หลังจากมหาเทพปีศาจ กู่หลินเฉิน หายตัวไปพร้อมกับเหล่าภรรยาและลูกๆของเย่หยุนซี ภายในตำหนักมารดาราก็กลับกลายเป็นเงียบงันอย่างที่ไม่เคยเป็นมา เหล่าลูกศิษย์และบรรดาผู้อาวุโส บัดนี้เต็มไปด้วยความรู้สึกสมเพชเวทนาในความไร้พลัง
‘พวกเขาไม่สามารถปกป้องนายหญิงและลูกๆของพวกนางได้’ คำๆนี้ช่างสะท้านสะเทือนและยังคงวนเวียนอยู่ในใจไม่อาจลบล้าง
“แบบนี้พวกเราจะไปสู้หน้าท่านจอมมารน้อยได้อย่างไรกัน!” เหล่าลูกศิษย์กำหมัดแน่น กัดฟัน เอ่ยปากกล่าวออกมาด้วยความเจ็บใจ
“ปั้ง!!”
เซียนกระบี่เมามาย หลี่ไป่ ต่อยพื้นเพื่อระบายอารมณ์โกรธเกรี้ยวของตนเองจนเกิดเป็นรอยแยกยาวหลายร้อยลี้
“นายท่านใจเย็นๆก่อน อีกฝ่ายตั้งใจจะใช้ลูกเมียล่อลวงหยุนซี ดังนั้นพวกนางจะต้องยังไม่เป็นอะไรแน่”
หยุนเยี่ยเฉินพิจารณาวิธีการของมหาเทพปีศาจผู้นั้นจนถ่องแท้ ถ้าหากเขามีจุดประสงค์ร้ายจริง ก็แค่ทำลายตำหนักมารดาราทิ้ง จากนั้นพาเหล่าหญิงสาวและเด็กๆไปก็สิ้นเรื่อง ไม่เห็นต้องไว้ชีวิตพวกเขา
“อึก! ข้าเข้าใจในสิ่งที่เจ้ากล่าว เพียงแต่ข้าสมเพชตัวเองที่ขยับไม่ได้แม้แต่ครึ่งก้าวเมื่อต้องเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย”
กำหมัดแน่นจนหยาดโลหิตหลั่งไหล นี่เป็นครั้งแรกเลยว่าได้ที่หลี่ไป่พ่ายแพ้อย่างไร้ซึ่งหนทางต่อต้าน ทั้งๆที่คู่ต่อสู้ทำเพียงแค่ยืนปลดปล่อยแรงกดดัน แถมยังมิได้ใช้ออกด้วยกระบวนท่าเลยสักกระบวนท่า
“นี่คือความต่างชั้นระหว่างเซียนสวรรค์กับมหาเทพสินะ” หยุนเยี่ยเฉินเอ่ยปากกล่าวออกมา ดวงตาฉายแววหมดหนทาง
เซียนกระบี่เมามายเหม่อมองท้องฟ้ากว้าง “ถ้าหากเจ้าตัวแสบรู้เรื่องนี้เข้า มีหวังจะต้องโกรธจนเลือดขึ้นหน้าและขาดสติแน่ๆ เพราะครอบครัวเป็นสิ่งที่เจ้าตัวแสบนั่นหวงแหนที่สุดในชีวิตของมัน”
“เห้อ ตอนนี้พวกเราคงทำได้เพียงต้องแข็งแกร่งขึ้นเพื่อลดระยะห่างของพลังเท่านั้น” ประมุขนิกายหยุนเยี่ยเฉินเดินเข้าไปพยุงร่างของผู้ที่เป็นทั้งสหายและนายท่าน ก่อนจะพาตัวไปยังคฤหาสน์ประมุขเพื่อทำการฟื้นฟูรักษา
ซึ่งมันเป็นเวลาเดียวกันกับที่เย่หยุนซีกำลังสืบเสาะหาข้อมูลต่างๆอยู่ในห้องทำงานของแม่ทัพภูตราตรี
“จากตำราที่ข้ามีตอนนี้ บ่งบอกได้ว่าภูตมารดาแห่งโลกเป็นเพียงแค่ตำนานและนิทานที่เล่าขานสืบต่อกันมานับตั้งแต่อดีตกาล”
“ซึ่งโดยเนื้อหานั้นสามารถสรุปได้ว่า นางคือผู้ปกครองแท้จริงของเผ่าพันธุ์ภูตทั้งมวลบนโลกใบนี้ และอาศัยอยู่ที่มหาพงไพร เทียนหลาน ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ตั้งประตูมิติของเผ่ามารและเผ่ายักษา”
“โอ่ว เจ้ากำลังจะบอกว่านางอยู่ในเขตแดนของศัตรูอย่างนั้นหรือ?” หลังจากได้สดับรับฟังทุกอย่าง เย่หยุนซีจึงได้เอ่ยถามด้วยความสงสัย
“เห้อ ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร คำถามที่ว่าตัวตนของนางมีจริงหรือไม่ บัดนี้ก็ยังคงเป็นปริศนา” เกาเฉิงถอนหายใจกล่าวออกมา ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้
“ฮ่าๆ นั่นสินะ นั่นสิ ว่าแต่นี่เจ้าไม่ต้องไปรายงานผลการรบที่พระราชวังงั้นหรือ?” ชายหนุ่มเอ่ยถามอีกครั้ง
เกาเฉิงส่ายศีรษะตอบกลับโดยพลัน “สำหรับเรื่องผลการรบ ข้าได้ส่งสารไปให้องค์จักรพรรดินีนับตั้งแต่เริ่มออกเดินทางกลับมาแล้ว ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องไปหาถึงที่”
“โอ่ว ช่างเป็นวิธีการที่สะดวกดี” เย่หยุนซีพยักหน้าชมเชยจากใจ แต่ทว่าทันใดนั้นเอง เสียงของสตรีสายหนึ่งก็พลันดังขึ้นมาพร้อมกับเสียงเคาะประตู
“ก๊อกๆๆ”
“ท่านพ่อ ยุ่งอยู่หรือเปล่าเจ้าคะ ลูกขอพูดคุยด้วยสักนิดหน่อยได้หรือเปล่า”
“ที่แท้ก็เป็นบุตรสาวของเจ้า” เย่หยุนซีลุกขึ้นจากเก้าอี้แสร้งทำท่าทางราวกับทหารรับใช้
“อะแฮ่ม เข้ามาได้” เกาเฉิงเอ่ยปากกล่าวออกไป เมื่อจัดการกิริยาของตนเองจนเสร็จสิ้น
ส่วนทางฝั่งเกาเซียงเซียงเมื่อได้ยิน ตัวนางก็เดินเข้ามา ใบหน้าประดับรอยยิ้มอ่อนหวาน “ท่านพ่อ ที่ลูกมาหาในวันนี้ก็เพราะลูกอยากจะขออนุญาติไปเที่ยวในวัง”
“หืม ที่นั่นมีงานอะไรอย่างนั้นหรือ” ผู้เป็นบิดาเอ่ยถามบุตรสาวด้วยความสงสัย
เกาเซียงเซียงเดินเข้ามาใกล้ๆ “เป็นงานที่ใหญ่มากเลยเจ้าค่ะ เพราะองค์จักรพรรดินีได้จัดการประลองขึ้นเพื่อคัดเลือกองครักษ์ส่วนพระองค์แทนคนเก่าที่เสียไปเมื่อครั้งเกิดสงครามกับเผ่ายักษา”
“โอ้ จริงสิ นี่พ่อลืมไปได้อย่างไรกันนะ อืม.........เอาเป็นว่าพ่ออนุญาต แต่ต้องพาคนคุ้มกันไปด้วยนะ เข้าใจหรือเปล่า” เกาเฉิงยกมือลูบศีรษะของบุตรสาว
เกาเซียงเซียงทำหน้ามุ่ยราวกับไม่ค่อยยินยอมพร้อมใจ “พาคนคุ้มกันไปด้วยมันน่ารำคาญจะตาย”
“ฮ่าๆ ไม่ได้ๆ ลูกเองก็รู้ว่าสถานการณ์ทั้งภายนอกและภายในของเผ่าเราไม่ค่อยสู้ดี และอาจจะมีอันตรายเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อเชื่อวัน ดังนั้นลูกจำเป็นต้องมีผู้คุ้มกันสัก4-5คน เวลาไปไหนมาไหน”
เกาเซียงเซียงที่ได้สดับฟังก็ซบศีรษะไปที่แขนของบิดา จากนั้นเอ่ยปากออดอ้อนตามประสาบุตรสาว“ท่านพ่อ ช่วยลดจำนวนคนหน่อยได้หรือเปล่า?”
“อืม งั้นพาเขาไปเพียงคนเดียว แบบนี้ดีหรือไม่” เกาเฉิงกล่าวพลางผายมือไปยังเย่หยุนซีที่ยืนทำท่าทีสงบเสงี่ยมอยู่ไม่ไกล ส่งผลให้ชายหนุ่มถึงกับคิ้วกระตุกถี่กระชั้นในทันที
‘นี่! เจ้ากำลังจะหาเรื่องให้ข้าใช่ไหม จงรีบเปลี่ยนคำสั่งเดี๋ยวนี้!!’ เขาส่งเสียงผ่านจิตถึงเกาเฉิงโดยไม่รอรี
‘เอาน่าๆ ได้โปรดช่วยข้าในเรื่องนี้ หากนางไปกับคนคุ้มกันคนอื่น ตัวข้าไม่วางใจว่าจะปลอดภัยหรือเปล่า?’
‘หากเป็นเช่นนั้น แล้วไฉนเจ้าไม่ไปเองเล่า’ เย่หยุนซีกล่าวด้วยความรู้สึกไม่พอใจ ตัวเขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อรับใช้ใคร แล้วทำไมจะต้องไปติดตามหญิงสาวที่ตนเองไม่รู้จัก
‘เห้อ ข้าเองก็อยากไปนะ แต่มันอาจจะทำให้นางรู้สึกเหมือนกับถูกผู้ปกครองควบคุมตลอดเวลา ซึ่งนั่นไม่เป็นผลดี’ เกาเฉิงตอบกลับในทันที ก่อนที่จะให้เหตุผลอีกว่า ตัวมันจะรีบเสาะหาข้อมูลของภูติมารดาแห่งโลกส่วนอื่นๆมาประเคนให้เร็วๆนี้
‘เห้อ ก็ได้ๆ แต่ถ้ามีครั้งอื่นอีก เจ้าคงรู้สินะว่าชีวิตของตนเองและทหารนับพันจะเป็นอย่างไร’ เย่หยุนซียอมรับคำขอนั้นเอาไว้ ซึ่งมันเป็นเวลาเดียวกันกับที่เกาเซียงเซียงเอ่ยปากตอบกลับบิดาของนาง
“ได้เลยเจ้าค่ะ คำไหนคำนั้น”
ว่าแล้วนางก็เดินออกจากห้องไปอย่างอารมณ์ดี โดยมีเย่หยุนซีติดตามอยู่ด้านหลังไม่ห่างกาย