Legendary Combination การผสมผสานของตำนาน

    ตอนที่ 61 ผู้ชุมนุมพบหน้า

            ตอนที่ 61 ผู้ชุมนุมพบหน้า

             

            จวนเจ้าเมืองของเมืองอู๋โจวนั้นตั้งอยู่ในบริเวณที่เงียบสงบของเมืองโดยมีพื้นที่อาณาบริเวณกว้างขวาง มีสวนหย่อมที่สวยงามเหมาะแก่การนั่งจิบชา มีกำแพงสูงขวางกั้นให้ความรู้สึกปลอดภัยและน่าเกรงขามเมื่อมองจากภายนอกคล้ายกับตำหนักของขุนนางใหญ่

             

            กลุ่มของทีชได้ส่งทีมไซอิ๋วให้แยกตัวออกไปก่อนซึ่งเวลาได้ผ่านมาประมาณ 2ชม.แล้ว ในตอนนี้จึงถึงเวลาที่ทีมหลักจะบุกโจมตีแล้ว

             

            “หวังว่าพวกนั้นจะปลอดภัยนะ”ทีช พูดขึ้นลอยๆ ในขณะนี้กำลังมองไปที่ประตูเบื้องหน้า

             

            “มิต้องกังวลหรอกขอรับนายท่านมีท่านหมิงอยู่ด้วยทั้งคน หากแต่เป็นพวกเรามากกว่าที่น่าเป็นห่วง” กุยแกพูดจบก็เพ่งสายตามองไปที่คนกลุ่มหนึ่งที่มีจำนวนประมาณ 200 กว่าคนซึ่งกำลังเดินมาจากอีกฟากของถนน

             

            “เจอกันอีกแล้วนะ”โทคุโตะ ที่มาพร้อมกับสมาชิกของกิลมังกรผงาด ก้าวขึ้นหน้ามาเอ่ยทักทายพวกทีช

             

            “สวัสดี...”ทีช กำลังจะทักกลับแต่ทว่า

             

            “แก!”โคล่า มองเห็นกวนเป๋งที่กำลังยืนอยู่ด้านข้างของเรดเขาพุ่งตัวออกมาข้างหน้าแล้วเอ่ยขึ้นอย่างโกรธแค้น

             

            โคล่านั้นนึกถึงเบ้งตัดมาตลอดทำให้ในตอนนี้ความแค้นที่เขามีล้วนอยู่ที่กวนเป๋งกับเรดเพราะเรดนั้นเป็นเจ้านายของกวนเป๋งและเรดยังเป็นคนอนุญาตให้กวนเป๋งสังหารเบ้งตัดด้วย

             

            “โคล่า...นี่เจ้าแปรพักตร์ไปอยู่กับพวกนี้งั้นเหรอ”เรด ที่จำโคล่าได้เอ่ยถาม

             

            “บัดซบ!เป็นพวกแกที่ฆ่าเบ้งตัดและขับไล่พวกข้ายังจะมาพูดดีวันนี้ข้าขอสาบานข้าจะต้องแก้แค้นให้กับเบ้งตัด!” โคล่าพูดจบก็หยิบขวานออกมาถือพร้อมกับปล่อยพลังกดดันออกมาทำท่าเหมือนจะบุกเข้าโจมตีอีกฝ่ายแต่ทว่า

             

            เรดที่เห็นโคล่าปล่อยจิตสังหารกลับแสยะยิ้มขึ้นพร้อมกับก้าวขึ้นหน้ามาหนึ่งก้าวเขาปล่อยจิตสังหารใส่โคล่าทำเอาโคล่าถึงกับหน้าซีดเผือดขาที่กำลังจะก้าวไปข้างหน้าถึงกับต้องหยุดกึก

             

            ปุป!

             

            ในขณะที่โคล่ากำลังฝืนรับแรงกดดันจนใกล้จะกระอักเลือดอยู่นั้นทีชได้เดินมายืนข้างโคล่าพร้อมกับเอามือตบไปที่บ่าของโคล่า

             

            “เจ้าคือเรดงั้นหรือ...ข้าว่าเจ้าควรเลิกขู่เหมือนสุนัขสักทีจะดีกว่า...พลังกดดันจิบจ้อยเพียงนี้ยังคิดจะอวดเบ่งอีกหรือ”

             

            เรดที่ได้ยินถึงกับโกรธจนหน้าแดงความจริงพลังกดดันของเรดกับโทคุโตะนั้นพอๆ กันเพราะหากดวลกันจริงๆฝีมือทั้งคู่ต้องเรียกว่าสูสีส่วนทีชที่เคยเจอกับพลังกดดันของอาจารย์ที่เป็นระดับสุดยอดยอดฝีมือในระหว่างที่เขาฝึกวิชาอยู่บนเขาบ่อยๆจึงทำให้ทีชไม่รู้สึกว่าแรงกดดันที่เรดปล่อยออกมาจะน่ากลัวสักเท่าไหร่

             

            ตุบ!

             

            วูบบบบบบ!

             

            อึ๊ก!

             

            โคล่าและทีชถึงกับสะดุ้งเผลอก้าวถอยหลังพร้อมกับกลืนน้ำลายทีชนึกในใจว่าคนตรงหน้าที่ก้าวออกมาคนนี้จะต้องมีฝีมือเทียบเท่ากับอาจารย์ของเขา ‘ต้วนเจิ้งฉุน’และน่าจะเป็นบุคคลที่น่ากลัวที่สุดในกิลมังกรผงาด

             

            กวนอูที่เดินออกมายืนเบื้องหน้าของกลุ่มมังกรผงาดพร้อมกับปักง้าวมังกรเขียวที่เป็นอาวุธคู่กายลงที่พื้นคล้ายกับต้องการจะบอกว่ากิลมังกรผงาดไม่ได้ขู่

             

            ฮิเดโยชิที่เห็นกวนอูออกหน้าเขาจึงก้าวขึ้นมารับแรงกดดันจากกวนอูเอาไว้ให้ทำให้ทั้งสองมีโอกาสได้สบตาและทักทายกันเล็กน้อย

             

            “ขอทราบนามของท่าน”กวนอู ที่สนใจในตัวของฮิเดโยชิ ถามขึ้น

             

            “โทโยโทมิฮิเดโยชิ” ฮิเดโยชิ ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

             

            “ส่วนข้าผิงหยาง”องค์หญิงผิงหยาง ก้าวขึ้นมารับแรงกดดันของกวนอูพร้อมกับพูดแนะนำตัวเพื่อแสดงเจตนารมณ์ว่าเธอไม่เกรงกลัวแม่ทัพผู้ชายและอีกอย่างเธอรู้สึกได้ว่าฮิเดโยชิถูกแรงกดดันของกวนอูสะกดเอาไว้ส่วนหนึ่งเธอจึงก้าวขึ้นมาแบ่งเบาภาระให้กับเขา

             

            “แม่นาง...ท่านพ่อของข้ามิได้เอ่ยถามท่านท่านมาคุยกับข้า กวนเป๋ง จะดีกว่า” กวนเป๋งที่เห็นว่าไม่มีใครสนใจเขาแม้กระทั่งผู้หญิงยังมองข้ามเขาจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้น

             

            “ข้ามิชมชอบเด็กน้อยที่ไร้มารยาทผู้ใหญ่กำลังคุยกันเหตุใดถึงกล่าวแทรก” องค์หญิงผิงหยางพูดขึ้นโดยไม่แม้แต่จะหันหน้าไปมองกวนเป๋ง แต่ทว่า

             

            “ไม่นึกว่าท่านจะทรยศต่อเล่าปี่”

             

            ‘ท่านกุนซือ!ข้าพึ่งจะพูดว่าไม่ชอบเด็กไร้มารยาท แล้วเหตุใดท่านถึงต้องพูดแทรกในจังหวะนี้ด้วยเล่า’องค์หญิงผิงหยางคิดพลางส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจเพราะเธอพึ่งจะต่อว่ากวนเป๋งไปแต่กุยแกกลับทำเสียเอง

             

            กุยแกเหมือนจะรู้ว่าองค์หญิงผิงหยางกำลังคิดอะไรเขาหันมายิ้มให้เหมือนกับจะบอกว่าเขาไม่ใส่ใจ

             

            ‘ท่านไม่ใส่ใจแต่ข้าใส่ใจนี่เฮ้อ...’

             

            กวนอูที่ได้ยินเสียงบัณทิตผู้สวมชุดสีฟ้าอ่อนพูดขึ้นกลับไม่รู้สึกโกรธเขาทำเพียงชำเลืองตามองไปทางต้นเสียงเท่านั้น กุยแกที่เห็นว่ากวนอูมองมาทางตนก็ทำเพียงยิ้มให้ขึ้นเบาๆพร้อมกับกางพัดโบกไปมาคล้ายกับไม่รู้สึกถึงแรงกดดันที่กวนอูปล่อยออกมา

             

            “เหอะพวกกุนซือยังคงยังคงปากคอเราะรายเหมือนเดิม” กวนอูที่เห็นกุยแกก็จดจำออกเขาจึงหยุดปล่อยแรงกดดันแล้วตอบกลับไป

             

            “หืม...ไยท่านกล่าวหาข้าเช่นนั้นเล่าข้าแค่สงสัยว่าเหตุใดคนเยี่ยงท่านถึงทรยศเล่าปี่”

             

            “คงเป็นเฉกเช่นท่านที่ทรยศโจโฉ”กวนอู ตอกกลับ

             

            “อา...ท่านช่างปากคอเราะรายมิต่างจากกุนซือ”เมื่อพูดจบกุยแกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย

             

            แต่แปลกที่ครั้งนี้กวนอูกลับไม่อาจนิ่งเฉยเมื่อได้ยินกุยแกตอกกลับมาทำเอาคิ้วของเขาถึงกับกระตุกเขาได้แต่คิดว่าคุยกันเพียงไม่กี่ประโยคเขากลับเป็นฝ่ายพ่ายแพ้เสียแล้วแต่เมื่อคิดได้ว่าคุยกับคนแบบนี้ไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาเขาจึงเลือกที่จะหลับตาและไม่สนใจกุยแกอีก

             

            ในขณะที่สถานการณ์ที่หน้าประตูกำลังตึงเครียดนั้นจู่ๆ ก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาคนกลุ่มนี้มีสัญลักษณ์เป็นมังกรเช่นกันเพียงแต่เป็นมังกรที่กำลังโผบินขึ้นสู่ฟ้าไม่ใช่มังกรที่กำลังพ่นไฟแบบกิลมังกรผงาดกลุ่มที่มาใหม่นั้นมีจำนวนใกล้เคียงกับกิลมังกรผงาดพวกเขาเดินมาหยุดอยู่ฝั่งตรงข้ามกิลมังกรผงาด หลังจากนั้นชายที่ถือพัดก็พูดขึ้น

             

            “กวนอู?”

             

            กิลมังกรผงาดนั้นตั้งแต่แรกที่เห็นคนกลุ่มนี้เดินเข้ามาพวกเขาก็ตั้งท่าเตรียมพร้อมเอาไว้ทันทีเพราะคนที่มาใหม่ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นกิลมังกรทะยานฟ้า ศัตรูคู่อริส่วนคนที่พูดชื่อกวนอูนั้นคือกุนซือของกิลคนเดียวกับที่เคยแอบมองค่ายทหารของสุมาอี้ในป่านั่นเอง

             

            “เจ้า!”

             

            กวนอูเสียสมาธิจนได้เพราะคนที่ยืนข้างๆกุนซือคนนั้นเป็นคนที่เขาไม่มีวันลืม ‘ลิบอง’แม่ทัพที่เป็นคนปลิดชีพเขาและลูกๆ ในอดีตเวลานี้แม่ทัพผู้นี้กำลังยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามอีกครั้ง กวนอูรู้สึกเลือดลมร้อนระอุขึ้นเขาไม่คิดว่าการเดินทางครั้งนี้จะมีโอกาสได้แก้แค้นเรื่องราวในอดีตในขณะที่กำลังจะเอื้อมมือไปแตะง้าวมังกรเขียว

             

            “หานตง!แกมาที่นี่ทำไม!” เรด ถามขึ้นเสียงดัง

             

            “จิ้งหยางไม่ได้มาด้วยเหรอถึงต้องให้พวกงี่เง่าอย่างแกมาออกหน้า” ชายที่ชื่อหานตงถามกลับ

             

            “บัดซบ!หัวหน้าข้าติดธุระ อีกอย่างแค่จัดการพวกแกไม่จำเป็นต้องถึงมือหัวหน้า!”

             

            “งั้นหรือ...แต่ข้าว่าต่อให้จิ้งหยางมาเองพวกแกก็ทำอะไรพวกข้าไม่ได้อยู่ดีฮ่าๆๆๆ” หานตง พูดจบก็หัวเราะเสียงดัง

             

            ในขณะนี้กลุ่มของทีชที่มีจำนวนน้อยที่สุดได้แต่ยืนดูอยู่เงียบๆแต่ในใจของทุกคนนั้นกำลังร้อนใจไม่เว้นแม้แต่กุยแกเพราะเวลานี้กลุ่มของกิลมังกรผงาดและกิลมังกรทะยานฟ้านั้นมีจำนวนรวมๆ กันเกือบ 500 คนถ้าหากทั้งสองกิลคิดร่วมมือกันแล้วมาจัดการพวกเขาก่อนพวกเขาไม่มีทางรอดแน่นอนเพราะครั้งนี้อีกฝ่ายไม่ได้มีแค่จำนวนอีกแล้ว หากแต่มียอดฝีมือและสุดยอดฝีมืออย่างกวนอูอยู่ด้วย

             

            กุยแกนั้นรู้จักกวนอูมาก่อนเขารู้ว่าอีกฝ่ายเก่งกาจมากมากขนาดที่ว่าหากเอาจริงอาจจะทัดเทียมกับลิโป้ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคสามก๊กเลยทีเดียว

             

            “ท่านกุนซือข้าคงมิอาจช่วยอะไรท่านได้อีก หากเกิดการปะทะขึ้นมาจริงๆ ข้าเองก็ไม่แน่ใจเช่นกันว่าจะรับมือกับคนผู้นั้นได้หรือไม่”ฮิเดโยชิ พูดกับกุยแก เขาเป็นแม่ทัพที่ชาญฉลาดและเก่งกาจในด้านกลยุทธ์เขาจึงเอ่ยอย่างตรงไปตรงมาเพราะเขาประเมินแล้วว่าการเอาชนะกวนอูนั้นเป็นเรื่องที่ยากอย่างยิ่ง

             

            “ไม่ต้องห่วงพวกนั้นไม่มีทางร่วมมือกันเด็ดขาด” ทีชที่เข้าใจว่ากุยแกและฮิเดโยชิกังวลเรื่องอะไรจึงบอกข้อมูลออกไป

             

            กุยแกเป็น NPC จึงไม่มีข้อมูลในเว็บบอร์ดหรือโลกภายนอกทำให้เขาไม่รู้ว่าทั้งสองฝ่ายนั้นเป็นคู่อริที่ไม่มีวันร่วมมือกันได้อย่างแน่นอนต่อให้มีผลประโยชน์มากแค่ไหนก็ตาม เพราะทั้งสองกิลนั้นเลยจุดที่จะเจรจาสงบศึกไปไกลมากแล้ว

             

            “หากนายท่านมั่นใจเช่นนั้นงั้นข้าก็พอมีทางออกเพราะหากได้คนผู้นั้นมาช่วยรับมือกวนอูคงพอยันเอาไว้ได้” กุยแก มองไปที่ลิบอง

             

            ลิบองเองก็กำลังมองมาทางกุยแกและฮิเดโยชิเขาพยักหน้าให้เล็กน้อยพร้อมกับขยับเข้าไปหากุนซือของเขากงจินหรืออีกชื่อที่ใครหลายคนรู้จัก ‘จิวยี่’ฉายา ผู้ถ่มน้ำลายรดฟ้า

             

            “ท่านกุนซือดูเหมือนทางนั้นต้องการร่วมมือกับเรานะขอรับ”

             

            “ข้ารู้...แต่ข้าอยากรู้ว่าหากให้ท่านรับมือกวนอูด้วยตัวคนเดียวท่านจะไหวหรือไม่”

             

            “พอไหวขอรับข้าคงพอจะยื้อได้หลายกระบวนเพลง”

             

            “กวนอูแข็งแกร่งถึงเพียงนั้น?”

             

            “ถูกต้องขอรับ”ลิบอง ตอบอย่างสัตย์ซื่อเขาไม่คิดจะอวดเบ่งว่าตัวเองเก่งกาจกว่ากวนอูแต่อย่างใดทั้งๆ ที่ในอดีตเขาเป็นคนปลิดชีพอีกฝ่าย

             

            “งั้นพวกเราก็ต้องร่วมมือเพียงแต่เราต้องรอใครบางคนปรากฏตัวก่อน” จิวยี่พูดพร้อมกับยิ้มขึ้นเล็กน้อยเขากำลังรอใครบางคนอยู่ซึ่งตัวเขามองว่าอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าร่วมมือกับพวกทีชเพราะพวกทีชนั้นมีจำนวนคนเพียงหยิบมือ เขาจึงมองว่าอาจช่วยอะไรไม่ได้มากนัก

             

            “กิลมังกรทะยานฟ้าต้องการเมืองอู๋โจวด้วยเหรอ” จุนซู หันไปถามหานตง

             

            หานตงคือชายหนุ่มชาวจีนเขาเป็นหัวหน้ากิลมังกรทะยานฟ้าตัวเขานั้นเลเวล280 รั้งอันดับที่ 7 ของทวีปตะวันออกซึ่งมีฝีมือทัดเทียมกับจิ้งหยางทั้งคู่ท้าดวลกันมาหลายครั้งต่างก็เป็นฝ่านผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะมาตลอด

             

            แต่ในกิลมังกรทะยานฟ้าหาได้มีแต่หานตงที่น่ากลัวไม่เพราะเขามีน้องสาวชื่อหานอี้เฟยที่เลเวล 276 รั้งอันดับที่ 10 ของทวีปตะวันออกและยังเป็นผู้หญิง 1 ใน 3 คนที่ติดท็อป 10

             

            หานตงและหานอี้เฟยเป็นพี่น้องที่รักกันมากทั้งคู่ช่วยกันก่อตั้งกิลมังกรทะยานฟ้าจนประสบความสำเร็จและสามารถต่อกรกับกิลมังกรผงาดมานานโดยไม่เพลี่ยงพล้ำอาจถึงขั้นเหนือกว่าด้วยซ้ำเพราะกิลมังกรทะยานฟ้านั้นอยู่ในอันดับที่ 5 ซึ่งกิลมังกรผงาดนั้นอยู่อันดับที่6

             

            กิลมังกรทะยานฟ้านั้นมักจะเสียเปรียบในเรื่องยอดฝีมือเพราะมีจำนวนยอดฝีมือที่เป็นผู้เล่นน้อยกว่ากิลมังกรผงาดเพียงแต่ว่าพวกเขามีกุนซืออย่าง ‘จิวยี่’ และแม่ทัพ ‘ลิบอง’อยู่จึงทำให้แผนการหลายๆ ครั้งเหนือชั้นกว่ากิลมังกรผงาดเล็กน้อย

             

            เพราะกิลมังกรผงาดไม่มีกุนซือที่เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์แต่จะบอกว่าจุนซูที่เป็นผู้เล่นด้อยกว่าก็ไม่ถูกมากนักเพราะจุนซูเองก็แสดงให้เห็นหลายครั้งแล้วว่าตัวเขาสามารถรับมือกับยอดกุนซือในประวัติศาสตร์ได้นี่จึงทำให้จิ้งหยางที่เป็นหัวหน้ากิลไม่ได้ออกตามหากุนซือเหมือนกิลอื่นๆ มากนักแต่ตัวเขาเลือกที่จะตามหาแม่ทัพมากกว่าซึ่ง กวนเป๋งได้ตามหากวนอูผู้เป็นพ่อจนพบและชักชวนให้มาเข้าร่วมกับกิลมังกรผงาดได้ในที่สุด

             

            “เปล่า!พวกข้าแค่อยากมาหาเรื่องพวกเจ้า” หานตง ตอบออกไปตรงๆโดยไม่คิดจะอ้อมค้อมเลยแม้แต่น้อย

             

            “ไอ้บ้า!พวกแกอยากมีเรื่องกันนักใช่มั้ย ได้! งั้นก็เข้ามาเลย!” เรดทีได้ยินคำตอบถึงกับเริ่มทนไม่ไหวเขารู้ว่าหานตงเป็นคนพูดคำไหนคำนั้นเพราะฉะนั้นเขาจึงเชื่อทันทีว่าพวกหานตงไม่ได้คิดจะครอบครองเมืองอู๋โจวจริงๆเพียงแต่ยกคนมาก่อกวนพวกเขาจริงๆ

             

            แต่จุนซูที่ได้ยินคำตอบของหานตงกลับคิดได้อีกอย่างเขารู้ว่ากิลมังกรทะยานฟ้าจะต้องได้ข่าวว่าพวกเขาได้ตัวกวนอูจึงคิดจะตัดไฟแต่ต้นลมเพราะกวนอูนั้นเป็นแม่ทัพที่เก่งกาจหากระบบสงครามเต็มรูปแบบมาเมื่อไหร่เหล่าแม่ทัพจะมีความสำคัญมากขึ้น ถึงขนาดเป็นจุดชี้เป็นชี้ตายในเวลาทำสงครามซึ่งกิลมังกรทะยานฟ้าย่อมไม่อาจปล่อยกวนอูเอาไว้ให้ถึงตอนนั้นเขาจึงคิดว่ากิลมังกรทะยานฟ้าคิดจะฉวยโอกาสนี้สังหารกวนอูมากกว่า

             

            “เป้าหมายของคุณคือกวนอูสินะ แต่นำคนมาเท่านี้ไม่น้อยไปหน่อยเหรอ” จุนซู ถามออกมาตรงๆ

             

            “ฮ่าๆๆๆเป็นกุนซือที่ชอบพูดตรงไปตรงมาดีจริงๆ ใช่! วันนี้กวนอูจะต้องตาย!” หานตงประกาศเจตนาออกมาพร้อมกับโบกมือออกคำสั่งให้โจมตี

             

            “ฮ่าๆๆน่าสนุกนี่เอาเลยตีกันๆ”ปรากฏเสียงพูดประชดประชันดังออกมาพร้อมกับการปรากฏตัวของคนกลุ่มหนึ่งที่มีจำนวนประมาณ200 กว่าคน

             

            กิลมังกรทะยานฟ้าที่กำลังจะบุกโจมตีกลับต้องหยุดชะงักเพราะเขาไม่แน่ใจว่าผู้มาใหม่เป็นใครแต่ในกลุ่มเขามีอยู่สองคนที่ทราบดีว่าผู้มาใหม่เป็นใครจิวยี่และภรรยาของเขาเสี่ยวเกี้ยว

             

            “ยินดีต้อนรับสู่งานสังสรรค์นะ...ท่านสุมาอี้...”จิวยี่ก้าวออกมาพร้อมกับเอ่ยทักทายสุมาอี้ โดยไม่สนใจชนาที่เป็นคนพูดขึ้นในตอนแรกทำเอาชนาถึงกับหน้าเสียเขาโกรธที่ถูกมองข้ามจึงหันไปมองจิวยี่ด้วยแววตาอำมหิต

             

            “หืม...เราไม่รู้จักกันมาก่อนเหตุใดท่านถึงมองข้าด้วยแววตาเช่นนี้เล่า”

             

            “สุมาอี้!มันผู้นี้เป็นใคร!” ชนา ไม่ตอบจิวยี่แต่หันกลับไปถามกุนซือของเขา

             

            สุมาอี้จดจำจิวยี่ได้จึงเดินออกมายืนข้างชนาพร้อมกับตอบว่า

             

            “ผู้ถ่มน้ำลายรดฟ้า‘จิวยี่’ ”

             

            กลุ่มของทีชที่ได้ยินถึงกับตะลึงทันทีพวกเขาไม่คิดว่าเมืองขนาดเล็กแบบนี้จะทำให้พวกเขาได้พบกับกุนซือชั้นยอดพร้อมกันถึง2 คน ซึ่งหากรวมกุยแกเข้าไปด้วยก็เป็น 3 คนยังไม่นับกวนอูและลิบองอีก ทำให้พวกเขาต่างรู้สึกแปลกใจแต่ทว่าทีชกับเว่ยเถียนกลับแตกต่างออกไปโดยเฉพาะทีชที่ในเวลานี้แผ่จิตสังหารออกมาอย่างไม่ปิดบังและยังเป็นจิตสังหารที่รุนแรงมากจนดาร์คที่ยืนข้างๆ ต้องขมวดคิ้ว

             

            “นายท่าน...นายท่าน...นายท่าน!”กุยแก เอ่ยเรียกทีชถึง 3 ครั้ง ทีชถึงจะรู้สึกตัวและหันกลับมามอง

             

            “เกิดอะไรขึ้นขอรับเหตุใดนายท่านถึง...” กุยแกที่กำลังถาม แต่เว่ยเถียนกลับตอบแทนทีชออกมาก่อน

             

            “ท่านกุนซือ...ชายคนนั้นคือศัตรูของเจ้านายของท่าน”

             

            “!!”

             

            สมาชิกกิลแอดมิเรชั่นที่ได้ยินต่างตะลึงไปตามๆกันเพราะพวกเขารู้ดีว่าทีชนั้นพึ่งมาเล่นได้ไม่นานโดยเฉพาะดาร์คกับกุยแกที่เดินทางมาด้วยกันตั้งแต่แรกๆย่อมเห็นว่าทีชนั้นผ่านอะไรมาบ้างแต่ทว่าที่ผ่านมากลับไม่เคยเห็นว่าทีชเคยมีเรื่องกับชายคนนี้ดาร์คจึงเข้าใจทันทีว่าศัตรูที่ว่าจะต้องเกิดจากโลกภายนอก

             

            “นายมีเรื่องกับหมอนั่นที่โลกภายนอกงั้นเหรอ”ดาร์ค เอ่ยถามตรงๆ

             

            “ดาร์ค!”เว่ยเถียน ดุใส่ดาร์คเพราะเธอไม่อยากให้ดาร์คถามเรื่องความหลัง เธอกลัวทีชจะคิดมากโดยเฉพาะเรื่องที่ทีชอาจจะนึกถึงคำพูดของมิวในตอนที่มิวมาที่คาเฟ่

             

            “ไม่เป็นไรเว่ยเถียน...พี่ไม่คิดมากหรอก” ทีช หันไปพูดกับเว่ยเถียน

             

            “นายอาจจะมีบางอย่างที่ไม่อยากนึกถึงแต่พวกเราเป็นสมาชิกกิลแอดมิเรชั่นซึ่งหากชายคนนั้นเป็นศัตรูของนายก็เท่ากับเป็นศัตรูกับกิลแอดมิเรชั่นเพราะฉะนั้นนายต้องบอกพวกเราว่ามีเรื่องอะไรกันและชายคนนั้นเป็นใคร” ดาร์คพูดขึ้นพร้อมกับจ้องไปที่ทีช

             

            “ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนดีเพราะฉะนั้นเจ้าไม่ต้องเล่าละเอียดหรอกเอาแค่ให้พวกข้าพอจะรู้ว่ากำลังรับมือกับใครก็พอเพราะดูแล้วคนคนนั้นเป็นคนไทยเหมือนกันบางทีข้าอาจจะช่วยเจ้าได้นะ” มอนจีเดินเข้ามาถามอีกคน

             

            “ขอบใจนะมอนจีคนคนนั้นคือคนที่ทำให้ข้าเข้ามาในเกมช้าไป 12 ปีและยังเป็นลูกของชายคนที่ฆ่าป้าของข้า!” ทีชตอบออกมาพร้อมกับปล่อยจิตสังหารขึ้นอีกครั้งอย่างอดไม่อยู่

             

            ชนาที่รู้สึกถึงจิตสังหารจึงหันมามองทางทีชเขาเบิกตากว้างขึ้นพร้อมกับแสยะยิ้มอย่างดีใจ เขาย่อมจำทีชได้เพราะเขาเคยเห็นถ่ายทอดสดในตอนที่ทีชสู้กับโทคุโตะ

             

            “ฮ่าๆๆๆๆๆบังเอิญจริงๆ ดีเลย...จุนซู! สนใจเป็นพันธมิตรกับกิลตำหนักเซียนหรือเปล่าแล้วข้าจะช่วยพวกเจ้าบดขยี้กิลมังกรทะยานฟ้าให้เอง ฮ่าๆๆๆ”

             

            “ข้อแลกเปลี่ยนในการเป็นพันธมิตรคืออะไร”จุนซู ถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

             

            จิวยี่ที่กำลังคิดจะชวนสุมาอี้เป็นพันธมิตรกลับต้องขมวดคิ้วขึ้นเขาชำเลืองมองไปที่สุมาอี้ ซึ่งสุมาอี้กลับทำเพียงส่ายหัวกลับมา และในขณะนั้นเองชนาได้ให้คำตอบแก่จุนซูว่า

             

            “ข้อแลกเปลี่ยนคือกิลมังกรผงาดจะต้องช่วยข้าจัดการคนกลุ่มนั้น!”

             

            “หืม...นายก็มีเรื่องกับคนพวกนั้นด้วยเหรอแล้วทำไมนายไม่ไปจัดการเอง” จุนซู ถามกลับ

             

            “อ้อ...ข้าย่อมจัดการเองแต่ข้าหมายถึงต่อจากนี้ไปต่างหากข้าต้องการให้กิลมังกรผงาดตามฆ่าคนกลุ่มนั้นทุกครั้งที่พบตัว!ว่าไงสนใจรึเปล่า...พวกนั้นก็เป็นศัตรูของนายนี่”

             

            เมื่อจุนซูได้ยินเขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยเขาไม่เข้าใจว่าทำไมชนาถึงต้องทำแบบนั้นคนที่จะทำแบบนั้นจะต้องมีความแค้นต่อกันมาก่อนแน่นอนแต่ในขณะที่เขากำลังตัดสินใจอยู่นั้น

             

            “ตกลง!”เรด เดินออกมาตอบแทนจุนซู

             

            “ด...เดี๋ยวเรด...นาย..”

             

            “จุนซูนายจะคิดมากทำไมหรือนายจะปล่อยให้กิลมังกรทะยานฟ้าร่วมมือกับตำหนักเซียนมาจัดการเราอีกอย่างคนกลุ่มนั้นก็แค่กลุ่มเล็กๆ ไม่มีผลกระทบต่อเรามากนักหรอกตอนนี้ที่สำคัญคือจัดการกิลมังกรทะยานฟ้า” เรด หันมาพูดกับจุนซู

             

            “ฮ่าๆๆเยี่ยม! โชคร้ายหน่อยนะหานตง ดูท่าวันนี้พวกแกจะต้องตายกลับไปแล้วละ” ชนาหันมามองหานตงพร้อมกับพูดเย้ยหยัน

             

            “เหอะแค่อดีตอันดับ 10 ที่พึ่งกลับขึ้นมา อย่ามาทำปากดีนักพวกข้ากิลมังกรทะยานฟ้ามิเคยเกรงกลัวพวกลิ่วล้อ!” หานตง ตอกกลับอย่างไม่แยแสเพราะเขาไม่เคยเห็นชนาอยู่ในสายตาเลย

             

            เพราะชนาไม่ใช่ผู้เล่นอีสปอร์ตแถมตัวชนาเองก็ไม่ค่อยแสดงฝีมือให้คนได้เห็นสักเท่าไหร่กิลตำหนักเซียนมีชื่อเสียงจากการที่ทำภารกิจเคลียดันเจี้ยนติดอันดับหรือยึดครองเมืองไว้หลายเมืองมากกว่าและที่สำคัญกิลตำหนักเซียนมี มิลลา และ จูลี่ ที่เป็นผู้หญิงสวยและยังเป็นยอดฝีมือติดอันดับพวกเธอมีแฟนคลับค่อนข้างมากจึงทำให้กิลตำหนักเซียนพลอยมีหน้ามีตาไปด้วยต่างหาก

             

            “ว่าไงนะ!”ชนา โกรธจนหน้าแดง

             

            “ไม่ได้ยินหรือข้าบอกว่าข้าไม่สนใจพวกลิ่วล้อ!ดูๆ ไปนอกจากมิลลากับจูลี่เห็นทีก็คงมีเพียงกุนซือสุมาอี้ที่สนใจ เฮ้อ...ข้าละเสียดายจริงๆที่กุนซือดีๆ ต้องไปรับใช้ไอ้โง่อย่างแก” หานตง พูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน

             

            ชนาโกรธจนเริ่มปล่อยจิตสังหารออกแต่ในขณะนั้นเอง

             

            “ข้าขอเป็นพันธมิตรกับกิลมังกรทะยานฟ้า”ทีช ที่ตัดสินใจเข้าร่วมการต่อสู้ เขาจึงเดินมาหาหานตงพร้อมกับพูดขึ้น

             

            “เฮ้...หัวหน้า!จะไม่ชวนพวกเราหน่อยหรือ” อิจิโนเสะ ที่กำลังเดินตามมาพร้อมกับสมาชิกคนอื่นๆยิ้มให้

             

            ทีชที่เห็นเช่นนั้นจึงรู้สึกปลื้มใจเพราะความจริงเขาไม่อยากดึงสมาชิกกิลมาเกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัวก่อนจะเดินออกมาเขาจึงกระซิบกับกุยแกให้หาทางไปสมทบกับพวกหมิงซึ่งตัวเขาจะอยู่ช่วยกิลมังกรทะยานฟ้าและจัดการปัญหาส่วนตัวเองแต่สมาชิกคนอื่นกลับไม่เห็นด้วยจึงเดินตามมาในที่สุดพร้อมกับประกาศชัดเจนว่าพวกเขาจะร่วมเป็นร่วมตายและต่อไปนี้กิลตำหนักเซียนจะเป็นศัตรูร่วมของพวกเขา

             

            เว่นเถียนยิ้มให้กับทีช เธอรู้สึกภูมิใจที่เถ้าแก่ของเธอในเวลานี้มีพวกพ้องที่ดีและไว้ใจได้ เธอรู้สึกได้ว่ทีชนั้นเติบโตขึ้นกว่าแต่ก่อนมากไม่ว่าจะเป็นความสุขุมและความคิดที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆคล้ายกับคนที่เมื่อถึงเวลาต้องรับผิดชอบหรือขึ้นเป็นผู้นำแล้วจะเปลี่ยนไปเพียงแต่ทีชหรือเถ้าแก่ของเธอนั้นเปลี่ยนไปในทางที่ดีมากจนเธอรู้สึกภูมิใจมาก

             

            ทีชที่เห็นว่ากิลมังกรทะยานฟ้าต้องเดือดร้อนเพราะตัวเขาทำให้กิลตำหนักเซียนและกิลมังกรผงาดจับมือเป็นพันธมิตรกันทีชจึงไม่คิดปัดความรับผิดชอบและอีกอย่างที่สำคัญคือจะให้เขาหนีไปโดยที่อยู่ต่อหน้าผู้หญิงคนนั้นได้ยังไง!

             

            เมื่อเดินเข้ามาทีชหันไปมองมิวพร้อมกับพยายามจะเอ่ยปากทักทายแต่ทว่าเขาไม่อาจทักออกไปได้เพราะชนาได้เอื้อมมือมาโอบไหล่มิลลาเอาไว้พร้อมกับยักคิ้วให้ทีช

             

            “แกมีอะไรจะพูดกับแฟนของข้างั้นเหรอ”

             

            มิลลายืนตัวแข็งเธอแอบกำหมัดเล็กๆพร้อมกับหลบสายตาของทีชทำให้ทีชได้แต่อึ้ง เขาไม่เข้าใจว่าทำไมมิวถึงต้องปล่อยให้ชนาโอบไหล่เขารู้ว่าทั้งสองคนหมั้นกันแต่เขาไม่คิดว่ามิวจะชอบชนาจริงๆแต่เวลานี้เขากลับเห็นภาพที่มิวยอมให้โอมโอบไหล่โดยไม่ขัดขืน

             

            และเมื่อทีชนึกถึงวันที่มิวมาที่ร้านคาเฟ่แล้วบอกให้เขาเลิกยุ่งกับตระกูลอัครพิมุขทำให้ความรู้สึกของเขาคล้ายกับโดนมีดกรีดจนเผลอเอามือมากุมที่หน้าอก โดยที่ตัวเขาไม่รู้เลยว่า มีอีก 3 คนนอกที่สังเกตเห็นอากัปกิริยาของเขาคนแรกคือเว่ยเถียน คนที่สองคือกุยแก ส่วนคนสุดท้ายคือ สุมาอี้ที่ในเวลานี้กำลังคิดในใจว่า

             

            ‘คนคนนี้...เป็นอะไรกับท่านหญิงกันแน่...’

             

            …...

             

             

            บนหลังคาบ้านที่อยู่ห่างออกไปจากบริเวณประตูจวนเจ้าเมืองในขณะนี้มีบุรุษยืนอยู่ 3คน พวกเขากำลังสังเกตการณ์อยู่เงียบๆจนคนที่สวมชุดบัณทิตสีแดงเข้มพูดขึ้น

             

            “น่าสนุกจริงๆไม่เสียทีที่เดินทางมาดูด้วยตัวเอง” ลกซุน กางพัดในมือพร้อมกับพูดขึ้น

             

            “ฮ่าๆๆไม่คิดว่าจะได้พบคนดังเยอะแบบนี้ ว่าแต่ท่านกุนซือสนใจกลุ่มไหนเป็นพิเศษหรือ”ชายผู้มีใบหน้าเหมือนคนเกาหลีถามลกซุน

             

            “ท่านลีจุนละขอรับสนใจกลุ่มคนไปเป็นพิเศษหรือ” ลกซุน ถามกลับโดยที่ยังไม่ให้คำตอบ

             

            “ข้าหรือ...คงเป็นกวนอูแหละมั้งข้าอยากจะรู้ว่าความแข็งแกร่งของกวนอูอยู่ในระดับไหนหรือท่านกุนซือจะสนใจกวนอูเหมือนกัน”

             

            “ฮ่าๆๆมิใช่หรอกขอรับ แล้วท่านอุยกายละ สนใจฝ่ายไหนหรือ” ลกซุนหันไปถามเพื่อนร่วมก๊กในอดีตที่กำลังยืนนิ่งมองเหตการณ์เบื้องล่างอยู่

             

            “ซามูไร”อุยกาย ตอบสั้นๆ เนื่องจากเป็นคนพูดน้อย

             

            “อ่า...ข้าคาดไว้ไม่ผิดจริงๆซามูไรคนนั้นก็ดูไม่ธรรมดาจริงๆ นั่นแหละ”

             

            “เอ่อ...ท่านกุนซือยังไม่ตอบเลยนะครับว่าสนใจใครเป็นพิเศษ...”

             

            “ข้าหรือ...คงจะเป็น...คนกลุ่มนั้นกระมัง”ลกซุนชี้ไปทางกลุ่มของทีช

             

            แต่ความจริงสายตาของเขากลับกำลังมองไปที่หลังคาบ้านอีกหลังหนึ่งที่อยู่ไกลออกไปพร้อมกับคิดในใจว่า

             

            ‘หวังว่าคนกลุ่มนั้นจะยังไม่เคลื่อนไหวนะหากเป็นเช่นนั้นเราคงต้องเคลื่อนไหวเช่นกัน’

    คล้ายกับเรื่องLegendary Combination การผสมผสานของตำนาน ที่คุณอ่าน