> เฟิร์ส
“อาจารย์ค้าบ อยู่ป่าวค้าบ”
เสียงเคาะประตูรัว ๆ หน้าห้องพักอาจารย์
“หลับแน่เลย ดีว่ะ มีห้องนอนกลางวันด้วย”
ใช่ครับ เสียงไอ้นอร์ทแน่ ๆ ไม่มีใครกล้านินทาอาจารย์หน้าห้องเ้าตัวโดยไม่ออมเสียง นอกจากไอ้แสบอย่างมัน
ผมเช็ดน้ำมูก น้ำตา ก่อนเปิดประตูห้องพักอาจารย์ สาบานได้ ผมทันเห็นมันเอาหน้าแนบกระจกฝ้า พยายามส่องเข้ามาภายในห้อง
นี่มึงเห็นกูเป็ครูบาอาจารย์มั่งมั้ยเนี่ย
“ว่า”
“แหะ แหะ พี่เฟิร์ส เอ๊ย อาจารย์เฟิร์ส ลืมโทรศัพท์ค้าบ”
ว่าพลางประคองโทรศัพท์ด้วยสองมือเทินขึ้นเหนือหัว
ผมลืมโทรศัพท์ไว้ตรงโน้นตรงนี้จนทุกคนชาชิน ผมไม่ชอบใส่โทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อกาวน์ เวลานั่งมันมักหล่นออกมาบ่อย ๆ ผมจึงวางบนโต๊ะหรือเคาน์เตอร์จ่ายยา ยามลุกยืนจึงจะหยิบใส่กระเป๋าเสื้อกาวน์
โทรศัพท์ถูกวางไปทั่วแล้วแต่ว่าผมนั่งตรงไหน ครั้งล่าสุดนักศึกษาเจอะมันในตู้เย็นแช่ยา
“ผมเจอบนโต๊ะ counselling* อะ ดีนะไม่มีใครหยิบ ผมนี่เป็เด็กน่ารักจริง ๆ นะ แบบว่าน่าจะมีผู้ใหญ่เอ็นดู เลี้ยงข้าวกลางวันอะไรงี้”
“คือมึงบอกมาตรง ๆ เลยเหอะว่าขอกินข้าวฟรี แล้วั้แ่มึงมาฝึกงานที่นี่ นี่ก็เข้าอาทิตย์ที่สองละ เท่าที่กูจำได้ กูเลี้ยงข้าวมึงทุกวันเลยนะ”
“ว้าย ๆ ๆ ๆ ๆ ขึ้นมึงขึ้นกูกับนักศึกษา ผมร้องเรียนคณบดีนะค้าบ”
“มึงร้องเรียนด้วยเลยว่ากูทำร้ายร่างกายนักศึกษาอะ”
ผมโบกหัวมันไปทีหนึ่ง แต่ก็ยังเดินนำมันไปร้านเย็นตาโฟหน้าคณะ
เวลาล่วงมาบ่ายโมงกว่า คนในร้านจึงโหรงเหรงผิดกับยามเที่ยง
อาจารย์ พนักงาน และนักศึกษาที่ร้านยาคณะจะผลัดกันพัก ผมมักเลือกพัก่บ่ายเพราะไม่ต้องเบียดเสียดผู้คนยามกินข้าว แต่ที่ไม่เข้าใจคือไอ้ตัวที่รอกินกับผมทุกเมื่อเชื่อวันมันคืออะไรกัน ผมไปมีลูกทิ้งไว้โดยไม่รู้ตัว หรือติดหนี้บุญคุณแต่ชาติปางไหน มันถึงได้เกาะผมแน่นเป็ปลิงเช่นนี้
กระทั่งวันหยุดไอ้นอร์ทยังหอบผ้าผ่อนมาขอนอนคอนโดผม อ้างว่ามานอนกับพี่แรก ผู้ซึ่งสัปดาห์ใดมิได้อยู่เวรก็จะกลับเข้าเมืองมากินนอนกับผม เหตุที่ไอ้แรกสนิทกับไอ้นอร์ทก็เพราะยามเข้าเมือง มันจะไปเตะบอลกับน้อง ๆ ที่สนามคณะมิได้ขาด และปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอั้แ่เรียนจบ มันเลยกลายเป็หัวโจก สนิทสนมกับน้องหลายรุ่น รวมถึงไอ้ตี๋ซึ่งนั่งสูดเส้นเย็นตาโฟตรงหน้าผม
“พี่เฟิร์สค้าบ นุ้งยืมสักสามพันได้ป่าวฮ้าบ”
ไม่ว่าเปล่า ยังเอียงคอทำตาปริบ ๆ ด้วย
“อะไรของมึงอีกล่ะไอ้นอร์ท พ่อมึงเป็ดีลเลอร์รถยนต์ไม่ใช่ โดนตัดออกจากกองมรดกเหรอมึง”
“เกือบละพี่ แค่ผมไม่กลับบ้านมาเทอมนึง พ่อผมถึงขั้นตัดบัตรเครดิต แถมไม่โอนตังค์มาให้อีก ผมจะยืมตังค์พี่ไปจองตั๋วเครื่องบินแล้วคลานเข่าไปสารภาพผิดกับพ่อเนี่ย”
“สงสารพ่อมึงว่ะ มีลูกแบบนี้อย่ามีดีกว่า”
ปากก็ด่ามัน แต่ยังหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อเปิดแอปธนาคาร
รูปหน้าจอโทรศัพท์ที่คุ้นตา เป็รูปต้นหางนกยูงต้นใหญ่ริมน้ำ ออกดอกสีส้มแต้มเขียวประปรายจากใบเล็ก ๆ
รูปที่เขาคนนั้นส่งให้ตอนเราเรียนปีหนึ่ง เป็่ที่ผมเพียรหลบหน้า ไม่เจอ ไม่รับโทรศัพท์ ไม่ตอบข้อความ และไม่อยากมีความทรงจำใด ๆ ร่วมกันอีก
รูปนี้ถูกส่งมาพร้อมกับข้อความสุดท้ายจากเขา
‘ที่ตรงนี้ เป็ของมึงตลอดไป’
ผมปัดนิ้วโป้งบนหน้าจอ และกดหมายเลข 1 2 1 4 9 1 อย่างคุ้นเคย โทรศัพท์ปลดล็อกพร้อมทำงานต่อ
แต่ทว่า ไอคอนบนหน้าจอไม่คุ้นตาจนต้องขมวดคิ้ว
“ยืมแค่สามพันนะพี่ ไม่ใช่สามแสน ไม่ต้องเครียดขนาดน้าน”
นี่ผมขี้ลืมจนเรียงไอคอนใหม่แล้วเกิดจำไม่ได้หรือ เอิ่ม แม้กระทั่งแอปธนาคารก็เปลี่ยนสีด้วยว่ะ
ทันใดนั้น โทรศัพท์สั่นเพราะมีสายเข้ามา ผมลังเลว่าจะรับดีหรือไม่ ด้วยค่อนข้างแน่ใจแล้วว่ามิใช่เครื่องตัวเอง ทว่าตัดสินใจกดรับในท้ายที่สุด
เสียงปลายสายค่อนข้างร้อนรน
“สวัสดีครับ ผมเป็เ้าของโทรศัพท์ที่คุณกรุณาเก็บไว้ให้ ผมน่าจะทำหล่นเมื่อเช้าครับ”
คนปลายสายพูดอย่างสุภาพ แต่กระตุกหัวใจผมวูบหนึ่ง
อาจเพราะเจอกันในรอบสิบเอ็ดปี รวมถึงการครุ่นคิดถึงเขาตลอดเช้า ทำให้ได้ยินเสียงใครก็คลับคล้ายเขาไปหมด อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจเบา ๆ ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ฝืนทำเป็ปกติ
“ครับ ผมอาจารย์เป็หนึ่งนะครับ คุณลืมโทรศัพท์ไว้ที่ร้านยาคณะเภสัชศาสตร์ ผมหยิบติดออกมาด้วยเพราะเข้าใจว่าเป็ของตัวเอง ตอนนี้ผมไม่ได้อยู่ที่ร้านยา อีกประมาณครึ่งชั่วโมง คุณสามารถมารับคืนที่เคาน์เตอร์จ่ายยาได้เลยครับ”
เสียงปลายสายเงียบไปจนชักไม่แน่ใจว่าสายหลุดหรือไม่
“คุณครับ ขอโทษครับ ยังอยู่ไหมครับ”
“เฟิร์ส นี่กูเอง ฟ่าง”
เสียงตอบกลับมาแ่เบา แต่ดังก้องในหู ะเืไปถึงหัวใจ
“มึง อย่าเพิ่งวางหูนะ กูขอร้อง”
เสียงสั่นเครือดังมาจากปลายสาย
“มึงเลิกงานกี่โมง กูจะไปรับโทรศัพท์คืน กูขอคุยกับมึงหน่อยได้ไหม อย่าหลบหน้ากันอีกเลยนะ กูรู้ว่ากูทำผิดกับมึง กูก็เสียใจตลอดสิบเอ็ดปีที่ผ่านมา คุยกับกูนะเฟิร์ส”
ผมกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ใช่ สิบเอ็ดปีมันนานมากทีเดียว เป็สิบเอ็ดปีที่ผมไม่เคยลืม มันทำให้มีความสุขและเ็ปไปพร้อม ๆ กันเมื่อหวนนึกถึง มันควรจะจบพันธนาการนี้เสียที ผมควรมูฟออนไปข้างหน้าได้แล้ว
อย่าว่าแต่ความจริง มันเองไม่ได้ผิดอะไรเลยด้วยซ้ำ
อาจเป็ผมเอง ที่รู้สึกกับมันมากเกินเพื่อน
และเป็ความรู้สึกที่เกิดขึ้นข้างเดียว
โต๊ะ counselling* : โต๊ะให้คำปรึกษาด้านยา จัดเป็มุมค่อนข้างเป็ส่วนตัว เพื่อสามารถให้คำปรึกษาด้านยาโดยไม่เปิดเผยความลับผู้ป่วย
©©©