Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 3 บทที่ 88 รากไม้จำแลงมังกร

            “อย่างนั้นหรือ?”

            เมื่อได้ยินคำบอกเล่าของชิงเอ๋อร์อวี๋จื่ออวี๋พลันเกิดความสงสัยขึ้นมาอย่างหาได้ยาก

            ระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่หนึ่ง!

            คือการก้าวกระโดดของสิ่งมีชีวิตคือการเปลี่ยนแปลงของระดับจิตวิญญาณ

            จะว่ายากก็ไม่ยากนักสำหรับอวี๋จื่ออวี๋ที่มีแต้มวิวัฒนาการ ตราบใดที่สะสมไปทีละนิดการทะลวงผ่านย่อมเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ

            แม้จะว่าไม่ยากแต่สำหรับสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ทั่วไปแล้วกลับยากเย็นแสนเข็ญราวกับกำลังปีนป่ายขึ้นสู่สรวงสวรรค์

            เพราะจนถึงตอนนี้ระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่หนึ่งยังไม่ได้อุบัติขึ้นจนกลายเป็นภัยพิบัติที่พบเห็นได้ทั่วไป

            การปรากฏตัวของสิ่งมีชีวิตระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่หนึ่งแต่ละตัวล้วนสร้างแรงสั่นสะเทือนมหาศาลในหมู่มนุษย์

            ด้วยเหตุนี้เมื่อได้ยินว่าชิงเอ๋อร์พบโอกาสที่จะทะลวงสู่ระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่หนึ่งอวี๋จื่ออวี๋จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสัย

            ราวกับอ่านใจของอวี๋จื่ออวี๋ออกชิงเอ๋อร์จึงหัวเราะคิกคักพลางอธิบายว่า

            “นายท่านยังจำตะขาบเงินที่ฉันเคยเล่าให้ฟังก่อนหน้านี้ได้ไหมคะ?”

            “แน่นอนว่าจำได้นั่นน่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติขั้นที่สองตัวแรกที่ถูกค้นพบในใจกลางดินแดนสหพันธรัฐเลย”

            เมื่อพูดถึงเรื่องนี้อวี๋จื่ออวี๋ก็นึกถึงความปรารถนาที่จะต่อสู้กับมันในครั้งนั้นขึ้นมา

            ทว่าในตอนนี้หากตะขาบเงินตัวนั้นมาปรากฏตัวต่อหน้าเขาจริงๆก็คงทนรับแส้ของเขาได้ไม่กี่ทีเท่านั้น

            ช่องว่างของความแข็งแกร่งนั้นกว้างเกินไป

            อวี๋จื่ออวี๋ในปัจจุบันได้กลายเป็นอสุรกายที่สมบูรณ์แบบโดยแท้พลังวิญญาณสูงสุดของเขานั้นเกือบจะแตะ 300,000 หน่วยแล้ว

            กิ่งก้านนับร้อยพันที่ทอประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวหากไม่มีอะไรผิดพลาด เขาก็พร้อมจะเริ่มการเสริมแกร่งรอบต่อไปได้ทันที

            ส่วนรากไม้แขนงทั้งเก้าของเขายังคงดูดซับพลังวิญญาณจากลานหินวิญญาณใต้ดินอย่างต่อเนื่อง

            ทุกชั่วขณะจิตล้วนกำลังวิวัฒนาการไปในทิศทางที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งขึ้น

            จนถึงบัดนี้อวี๋จื่ออวี๋ก็ยังไม่กล้าใช้รากไม้แขนงทั้งเก้าอย่างวู่วาม

            แม้เพียงแค่ยกมันขึ้นเบาๆก็มีโอกาสที่จะก่อให้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ได้

            พสุธากัมปนาท

            ฝูงสัตว์ต่างแตกตื่นหมู่สกุณาต่างขยับปีกโบยบิน

            เพียงชั่วพริบตาขุนเขาหมอกแห่งนี้เกือบครึ่งก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น

            และนี่คืออวี๋จื่ออวี๋ในยามนี้อสุรกายที่แม้แต่ตัวเองยังรู้สึกหวาดเกรง

            เขากลัวว่าหากวันใดเขาเผลอหลับลึกไปป่าสายหมอกทั้งป่าจะถูกเขาถล่มจนราบคาบเพราะรากนี้ของตัวเอง

            ......

            ในตอนนั้นชิงเอ๋อร์ไม่ได้สังเกตเห็นสีหน้าพิลึกพิลั่นของอวี๋จื่ออวี๋ แต่กลับเอ่ยต่อว่า

            “เมื่อราวหนึ่งเดือนก่อนตะขาบเงินถูกมนุษย์จับตัวไปได้ค่ะและหลังจากศูนย์วิจัยพลังวิญญาณนับสิบแห่งร่วมกันหารืออยู่นานครึ่งเดือนตอนนี้พวกเขาก็มีแนวทางการจัดการที่เหมาะสมแล้ว”

            “แนวทางการจัดการที่เหมาะสม? คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ใช่ไหม?”

            อวี๋จื่ออวี๋มีสีหน้าประหลาดใจและเริ่มจะคาดเดาบางอย่างได้

            “อย่างที่นายท่านเข้าใจพวกมนุษย์นั่นแหละค่ะตะขาบเงินตัวนั้นตอนนี้แม้แต่อยากจะตายก็ยังทำไม่ได้ทุกวันจะมีเจ้าหน้าที่ทดลองนับร้อยคนคอยดูดเลือดของมันหรือไม่ก็ตัดชิ้นส่วนร่างกายของมันไปวิจัย และยังมีห้องทดลองลับสุดยอดที่ทำการ‘วิจัยด้านสมอง’ พยายามจะยื่นขอผ่าสมองของมันซ้ำๆมาหลายรอบแล้วอยู่ด้วย”

            “เฮ้อ...”

            อวี๋จื่ออวี๋ถึงกับตะลึงกิ่งก้านของเขาสั่นไหวไม่หยุด

            ในตอนนี้ยิ่งทำให้ความมุ่งมั่นของอวี๋จื่ออวี๋แน่วแน่ขึ้นกว่าเดิม

            หากถูกมนุษย์ค้นพบเข้าจริงๆสู้ตายไปเสียยังดีกว่า

            การถูกจับเป็นนั้นเป็นไปไม่ได้ต่อให้ตายก็ไม่มีวันยอมถูกจับไปเป็นๆ เด็ดขาด

            อวี๋จื่ออวี๋มีความมั่นใจในเรื่องนี้อย่างยิ่ง

            ยิ่งไปกว่านั้นเขายังมั่นใจว่าหากเขาถูกต้อนจนมุมผู้ที่จะต้องเสียใจที่สุดย่อมเป็นมนุษย์อย่างแน่นอน

            เมื่อคิดได้ดังนั้นรากไม้หลักของอวี๋จื่ออวี๋ก็ส่งเสียงคำรามราวกับสัตว์ร้ายกู่ร้องด้วยท่วงทำนองที่ยากจะอธิบายออกมาอีกครั้ง

            และในยามนี้หากพิจารณารากไม้หลักที่หยั่งลึกลงไปนับพันเมตรของเขาอย่างละเอียดจะต้องตกตะลึงเมื่อพบว่ามันเริ่มมีรูปร่างคล้ายมังกรปรากฏขึ้น

            ใช่แล้ว มังกร

            ส่วนปลายของมันราวกับหัวมังกรที่กำลังอ้าปากคำรามกู่ร้อง...

            ทว่าพร้อมกับการคำรามนั้นร่างกายของมันก็พุ่งลึกลงไปใต้ผืนดินอีกครั้ง

            ชั่วครู่ ราวกับมันรู้สึกเหนื่อยหอบ

            “ฮู่ ฮู่ ฮู่...”

            ลมหายใจนั้นเร่งเร้าพลังวิญญาณมหาศาลหลั่งไหลเข้าสู่ปากของมันอย่างไม่ขาดสาย

            ในเวลาเดียวกันอวี๋จื่ออวี๋ก็สัมผัสได้ถึงพลังอันยิ่งใหญ่แผ่ซ่านจากรากไม้หลักไปยังส่วนอื่นๆของร่างกาย

            “วันใดที่รากไม้หลักของข้าจำแลงเป็นมังกรได้สำเร็จต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับมนุษย์ทั้งเผ่าพันธุ์ ข้าก็ไม่มีอะไรต้องกลัว”

            อวี๋จื่ออวี๋เย้ยหยันในใจความมั่นใจเพิ่มพูนขึ้นเป็นทวีคูณ

            และนี่คือความสามารถอันน่าสะพรึงกลัวที่อวี๋จื่ออวี๋ใช้แต้มวิวัฒนาการมากมายในช่วงเวลาครึ่งเดือนที่ผ่านมาเพื่อแลกมันมาครอบครอง

             [มังกรพฤกษา (เลเวล 1) - รากไม้จำแลงมังกร: เมื่อฝึกฝนถึงขีดสุดจะยกระดับพลังการดูดซับของรากไม้หลักอย่างมหาศาลสามารถกลืนกินทุกสรรพสิ่งอย่างไม่เลือกหน้า ดูดซับทุกสิ่งอย่างจนกระทั่งสุดท้ายหยั่งรากลงสู่ส่วนลึกที่สุดของดวงดาวและใช้ดาวเคราะห์ทั้งดวงเป็นธาตุอาหาร]

            นี่คือความสามารถที่น่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง

            ทว่าการจะเติบโตไปถึงขีดสุดนั้นยากเย็นยิ่งกว่าการปีนขึ้นสวรรค์

            ในตอนนี้อวี๋จื่ออวี๋ใช้แต้มวิวัฒนาการไปนับพันแต้มก็ทำได้เพียงแค่เร่งการเติบโตขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

            ตามที่อวี๋จื่ออวี๋คาดการณ์ไว้หากต้องการให้รากไม้หลักจำแลงเป็นมังกรได้อย่างสมบูรณ์และใช้ดาวเคราะห์ทั้งดวงเป็นธาตุอาหารหากไม่มีแต้มวิวัฒนาการช่วย แทบเป็นไปไม่ได้เลยหากไม่ใช้เวลานับหมื่นปี

            ทว่าเวลาหมื่นปีนั้นหากถึงตอนนั้นอวี๋จื่ออวี๋ยังไม่ดับสูญเขาก็คงจะกลายเป็นตัวตนผู้ยิ่งใหญ่เหนือจินตนาการไปแล้ว

            ดังนั้นความสามารถนี้จึงเป็นเพียงไพ่ตายอย่างหนึ่งเท่านั้น

            ใช่ ไพ่ตาย!

            หากรากไม้หลักสามารถหยั่งลึกลงสู่แกนกลางของดวงดาวได้ในอนาคต ต่อให้มีผู้ที่แข็งแกร่งกว่าอวี๋จื่ออวี๋ก็คงไม่มีใครกล้าเปิดศึกกับเขาอย่างวู่วามเว้นแต่ว่าผู้นั้นได้เตรียมใจที่จะตายตกไปพร้อมกับดาวเคราะห์ดวงนี้

            และนี่คือความเจ้าเล่ห์ของอวี๋จื่ออวี๋

            หากหนีไม่ได้ ก็ใช้วิธีข่มขู่ข่มขู่ให้หนักหน่วงที่สุดเท่าที่จะทำได้

            ทางที่ดีอย่าได้คิดจะเล่นงานเขามิฉะนั้นผลลัพธ์ที่จะตามมาจะไม่ใช่แค่ชีวิตคนเพียงไม่กี่คนแน่

            เช่นเดียวกับตอนนี้แม้รากไม้หลักของอวี๋จื่ออวี๋จะยังไม่ได้หยั่งลึกลงสู่ใจกลางของดวงดาวแต่มันก็เพียงพอจะปั่นป่วนผืนดินในบริเวณกว้างได้แล้ว

            เหมือนที่อวี๋จื่ออวี๋เคยกังวลไว้ก่อนหน้านี้กลัวว่าหากเผลอหลับไป ป่าสายหมอกทั้งป่าจะพังทลายลง

            และนั่นไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริงแต่เป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้

            ในขณะที่อวี๋จื่ออวี๋กำลังครุ่นคิดถึงเรื่องเหล่านี้ชิงเอ๋อร์ที่อยู่ข้างๆ ก็กล่าวต่อว่า

            “นายท่านตอนนี้ฉันแทรกซึมอยู่ในห้องทดลองพันธุกรรมการจะเข้าใกล้ตะขาบเงินตัวนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลยค่ะ...”

            “ดังนั้น เจ้าหมายความว่า...”

            ชิงเอ๋อร์พยักหน้าพลางเอ่ยตรงๆ ว่า“โอกาสทะลวงผ่าน อยู่ที่ตะขาบเงินตัวนั้นค่ะ”

            เมื่อพูดถึงตรงนี้ชิงเอ๋อร์ก็เม้มปากเล็กน้อยและสารภาพออกมาว่า

            “ร่างที่แท้จริงของฉันคือวิญญาณหากต้องการทะลวงผ่านระดับต้องเริ่มจากดวงวิญญาณ หากจำเป็นอาจจะต้องกลืนกินและหลอมรวมดวงวิญญาณด้วยค่ะ”

            “อย่างนั้นหรือ?”

            อวี๋จื่ออวี๋ถอนหายใจและเข้าใจแผนการของชิงเอ๋อร์ในที่สุด

            คงคิดจะกลืนกินดวงวิญญาณของตะขาบเงินตัวนั้นสินะ

            ดวงวิญญาณของสิ่งมีชีวิตระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สองอย่างมันย่อมต้องแข็งแกร่งมากอย่างแน่นอน

            ยิ่งไปกว่านั้นเนื่องจากมันเพิ่งจะมีสติปัญญาขึ้นมาได้ไม่นาน จึงไม่นับว่ารับมือยากจนเกินไปนัก

            แน่นอนว่าอวี๋จื่ออวี๋ไม่ค่อยอยากให้ชิงเอ๋อร์ทำเช่นนั้น

            เพราะการต่อสู้แย่งชิงดวงวิญญาณนั้นเสี่ยงเกินไปหากผิดพลาดเพียงเล็กน้อย อาจหมายถึงชีวิตที่ต้องดับสูญ

            แต่ชิงเอ๋อร์ยังมีทางเลือกอื่นอีกอย่างนั้นหรือ?

            ในฐานะตัวตนที่ผิดแผก ในฐานะวิญญาณการมีอยู่ของเธอยากจะได้รับการยอมรับจากกฎเกณฑ์แห่งสวรรค์อยู่แล้ว

            หากปรารถนาจะแข็งแกร่งขึ้นย่อมต้องก้าวเดินบนเส้นทางที่ยากลำบากในทุกย่างก้าว