ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 61 ออกจากเมืองอวี่ฮว่า

            เขารู้ว่าเสิ่นเสวียนคือนักปรุงยาแค่นี้ก็ทำให้เขาประทับใจมากแล้ว ตอนนี้ยังได้เห็นว่าอีกฝ่ายเป็นนักสร้างศาสตราวุธอีกด้วย!

            “จะว่าอย่างนั้นก็ได้เรื่องแบบนี้เดิมทีไม่ใช่เรื่องยากอะไร”

            เสิ่นเสวียนกล่าวด้วยท่าทางสบายๆในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ผู้บำเพ็ญเพียรคนไหนยังมิอาจสร้างศาสตราวุธหรือปรุงยาได้จะโดนคนอื่นเหยียดหยาม

            “ดี!ดี! ดี!”

            เสิ่นล่างกล่าวออกมา พยายามควบคุมความตื่นตกใจเอาไว้เขาไม่เข้าใจเสิ่นเสวียนเป็นเรื่องปกติ ทุกอาชีพในทวีปหลิงโซ่วล้วนเป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะทางไม่เหมือนกับโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรเลย

            และโชคดีที่พลังของทวีปหลิงโซ่วแข็งแกร่งมากไม่เช่นนั้นหากเทียบกับโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรแล้ว มันจะกลายเป็นโลกระดับล่างในทันทีแน่นอนว่าเป็นเพราะพลังแข็งแกร่งจึงทำให้พวกเขามีทุกวันนี้ได้

            เสิ่นล่างไม่ได้อยู่ที่นี่นานนักเขาต้องกลับไปคิดทบทวนสิ่งที่เสิ่นเสวียนบอกเขาในวันนี้ให้ดีอีกครั้ง

            ตระกูลเสิ่นมีนักปรุงยาระดับสูงและยังมีนักสร้างศาสตราวุธระดับสูงอีกด้วยตระกูลเสิ่นยังมีศาสตราวิเศษขั้นปฐพี มีทักษะต่อสู้ขั้นปฐพี เสิ่นเสี่ยวเม่ยที่เคยเดินไม่ได้กลับกลายเป็นยอดฝีมือขั้นแม่ทัพในชั่วข้ามคืนที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ เสิ่นว่านซื่อที่ไม่สามารถฝึกตนได้แต่กำเนิดกลับมีพลังขั้นนักรบแล้วด้วย

            เรื่องราวทั้งหลายทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวมากจริงๆแต่มีเรื่องหนึ่งที่มั่นใจได้คือ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ล้วนมีเงาของเสิ่นเสวียนอยู่เบื้องหลัง

            การมาถึงของเสิ่นเสวียนเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของตระกูลเสิ่นไปอย่างสิ้นเชิง

            ความจริงแล้วสิ่งที่เสิ่นล่างยังไม่รู้คือการมาถึงของเสิ่นเสวียนหาได้เกิดการเปลี่ยนแปลงเฉพาะตระกูลเสิ่นเท่านั้น แต่เขาก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปทั่วทั้งทวีปหลิงโซ่วเลยทีเดียว

             

            ภายในเรือน เสิ่นเสวียนนั่งพิงหัวเตียงอยู่มองดูกระบี่มังกรคำรามที่โดนพลังมิติผนึกเอาไว้ตรงหน้าด้วยรอยยิ้มแห้งๆ

            ตอนที่เสิ่นล่างออกไป เขาทิ้งกระบี่มังกรคำรามเอาไว้แบบนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ไอพลังของกระบี่มังกรคำรามแผ่กระจายออกไป เขาตั้งใจใช้พลังผนึกมันเอาไว้

            ตัวกระบี่เรียบง่าย ยาวสามฉื่อสามชุ่นกว้างหนึ่งฉื่อสองชุ่น ที่ด้ามกระบี่มีรอยเว้าขนาดประมาณเก้าเฟิน[1] อัญมณีจากเผ่าอนธการประดับอยู่ตรงนั้น

            ลวดลายสีดำสามเส้นไหลออกมาจากอัญมณีลามไปทั่วตัวกระบี่เคลื่อนที่ตัดกันไปมา ลวดลายเหล่านี้ทำให้กระบี่เหมือนกับมีชีวิตและส่งเสียงออกมาไม่หยุด

            “วันนี้เจ้าอยู่ในนี้ไปก่อนแล้วกันข้าจะนอนแล้ว”

            เสิ่นเสวียนนอนลงบนเตียง ไม่ใส่ใจกระบี่มังกรคำรามอีกเขาห่มผ้าห่มแล้วหลับตาลงท่ามกลางอากาศหนาวเย็น

            มีเพียงเสิ่นเสวียนที่ทำอย่างนี้ได้หากเป็นคนอื่น แม้แต่จักรพรรดิแห่งแคว้นชิงหยุนก็ยังไม่กล้าทำแบบนี้กับศาสตราวิเศษขั้นปฐพี

             

            เช้าวันต่อมา

            ทั่วทั้งเมืองอวี่ฮว่ายังคงถูกหิมะสีขาวปกคลุมตรงชายคามีน้ำแข็งห้อยย้อยลงมาเป็นแท่งยาว ผู้คนเดินไปมาบนถนน ระหว่างพูดคุยจะมีควันสีขาวพุ่งออกมาจากปากพวกเขาต่างแต่งกายด้วยเสื้อผ้าหนาๆ ต้อนรับการมาเยือนของฤดูหนาว

            ณ ประตูตระกูลเสิ่น

            เสิ่นเสวียน เสิ่นเสี่ยวเม่ยและเสิ่นเลี่ยน พวกเขาสามคนยืนอยู่ตรงหน้าประตู เสิ่นเสวียนแต่งกายด้วยชุดรัดกุม แต่ภายในมิติของเขายังมีชุดคลุมอีกหลายสิบตัวสามารถเปลี่ยนได้ทุกเมื่อ เขาสวมเสื้อคลุมขนสัตว์สีขาว นี่คือชุดที่เสิ่นเสี่ยวเม่ยเลือกไว้ให้เสิ่นเสวียนตั้งแต่เมื่อวานมันป้องกันความหนาวได้เป็นอย่างดี

            เสิ่นเสี่ยวเม่ยสวมชุดสีขาวที่ทำจากขนสัตว์แบบเดียวกันนางไม่ได้กลัวความหนาวเย็นเพราะนางมีธาตุไฟ ความเย็นแค่นี้ทำอะไรนางไม่ได้ เพียงแต่รู้สึกว่าสวมเสื้อผ้าแบบนี้ในฤดูหนาวค่อนข้างงดงามกว่า

            ส่วนเสิ่นเลี่ยน เขาสวมเพียงแค่ชุดหนาๆหนึ่งชิ้น ไม่มีเสื้อคลุม

            เสิ่นล่างและผู้อาวุโสอีกสามคนในตระกูลเสิ่นรวมไปถึงเสิ่นว่านซื่อยืนอยู่ที่ประตูเช่นกัน พวกเขามาเพื่อส่งพวกของเสิ่นเสวียน ท่านพ่อของเสิ่นเลี่ยนก็มาด้วย

            “ท่านผู้นำก่อนหน้านี้ข้าผิดไปแล้ว ข้าขออภัย”

            ท่านพ่อของเสิ่นเลี่ยนโค้งคำนับพร้อมกล่าวขอโทษเสิ่นเสวียนด้วยความจริงใจเขาคิดไม่ถึงเลยว่าเสิ่นเสวียนแข็งแกร่งขนาดนี้แล้วยังไม่ลืมการเดิมพันก่อนหน้านี้ครั้งนี้เขาต้องการออกไปหาประสบการณ์ภายนอกก็ยังพาเสิ่นเลี่ยนไปด้วย นี่คือความตั้งใจที่จะทำให้เสิ่นเลี่ยนเลื่อนขั้นให้ได้!

            “ผู้อาวุโสอย่าทำเช่นนี้เลยข้าเคยบอกไปแล้ว ข้าต้องทำได้”

            เสิ่นเสวียนยิ้มให้อีกฝ่าย

            “ขอรับ ขอรับ”

            ท่านพ่อของเสิ่นเลี่ยนพยักหน้าน้อยๆทำได้ไม่ได้แล้วอย่างไร ถึงทำไม่ได้เขาก็ไม่กล้าทำอะไรอยู่ดี ลองไปถามในเมืองอวี่ฮว่าดูยังมีใครเหมาะสมกับตำแหน่งผู้นำตระกูลยิ่งกว่าเสิ่นเสวียนอีกหรือ

            “ท่านผู้นำออกเดินทางด้วยความสุขใจเถิด ตระกูลเสิ่นยังมีข้าอยู่ เจ้าวางใจได้” เสิ่นล่างกล่าว

            “อืม”

            เสิ่นเสวียนพยักหน้ารับอย่างเข้าใจก่อนที่เสิ่นว่านซื่อจะเติบโตขึ้น มีเสิ่นล่างอยู่ตระกูลเสิ่นสามารถอยู่รอดปลอดภัยได้จริงๆ

            “พี่เสวียนข้าจะพยายามฝึกตน ไม่ทำให้ท่านผิดหวังอย่างแน่นอน”

            เสิ่นว่านซื่อที่ยืนอยู่ข้างๆกล่าว

            “อืม”

            เสิ่นเสวียนตบบ่าของเสิ่นว่านซื่อจากนั้นจึงกล่าวกับทุกคน “พวกข้าไปก่อน”

            แล้วเขาก็เรียกเสิ่นเสี่ยวเม่ยกับเสิ่นเลี่ยนเดินออกจากตระกูลเสิ่นไปพร้อมกัน มุ่งหน้าออกจากเมืองอวี่ฮว่า

            เขาเลือกเดินทางตอนเช้าเนื่องจากคนน้อยช่วยลดความวุ่นวายไปได้มาก

            เมื่อเห็นพวกของเสิ่นเสวียนทั้งสามคนออกไปแล้วพวกของเสิ่นล่างแสดงสีหน้าออกมาคล้ายๆ กัน นั่นคือความคาดหวัง

            พวกเขารู้ดี แม้เสิ่นเสวียนจะแข็งแกร่งมากแต่นี่เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น

            ในวันที่เขากลับมาอีกครั้งเขาจะต้องสูงส่งเสียดฟ้า ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่

             

            หลังออกจากเมืองอวี่ฮว่า พวกของเสิ่นเสวียนต่างขี่ม้ากันคนละตัวมุ่งหน้าไปทางเมืองหลักด้านทิศตะวันตกของเมืองอวี่ฮว่าอย่างรวดเร็ว

            ตามความคิดของเสิ่นเสวียนวิ่งไปเลยก็ไปถึงได้เหมือนกัน แต่ดูจากร่างกายของเสิ่นเสี่ยวเม่ยและเสิ่นเลี่ยนแล้วเดินทางไปแบบเงียบๆ จะดีกว่า

            หิมะปกคลุมเป็นบริเวณกว้างใหญ่มากถึงหนึ่งในสามส่วนของเขตตะวันออกเดินไปตามทางเช่นนี้มองเห็นแต่หิมะเต็มไปหมด บนต้นไม้บางส่วนยังมีหิมะเกาะอยู่ เมื่อสายลมพัดผ่านทำให้หิมะร่วงหล่นลงมาเป็นภาพที่งดงามราวกับอยู่ในนิทาน

            กุบกับๆๆ

            ม้าสามตัวเดินไปเรื่อยๆ เสิ่นเสี่ยวเม่ยได้ขี่ม้าเป็นครั้งแรกยังไม่ค่อยคุ้นชินหลังจากขี่ม้าไปได้ระยะหนึ่งก็เริ่มตามมาทัน

            “ขอบคุณท่านพี่”

            ระหว่างเดินทาง เสิ่นเสี่ยวเม่ยเรียกเสิ่นเสวียนแล้วกล่าวขอบคุณ

            “ขอบคุณข้าทำไมหรือ”

            “ขอบคุณท่านหากไม่ใช่เพราะท่าน ชั่วชีวิตนี้ข้าคงไม่ได้ออกจากเมืองอวี่ฮว่า และไม่มีทางได้เห็นโลกกว้างใหญ่ใบนี้ด้วย”

            เสิ่นเสี่ยวเม่ยขอบคุณอย่างรู้สึกซาบซึ้งหากไม่ใช่เพราะเสิ่นเสวียนนางคงมิอาจลุกขึ้นยืนได้ ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงโอกาสในการฝึกตนเลย

            “นี่คือผลจากความพยายามของตัวเจ้าเองเด็กโง่ ภายหน้าอย่ากล่าวคำเกรงใจพี่แบบนี้อีก ไม่อย่างนั้นพี่จะโกรธเจ้า”

            “ฮิๆ ข้ารู้แล้ว”

            เสิ่นเสี่ยวเม่ยหัวเราะเบาๆนางกลายเป็นองค์หญิงน้อยในใจของเสิ่นเสวียนเหมือนเดิมแล้ว

            เสิ่นเลี่ยนตามหลังมา ไม่กล่าวอะไร

            “ด้านหน้ามีหมู่บ้านเล็กๆพวกเราไปพักที่นั่นกันก่อน จะได้เติมอาหารแห้งด้วย”

            เสิ่นเสวียนมองเห็นบ้านเรือนเล็กๆที่อยู่ห่างออกไปจึงกล่าวกับทั้งสองคน

            “อืม”

            ทั้งสองคนพยักหน้า ขี่ม้าตามหลังเสิ่นเสวียนไปอย่างรวดเร็ว

             

            หมู่บ้านชิงซานตั้งอยู่ระหว่างเมืองอวี่ฮว่าและเมืองเสียเยว่ห่างจากเมืองอวี่ฮว่าประมาณหนึ่งพันสี่ร้อยลี้ ม้าของพวกเขาสามคนไม่ใช่ม้าธรรมดา แต่เป็นการผสมพันธุ์ระหว่างม้าธรรมดาและม้าเทียนอั้นที่เป็นสัตว์วิเศษเดินทางได้สองพันลี้ในหนึ่งวัน

            เพิ่งผ่านไปเพียงครึ่งวันก็เดินทางมาถึงหมู่บ้านชิงซานแล้ว

            หมู่บ้านชิงซานตั้งอยู่ที่เชิงเขาหมังตั้งเป็นที่รู้จักในนามทางเข้าสู่เขาหมังตั้ง ประชากรที่นี่ค่อนข้างหนาแน่น ยึดการทหารเป็นหลักปกติแล้วหากต้องเข้าทำภารกิจในเขาหมังตั้ง จะเตรียมตัวกันที่หมู่บ้านชิงซาน

            อย่าเห็นว่ามันเป็นเพียงหมู่บ้านเท่านั้นอีกไม่นานมันต้องขยายกลายเป็นเมืองได้อย่างแน่นอน

            คนที่นี่ส่วนใหญ่มีพลังยุทธ์อยู่ในขั้นปรมาจารย์พบเจอขั้นแม่ทัพได้บ้าง เรียกได้ว่าเป็นผู้แข็งแกร่งของที่นี่

            ขณะนี้มีคนสามคนขี่ม้าสามตัวกำลังมุ่งหน้าเข้ามานั่นคือพวกของเสิ่นเสวียน

            .....................................................

            [1] เฟิน คือหน่วยวัดความยาวของจีนโบราณ (1 เฟิน ยาวประมาณ 3.33 มิลลิเมตร)

    คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ] ที่คุณอ่าน