ค่ายทหารซีซานมีความสำคัญเป็อย่างยิ่ง สรรพกำลังทั้งหมดกำลังบรรจุ ทั้งยังมีบุตรหลานในตระกูลสูงศักดิ์จำนวนมากเข้าไปฝึกฝนหาประสบการณ์ แม้จะมีหลายคนที่หวาดกลัวในชื่อเสียงอันเลื่องลือของ ‘มัจจุราชซู’ จนหนีเตลิดเปิดเปิง ทว่ายังมีทหารกลุ่มหนึ่งปฏิบัติภารกิจอยู่ภายใน
อย่างไรเสีย ชื่อเสียงของซูตงเฉินก็ได้มาจากทางตอนใต้ซึ่งอยู่ไกลออกไป ที่นั่นอยู่ห่างจากเมืองหลวงสี่พันลี้ ไม่มีผู้ใดสามารถบอกได้ว่า ข่าวลือนั้นถูกใส่ไข่จนเปลี่ยนไปเป็แบบใดแล้ว เพราะฉะนั้นจึงไม่จำเป็ที่จะต้องใกลัวมากจนเกินไป ต้องทดสอบความสามารถของเขาดูบ้าง จึงมีหลายคนจงใจยั่วยุและกระตุ้นให้ทุกคนคิดลองของ
พวกที่ลองของไม่ได้มีเพียงหนึ่งหรือสองคน แต่เป็หมื่นคน พวกเขาคิดว่ากฎหมายคงทำโทษทุกคนไม่ได้ ทว่าเป็เพียงไม้เท้าตีทหาร หรือซูตงเฉินจะกล้าฆ่าขุนนางและทหารหลายหมื่นคนจนหมด
ค่ายทหารซีซานมีทั้งหมดแปดค่าย ค่ายแนวหน้า ค่ายกองกำลังรักษาการณ์ ค่ายกองพลเคลื่อนที่ ค่ายเจี้ยนรุ่ย ค่ายพยัคฆ์บิน ค่ายม้าศึก ค่ายอาวุธไฟ และค่ายเทวะ
ฟู่ิฮั่นทำความเข้าใจในหลายๆ เื่ของค่ายทหารตลอด่เวลาสองสามวันที่ผ่านมา เช่น ผู้บัญชาการกองทัพสามคนก่อนหน้านี้และแม่ทัพระดับสูงทุจริตจำนวนกำลังพล ส่งผลให้จำนวนทหารในกองทัพที่แท้จริงมีเพียงสามหมื่นกว่านายเท่านั้น ทหารที่พอจะเรียกได้ว่าเป็ยอดฝีมือมีไม่ถึงสามพันนาย และทหารที่ยังพอสามารถออกไปทำศึกได้มีไม่ถึงครึ่ง สถานการณ์น่าเป็ห่วงอย่างยิ่ง
ยามเหม่า [1] ของวันนี้ ยังไม่ทันรุ่งสาง พระจันทร์เสี้ยวลอยเด่นเคียงคู่ดวงดาวอยู่บนท้องฟ้าสีดำ ทันใดนั้นก็มีเสียงปลุกดังขึ้นในค่ายทหารซีซานที่เงียบสงัด เสียงเรียกที่ชัดเจนดังก้องไปทั่วทั้งูเา ฝูงนกใจนบินหนี
ไม่ต้องพูดถึงอดีต ใน่สิบปีที่ผ่านมา เหล่าทหารในค่ายทหารซีซานไม่เคยถูกปลุกในเวลานี้มาก่อน บ่อยครั้งที่พวกเขานอนหลับจนเลยเวลายามเหม่า ผู้บัญชาการทหารแต่ละคนล้วนตื่นสาย ทำให้ทหารพลอยเกียจคร้านการเข้าแถวเพื่อฝึกฝนไปด้วย
กำลังพลมักจะมาไม่ครบเสมอ และมักจะมีคนแสร้งทำเป็ป่วยไม่เข้าร่วมการฝึก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็บุตรหลานในตระกูลสูงศักดิ์หรือทหารคนสนิท ซึ่งผู้บังคับบัญชาก็ไม่ได้สนใจมากนัก ประสิทธิภาพการฝึกจึงลดลง ต่างคนต่างเละเทะ เหล่าทหารในค่ายทหารซีซานทั้งหมดล้วนเหลวแหลกและทำตามตัวอย่างที่ไม่ดีกัน
วันนี้เสียงปลุกดังขึ้นในเวลาเช้าตรู่ หลายคนยังไม่ทันได้มีปฏิกิริยาตอบสนอง บางคนพลิกตัวนอนหลับต่อ ทหารระดับกลางและระดับล่างฉลาดหน่อย พวกเขารีบตื่นทันทีและออกคำสั่งให้ปลุกผู้ใต้บังคับบัญชา นอกจากนี้ยังมีทหารที่มีไหวพริบซึ่งตื่นขึ้นอย่างรวดเร็ว และเรียกเพื่อนในค่ายเดียวกันไปพลางสวมเสื้อผ้า
อย่างไรเสีย ผู้ที่กล้าเมินเฉยต่อฉายา ‘มัจจุราชซู’ นั้นมีส่วนน้อย แม้คนส่วนใหญ่จะเชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง ทว่าพวกเขาไม่กล้าเป็ตัวอย่างที่ไม่ดีใน่แรก เกรงว่าจะกลายเป็ไก่ที่ถูกเชือดให้ลิงดู
ในไม่ช้า ภายในค่ายทหารซีซานก็มีเสียงดังอึกทึก คบเพลิงจำนวนนับไม่ถ้วนถูกจุดในบริเวณลานฝึก แสงสว่างทำลายความมืด ทำให้เห็นทหารที่ล้างหน้าล้างตารีบออกจากค่ายทหาร และทำให้พวกเขาเข้าใจในทันทีว่า วันนี้ซูตงเฉินเอาจริง
ยามเหม่าหนึ่งเค่อ [2] ทหารองครักษ์ประจำกายทั้งห้าร้อยนายของซูตงเฉินมาถึงลานฝึกพร้อมกันทุกคน หลังจากขานชื่อครบทุกคนแล้ว พวกเขาก็ไปยืนเข้าแถวด้วยท่าทีแข็งขัน
ยามเหม่าสองเค่อ ทหารส่วนใหญ่ของค่ายแนวหน้า ค่ายเจี้ยนรุ่ย ค่ายพยัคฆ์บิน และค่ายม้าศึก รวมกับอีกสี่ค่ายที่เหลือมาถึงบริเวณลานฝึก ทว่าชุลมุนวุ่นวายอยู่พักใหญ่ จนหัวหน้ากองที่บัญชาการแต่ละค่ายต้องออกคำสั่งจัดเรียงแถวจนสำเร็จ จากนั้นทหารแต่ละคนพลันมีท่าทีขึงขังจริงจังมากขึ้น เพราะได้รับอิทธิพลจากทหารองครักษ์ประจำกายทั้งห้าร้อยนายของซูตงเฉิน
ยามเหม่าสามเค่อ ซูตงเฉินออกคำสั่ง "จุดธูป เริ่มเตรียมตรวจกำลังพล กองตรวจการประจำตำแหน่ง"
องครักษ์ประจำกายของเขาเข้ารับหน้าที่เป็กองตรวจการชั่วคราว เมื่อได้ยินคำสั่งก็มีคนก้าวไปข้างหน้าและจุดธูปขนาดใหญ่หนึ่งดอก ส่วนทหารคนอื่นก็แยกย้ายกันไป ต่างถือหอกในมือและคุ้มกันรอบบริเวณลานฝึก
บรรยากาศในลานฝึกเย็นะเื หัวหน้ากองก้าวไปข้างหน้าเตรียมขานชื่อ แต่ละค่ายรายงานกำลังพล ทุกอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย
ขณะที่ธูปมอดไปแล้วครึ่งหนึ่ง แสงยามเช้าโพล้เพล้ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า แสงยามเช้าส่องสว่างเจิดจ้า พระจันทร์ค่อยๆ เลือนหายไป
หลังจากทุกค่ายในลานฝึกรายงานกำลังพลเสร็จสิ้น ทุกคนต่างนิ่งเงียบแข็งขัน ไม่มีเสียงใดๆ พวกเขามองไปที่แม่ทัพใหญ่ซึ่งยืนเหยียดตัวตรงตามแบบฉบับทหารหาญ
ทว่าในตอนนั้นเอง บริเวณค่ายทหารกลับมีเสียงดังอึกทึก ทหารอีกครึ่งหนึ่งของค่ายกองกำลังรักษาการณ์ ค่ายกองพลเคลื่อนที่ ค่ายอาวุธไฟ และค่ายเทวะเพิ่งจะลุกขึ้นสวมชุดเกราะ พวกเขาหัวเราะหยอกล้อกัน เดินโอ้เอ้เอ้อระเหยมาที่ลานฝึก
ทหารองครักษ์ประจำกายที่ยืนอยู่ยื่นดาบออกมาขวางทาง ไม่อนุญาตให้พวกเขาเข้าไปรวมแถว ให้พวกเขาจัดระเบียบแถวเป็อีกแถวหนึ่งอยู่ด้านข้าง เหล่าทหารที่มาช้าต่างใ ทหารบางนายก่นด่าทันที ทั้งยังยุยงให้ทหารที่อยู่ข้างหน้าฝ่าเข้าไปพร้อมกัน
ทหารองครักษ์ประจำกายห้าร้อยนายต่างยกหอกขึ้น กวัดแกว่งโจมตีราวกับเสือกระโจนเข้าใส่ฝูงแกะ ภายในไม่กี่อึดใจ ทหารที่มาสายหลายพันคนก็ถูกซ้อมจนล้มลงกับพื้น พวกเขามองไปรอบๆ ในหมู่พวกเขา บ้างก็ล้มลงกับพื้นและะโด่าเสียงดังหลายครั้ง บ้างก็ถูกทุบตีจนไม่สามารถส่งเสียงได้อีก และบางคนถึงกับกระอักเื
ความโหดร้ายและความเหี้ยมโหดของพวกเขา ทำให้ทหารที่มาสายหุบปากเงียบสนิท ไม่กล้าพูดอะไรอีก และรีบวิ่งไปยังตำแหน่งที่ทหารกำหนด
เมื่อฟ้าสว่าง ธูปก็มอดดับเหลือแต่ขี้เถ้า
ซูตงเฉินออกคำสั่ง “ค้นค่าย”
ทหารองครักษ์ประจำกายสามร้อยนายราวกับเสือป่าดุดัน พวกเขารีบตรงไปที่ค่ายทหาร ก่อนจะค้นจากค่ายหนึ่งไปยังอีกค่ายหนึ่ง และลากตัวทหารทั้งหมดที่ยังนอนหลับออกมา ทหารส่วนใหญ่สวมเพียงกางเกงชั้นใน ร่างกายท่อนบนเปลือยเปล่า ในเวลานี้ พวกเขาถูกโยนลงบนพื้นลานฝึกที่ปกคลุมไปด้วยน้ำค้างปลายฤดูใบไม้ร่วง เนื้อตัวหนาวสั่น หลายคนะโสาปแช่ง จากนั้นพวกเขาก็ถูกทุบตีจนหมดสติและกระอักเืไม่หยุด
ใบหน้าของซูตงเฉินเ็าสุดขีด น้ำเสียงยิ่งเย็นเฉียบราวกับคมมีด แผ่ไอสังหารน่าสะพรึงกลัว “ตื่นในยามเหม่า ขานชื่อในยามเหม่าหนึ่งเค่อ นี่คือกฎทหาร พวกเ้าเคยชินกับความเกียจคร้าน ข้าผ่อนปรนให้ เริ่มขานชื่อช้าไปถึงสามเค่อ ทว่าทุกคนที่มาไม่ทันเวลาดังกล่าวกลับฝ่าฝืนกฎทหาร ต้องถูกลงโทษตามกฎทหาร! ผู้ใดมาถึงลานฝึกั้แ่ยามเหม่าสามเค่อไปจนถึงก่อนสี่เค่อ ถูกเฆี่ยนด้วยไม้พลองห้าสิบไม้! ผู้ใดก็ตามที่มาถึงลานฝึกหลังจากยามเหม่าสี่เค่อ ถูกตัดศีรษะ! หน่วยตรวจการ ลงโทษทันที! "
แทบทุกคนใจนหน้าถอดสี ผู้ที่ถูกลากไปยังลานฝึกเพิ่งจะเข้าใจว่าพวกเขากำลังจะตายเพราะนอนเกียจคร้าน ทันใดนั้นก็มีเสียงสาปแช่ง เสียงอ้อนวอนร้องขอชีวิต และเสียงร้องไห้ดังระงม
ทหารองครักษ์ทั้งห้าร้อยนายสามารถเป็เพชฌฆาตได้เช่นกัน ในเวลานี้คนสองคนจับหนึ่งคนให้คุกเข่าลงกับพื้น มีคนไปหยิบดาบคมกริบ ก่อนจะยกขึ้นสูงและตัดศีรษะในทันที ดาบคมกริบสีเงินสะท้อนแสงในยามเช้าอย่างเ็า บั่นศีรษะคนได้ในดาบเดียว
พวกเขาทำหน้าที่อย่างชำนาญ ไม่ลังเล ก่อนที่ทุกคนจะทันได้ตอบสนอง ท่ามกลางความวุ่นวายโกลาหล พวกเขาตัดศีรษะคนไปนับร้อย ทหารเ่าั้ยังพูดไม่ทันจบประโยคด้วยซ้ำ มีเพียงคำว่า “ไม่... " "อย่า... " "เ้าทำไม่ได้... " "บิดาข้าคือ... " "ท่านปู่ข้าคือ ... " “มารดาข้าคือ... " “ข้าคือ... " ไว้ชีวิตด้วย... " และ “ได้โปรด... " ศีรษะก็ตกลงบนพื้นดินเสียก่อน
ผู้ที่กำลังจะถูกทำโทษโดยการฟาดด้วยไม้พลอง เดิมทีพวกเขาก่นด่าครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่าตอนนี้พวกเขาไม่กล้าพูดอะไรออกมาแม้แต่ประโยคเดียว เพราะกลัวจะทำให้มัจจุราชซูต้องขุ่นเคือง แล้วชีวิตของพวกเขาก็อาจไม่เหลือด้วย
ลานฝึกเต็มไปด้วยเืเจิ่งนอง ทหารองครักษ์ประจำกายถือกระบองผลัดกันลงโทษทหารที่มาสายทีละคน คนเ่าั้เ็ปเมื่อถูกทรมาน บางคนอดกลั้นต่อความเ็ป บางคนคร่ำครวญเสียงดัง ผู้ที่มีท่าทีเด็ดเดี่ยวอดกลั้นต่อความเ็ปจะถูกลงโทษอย่างเบามือ ส่วนพวกที่ร้องโหยหวน ไม้พลองจะฟาดลงมาอย่างรวดเร็วและรุนแรง แทบทำให้พวกเขาขาดใจ
การลงโทษด้วยกฎทหารใช้เวลานาน ซูตงเฉินไม่ได้รออยู่ที่นั่น ทว่าออกคำสั่งให้ทหารสองหมื่นนายที่มาถึงตรงเวลาเข้าแถวออกกำลังกาย วิ่งรอบค่ายทหารห้าสิบรอบ และมองการปะาระหว่างออกกำลังกาย
กลางค่ายทหารมีศพนอนเกลื่อนกลาดทั่วลานฝึก เืไหลดั่งแม่น้ำ ทหารที่มาตรงเวลารู้สึกว่าตนเองโชคดีมากจริงๆ ภายในใจนึกอกสั่นขวัญแขวน ‘มัจจุราชซู’ เป็จริงสมชื่อ เขาเด็ดขาด ไม่มีอารมณ์ส่วนตัวมาเกี่ยวข้อง ต่อไปพวกเขาต้องทำตามคำสั่ง รักษากฎทหาร พวกเขาจะไม่เกียจคร้านเหมือนในอดีตอีกต่อไป มิฉะนั้นจะต้องตายไม่ช้าก็เร็ว
ซูตงเฉินยืนอยู่บนแท่นสูง มือไพล่หลัง เขายืนตัวตรงมั่นคงห้าวหาญ สวมชุดคลุมทหารสีเงิน ชายเสื้อพลิ้วไหวตามสายลมในฤดูใบไม้ร่วง หมวกรบที่มีพู่ยาวเป็ประกายระยิบระยับยามพระอาทิตย์ขึ้น ในเวลานี้เขายังคงหล่อเหลาคมสันไร้ที่ติ ราวกับพระจันทร์สุกสกาว ดั่งต้นไม้หยกที่หันหน้าปะทะสายลม ทว่าไม่มีผู้ใดรู้สึกสดชื่นและมีความสุข แทบทุกคนมองเห็นซูตงเฉินแล้วรู้สึกหวาดกลัว ภาพจำทั้งหมดที่พวกเขามีคือ การรอดพ้นจากเงื้อมมือของมัจจุราช
หลังออกกำลังกายตอนเช้าเสร็จสิ้น บรรยากาศในค่ายทหารซีซานก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ผู้คนมากกว่าหนึ่งร้อยคนที่ถูกตัดศีรษะ ปกติก็ไม่ใช่ทหารชั้นดีอะไรนัก บ้างก็เป็ทหารผ่านศึก บ้างก็เป็พวกนักเลงอันธพาล บ้างก็เป็บุตรของตระกูลชั้นสูง พวกเขาวางอำนาจหยิ่งผยองในกองทัพ สุมหัวกันเล่นการพนัน แย่งชิงเงินสวัสดิการทหารและสิ่งของที่ส่งมาจากทางบ้านของผู้อื่น บางคนก็ถูกทุบตีหากไม่ยอมเชื่อฟัง บางคนถึงกับรังแกและข่มเหงนางบำเรอของทหารในกองทัพ ทั้งยังเคยบีบบังคับจนพวกนางตายก็มี เมื่อออกไปข้างนอกก็รังแกชาวบ้านรอบบริเวณ ลักเล็กขโมยน้อย ข่มขืนหญิงชาวบ้าน ทุบตีผู้ที่ต่อต้านจนพิการ บรรดาชาวบ้านต่างโกรธแค้นเป็อย่างยิ่ง
ในอดีตพวกเขามีขุนนางคอยปกป้อง มีความสัมพันธ์อันดีซึ่งกันและกัน มีผลประโยชน์ร่วมกัน ดังนั้นพวกเขาจึงคิดว่าผู้บัญชาการทัพคนใหม่ก็ไม่แตกต่างจากคนก่อนๆ พวกเขาจึงไม่สนใจ ทว่าผู้ใดจะรู้ ซูตงเฉินเด็ดเดี่ยวห้าวหาญ ฆ่าพวกเขาทั้งหมด กำจัด ‘เนื้อร้าย’ เหล่านี้ในกองทัพในคราวเดียว ทำให้ทหารส่วนใหญ่ปรบมือแซ่ซ้อง
หลังออกกำลังกายตอนเช้า ทุกคนในค่ายจะรับประทานอาหาร จากนั้นจึงจัดการงานภายในและทำความสะอาดทั่วไป หลังผ่านไปครึ่งวัน ค่ายทหารที่แต่เดิมสกปรกก็สะอาดและเป็ระเบียบเรียบร้อยเหมือนค่ายทหารจริงๆ
ในตอนบ่าย ทุกอย่างเข้าที่เป็ระเบียบเรียบร้อย ทหารทั้งแปดค่ายพักผ่อนเมื่อไร ทำการฝึกซ้อมเมื่อไร ทหารที่ไม่ได้ไปฝึกซ้อมต่อสู้อยู่เวรเมื่อไร การสับเปลี่ยนหมุนเวียน ล้วนปฏิบัติตามกฎที่ซูตงเฉินตั้งขึ้นอย่างเคร่งครัด
ซูตงเฉินไม่ได้จับตาดูตลอดเวลา ทว่านั่งอยู่ในห้องของตนและเขียนฎีกา พร้อมกับแจกแจงความผิดของผู้ที่ถูกตัดศีรษะ และสั่งให้คนส่งไปยังวังหลวงให้ถึงพระหัตถ์ของฮ่องเต้ เขามีอำนาจส่งฎีกาลับเฉพาะ ดังนั้นเขาจึงสามารถส่งฎีกาถึงฮ่องเต้ได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านกรมบริหารหรือเสนาบดี
ฮ่องเต้ให้ความสำคัญกับค่ายทหารซีซานเป็อย่างมาก พระองค์ทรงรีบอ่านฎีกาของเขาทันที ในฎีกาของเขาส่วนมากไม่มีคำพูดยกยอใหญ่โตหรือใช้คำโบราณ ทว่าเป็เนื้อความชัดเจนทั้งหมด ข้อมูลมากมายในเนื้อหาถูกแจกแจงอย่างละเอียด หลักฐานสรุปชัดเจน ฮ่องเต้โปรดการอ่านฎีกาประเภทนี้มากที่สุด
หลังจากฮ่องเต้ทรงอ่านแล้วก็เข้าพระทัยสถานการณ์ปัจจุบันของค่ายทหารซีซาน ซึ่งเลวร้ายกว่าที่พระองค์ทรงทราบนับร้อยเท่า เมื่อพลิกดูบัญญัติโทษที่แนบอยู่ด้านหลัง พระองค์ก็อดกริ้วไม่ได้ และทรงเขียนคำตัดสินในฎีกาไปว่า ‘ฆ่าได้ดี! คนทรยศของกองทัพควรถูกลงโทษ! ’
……
เชิงอรรถ
[1] ยามเหม่า หมายถึง เวลา 05.00 - 07.00 น.
[2] หนึ่งเค่อ เท่ากับ 15 นาที