ตอนที่ 9: นักเดินทางข้ามเวลา
เสียงเมโลดี้คุ้นหูจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้นทำลายความเงียบ
มันเป็เสียงเดิมๆ ที่ผมได้ยินทุกเช้าวันทำงาน แต่สิ่งที่แตกต่างไปในเช้านี้คือปฏิกิริยาของร่างกายและจิตใจ...
มันไม่มีอาการสะดุ้งตื่น ไม่มีหัวใจที่เต้นรัวเหมือนมีลางร้ายรออยู่ และไม่มีความหนักอึ้งที่แผ่นหลังราวกับแบกโลกทั้งใบเอาไว้
ผมลืมตาขึ้น... ในหัวของผมว่างเปล่า...
มันคือความรู้สึก ‘ปกติ’ อย่างไม่น่าเชื่อ เป็ความสงบที่ผมเกือบลืมไปแล้วว่ารู้สึกอย่างไร
หลังจากพายุอารมณ์ที่โหมกระหน่ำได้พัดผ่านไป ทิ้งไว้เพียงความรู้สึกว่างเปล่าราวกับภาพฝัน
่เวลาหลายวันที่ผ่านมานั้น... กลวงโบ๋และเลือนราง
ผมจำได้ว่า่ที่ผ่านมาร่างกายของผมทำทุกอย่างไปโดยอัตโนมัติ จิตสำนึกของผมหลุดลอยออกไป เฝ้ามองทุกอย่างเกิดขึ้นราวกับกำลังดูภาพยนตร์ชีวิตของคนอื่นผ่านม่านหมอกจางๆ
เมื่อวานตอนกลับบ้าน ผมเดินผ่านร้านข้าวขาหมูเ้าประจำที่อาม่าชอบกินโดยไม่แม้แต่จะชายตามอง... ทั้งๆ ที่ปกติผมไม่เคยลืมซื้อกลับไปฝากท่านเลย
แก้มเดินมาชวนคุยเื่สัพเพเหระ ผมมั่นใจว่าตัวเองพยักหน้าและตอบกลับไป แต่เพียงห้านาทีให้หลัง ผมกลับจำไม่ได้เลยว่าเราคุยเื่อะไรกัน
แต่วันนี้... เช้านี้มันต่างออกไป
อากาศยามเช้าที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาให้ความรู้สึกสดชื่น ผมลุกจากเตียง เดินไปส่องกระจก และเห็นใบหน้าของ ‘เพ้ง’ คนเดิม... ไม่ใช่คนแปลกหน้าที่ดวงตาแดงก่ำและบวมเป่งคนนั้นอีกต่อไป
ความรู้สึกเหมือนได้ชีวิตปกติกลับคืนมานั้นช่างหอมหวาน...
จนกระทั่งระหว่างที่ผมยืนโหนราวจับอยู่บนรถไฟฟ้าที่แน่นขนัด ความกังวลเล็กๆ ในโลกแห่งความจริงก็เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
มันคือไฟล์งานออกแบบโลโก้ชิ้นสำคัญที่ผมกดส่งไปเมื่อวานนี้ ตอนที่สติสตังของผมยังคงเลือนลาง...
ผมจำได้แค่ลางๆ ว่าเลือกใช้คู่สีนั้นไป แต่ตอนนี้กลับไม่มั่นใจเลยสักนิดว่ามันเข้ากับบรีฟของลูกค้าตรงไหน
นิ้วโป้งของผมเลื่อนไปจ่ออยู่เหนือไอคอนอีเมลในหน้าจอมือถือ... แค่กดเดียวก็รู้เื่...
แต่ผมกลับไม่กล้ากด
ไม่... ยังไม่ถึงออฟฟิศ อย่าเพิ่งหาเื่ใส่ตัวดีกว่า ขอเวลาสงบๆ อีกสักสิบนาทีบนรถไฟฟ้าก่อนเถอะ
ผมล็อคหน้าจอแล้วเก็บมือถือใส่กระเป๋า
แต่ถึงจะทำอย่างนั้น ผมก็อดจินตนาการไม่ได้อยู่ดีว่าภาพแรกที่จะเห็นเมื่อเปิดคอมที่ออฟฟิศคืออะไร...
มันคืออีเมลจากพี่สุกิจที่นอนรออยู่ใน inbox หัวข้อตัวพิมพ์ใหญ่สีแดงเขียนว่า "ด่วน: ต้องแก้ไข!!!"
ผมถอนหายใจเบาๆ พยายามเตรียมข้อแก้ตัวไว้ล่วงหน้า... "่นี้ผมไม่ค่อยสบายนิดหน่อยครับพี่"... ไม่ว่าข้อไหนก็ฟังดูไม่เข้าท่าทั้งนั้น
ผมก้มหน้าลงมองพื้นรถไฟฟ้า ยอมรับชะตากรรม... วันนี้คงเป็อีกวันที่หนักหน่วงในที่ทำงานสินะ
แต่เมื่อไปถึงออฟฟิศ... ทุกอย่างกลับราบรื่นอย่างประหลาด
ผมเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมา สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเปิดโปรแกรมอีเมล
สิ่งที่ผมเจอไม่ใช่คำต่อว่า แต่เป็อีเมลจากพี่สุกิจที่ส่งมาั้แ่เมื่อวาน หัวข้อเขียนว่า "RE: สไลด์สรุปงานออกแบบโลโก้ - ลูกค้าอนุมัติ"
ผมขมวดคิ้วด้วยความงุนงง รีบคลิกเข้าไปอ่าน เนื้อหาในเมลมีเพียงสั้นๆ "ดีมากเพ้ง ลูกค้าชอบมาก ไม่มีคอมเมนต์อะไรเลย ปิดจ๊อบได้"
เป็ไปได้อย่างไร? ผมลองเปิดไฟล์งานที่ตัวเองส่งไปดูอีกครั้ง... มันก็คือไฟล์ที่ผมทำลวกๆ นั่นแหละ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่กลับไม่มีใครเห็นข้อผิดพลาดนั้นเลยสักคน
"พี่เพ้ง กาแฟไหมคะ" แก้มยื่นแก้วกาแฟมาให้พร้อมรอยยิ้ม "เมื่อวานลูกค้าชมสไลด์พี่ใหญ่เลยนะ บอกว่า ‘เคลียร์’ และ ‘ตรงประเด็น’ มาก หนูนี่งงเลย ปกติเ้านี้แก้ละเอียดจะตาย"
ผมรับกาแฟมาถือไว้ในมือที่ยังมึนงง ได้แต่ยิ้มแห้งๆ กลับไป "เหรอ... พี่ก็ทำไปตามบรีฟนั่นแหละ"
ผมเดินกลับมานั่งที่โต๊ะ จิบกาแฟรสชาติคุ้นเคย แต่ในใจกลับไม่ได้รู้สึกดีใจเลยแม้แต่น้อย
ตรงกันข้าม... มันกลับเย็นวาบไปทั้งสันหลัง
โลโก้ชิ้นนั้น... ผมรู้ดีแก่ใจว่ามันคือผลงานที่เกิดจากความเหม่อลอย มันควรจะถูกตีกลับมาพร้อมคอมเมนต์สีแดงเถือก ไม่ใช่คำชม...
แต่นี่มันอะไรกัน?
ความรู้สึกเหมือนมีใครบางคนกำลัง ‘ช่วย’ ผมอยู่ก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจน...
เหมือนโชคชะตาที่มองไม่เห็นไม่ได้เพียงแค่ส่ง ‘ความทรงจำ’ มาให้ผม แต่มันกำลัง ‘แทรกแซง’ ชีวิตปัจจุบันของผมด้วย
มันกำลังกรุยทาง... กำจัดอุปสรรคเื่งานที่น่าปวดหัวออกไป เพื่อบังคับให้ผมต้องมีสมาธิไปจดจ่อกับภารกิจจากอดีตเพียงอย่างเดียว
นี่ไม่ใช่ความช่วยเหลือ... แต่มันคือการบีบบังคับ
มันคือการกระซิบจากเงามืดว่า "ชีวิตของแกไม่ได้เป็ของแกอีกต่อไปแล้ว"
ความคิดบ้าๆ ที่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็เพียงหมากตัวหนึ่งบนกระดานของใครบางคน... มันทำให้ผมรู้สึกกลัว... กลัวมากกว่าการเห็นภาพนิมิตใดๆ เสียอีก
ตลอดทั้งวันนั้นราวกับไม่ใช่เื่จริง การประชุมที่ควรจะยืดเยื้อกลับจบลงในครึ่งชั่วโมง งานออกแบบโลโก้ที่คิดว่าต้องโดนแก้เละกลับผ่านฉลุยอย่างง่ายดาย
่พักเที่ยงผ่านพ้นไป ผมพยายามจะดึงสมาธิตัวเองกลับมาที่งานออกแบบชิ้นใหม่ แต่ในหัวกลับอดคิดถึงข้อความที่ส่งไปเมื่อคืนไม่ได้
ความเงียบที่ไม่มีการตอบกลับทำให้ผมเริ่มกระสับกระส่าย
"หรือว่าข้อความมันจะส่งไม่ถึง?"
สุดท้ายผมก็ทนความสงสัยของตัวเองไม่ไหว เปิดหน้าต่างเว็บบอร์ดเก่าๆ นั้นขึ้นมาอีกครั้ง
ในใจก็รู้ว่าการส่งข้อความซ้ำๆ มันดูน่ารำคาญและไม่เป็มืออาชีพ แต่ความรู้สึกเหมือนกำลังจะจมน้ำตายอยู่กลางทะเลข้อมูล มันทำให้ผมไม่สนใจมารยาทใดๆ อีกต่อไปแล้ว
แล้วตัดสินใจส่งข้อความไปอีกรอบเพื่อความแน่ใจ
ผมพิมพ์ข้อความสั้นๆ ลงไป: "สวัสดีครับ ผมเพ้งนะครับ ที่ได้ส่งข้อความไปเมื่อคืน พอดีไม่แน่ใจว่าข้อความแรกมีปัญหาอะไรหรือเปล่า เลยส่งมาเพื่อตรวจเช็คอีกครั้งครับ"
ผมกดส่ง... แล้วรีบย่อหน้าต่างนั้นทิ้งไป แต่สมาธิของผมกลับกระเจิดกระเจิงไปหมด เคอร์เซอร์เมาส์กะพริบนิ่งอยู่บนหน้าจอที่ว่างเปล่า
"พี่เพ้ง เย็นนี้ไปงานเลี้ยงส่งพี่ๆ ฝ่ายบัญชีป่าวคะ" เสียงของแก้มดังขึ้นข้างๆ ทำให้ผมสะดุ้งเล็กน้อย
"เอ่อ... พี่คงไม่ได้ไปอ่ะแก้ม พอดีมีธุระนิดหน่อย" ผมตอบไปอย่างนั้น ทั้งที่ความจริงแล้วไม่มีแผนอะไรเลย
แก้มพยักหน้ารับแล้วเดินจากไป ทิ้งให้ผมจมอยู่กับความคิดของตัวเองอีกครั้ง...
เวลาบนหน้าจอคอมพิวเตอร์บอกเวลาสี่โมงครึ่ง ใกล้จะเลิกงานแล้ว ความอดทนของผมก็ใกล้จะหมดลงเช่นกัน
ผมรู้ว่ามันน่าเกรงใจ แต่ความอยากรู้ของผมมันมีมากกว่านั้น นี่อาจจะเป็ช่องทางเดียวที่ผมมีในตอนนี้
ผมเปิดหน้าต่างเว็บบอร์ดนั้นขึ้นมาเป็ครั้งสุดท้ายของวัน... "ขออภัยที่รบกวนอีกครั้งนะครับ เื่ที่ผมกำลังค้นคว้าอยู่มันสำคัญกับผมมากจริงๆ หากคุณพอจะมีเวลาและได้เห็นข้อความนี้ รบกวนช่วยพิจารณาตอบกลับด้วยนะครับ"
หลังจากกดส่งข้อความนั้นไป ผมก็ไม่เปิดมันขึ้นมาดูอีกเลย ผมเก็บของบนโต๊ะ เตรียมพร้อมสำหรับสัปดาห์หน้า
เมื่อถึงเวลาเลิกงาน ผมก็รีบปิดคอมพิวเตอร์และตรงกลับบ้านทันที เหมือนอยากจะหนีจากความผิดหวังที่อาจจะรออยู่
บนรถไฟฟ้า ผมยืนพิงเสาอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย ความคิดของผมล่องลอย...
ความรู้สึกโล่งใจเื่งานเมื่อเช้า... ความผิดหวังจากความเงียบในโลกออนไลน์... ทุกอย่างตีกันไปหมด
และในความว่างเปล่านั้นเอง... ภาพของขุนหยกสีเืนกก็ผุดขึ้นมาในหัว
มันคือต้นตอของเื่ทั้งหมด
ความคิดนั้นทำให้ผมครุ่นคิด... บางทีผมอาจจะมาผิดทาง การตามหาคนแปลกหน้าในอินเทอร์เน็ตอาจจะไร้ประโยชน์
บางที... ผมควรกลับไปหาต้นตอ... กลับไปหาอากงจู
แต่แล้วผมก็ต้องถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจ เมื่อนึกขึ้นได้ว่าอากงจูยังไม่กลับมา
ความรู้สึกเหมือนตัวเองติดอยู่ในทางตันที่มองไม่เห็นทางออกนั้นตามผมมาจนถึงบ้าน
ทันทีที่ก้าวขาเข้ามา อาม่าก็เงยหน้าขึ้นมาสบตาพอดี
"อ้าว เพ้ง กลับมาแล้วรึ" เสียงของท่านดังขึ้นเรียบๆ "วันนี้หน้าตาดูสดใสขึ้นนะ ไม่ดูเครียดเหมือนเมื่อวาน"
ผมฝืนยิ้มเล็กน้อย "ครับอาม่า พอดีงานมันเบาลงแล้วครับ"
"ก็ดีแล้ว อั๊วนึกว่าลื้อจะเครียดจนกินไม่ได้นอนไม่หลับไปอีกนาน"
อาม่าพยักหน้าอย่างโล่งใจ เป็ที่แน่ชัดแล้วว่าท่านปักใจเชื่อไปแล้วว่าอาการแปลกๆ ของผมใน่ที่ผ่านมามาจากเื่งานจริงๆ
ผมขอตัวเข้าห้องนอน หลังจากอาบน้ำเสร็จ ผมก็กลับมานั่งที่โต๊ะทำงานอีกครั้ง
แสงจากหน้าจอแล็ปท็อปสว่างวาบขึ้น เผยให้เห็นหน้าเว็บบอร์ดเก่าๆ ที่ผมเปิดค้างไว้
ผมจ้องมองข้อความ 3 ฉบับที่ผมส่งออกไป... ไร้ซึ่งการตอบกลับใดๆ
ความลังเลเกิดขึ้นในใจ... มันจะดูน่ารำคาญเกินไปไหม? หรือผมควรจะพอแค่นี้?
แต่สุดท้าย... ความอยากรู้ก็เอาชนะทุกสิ่ง ผมตัดสินใจว่าจะพยายามเป็ "ครั้งสุดท้าย" จริงๆ
"รบกวนเป็ครั้งสุดท้ายครับ หากไม่สะดวกก็ไม่เป็ไร อย่างน้อยผมก็ขอขอบคุณสำหรับข้อมูลต่างๆ ที่คุณเคยโพสต์ไว้ในเว็บบอร์ดแห่งนี้ครับ - เพ้ง"
ผมกดส่ง... ความรู้สึกเหมือนได้ยกภาระทั้งหมดออกจากอก มันคือการปล่อยวางอย่างแท้จริง
ผมทำทุกอย่างที่ทำได้แล้วจริงๆ
ผมไม่ได้ปิดฝาแล็ปท็อปลงในทันที ผมแค่เปิดหน้าต่างเบราว์เซอร์นั้นทิ้งไว้... เหมือนการเปิดประตูแง้มไว้ให้ความหวังริบหรี่สุดท้าย...
หลังจากนั้นผมลุกไปเอนตัวพิงหัวเตียง หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาไถหน้าจอไปเรื่อยเปื่อยอย่างไร้จุดหมาย
ความเหนื่อยล้า... ความผ่อนคลาย... ทำให้เปลือกตาของผมค่อยๆ หนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ
ผมไม่รู้ตัวเลยว่าภาพบนหน้าจอมือถือเริ่มพร่าเลือนไปตอนไหน... รู้ตัวอีกที โทรศัพท์ก็หลุดจากมือลงไปกองอยู่บนเตียงข้างๆ และผมก็ได้จมดิ่งสู่ห้วงนิทราไปแล้ว...
...
...เวลาล่วงเลยสู่กลางดึก...
ในห้องที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงลมจากเครื่องปรับอากาศและแสงไฟกะพริบจากเราเตอร์อินเทอร์เน็ต...
บนหน้าจอแล็ปท็อปที่ยังเปิดสว่างอยู่ของผม... การแจ้งเตือนเล็กๆ ก็ปรากฏขึ้น
ไอคอนรูปจดหมายในเว็บบอร์ดเปลี่ยนเป็สีแดง พร้อมตัวเลข [1]
ข้อความใหม่ถูกส่งมาจากผู้ใช้งาน "นักเดินทางข้ามเวลา"
"ขอโทษทีนะคะ พอดีไม่ได้ล็อกอินเข้าเว็บบอร์ดนี้นานมากแล้วค่ะ ถ้ามีเื่อยากสอบถามจริงๆ รบกวนส่งมาที่อีเมลนี้นะคะ – sasithorn.p@gmail.com"
ข้อความนั้นนอนนิ่งอยู่บนหน้าจอ... ส่องสว่างอยู่ในความมืด...
โดยที่เ้าของห้องยังคงหลับใหล...
ไม่รับรู้เลยว่าคำตอบที่เขาเฝ้ารอมาตลอดนั้น ได้เดินทางมาถึงแล้ว
--- จบตอนที่ 9 ---
จากใจนักเขียน:
คำตอบมาแล้ว! แต่เพ้งยังไม่รู้ตัว!
หลังจากที่ชีวิตในออฟฟิศราบรื่นจนน่าขนลุก และเขาก็ทนรอไม่ไหวจนส่งข้อความไปซ้ำๆ ในที่สุด "นักเดินทางข้ามเวลา" ก็ตอบกลับมาพร้อมอีเมล!
เพ้งจะตื่นมาเห็นมันเมื่อไหร่? และ "ศศิธร" คือใครกันแน่?
เจอกันพรุ่งนี้ครับ!
ตอนที่ 10 "จดหมายจากนักเดินทาง" มาแน่ เวลา 2030 ครับ!
ฝากกดหัวใจ ❤️ และเพิ่มเข้าชั้น ???? ด้วยนะครับ! — เสวี่ยซื่อจื้อ / ธ.ปณิทัศน์