จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 49 สิ้นเนื้อประดาตัว

            ในเวลานี้สินค้าประมูลชิ้นที่สี่ ได้ถูกผู้อาวุโสหยางนำออกมาแล้วและมันยังคงเป็นอาวุธวิญญาณ นั้นคือเจดีย์หลิงหลงหลังหนึ่งที่เปล่งประกายด้วยแสงเทวะทั้งเจ็ดสีเมฆเทวะทั้งเจ็ดสีได้วนเวียนเปล่งประกายอยู่โดยรอบ ราวกับมังกรกำลังเคลื่อนตัว

            “เจดีย์หลิงหลงเจ็ดสีราคาแปดหมื่น”

            ผลตอบรับของเจดีย์หลิงหลงเจ็ดสีดูเหมือนจะมีมากกว่าอาวุธวิญญาณสามชิ้นก่อนหน้านี้เมื่อได้นำมันออกมาแล้ว บรรยากาศภายในหอสวรรค์ก็ร้อนผ่าวดั่งไฟขึ้นมาในทันทีสิ่งสำคัญที่สุดคือตระกูลฝึกตนได้เข้าร่วมในสนามนี้แล้ว

            “หนึ่งแสน”

            “หนึ่งแสนห้า”

            “สองแสน”

            เมื่อตระกูลฝึกตนเข้าร่วมการประมูลการประมูลครั้งนี้จึงดูคึกคักอย่างมาก

            โดยเฉพาะตระกูลที่เป็นศัตรูกันในที่สุดก็ได้ค้นพบต้นเหตุของการเผชิญหน้ากันเสียงโห่ร้องดังไปทั่วทั้งหอซ่อนมังกร

            นอกจากการแข่งขันแล้วยังมีกลิ่นของดินปืนลอยฟุ้งไปทั่ว แสงเย็นวาบส่องประกายไปทุกทิศหากไม่มีการห้ามไม่ให้ต่อสู้กันที่นี่เกรงว่าตระกูลใหญ่เหล่านี้จะกระโดดออกมาสู้กันจนชุลมุน

            ในผืนดินแห่งนี้ตระกูลฝึกตนโผล่ออกมาอย่างไม่ขาดสาย ความคับแค้นใจต่างๆ ก็มีมาอย่างยาวนาน

            ในเวลานี้การประมูลของตลาดมืดอเวจีเป็นการรวมพวกเขามาอยู่ด้วยกันที่นี่ และเสนอให้มีสถานที่ที่ดีสักแห่งแม้ว่าจะไม่สามารถสู้กันด้วยอาวุธได้ แต่อย่างน้อยพวกเขาก็สามารถสู้กันด้วยเงินได้จากข้อสันนิษฐานนี้คือ ต้องมีเงิน

            “สามแสน”มีเสียงชายชราผมสีเทาที่อยู่ด้านล่าง กัดฟันตะโกนเสนอราคาขึ้นมา

            “ทำไมอยากลองดีหรือ?” มีเสียงที่ดูเย็นชาดังมาจากด้านบนเมื่อตั้งใจฟังให้ดี จึงรู้ว่าเป็นเสียงที่ดังมาจากห้องพักของตำหนักซื่อเสี่ยคำพูดนั้นดูคุกคามและน่ากลัวเป็นอย่างมากจนทำให้ชายชราผมสีเทานั้นถึงกับตัวสั่นทันที

            “ไม่เอาแล้วข้าไม่เอาแล้ว” ชายชราผมเทาคนนั้นกล่าว และขอสละสิทธิ์ในทันทีเพราะกลัวว่าจะทำให้คนของตำหนักซื่อเสี่ยขุ่นเคืองใจ และก่อความรุนแรงกับครอบครัวของเขา

            “นับว่าเจ้ายังรู้ผิดชอบ”

            การประมูลยังคงดำเนินต่อไปรายการประมูลสองสามรายการถัดมายังคงเป็น อาวุธวิญญาณ

            หลังจากผ่านการประมูลไปหลายรอบรอบสุดท้ายของการประมูลจึงเริ่มขึ้น อาวุธวิญญาณที่น่ากลัวถูกนำออกมาทีละชิ้นๆจนทำให้ผู้คนด้านล่างต่างตกตะลึง

            ในไม่ช้ากระบองเหล็กสีดำก็ถูกส่งขึ้นไปบนเวทีประมูล

            “กระบองเหล็กเริ่มที่ราคา หนึ่งหมื่น เริ่มการประมูล” ผู้อาวุโสหยางดูเหมือนจะเบื่อเต็มทนแล้วเขาเริ่มหาวและพูดอย่างไม่เป็นทางการ

            เอ๊ะ?

            ทันทีที่กระบองเหล็กถูกนำออกมาเย่เฉินซึ่งกำลังหลับตาพักผ่อนอยู่นั้น ก็ลืมตาขึ้นทันทีเป็นเพราะอัคคีเที่ยงแท้สั่นสะท้าน

            ของวิเศษ!

            ดวงตาของเย่เฉินก็สว่างขึ้นมาในทันที

            เขาคิดอยู่ในใจจนอดไม่ได้ที่จะเหลือบไปมองกระบองเหล็กอันนั้นมันเป็นกระบองเหล็กท่อนหนึ่งที่มีสีดำทั้งอัน มีสนิมเกาะจนพื้นผิวไม่เรียบเสมอกันมีความเสียหายอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะมองอย่างไร ก็ไม่เห็นว่ามีอะไรน่าตื่นตาตื่นใจ

            เช่นเดียวกันกับเย่เฉินผู้ฝึกตนที่อยู่ด้านล่าง ต่างจ้องมองไปยังกระบองเหล็กทีละคนๆ

            “นี่มันคืออะไรกัน!” มีคนมองไปยังผู้อาวุโสหยางอย่างสงสัย

            “ก็บอกไปแล้วไม่ใช่หรือ? ว่าคือกระบองเหล็ก” ผู้อาวุโสหยางมองไปยังชายผู้นั้น “แน่นอนเจ้าจะเอามันไปใช้เป็นพลองไฟก็ได้”

            เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคน ไม่เพียงแต่คนผู้นั้น มุมปากถึงกับกระตุกยิ้ม เจ้าคงพูดตามใจชอบสินะ!

            ผู้อาวุโสหยางพูดอย่างไม่เป็นทางการทำให้ผู้คนที่อยู่ด้านล่างต่างทำหน้าไม่สบอารมณ์

            “ไม่ให้ความสำคัญขนาดนี้มันต้องไม่ใช่ของวิเศษแน่นอน!”

            “ลักษณะของมันก็ดูแย่”

            “มีเงินก็ไม่ซื้อหรอก”

            “ไม่มีใครต้องการใช่ไหม?” เมื่อมองไปยังด้านล่าง ไม่มีใครให้การตอบรับผู้อาวุโสหยางจึงจะนำกระบองเหล็กไปเก็บ

            “ช้าก่อน”ในขณะนี้มีเสียงดังมาจากมุมห้อง “ข้าต้องการกระบองเหล็กอันนี้”

            เอ๊ะ?

            เพียงประโยคสั้นๆทำให้ทุกคนต่างมองกลับมา

            และคนที่พูดนั้นคือเย่เฉินอย่างแน่นอน  มันยากที่อัคคีเที่ยงแท้จะสั่นเพื่อบอกว่าเจอของวิเศษสักชิ้นเขาจึงไม่ยอมปล่อยไปแน่นอน

            “ผู้อาวุโสหนึ่งหมื่นหินวิญญาณ ข้าขอรับมันเอง”

            “เจ้าป่วยหรืออย่างไร! หนึ่งหมื่นหินวิญญาณมาซื้อเหล็กผุๆ นี่นะหรือ?”เจ้าหมีสองที่อยู่ด้านข้างอดไม่ได้ที่จะบ่นออกมา

            “ถูกไปหรือ!”

            “เจ้าบ้า”

            บทสนทนาของทั้งสองคนทำให้เกิดเสียงหัวเราะครื้นเครงดังขึ้นทั่วห้องโถงบรรดาผู้คนต่างขบขันเย่เฉินและเจ้าหมีสอง

            “ถ้าไม่มีใครให้เพิ่มมากกว่านี้ถ้าอย่างนั้นกระบองเหล็กนี้ก็เป็นของสหายน้อยผู้นี้...”

            “ช้าก่อน”ผู้อาวุโสหยางยังไม่ทันจะพูดจบ ก็ถูกเสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นขัดจังหวะ “หนึ่งหมื่นหนึ่งกระบองนี้ สำนักเจิ้งหยางรับแล้ว”

            เอ๊ะ?

            ผู้ชมทั้งหมดต่างมองไปยังต้นตอของเสียงผู้เสนอราคาเพิ่มนั้นคือ ผู้อาวุโสอู๋ฉางชิงแห่งสำนักเจิ้งหยางเขาดูมีท่าทีสูงส่งเหนือใครๆ ความหมายระหว่างคำพูดนั้นดูเหมือนจะเป็นการสื่อราวกับว่ากระบองเหล็กอันนั้นเป็นของที่อยู่ในแขนเสื้อของเขา

            ที่หางตาของเย่เฉินเขาหรี่ตาลงเล็กน้อย และเพิ่มราคาขึ้นอีกครั้ง “ข้าให้หนึ่งหมื่นสอง”

            เมื่อได้ยินดังนี้ด้านล่างเริ่มส่งเสียงกันอีกครั้ง

            “เจ้าเด็กคนนี้เป็นใครกัน!”

            “กล้าจะมาชิงของกับสำนักเจิ้งหยางและสิ่งที่เจ้าชิงไปคือกระบองเหล็กสีดำอันหนึ่ง”

            “เขาสมองเลอะเลือนไปแล้วแน่ๆ”

            ท่ามกลางเสียงอึกทึกนั้นอู๋ฉางชิงยิ้มขึ้นอย่างสบายๆ “เจ้าหนุ่มเจ้ารู้หรือเปล่าว่าเจ้ากำลังช่วงชิงของกับใคร?”

            “ผู้อาวุโสท่านกำลังขู่ข้าหรือ?”เย่เฉินเหลือบไปมองยังห้องส่วนตัวบนชั้นสอง

            “ดีมากกล้าหาญดี” อู๋ฉางชิงหัวเราะอย่างขี้เล่น“นานมากแล้วที่ไม่มีใครกล้าช่วงชิงของจากสำนักเจิ้งหยาง ในเมื่อเป็นเช่นนี้ข้าก็จะเล่นเป็นเพื่อนเจ้า ข้าเสนอสองหมื่นหินวิญญาณ”

            “สองหมื่นหนึ่ง”เสียงของเย่เฉินดังขึ้นทันที

            “สามหมื่น”

            “สามหมื่นหนึ่ง”เย่เฉินรีบเสนอราคาเพิ่มทันที พร้อมท่าทางเยาะเย้ยที่มุมปาก เขาได้ตัดสินใจวางทรัพย์สินทั้งหมดที่เขามีกับอู๋ฉางชิงที่ทำเช่นนี้ไม่ใช่เพราะกระบองเหล็กนั่นแต่เป็นเพราะเรื่องที่ถูกขับไลลงจากภูเขาอย่างไร้ความปรานีในวันนั้น

            “เยี่ยมมากข้าให้สี่หมื่น” คำพูดของอู๋ฉางชิงยังคงแฝงการเหยียดหยามอย่างขี้เล่น เงินเพียงไม่กี่หมื่นหินวิญญาณไม่คุ้มค่าที่จะกล่าวถึง

            “หนึ่งแสน”

            แค็กๆ...!

            เย่เฉินเองก็พูดโต้กลับอย่างทันทีทันใดจนคนฟังแทบจะหายใจไม่ออก

            “เจ้าบ้าไปแล้วหรือ!” เจ้าหมีสองด่าเย่เฉินไปหนึ่งคำ

            เย่เฉินไม่ได้สนใจเขาแต่ก็อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมองไปที่ห้องส่วนตัวบนชั้นสอง และพูดขึ้น “ผู้อาวุโสเล่นแบบนี้ ท่านยังสนุกมากไหม?”

            “หนึ่งแสนนะหรือ”เห็นได้ชัดว่าอู๋ฉางชิงไม่ได้คาดหวังว่าเย่เฉินจะต้องเสนอถึงหนึ่งแสนสิ่งนี้ทำให้ใบหน้าของเขานิ่งขรึมเล็กน้อย เขาเป็นผู้อาวุโสแต่เมื่อเสนอราคากลับถูกเด็กหนุ่มมากดทับ เขาจะไม่โกรธได้อย่างไร

            “หนึ่งแสนหนึ่งหมื่น”อู๋ฉางชิงพูดอย่างเย็นชา “เจ้าหนุ่ม ถ้ายังกล้าก็เสนอเพิ่มมา”

            “สองแสน”

            เฮือก!

            อะเฮือก…!

            เมื่อพูดแบบนี้ออกมาที่ด้านล่างก็มีเสียงคนสำลักน้ำ

            “เจ้าเด็กนี่เป็นใครกัน!”

            “สองแสนช่างกล้ามาก!”

            ในเวลานี้เย่เฉินได้กลายเป็นที่สนใจโดยสมบูรณ์

            แม้แต่ผู้อาวุโสหยางที่อยู่บนแท่นสูงก็อดไม่ได้ที่จะแสดงอาการตกใจออกมา ผู้น้อยคนหนึ่งกล้าที่จะช่วงชิงของกับสำนักเจิ้งหยางเขาอดไม่ได้ที่จะให้ความสนใจ

            ตอนนี้มีผู้คนมากมายที่หันกลับมามอง

            เย่เฉินกลับทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นและจิบชาอย่างสบายๆ

            เขารู้ว่าเรื่องการสู้ด้วยทรัพย์สินเงินทองเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอู๋ฉางชิงเลย แต่เพื่อของวิเศษชิ้นนั้นแล้วเขาจึงตัดสินใจที่จะลองสู้กับอู๋ฉางชิงดูแม้ว่าจะไม่ได้ของวิเศษมาแต่ก็ได้ทำให้อู๋ฉางชิงต้องจ่ายหินวิญญาณออกไปเป็นจำนวนมาก

            แน่นอนว่าสองแสนคือขีดสูงสุดของเขา นี่ได้รวมกับน้ำยาวิญญาณหยกพวกนั้นแล้วเดิมทีเขาต้องการใช้มันเพื่อที่จะซื้อเหล็กดำและเหล็กหล่อดำแต่ดูเหมือนว่าตอนนี้เขาจะเป็นบ้าไปเสียแล้ว

            เมื่อมองไปยังอู๋ฉางชิงอีกครั้งตอนนี้สีหน้าเขานั้นก็หมองคล้ำลง

            เขาจะไปคาดคิดได้อย่างไรว่าเด็กน้อยคนหนึ่งกล้าที่จะสู้ราคาช่วงชิงของกับสำนักเจิ้งหยางอีกทั้งยังเสนอราคาเป็นจำนวนถึงสองแสน

            เขาไม่ได้ขาดแคลนเงินแต่มันไม่คุ้มที่จะใช้เงินสองแสนซื้อกระบองเหล็กที่ผุพังอันหนึ่ง

            ตอนนี้เขาก็ยากที่จะลงจากหลังเสือแล้วสิ่งนั้นมันไม่ใช่การทำให้เขาต้องเสียหน้าแต่เพียงผู้เดียวแต่สำนักเจิ้งหยางทั้งหมดจะกลายเป็นตัวตลกของผู้คนในที่แห่งนี้

            “สองแสนหนึ่งหมื่นถ้าเจ้าเพิ่มได้อีกก็เพิ่มเลย!”อู๋ฉางชิงกัดฟันเสนอราคาเพิ่มในราคาที่เกินความคาดหวังไปมาก

            ตอนนี้ถึงคราวที่เป็นปัญหาของเย่เฉินแล้ว เพราะเงินสองแสนเป็นขีดจำกัดสูงสุดของเขาแล้ว

            “เจ้าหนุ่มเจ้าต้องการกระบองเหล็กนี้จริงหรือ?”เมื่อเห็นเย่เฉินลำบากใจ เจ้าหมีสองที่อยู่อีกด้านหนึ่งก็พูดขึ้นอย่างเบาๆ

            เย่เฉินพยักหน้าเบาๆ

            เมื่อเห็นดังนั้นเจ้าหมีสองก็หยิบถุงเก็บของออกมาจากเป้ากางเกง “ข้ามีเพียงสามแสน ให้เจ้ายืมก่อนอย่าลืมคืนข้าด้วยละ”

            ได้ยินเช่นนั้นเย่เฉินก็เริ่มประหลาดใจเล็กน้อยนึกไม่ถึงว่าในยามวิกฤตเจ้าหมีสองจะมีน้ำใจเช่นนี้สิ่งนี้ทำให้ในใจของเขารู้สึกอบอุ่นขึ้นทันที

            “ไม่เป็นไรหรอกเสนอราคาใหม่อีกครั้งเถอะ!” เจ้าหมีสองผายมือออกไป

            “ขอบใจ”เย่เฉินยิ้มอย่างสบายใจ

            “สามแสน”ขณะที่เสียงของเขาดังขึ้น ความฮือฮาของผู้คนก็ดังขึ้นอีกครั้ง ตอนนี้แม้แต่จีหนิงซวงที่เฉยเมยเย็นชามาโดยตลอด ก็ยังอดไม่ได้ที่จะส่งสายตาประหลาดใจมาเมื่อได้เห็นเย่เฉินที่สวมหน้ากากก็ขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย

            เมื่อมองไปยังสีหน้าของอู๋ฉางชิงอีกครั้งก็เห็นว่าเขามีสีหน้าที่เคร่งขรึมจนน่ากลัว ดวงตาก็ปรากฏความเยือกเย็นออกมาและท่าทีก็ดูน่ากลัวมาก

            “ถ้ายังมีความคิดจะทำอะไรรุนแรงอีกครั้งอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ” หลังจากจับได้ว่าอู๋ฉางชิงมีเจตนาจะทำอะไรที่รุนแรงผู้อาวุโสหยางก็อดไม่ได้ที่จะพูดอย่างหนักแน่น

            เมื่อถูกตำหนิท่ามกลางธารกำนัลอู๋ฉางชิงก็กำแขนเสื้อของเขาไว้แน่น และกัดฟันพูดว่า“ข้าเพิ่มเป็นสามแสนหนึ่งหมื่น”

            “ห้าแสน”

            “เจ้าเด็กน้อยนี่กำลังเล่นกับเบื้องบน!” ทันใดนั้นสายตาของทุกคนต่างจับจ้องเข้ามา

            ใครจะไปนึกว่ากระบองเหล็กที่ผุพังอันหนึ่งจะถูกประมูลออกไปได้ในราคาห้าแสน ตั้งแต่ชมการประมูลมาเกรงว่าคงจะมีแค่การประมูลของชิ้นนี้ที่สามารถให้ราคาสูงถึงเพียงนี้

            โครม!

            เพียงได้ยินเสียงโต๊ะและเก้าอี้ที่แตกหักดังออกมาจากห้องส่วนตัวของสำนักเจิ้งหยางก็รับรู้ได้ว่าอู๋ฉางชิงนั้นกำลังโกรธมาก

            แต่เขาก็ไม่ได้เสนอราคาเพิ่มอีกหินวิญญาณสองสามหมื่นก็ไม่ควรค่าที่จะพูดถึง แต่หินวิญญาณจำนวนห้าแสนมันไม่ใช่เล็กน้อยเลย แม้ว่าเขาจะเป็นผู้อาวุโสแต่ก็ไม่กล้าที่จะทุ่มเงินถึงห้าแสนหินวิญญาณในการซื้อกระบองเหล็กที่ผุพังเพียงอันเดียว

            ภายใต้ความสนใจของทุกคนอู๋ฉางชิงก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ทำให้เย่เฉินอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจยาวออกมา “ห้าแสนหวังว่าเจ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง”

            พูดจบเย่เฉินก็ไม่ลืมที่จะมองไปยังกระบองเหล็กบนเวที

            “ในเมื่อไม่มีใครเพิ่มราคากระบองเหล็กนี้จึงตกเป็นของสหายน้อยผู้นี้” ผู้อาวุโสหยางตัดสินขั้นสุดท้าย

            ต่อไปก็เป็นการประมูลอาวุธวิญญาณอีกสองสามรายการแม้ว่าจะไม่ได้มีราคาต่ำ และการประมูลยังคงคึกคัก แต่ก็ไม่ได้น่าตื่นเต้นเท่ากับการประมูลกระบองเหล็กชิ้นนั้น

            เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าการประมูลของวันนี้ก็เป็นอันสิ้นสุดลง

            “การประมูลวันนี้จบลงแล้วพรุ่งนี้จะดำเนินต่อ คนที่ประมูลได้ โปรดนำเงินมารับสินค้าได้ที่ห้องโถงด้านหลัง”

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】 ที่คุณอ่าน