ในเวลานี้สินค้าประมูลชิ้นที่สี่ ได้ถูกผู้อาวุโสหยางนำออกมาแล้วและมันยังคงเป็นอาวุธวิญญาณ นั้นคือเจดีย์หลิงหลงหลังหนึ่งที่เปล่งประกายด้วยแสงเทวะทั้งเจ็ดสีเมฆเทวะทั้งเจ็ดสีได้วนเวียนเปล่งประกายอยู่โดยรอบ ราวกับมังกรกำลังเคลื่อนตัว
“เจดีย์หลิงหลงเจ็ดสีราคาแปดหมื่น”
ผลตอบรับของเจดีย์หลิงหลงเจ็ดสีดูเหมือนจะมีมากกว่าอาวุธวิญญาณสามชิ้นก่อนหน้านี้เมื่อได้นำมันออกมาแล้ว บรรยากาศภายในหอสวรรค์ก็ร้อนผ่าวดั่งไฟขึ้นมาในทันทีสิ่งสำคัญที่สุดคือตระกูลฝึกตนได้เข้าร่วมในสนามนี้แล้ว
“หนึ่งแสน”
“หนึ่งแสนห้า”
“สองแสน”
เมื่อตระกูลฝึกตนเข้าร่วมการประมูลการประมูลครั้งนี้จึงดูคึกคักอย่างมาก
โดยเฉพาะตระกูลที่เป็นศัตรูกันในที่สุดก็ได้ค้นพบต้นเหตุของการเผชิญหน้ากันเสียงโห่ร้องดังไปทั่วทั้งหอซ่อนมังกร
นอกจากการแข่งขันแล้วยังมีกลิ่นของดินปืนลอยฟุ้งไปทั่ว แสงเย็นวาบส่องประกายไปทุกทิศหากไม่มีการห้ามไม่ให้ต่อสู้กันที่นี่เกรงว่าตระกูลใหญ่เหล่านี้จะกระโดดออกมาสู้กันจนชุลมุน
ในผืนดินแห่งนี้ตระกูลฝึกตนโผล่ออกมาอย่างไม่ขาดสาย ความคับแค้นใจต่างๆ ก็มีมาอย่างยาวนาน
ในเวลานี้การประมูลของตลาดมืดอเวจีเป็นการรวมพวกเขามาอยู่ด้วยกันที่นี่ และเสนอให้มีสถานที่ที่ดีสักแห่งแม้ว่าจะไม่สามารถสู้กันด้วยอาวุธได้ แต่อย่างน้อยพวกเขาก็สามารถสู้กันด้วยเงินได้จากข้อสันนิษฐานนี้คือ ต้องมีเงิน
“สามแสน”มีเสียงชายชราผมสีเทาที่อยู่ด้านล่าง กัดฟันตะโกนเสนอราคาขึ้นมา
“ทำไมอยากลองดีหรือ?” มีเสียงที่ดูเย็นชาดังมาจากด้านบนเมื่อตั้งใจฟังให้ดี จึงรู้ว่าเป็นเสียงที่ดังมาจากห้องพักของตำหนักซื่อเสี่ยคำพูดนั้นดูคุกคามและน่ากลัวเป็นอย่างมากจนทำให้ชายชราผมสีเทานั้นถึงกับตัวสั่นทันที
“ไม่เอาแล้วข้าไม่เอาแล้ว” ชายชราผมเทาคนนั้นกล่าว และขอสละสิทธิ์ในทันทีเพราะกลัวว่าจะทำให้คนของตำหนักซื่อเสี่ยขุ่นเคืองใจ และก่อความรุนแรงกับครอบครัวของเขา
“นับว่าเจ้ายังรู้ผิดชอบ”
การประมูลยังคงดำเนินต่อไปรายการประมูลสองสามรายการถัดมายังคงเป็น อาวุธวิญญาณ
หลังจากผ่านการประมูลไปหลายรอบรอบสุดท้ายของการประมูลจึงเริ่มขึ้น อาวุธวิญญาณที่น่ากลัวถูกนำออกมาทีละชิ้นๆจนทำให้ผู้คนด้านล่างต่างตกตะลึง
ในไม่ช้ากระบองเหล็กสีดำก็ถูกส่งขึ้นไปบนเวทีประมูล
“กระบองเหล็กเริ่มที่ราคา หนึ่งหมื่น เริ่มการประมูล” ผู้อาวุโสหยางดูเหมือนจะเบื่อเต็มทนแล้วเขาเริ่มหาวและพูดอย่างไม่เป็นทางการ
เอ๊ะ?
ทันทีที่กระบองเหล็กถูกนำออกมาเย่เฉินซึ่งกำลังหลับตาพักผ่อนอยู่นั้น ก็ลืมตาขึ้นทันทีเป็นเพราะอัคคีเที่ยงแท้สั่นสะท้าน
ของวิเศษ!
ดวงตาของเย่เฉินก็สว่างขึ้นมาในทันที
เขาคิดอยู่ในใจจนอดไม่ได้ที่จะเหลือบไปมองกระบองเหล็กอันนั้นมันเป็นกระบองเหล็กท่อนหนึ่งที่มีสีดำทั้งอัน มีสนิมเกาะจนพื้นผิวไม่เรียบเสมอกันมีความเสียหายอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะมองอย่างไร ก็ไม่เห็นว่ามีอะไรน่าตื่นตาตื่นใจ
เช่นเดียวกันกับเย่เฉินผู้ฝึกตนที่อยู่ด้านล่าง ต่างจ้องมองไปยังกระบองเหล็กทีละคนๆ
“นี่มันคืออะไรกัน!” มีคนมองไปยังผู้อาวุโสหยางอย่างสงสัย
“ก็บอกไปแล้วไม่ใช่หรือ? ว่าคือกระบองเหล็ก” ผู้อาวุโสหยางมองไปยังชายผู้นั้น “แน่นอนเจ้าจะเอามันไปใช้เป็นพลองไฟก็ได้”
เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคน ไม่เพียงแต่คนผู้นั้น มุมปากถึงกับกระตุกยิ้ม เจ้าคงพูดตามใจชอบสินะ!
ผู้อาวุโสหยางพูดอย่างไม่เป็นทางการทำให้ผู้คนที่อยู่ด้านล่างต่างทำหน้าไม่สบอารมณ์
“ไม่ให้ความสำคัญขนาดนี้มันต้องไม่ใช่ของวิเศษแน่นอน!”
“ลักษณะของมันก็ดูแย่”
“มีเงินก็ไม่ซื้อหรอก”
“ไม่มีใครต้องการใช่ไหม?” เมื่อมองไปยังด้านล่าง ไม่มีใครให้การตอบรับผู้อาวุโสหยางจึงจะนำกระบองเหล็กไปเก็บ
“ช้าก่อน”ในขณะนี้มีเสียงดังมาจากมุมห้อง “ข้าต้องการกระบองเหล็กอันนี้”
เอ๊ะ?
เพียงประโยคสั้นๆทำให้ทุกคนต่างมองกลับมา
และคนที่พูดนั้นคือเย่เฉินอย่างแน่นอน มันยากที่อัคคีเที่ยงแท้จะสั่นเพื่อบอกว่าเจอของวิเศษสักชิ้นเขาจึงไม่ยอมปล่อยไปแน่นอน
“ผู้อาวุโสหนึ่งหมื่นหินวิญญาณ ข้าขอรับมันเอง”
“เจ้าป่วยหรืออย่างไร! หนึ่งหมื่นหินวิญญาณมาซื้อเหล็กผุๆ นี่นะหรือ?”เจ้าหมีสองที่อยู่ด้านข้างอดไม่ได้ที่จะบ่นออกมา
“ถูกไปหรือ!”
“เจ้าบ้า”
บทสนทนาของทั้งสองคนทำให้เกิดเสียงหัวเราะครื้นเครงดังขึ้นทั่วห้องโถงบรรดาผู้คนต่างขบขันเย่เฉินและเจ้าหมีสอง
“ถ้าไม่มีใครให้เพิ่มมากกว่านี้ถ้าอย่างนั้นกระบองเหล็กนี้ก็เป็นของสหายน้อยผู้นี้...”
“ช้าก่อน”ผู้อาวุโสหยางยังไม่ทันจะพูดจบ ก็ถูกเสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นขัดจังหวะ “หนึ่งหมื่นหนึ่งกระบองนี้ สำนักเจิ้งหยางรับแล้ว”
เอ๊ะ?
ผู้ชมทั้งหมดต่างมองไปยังต้นตอของเสียงผู้เสนอราคาเพิ่มนั้นคือ ผู้อาวุโสอู๋ฉางชิงแห่งสำนักเจิ้งหยางเขาดูมีท่าทีสูงส่งเหนือใครๆ ความหมายระหว่างคำพูดนั้นดูเหมือนจะเป็นการสื่อราวกับว่ากระบองเหล็กอันนั้นเป็นของที่อยู่ในแขนเสื้อของเขา
ที่หางตาของเย่เฉินเขาหรี่ตาลงเล็กน้อย และเพิ่มราคาขึ้นอีกครั้ง “ข้าให้หนึ่งหมื่นสอง”
เมื่อได้ยินดังนี้ด้านล่างเริ่มส่งเสียงกันอีกครั้ง
“เจ้าเด็กคนนี้เป็นใครกัน!”
“กล้าจะมาชิงของกับสำนักเจิ้งหยางและสิ่งที่เจ้าชิงไปคือกระบองเหล็กสีดำอันหนึ่ง”
“เขาสมองเลอะเลือนไปแล้วแน่ๆ”
ท่ามกลางเสียงอึกทึกนั้นอู๋ฉางชิงยิ้มขึ้นอย่างสบายๆ “เจ้าหนุ่มเจ้ารู้หรือเปล่าว่าเจ้ากำลังช่วงชิงของกับใคร?”
“ผู้อาวุโสท่านกำลังขู่ข้าหรือ?”เย่เฉินเหลือบไปมองยังห้องส่วนตัวบนชั้นสอง
“ดีมากกล้าหาญดี” อู๋ฉางชิงหัวเราะอย่างขี้เล่น“นานมากแล้วที่ไม่มีใครกล้าช่วงชิงของจากสำนักเจิ้งหยาง ในเมื่อเป็นเช่นนี้ข้าก็จะเล่นเป็นเพื่อนเจ้า ข้าเสนอสองหมื่นหินวิญญาณ”
“สองหมื่นหนึ่ง”เสียงของเย่เฉินดังขึ้นทันที
“สามหมื่น”
“สามหมื่นหนึ่ง”เย่เฉินรีบเสนอราคาเพิ่มทันที พร้อมท่าทางเยาะเย้ยที่มุมปาก เขาได้ตัดสินใจวางทรัพย์สินทั้งหมดที่เขามีกับอู๋ฉางชิงที่ทำเช่นนี้ไม่ใช่เพราะกระบองเหล็กนั่นแต่เป็นเพราะเรื่องที่ถูกขับไลลงจากภูเขาอย่างไร้ความปรานีในวันนั้น
“เยี่ยมมากข้าให้สี่หมื่น” คำพูดของอู๋ฉางชิงยังคงแฝงการเหยียดหยามอย่างขี้เล่น เงินเพียงไม่กี่หมื่นหินวิญญาณไม่คุ้มค่าที่จะกล่าวถึง
“หนึ่งแสน”
แค็กๆ...!
เย่เฉินเองก็พูดโต้กลับอย่างทันทีทันใดจนคนฟังแทบจะหายใจไม่ออก
“เจ้าบ้าไปแล้วหรือ!” เจ้าหมีสองด่าเย่เฉินไปหนึ่งคำ
เย่เฉินไม่ได้สนใจเขาแต่ก็อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมองไปที่ห้องส่วนตัวบนชั้นสอง และพูดขึ้น “ผู้อาวุโสเล่นแบบนี้ ท่านยังสนุกมากไหม?”
“หนึ่งแสนนะหรือ”เห็นได้ชัดว่าอู๋ฉางชิงไม่ได้คาดหวังว่าเย่เฉินจะต้องเสนอถึงหนึ่งแสนสิ่งนี้ทำให้ใบหน้าของเขานิ่งขรึมเล็กน้อย เขาเป็นผู้อาวุโสแต่เมื่อเสนอราคากลับถูกเด็กหนุ่มมากดทับ เขาจะไม่โกรธได้อย่างไร
“หนึ่งแสนหนึ่งหมื่น”อู๋ฉางชิงพูดอย่างเย็นชา “เจ้าหนุ่ม ถ้ายังกล้าก็เสนอเพิ่มมา”
“สองแสน”
เฮือก!
อะเฮือก…!
เมื่อพูดแบบนี้ออกมาที่ด้านล่างก็มีเสียงคนสำลักน้ำ
“เจ้าเด็กนี่เป็นใครกัน!”
“สองแสนช่างกล้ามาก!”
ในเวลานี้เย่เฉินได้กลายเป็นที่สนใจโดยสมบูรณ์
แม้แต่ผู้อาวุโสหยางที่อยู่บนแท่นสูงก็อดไม่ได้ที่จะแสดงอาการตกใจออกมา ผู้น้อยคนหนึ่งกล้าที่จะช่วงชิงของกับสำนักเจิ้งหยางเขาอดไม่ได้ที่จะให้ความสนใจ
ตอนนี้มีผู้คนมากมายที่หันกลับมามอง
เย่เฉินกลับทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นและจิบชาอย่างสบายๆ
เขารู้ว่าเรื่องการสู้ด้วยทรัพย์สินเงินทองเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอู๋ฉางชิงเลย แต่เพื่อของวิเศษชิ้นนั้นแล้วเขาจึงตัดสินใจที่จะลองสู้กับอู๋ฉางชิงดูแม้ว่าจะไม่ได้ของวิเศษมาแต่ก็ได้ทำให้อู๋ฉางชิงต้องจ่ายหินวิญญาณออกไปเป็นจำนวนมาก
แน่นอนว่าสองแสนคือขีดสูงสุดของเขา นี่ได้รวมกับน้ำยาวิญญาณหยกพวกนั้นแล้วเดิมทีเขาต้องการใช้มันเพื่อที่จะซื้อเหล็กดำและเหล็กหล่อดำแต่ดูเหมือนว่าตอนนี้เขาจะเป็นบ้าไปเสียแล้ว
เมื่อมองไปยังอู๋ฉางชิงอีกครั้งตอนนี้สีหน้าเขานั้นก็หมองคล้ำลง
เขาจะไปคาดคิดได้อย่างไรว่าเด็กน้อยคนหนึ่งกล้าที่จะสู้ราคาช่วงชิงของกับสำนักเจิ้งหยางอีกทั้งยังเสนอราคาเป็นจำนวนถึงสองแสน
เขาไม่ได้ขาดแคลนเงินแต่มันไม่คุ้มที่จะใช้เงินสองแสนซื้อกระบองเหล็กที่ผุพังอันหนึ่ง
ตอนนี้เขาก็ยากที่จะลงจากหลังเสือแล้วสิ่งนั้นมันไม่ใช่การทำให้เขาต้องเสียหน้าแต่เพียงผู้เดียวแต่สำนักเจิ้งหยางทั้งหมดจะกลายเป็นตัวตลกของผู้คนในที่แห่งนี้
“สองแสนหนึ่งหมื่นถ้าเจ้าเพิ่มได้อีกก็เพิ่มเลย!”อู๋ฉางชิงกัดฟันเสนอราคาเพิ่มในราคาที่เกินความคาดหวังไปมาก
ตอนนี้ถึงคราวที่เป็นปัญหาของเย่เฉินแล้ว เพราะเงินสองแสนเป็นขีดจำกัดสูงสุดของเขาแล้ว
“เจ้าหนุ่มเจ้าต้องการกระบองเหล็กนี้จริงหรือ?”เมื่อเห็นเย่เฉินลำบากใจ เจ้าหมีสองที่อยู่อีกด้านหนึ่งก็พูดขึ้นอย่างเบาๆ
เย่เฉินพยักหน้าเบาๆ
เมื่อเห็นดังนั้นเจ้าหมีสองก็หยิบถุงเก็บของออกมาจากเป้ากางเกง “ข้ามีเพียงสามแสน ให้เจ้ายืมก่อนอย่าลืมคืนข้าด้วยละ”
ได้ยินเช่นนั้นเย่เฉินก็เริ่มประหลาดใจเล็กน้อยนึกไม่ถึงว่าในยามวิกฤตเจ้าหมีสองจะมีน้ำใจเช่นนี้สิ่งนี้ทำให้ในใจของเขารู้สึกอบอุ่นขึ้นทันที
“ไม่เป็นไรหรอกเสนอราคาใหม่อีกครั้งเถอะ!” เจ้าหมีสองผายมือออกไป
“ขอบใจ”เย่เฉินยิ้มอย่างสบายใจ
“สามแสน”ขณะที่เสียงของเขาดังขึ้น ความฮือฮาของผู้คนก็ดังขึ้นอีกครั้ง ตอนนี้แม้แต่จีหนิงซวงที่เฉยเมยเย็นชามาโดยตลอด ก็ยังอดไม่ได้ที่จะส่งสายตาประหลาดใจมาเมื่อได้เห็นเย่เฉินที่สวมหน้ากากก็ขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย
เมื่อมองไปยังสีหน้าของอู๋ฉางชิงอีกครั้งก็เห็นว่าเขามีสีหน้าที่เคร่งขรึมจนน่ากลัว ดวงตาก็ปรากฏความเยือกเย็นออกมาและท่าทีก็ดูน่ากลัวมาก
“ถ้ายังมีความคิดจะทำอะไรรุนแรงอีกครั้งอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ” หลังจากจับได้ว่าอู๋ฉางชิงมีเจตนาจะทำอะไรที่รุนแรงผู้อาวุโสหยางก็อดไม่ได้ที่จะพูดอย่างหนักแน่น
เมื่อถูกตำหนิท่ามกลางธารกำนัลอู๋ฉางชิงก็กำแขนเสื้อของเขาไว้แน่น และกัดฟันพูดว่า“ข้าเพิ่มเป็นสามแสนหนึ่งหมื่น”
“ห้าแสน”
“เจ้าเด็กน้อยนี่กำลังเล่นกับเบื้องบน!” ทันใดนั้นสายตาของทุกคนต่างจับจ้องเข้ามา
ใครจะไปนึกว่ากระบองเหล็กที่ผุพังอันหนึ่งจะถูกประมูลออกไปได้ในราคาห้าแสน ตั้งแต่ชมการประมูลมาเกรงว่าคงจะมีแค่การประมูลของชิ้นนี้ที่สามารถให้ราคาสูงถึงเพียงนี้
โครม!
เพียงได้ยินเสียงโต๊ะและเก้าอี้ที่แตกหักดังออกมาจากห้องส่วนตัวของสำนักเจิ้งหยางก็รับรู้ได้ว่าอู๋ฉางชิงนั้นกำลังโกรธมาก
แต่เขาก็ไม่ได้เสนอราคาเพิ่มอีกหินวิญญาณสองสามหมื่นก็ไม่ควรค่าที่จะพูดถึง แต่หินวิญญาณจำนวนห้าแสนมันไม่ใช่เล็กน้อยเลย แม้ว่าเขาจะเป็นผู้อาวุโสแต่ก็ไม่กล้าที่จะทุ่มเงินถึงห้าแสนหินวิญญาณในการซื้อกระบองเหล็กที่ผุพังเพียงอันเดียว
ภายใต้ความสนใจของทุกคนอู๋ฉางชิงก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ทำให้เย่เฉินอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจยาวออกมา “ห้าแสนหวังว่าเจ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง”
พูดจบเย่เฉินก็ไม่ลืมที่จะมองไปยังกระบองเหล็กบนเวที
“ในเมื่อไม่มีใครเพิ่มราคากระบองเหล็กนี้จึงตกเป็นของสหายน้อยผู้นี้” ผู้อาวุโสหยางตัดสินขั้นสุดท้าย
ต่อไปก็เป็นการประมูลอาวุธวิญญาณอีกสองสามรายการแม้ว่าจะไม่ได้มีราคาต่ำ และการประมูลยังคงคึกคัก แต่ก็ไม่ได้น่าตื่นเต้นเท่ากับการประมูลกระบองเหล็กชิ้นนั้น
เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าการประมูลของวันนี้ก็เป็นอันสิ้นสุดลง
“การประมูลวันนี้จบลงแล้วพรุ่งนี้จะดำเนินต่อ คนที่ประมูลได้ โปรดนำเงินมารับสินค้าได้ที่ห้องโถงด้านหลัง”