ได้พบเจอกับเธอนานแสนนานกลับมีอิทธิพลกับความรู้สึกของเขาได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ครื่นน ครื่นนน
มือถือในกระเป๋าสะพายข้างสั่นขึ้น ทำให้ตะวันวาดสบตากับอันธกานต์เป็เชิงขออนุญาต เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ยิ้มขำเมื่อเห็นชื่อคนโทรเข้า นิ้วเรียวกดรับสายทันที
“ตายยากจริง ๆ เลยพี่ภู” เสียงหวานเอ่ยแซวคู่สายทันที ั์ตากลมหยียิ้มอย่างเป็ธรรมชาติ ทว่าเสียงคู่สายที่เอ่ยขึ้นอย่างเคร่งเครียดทำให้หญิงสาวต้องค่อย ๆ หุบยิ้มลง
ั์ตาสีน้ำตาลเข้มกระตุกส่อแววแข็งกร้าวขึ้น ชื่อที่เธอเรียกทำให้อันธกานต์รับรู้ได้ทันทีว่าคู่สายคือใคร ใบหน้าหล่อเหลาข่มนิ่งตามมารยาท แม้ว่าสายตาจะเสมองออกไปบริเวณรอบร้านอย่างไม่พึงอารมณ์
“ได้สิคะ ตอนนี้ตะวันกินข้าวอยู่ แต่ว่าตอนเย็นไม่ได้มีธุระอะไร” ตะวันวาดตอบน้ำเสียงนุ่ม ั์ตากลมสบตาใบหน้าคมที่นั่งอยู่ตรงกันข้าม แม้ว่าเขาจะไม่ได้มองตอบเธอ
“แล้วเจอกันค่ะ”
ตะวันวาดวางสายแล้ว แต่อันธกานต์ยังคงไม่สบตากับเธอ หญิงสาวจ้องมองเขาอยู่หลายวินาทีก่อนตัดสินใจเอ่ยเรียกชื่ออีกฝ่าย
ชายหนุ่มกะพริบตารู้สึกตัว ค่อย ๆ หันกลับมามองหญิงสาวตรงหน้า อันธกานต์ยิ้มบางอย่างฝืนอารมณ์ตัวเอง เขาก้มลงมองนาฬิกาข้อมือก่อนจะเงยหน้ามองเธออีกครั้ง
“เดี๋ยวพี่คงต้องขอตัว” เสียงทุ้มเอ่ยนิ่ง
ตะวันวาดรับรู้ถึงบรรยากาศที่ตึงขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ รวมไปถึงชายหนุ่มตรงหน้าที่ดูนิ่งและเหินห่างขึ้นทั้ง ๆ ที่เมื่อครู่เขายังยิ้มและหัวเราะไปกับเธอ ั์ตากลมกะพริบปริบ ๆ อย่างงุนงง แต่ก็พยักหน้ารับ
ร่างสูงลุกขึ้นยืน ก่อนจะเดินกลับออกไปจากร้านโดนไม่พูดอะไรอีกเลยทิ้งให้ตะวันวาดนิ่งอึ้งกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น มือเล็กยกเกาศีรษะ ขณะที่สมองยังคงประมวลบทสนทนาที่ผ่านมากว่าชั่วโมง
หรือเธอคิดมากไปเอง เสียงหนึ่งดังขึ้น
“ฉันต้องคิดมากไปเองแน่ ๆ ” เสียงหวานพูดกับตัวเองอย่างไม่รู้ตัว ก่อนจะจ้องมองอาหารหลายอย่างที่ยังเหลืออยู่ตรงหน้า
ทันใดนั้น รอยยิ้มกว้างก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าทันที เธอหันมองรอบ ๆ ก่อนจะเรียกพนักงานที่ยืนใกล้ที่สุดบริเวณนั้น
“รบกวน take home (เอากลับบ้าน) ทีค่ะ” เสียงหวานพลาง พลางนึกว่ารูมเมทของเธอจะดีใจขนาดไหนกับอาหารเย็นฟรีมื้อใหญ่จากเธอ
เย็นวันเดียวกัน..
ภายในบ้านหลังใหญ่ชานเมืองกรุงเทพฯ ภูธเรศ ลูกชายคนเดียวของบ้านอัศวะนัย เดินเข้าบ้านด้วยท่าทางเรียบเฉย ทว่าใบหน้าเคร่งเครียด ร่างสูงถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนหลังจากเข้าบริษัทั้แ่เช้า เขาเอื้อมมือรับน้ำเปล่าจากเด็กสาวรับใช้ที่เดินเข้ามาหา ก่อนจะส่งกระเป๋าเอกสารให้เธอตามความเคยชิน
ภูธเรศทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาสีน้ำตาล ดื่มน้ำในมือจนหมด เขาเหลือบมองก้นแก้ว ก่อนสายตาจะหันมองไปทางโต๊ะกระจกสูงที่เรียงรายไปด้วยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของสะสมของบิดา ขายาวขยับเดินไปยังโต๊ะนั้น พร้อมกับรินวิสกี้ขวดที่ใกล้มือที่สุดลงบนแก้วใบเดิม ลำคอยาวกระตุกกลืนแอลกอฮอล์รวดเดียวหมดราวกับดื่มน้ำเปล่า
พลั่ก! แรงตบหนักๆ กระแทกลงบนแผ่นหลังกว้าง
ภูธเรศหันขวับไปยังเ้าของมือหนักทันที
“เพลา ๆ หน่อยมั้ย คนเราอะ” เสียงหวานหนักเอ่ยขึ้นทันที พร้อมกับรอยยิ้มกว้าง
ภูธเรศมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความใเล็กน้อย สีหน้าจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็สีชมพูอ่อนจากฤทธิ์แอลกอฮอล์
“จิน! ” เขาเรียกชื่อเธอตามความเคยชิน
จิน หรือภูจินดา น้องสาวคนเดียวของภูธเรศ ลูกสาวคนเดียวของบ้านอัศวะนัยกระตุกยิ้มมุมปากด้วยสีหน้าทะเล้น เธอเหมือนน้องชายของภูธเรศมากกว่าจะเป็น้องสาวเสียอีก
“ใช่! ฉันเอง! คิดถึงน้องสาวคนนี้มั้ยล่ะ” เธอกล่าวยังคงยิ้มทะเล้นอยู่
มือเล็กคว้าแก้วใสในมือของอีกฝ่าย มองมันอย่างชั่งใจ
“อกหักนิดเดียว กลายเป็ขี้เมาเลยเหรอ” เธอพูดน้ำเสียงประชด พร้อมช้อนสายตามองพี่ชายสุดที่รักกึ่งประหลาดใจกึ่งประทับใจ ชายหนุ่มตรงหน้าแทบจะไม่เคยแตะแอลกอฮอล์เลยแม้แต่นิดเดียวั้แ่เธอจำความได้ ขณะที่น้องสาวอย่างเธอนั้นกลับชอบและช่ำชองเื่นี้ถึงขั้นไปขอบิดาไปเรียนต่อสายการจัดการอาหารและเครื่องดื่ม พร้อมหลักสูตรพิเศษสำหรับการเป็บาร์เทนเดอร์โดยเฉพาะ
“กลับมาั้แ่เมื่อไหร่”