จากกลิ่นอายของพลังที่สะกดข่มทุกคน แม้แต่อู่เจ๋อและเหวินอวี้บนใบหน้าก็ฉายความวิตกกังวลออกมาอย่างเห็นได้ชัด
“ สัตว์อสูรชนชั้นลมปราณสีส้ม!!! ”
การปรากฎตัวของสัตว์อสูรตนนี้ สร้างความตกตะลึงให้ผู้คนไม่น้อย เพราะถึงแม้จะเป็นเพียงสัตว์อสูรลมปราณสีส้ม แต่กลับมีพลังเทียบเท่ากับจอมยุทธชนชั้นลมปราณสีม่วงถึงห้าคนเลยทีเดียว
หากจะเอาชนะก็ต้องอาศัยจอมยุทธชนชั้นลมปราณสีส้ม สองคนขึ้นไปถึงจะมีโอกาสมีขีวิตรอด แม้มนุษย์และสัตว์อสูรจะมีลมปราณเท่ากัน แต่ทว่าก็มิอาจเทียบกันได้อยู่ดีจากศักยภาพทางด้านร่างกายที่แตกต่างกันหลายเท่าตัว
พลังด้านกายภาพมนุษย์นั้นเทียบไม่ติดแม้แต่น้อย เว้นแต่จะเป็นจอมยุทธที่มุ่งฝึกเคล็ดวิชาที่เสริมสร้างพลังด้านกายภาพมาอย่างยาวนานจึงพอที่จะเทียบเคียงได้บ้าง
“ นี่ถึงกับเป็นสัตว์อสูรชนชั้นลมปราณสีส้ม นับว่าหากได้ยากนักที่จะปรากฏตัวออกมาได้ง่ายๆเช่นนี้ จักรพรรดิ์ผู้นี้สร้างขึ้นมาได้อย่างไรกัน ”
หลังจากหายตกตะลึงกับเหตุการณ์นี้ ก็มีเสียงเซ็งแซ่ไปทั่วทั้งบริเวณ คนจากต่างแคว้นที่เข้ามาสังเกตการทดสอบในปีนับว่าเปิดหูเปิดตาไม่ใช่น้อย ด้วยถูกสถานการณ์ตรงหน้าทำให้ประหลาดใจ
อีกทั้งยังเกิดความหวาดระแวงต่อองค์จักรพรรดิ์พระองค์นี้ไม่ใช่น้อย ทั้งที่ตั้งแต่ทรงขึ้นครองบัลลังก์มา แคว้นนี้ไม่มีพิษสงอะไรให้น่าหวาดกลัว สิ่งใดล้วนอยู่ในการคาดเดาของแคว้นอื่นๆได้โดยง่าย ไหนจะเรื่องที่ทรงเป็นจักรพรรดิ์ที่อ่อนแอไร้ซึ่งพลังลมปราณภายในร่างกาย นับเป็นคนไร้ค่าที่โชคดีได้ตำแหน่งสูงศักดิ์โดยแท้...แต่นี่..
“ อู่เจ๋อเจ้าสัมผัสบางสิ่งได้เช่นเดียวกับข้าใช่ไหม ”
เหวินอวี้กล่าวขึ้นก่อนจะสลายดาบลมปราณที่สร้างขึ้นมา เพราะมันต้องใช้ลมปราณจำนวนมหาศาลในการคงรูปร่างของลมปราณให้อยู่ในสภาพศาสตร์ตราวุธ ซึ่งหากปล่อยไว้ทั้งที่ไม่ได้ใช้ง่าย นับว่าสิ้นเปลืองพลังงานโดยใช่เหตุ
“ ใช่แล้ว แม้ระดับพลังที่แผ่ออกมาจะเป็นชนชั้นลมปราณสีส้ม..แต่เมื่อลองสัมผัสดีๆ พลังชนชั้นลมปราณสีส้มของเจ้าสัตวอสูรตนนี้นั้นอ่อนแอมาก ต่อให้มันจะไม่ใช่สัตว์อสูรจริงๆ แต่จักรพรรดิ์ของพวกเจ้ากลับทำเรื่องเหลือเชื่อเช่นนี้ได้ ข้าชักจะสงสัยจริงๆว่าจักรพรรดิ์ผู้นั้นมีนิสัยที่แท้จริงเป็นเช่นใดกันแน่ ”
แม้เหวินอวี้จะทราบถึงลักษณะนิสัยของอาจารย์ตน แต่ไม่อาจนำออกมาพูดได้
“ พักเรื่องนี้เอาไว้ก่อน ถึงยังไงดูท่าว่าเจ้านี่จะเป็นบททดสอบสุดท้ายแล้ว อาศัยเพียงเจ้ากับข้าคงจะรับมือมันไม่อยู่แน่ๆคงต้องให้ทุกคนร่วมมือกัน ”
เหวินอวี้เสนอความคิดของตนออกมา ซึ่งแน่นอนว่าอู่เจ๋อเห็นด้วยกับความคิดนี้ ทั้งคู่จึงถอยกลับไปหากลุ่มของผู้เข้าร่วมการทดสอบคนอื่นๆ
ซึ่งในเวลานี้นั้นดูเหมือนว่าสัตว์อสูรจะยังไม่เริ่มการเคลื่อนไหวแต่อย่างใด ราวกับว่ารอให้เหล่าผู้เข้าทดสอบเป็นฝ่ายเริ่มเปิดศึกเสียก่อน มันจึงจะลงมือบดขยี้พวกเขา
“ ตอนนี้พวกเราเหลือกันอยู่ประมาณกี่คน ”
จู่ๆเหวินอวี้ก็ถามขึ้นมา
“ เอ่อ ประมาณสามสิบคนพอดี เจ้าคิดจะทำสิ่งใด ”
หนึ่งในผู้เข้าร่วมการทดสอบเอ่ยถามขึ้น ซึ่งเหวินอวี้ในขณะนี้มีแผนการที่คิดเอาไว้ในหัวแล้ว เหลือก็แต่เพียงความสมัครใจของทุกคน
อู่เจ๋อก็ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมาเพียงแค่จับตาดูเหวินอวี้เท่านั้น
“ เจ้าถูกใจผู้เข้าร่วมการทดสอบคนนั้นหรืออู่เจ๋อ หายากมากนะที่ข้าจะเห็นเจ้าสนใจใครเช่นนี้ ”
“ เขาเป็นคนประเภทเดียวกันกับข้าก็แค่นั้น ”
อู่เจ๋อบอกหนี่เอ๋อ ก่อนจะหันไปบอกให้ทุกคนในพรรคเซียนกระบี่ไร้เงารอคำสั่ง
“ ข้ามีวิธีที่จะเอาชนะอสูรตนนั้น แต่ขึ้นอยู่กับว่าพวกเจ้าจะเอาด้วยไหม แผนของข้าคือ พวกเราจะแบ่งคนออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มละสิบห้าคน โดยผู้นำกลุ่มแรกคือข้า
ส่วนผู้นำของกลุ่มที่สองก็คืออู่เจ๋อ มีใครจะคัดค้านหรือไม่ หากว่าพวกเจ้าคนใดมีความคิดที่ดีกว่านี้ก็เสนออกมาได้เลย ”
คนที่เหลือได้แต่มองหน้ากันไปมา แต่ก็ไม่มีผู้ใดเสนอหรือคัดค้านในการตัดสินใจของเหวินอวี้ เนื่องจากการต่อสู้อันบ้าคลั่งเมื่อครู่ก็ทำให้เหวินอวี้ดูเป็นผู้แข็แกร่งคนหนึ่ง หากทำตามแผนการของเขาน่าจะมีโอกาสชนะมากกว่าที่พวกตนจะจัดการเสียอีก
ในที่นี่ต่างก็รู้จักอู่เจ๋อ ในฐานะศิษย์เอกของพรรคเซียนกระบี่ไร้เงา ผู้ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถและโดดเด่นในการต่อสู้เป็นอย่างมากอีกคนหนึ่งในยุทธภพ
แต่กับอีกคนแม้จะเป็นบุรุษหนุ่มผู้ไร้ชื่อเสียง แต่ความสามารถที่ทุกคนเห็นล้วนประจักษ์แก่สายตาว่าโดดเด่นอย่างไม่น่าเชื่อ หากการทดสอบจบลงเมื่อไหร่ ชื่อเสียงของเหวินอวี้ จะต้องโด่งดังไปในยุทธภพอย่างกว้างขวางแน่นอน
“ ข้าเห็นด้วยกับแผนการของเจ้า สมาชิกพรรคเซียนกระบี่ไร้เงาจะให้ความร่วมมือกับเจ้าภายใต้การนำของข้า ว่าแผนการของเจ้าต่อได้เลย ”
เหล่าผู้ร่วมการทดสอบต่างแทบไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน นี่ศิษย์เอกแห่งพรรคเซียนกระบี่ไร้เงาให้การสนับสนุนและยินดีทำตามแผนการของผู้อื่นเช่นนั้นหรือ ช่างน่าเหลือเชื่อ!!
เหวินอวี้พยักหน้าให้กับอู่เจ๋อเป็นการขอบคุณก่อนที่เขาจะเริ่มถึงอธิบายแผนการขั้นต่อไป
“ กลุ่มแรกจะเป็นกลุ่มที่ทำหน้าที่โจมตีซึ่งมีข้าเป็นผู้ออกคำสั่ง ดังนั้นข้าต้องการผู้ที่มีความสามารถในการโจมตีระยะไกล ใครเชี่ยวชาญด้านการโจมตีระยะไกลมาอยู่กับข้า ส่วนกลุ่มที่สองจะเป็นกลุ่มที่ทำหน้าที่ป้องกัน อีกอย่างพวกเจ้าทุกคนต้องระวังเส้นขนของมันให้ดี จะต้องมีบางอย่างซ่อนอยู่เป็นแน่ ”
“ ได้ เช่นนั้นแล้วพวกเราจะเริ่มโจมตีกันตอนไหน? ”
หนึ่งในสมาชิกกลุ่มแรกถามเหวินอวี้
“ ตอนนี้เลย!!! ”
เหวินอวี้เปิดฉากโจมตีโดยใช้กระบี่ที่สร้างขึ้นจากลมปราณ ก่อนจะบังคับมันให้พุ่งไปที่สัตว์อสูรตนนั้น
ตู้มมมม!!!
เเต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้ผลอย่างที่คิด กระบี่ไม่อาจสร้างบาดแผลให้กับอสูรตนนั้นได้ เมื่อสัมผัสกับร่างของมันก็แตกสลายทันที หลังจากที่เหวินอวี้เริ่มเปิดฉากนั่นก็หมายถึงสัญญาณของการเริ่มทดสอบ
เสือยักษ์ตัวนั้นกระโจนจากอีกฝั่งหนึ่งหมายจะตะปบเหวินอวี้ ทุกครั้งที่ย่างก้าว เส้นขนของมันที่เต็มไปด้วยเปลวเพลิงล้วนถูกสะบัดออกมาสกัดกั้นการเข้าถึงตัว ทำให้คนอื่นๆไม่อาจที่จะเข้าใกล้มันได้ อีกทั้งนัยน์ตาสีทองที่มีความพิเศษจากประกายวูบไหวสีดำก็ยิ่งทำให้มันมองเห็นความเคลื่อนได้อย่างฉับไว
ทั้งสองกลุ่มต่างหลบเลี่ยงการปะทะโดยตรง เหวินอวี้พากลุ่มของตนอ้อมไปอีกด้าน ก่อนที่กลุ่มของอู่เจ๋อจะรับหน้าที่ในการป้องกันและเบี่ยงเบนความสนใจของมัน
“ กำแพงวายุ!! ”
“ ปราการศิลา!! ”
ตู้มม!!!
ซึ่งแน่นอนว่าเคล็ดวิชาเหล่านั้นไม่อาจที่จะป้องกันการโจมตีของอสูรตนนี้ได้ กระบวนท่าทั้งหมดถูกทำลายลงอย่างง่ายดาย จากความต่างของระดับชั้นย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด
อู่เจ๋อรับหน้าที่ในการเป็นแนวหน้าในการป้องกันการโจมตี
“ พวกเจ้าทั้งหมด จงช่วยกันส่งผ่านลมปราณมาให้ข้า ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปพลังของพวกเจ้าทุกคนจะต้องหมดลงก่อนที่จะจัดการกับอสูรตนนี้แน่ ข้าจะรับหน้าที่ในการสร้างม่านพลังป้องกันเอง ส่วนพวกเจ้าแค่ถ่ายโอนพลังมาให้ข้าก็พอ ”
“ แน่นอนว่าเรื่องที่เจ้าพูดมาพวกเราทั้งหมดล้วนเห็นด้วย แต่การที่จะทำแบบนั้นพวกเราจะไม่อาจขยับเขยื้อนร่างกายได้แม้แต่น้อย หากพวกเราถูกโจมตีในสภาพอยู่กับที่พวกเราคงไม่รอดเป็นแน่ ”
หนึ่งในผู้เข้าร่วมการทดสอบเอ่ยขึ้นด้วยความกังวล อู่เจ๋อจึงคลายความกังวลนี้ให้ในทันที
“ เรื่องนี้พวกเจ้าไม่ต้องห่วง หนี่เอ๋อ จะรับหน้าที่ป้องกันตรงจุดนี้เอง ”
ตู้มมมม!!!
“ อ้ากกกก!!! ร้อนนน ข้าร้อนนนจะตายอยู่แล้ว!!! ”
หนึ่งในสมาชิกของกลุ่มเหวินอวี้พลาดท่าถูกสะเก็ดไฟจากขนที่หลุดมา จึงถูกไฟเผาทั้งตัวก่อนจะกลิ้งตกเวทีไปในทันที
หน่วยแพทย์ที่อยู่ใกล้สนามจึงรีบเข้ามาดูอาการ แม้จะถูกโจมจากสัตว์อสูรชนชั้นลมปราณสีส้ม แต่อาการบาดเจ็บมีแค่แผลพุพองตามร่างกายเท่านั้น หากเป็นปกติแล้วคงอันตรายถึงชีวิต นับว่าเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจพอสมควร
[ นายท่าน— ]
“ ไม่ต้องพูด ข้ารู้ว่าเจ้าคิดอะไรซีโร่ การทดสอบที่ข้าสร้างขึ้นมาก็เพื่อเฟ้นหาผู้ที่มีฝีมือและความสามารถในด้านของสติปัญญา ไหวพริบเพียงเท่านั้น การทดสอบนี้ข้าสร้างขึ้นมาจึงไม่จำเป็นต้องมีผู้เอาชีวิตมาทิ้งไว้ในลานประลองแห่งนี้ ไม่ เหมือนกับนิยายจีนที่ข้าเคยอ่านเมื่อตอนที่ข้ายังอยู่อีกโลกนึง ที่ผู้ไม่ผ่านการทดสอบจะต้องตายเสมอไป ”
เฟยหงไขข้อข้องใจให้กับซีโร่ เขาเองก็ใช่ว่าจะโหดเหี้ยมถึงขนาดไม่สนใจชีวิตผู้บริสุทธ์ หากการเป็นขุนนางของเขาจะต้องมีผู้เสียชีวิตลงเพื่อเป็นบันไดให้กับผู้ชนะ นั้นก็นับว่าโหดร้ายเกินไปแล้ว
[ นายท่านช่างเยี่ยมยอดยิ่งนัก ]
ภายในสนามในตอนนี้ ดูเหมือนว่ากลุ่มของอู่เจ๋อจะเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว
“ หนี่เอ๋อ ข้าฝากเจ้าด้วย. ”
“ ข้ารู้หน้าที่ตัวเองน่า ”
“ ดี งั้นพวกเราเริ่มกันเลย!! ”
หลังจากอู่เจ๋อพูดจบ ผู้เข้าแข่งขันคนอื่นก็ค่อยๆส่งต่อลมปราณให้กับอู่เจ๋อในทันที ส่วนหนี่เอ๋อนั้นรวบรวมสมาธิก่อนจะผสานมือ แล้วปลดปล่อยลมปราณจำนวนมหาศาลออกมา
“ ม่านหมอกผีเสื้อราตรี!!! ”
ทันใดนั้นก็ปรากฎหมอกควันสีชมพูขึ้นมารอบกายของนาง ซึ่งหากลองสังเกตดูจะพบว่ากลุ่มควันนั้นแท้จริงคือเหล่าผีเสื้อตัวน้อยจำนวนมาก ผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดที่อยู่ด้านหลังอู่เจ๋อ ล้วนหายไปจากการรับรู้ในทันที ไม่สามารถสัมผัสถึงพลังและตัวตนได้
ดังนั้นบนลานประลองกลุ่มที่สองตอนนี้จึงมีเพียงแค่อู่เจ๋อและหนี่เอ๋อเท่านั้น พร้อมกับปราการจากการรวมพลังลมปราณของคนทั้งหมด ซึ่งมีความแข็งแกร่งเทียบได้กับการโจมตีของคนที่มีระดับพลังลมปราณชนชั้นสีม่วง!!!
“ เหวินอวี้เจ้าพร้อมรึยัง!! ”
อู่เจ๋อตะโกนถามเหวินอวี้ด้วยใบหน้าที่แสนจะภูมิใจกับปราการนี้
“ เจ้าทำให้ข้าต้องตกตะลึงในตัวเจ้าอีกแล้วอู่เจ๋อ อีกอย่างข้ารอเจ้ามาตั้งนานแล้ว ข้าบอกตามตรงรับมือกับอสูรตนนี้ไม่ใช่งานถนัดของข้าเลย ”
“ เหอะ! ข้าคงต้องขอโทษเจ้าก็แล้วกันที่ทำให้รอนาน ”
หลังจากลับฝีปากกันเล็กน้อย เหวินอวี้ก็เริ่มออกกระบวนท่าโดยกางฝ่ามือออกมา ก่อนจะสั่งให้ทุกคนที่ยังเหลือถอยห่างออกไป
“ พวกเจ้าทั้งหมดถอยห่างออกไปให้ห่างจากข้า และระวังอย่าให้ตนตกลงจากเวที อู่เจ๋อเจ้าลงมือได้เลย!! ”
“ ย่อมได้!!! ”
อู่เจ๋อตวัดฝ่ามือ ทันใดนั้นท่ามกลางความว่างเปล่าก็ปรากฎเส้นสายลมปราณจำนวนมหาศาลจากพลังส่วนหนึ่งที่รวบรวมจากทุกคน รูปร่างของมันคล้ายกับโซ่ตรวน พุ่งตรงเข้ารัดที่ข้อเท้าทั้งสี่ของเสืออสูร
เมื่อสถานการณ์ตอนนี้ดูคล้ายมันกำลังเสียเปรียบ นั่นยิ่งทำให้มันพยายามดิ้นให้หลุดจากการตรึงนี้ แต่ทว่า
“ เยือกแข็ง!!! ”
หนี่เอ๋อที่รอจังหวะนี้อยู่ ใช้พลังทั้งหมดพุ่งตรงเข้าที่ข้อเท้าของมันก่อนจะเปลี่ยนให้ฝูงผีเสื้อทั้งหมดกลายเป็นน้ำแข็งที่มีรูปร่างสวยงามแปลกตาในการหยุดการเคลื่อนไหวของมัน ถึงแม้จะช่วยถ่วงเวลาได้ไม่นาน แต่นั่นก็เพียงพอแล้ว
“ ตาข่ายสวรรค์จองจำอสูร!!! ”
ตึงงง!!!
ในขณะที่ทุกสายตากำลังจดจ่อกับสิ่งที่กลุ่มของอู่เจ๋อทันใดนั้นกลับมีตาข่ายลมปราณสีทองขนาดใหญ่ร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้ามากดทับร่างของอสูรตนนั้นไว้
ด้วยกระบวนท่าที่ใช้พลังในร่างกายเป็นจำนวนมากจึงทำให้มีพลังส่วนหนึ่งพุ่งตรงเข้าที่จุดตันเถียนของเหวินอวี้ จนเกิดการเลื่อนขั้นลมปราณอย่างกระทันหัน ทั่วทั้งร่างมีคลื่นพลังกระจายอยู่รอบตัว ส่วนสีของพลังนั้นคือสีครามเข้ม นี่นับว่าทำให้ผู้คนตกตะลึงเป็นครั้งที่เท่าไหร่ของวันก็ไม่อาจนับได้
“ สวรรค์! เขาถึงขนาดเลื่อนขั้นจากลมปราณสีเหลืองขั้นสูง กลายเป็นสีครามขั้นสูง!!! ”
“ แม้จะต่างกันหนึ่งชนชั้นแต่นี่กลับก้าวกระโดดทีเดียวถึงสามขั้น!! ”
“ ช่างทำให้ผู้คนอิจฉาจนแทบกระอักเลือดแล้ว ”
แม้จะตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เหวินอวี้ยังคงรักษาอาการให้สงบนิ่งได้ดังเดิม จากนั้นก็ยื่นมือไปข้างหน้าพร้อมกับรวบรวมลมปราณไว้ที่นิ้วชี้ ก่อนที่จะปรากฎลำแสงสีแดงขนาดใหญ่ออกจากปลายนิ้วชี้ของเขา
กระบวนท่านี้ทำให้ทุกคนแปลกประหลาดใจมากขึ้นอีก ไม่เว้นแม้แต่แม่ทัพเฉินและอู่เจ๋อ
“ นะ..นี่มันเคล็ดวิชาที่สืบทอดขององค์จักรพรรดิ์ใช่หรือไม่!!! ”
ตอนนี้เฟยหงทำเพียงผิวปาก ก่อนจะทำหูทวนลมราวกับว่าไม่ได้ยินคำถามเมื่อสักครู่
อู่เจ๋อเผยยิ้มที่กว้างขึ้น แววตาแฝงความตื่นเต้นไม่น้อย
“ เจ้าช่างมีแต่สิ่งที่ให้ข้าสนใจเสียจริง ข้าอยากจะประมือกับเจ้าเข้าไปทุกที ”
ขณะนั้นเอง ลำแสงสีแดงขนาดใหญ่ถูกปลดปล่อยออกจากนิ้วชี้ข้างขวาของเหวินอวี้ในทันที
“ ดัชนีทะลวงสวรรค์!!! ”
จบตอน