เมื่อจ้าวฮุ่ยมาถึงห้องโถง นางก็ได้เก็บท่าทีที่สงสัยและนั่งลงตรงที่ว่างด้านบนจากนั้นก็เอ่ยถามหลู่ตง “พี่ใหญ่ ท่านเรียกประชุมผู้อาวุโสดึกขนาดนี้มีเรื่องสำคัญอะไรอย่างนั้นหรือ?”
“ใช่แล้วเนื่องจากเจ้าตกลงให้เส่าโหย่วจดจำบรรพบุรุษกลับเข้าตระกูล เมื่อครู่ข้าจึงได้พูดคุยกับผู้อาวุโสว่าลั่วหลานก็สมควรได้รับสถานะเช่นกันในอนาคตจะให้ลั่วหลานเป็นนายหญิงสอง ระหว่างพวกเจ้าไม่แบ่งใครหลวงใครน้อยเจ้าคงไม่มีความเห็นใดๆ ใช่หรือไม่” หลู่ตงเหลือบมองจ้าวฮุ่ยแล้วกล่าวตอบ
“อะไรกัน เรื่องนี้มันเป็นไปไม่ได้สาวใช้ต่ำต้อยเช่นนั้นจะมีสถานะเทียบเท่าข้าได้อย่างไร และนางยังจะได้เป็นนายหญิงของตระกูลหลู่ข้าไม่เห็นด้วยอย่างเด็ดขาด” จ้าวฮุ่ยกล่าวขึ้นมาอย่างโกรธเกรี้ยวในทันทีนางไม่สามารถยอมรับสิ่งนี้ได้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
“ลั่วหลานได้รับความไม่เป็นธรรมมามากแล้วตอนนี้เส่าโหย่วเป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์สามธาตุ หลังจดจำบรรพบุรุษกลับเข้าตระกูลลั่วหลานก็สมควรจะมีสถานะเช่นกัน” ผู้อาวุโสที่ใส่ชุดคลุมสีเขียวกล่าวออกมาเมื่อดูจากออร่ารอบกาย ดูเหมือนผู้อาวุโสผู้นี้จะอยู่ในระดับยอดยุทธ์
“นี่เป็นเงื่อนไขของเส่าโหย่วซึ่งเป็นผู้ฝึกยุทธ์สามธาตุและมีพรสวรรค์ระดับสูงสุดตระกูลหลู่ของพวกเราไม่สามารถมองข้ามได้” ผู้อาวุโสอีกคนหนึ่งที่สวมชุดสีขาวกล่าวออกมา
“อย่ากล่าววาจาไร้สาระท่านอย่าลืมข้อตกลงที่ตระกูลหลู่ของพวกท่านตกลงกับข้าไว้ในตอนนั้นหรือว่าพวกท่านรังแกข้าเพราะเห็นว่าตระกูลจ้าวไม่มีใครเรื่องนี้ข้าไม่ยอมอย่างเด็ดขาด” จ้าวฮุ่ยมองผู้อาวุโสสองคนนั้นอย่างขุ่นเคือง
“น้องสะใภ้สามเรื่องนี้เจ้าไม่อยากเห็นด้วยก็ต้องเห็นด้วย ตระกูลหลู่ของข้าเคยรับปากกับเจ้าแต่ว่าเรื่องนี้ท่านปู่ได้ตัดสินใจด้วยตัวเอง หากเจ้ามีปัญหาเจ้าสามารถไปคุยกับท่านปู่ได้ ส่วนเรื่องอื่นๆ นั้น พวกเราได้ตกลงกันเรียบร้อยแล้วแม้ว่าตระกูลหลู่กับตระกูลจ้าวจะต้องเผชิญหน้ากันก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ได้ ข้าหวังว่าเจ้าจะเข้าใจ” หลู่ตงกล่าว
“ตระกูลหลู่ของเจ้าช่างดีนัก” จ้าวฮุ่ยโกรธอย่างมากแต่นางไม่สามารถทำอะไรได้ ตาแก่นั่นได้จับจุดอ่อนของนางไว้เมื่อตอนนั้นนางได้ทำเรื่องไม่ดีบนตัวหลู่เส่าโหย่วทำให้ตอนนี้นางไม่สามารถพูดอะไรได้
“น้องสะใภ้ ช่างมันเถอะถึงแม้ลั่วหลานจะมีสถานะเทียบกับเจ้าได้แล้วอย่างไรอย่างไรนางก็เป็นเพียงสาวใช้เท่านั้น” หลู่หนานกล่าวเบาๆ
“เหอะ” จ้าวฮุ่ยแค่นเสียงออกมาอย่างเย็นชา “หลู่จงล่ะพูดเช่นไรบ้าง ทำไมออกจากด่านมาแล้วถึงไม่มาหาข้า”
“น้องสามได้ปิดด่านอีกครั้งแล้ว” หลู่ตงกล่าว
สีหน้าของจ้าวฮุ่ยในตอนนี้ดูน่าเกลียดอย่างมาก นางมองทุกคนที่อยู่ภายในห้องโถงเพื่อแผนการของตระกูล นางจึงทำได้แค่ทน ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาแตกหักกับตระกูลหลู่
“เหอะ” จ้าวฮุ่ยแค่นเสียงออกมาอีกครั้ง “ในเมื่อพวกท่านได้ตัดสินใจกันไปแล้วจะให้ข้ามาอีกทำไมตระกูลของพวกท่านตัดสินใจกันเองก็พอแล้ว” หลังกล่าวจบ จ้าวฮุ่ยก็ออกจากห้องโถงไป
กาลเวลาได้ผ่านไปช้าๆ ราวกับกระแสน้ำ เพียงกะพริบตาหลู่เส่าโหย่วก็ได้ปิดด่านหลอมโอสถมาห้าวันแล้ว
ในเวลานั้นเอง ที่เมืองชิงอวิ๋นกำลังมีชีวิตชีวาอย่างมากผู้ฝึกยุทธ์และตระกูลอื่นๆ จากเมืองใกล้เคียงต่างเดินทางมาที่เมืองชิงอวิ๋นทำให้เมืองชิงอวิ๋นคึกคักเป็นพิเศษ บนถนนเต็มไปด้วยผู้คนที่มากกว่าปกติ
ไม่ว่าจะบนท้องถนน ในโรงเตี๊ยม หรือร้านค้า ผู้คนต่างก็พากันพูดถึงสิ่งเดียวกันนั่นก็คือการรับศิษย์ของนิกายอวิ๋นหยางที่สามปีจะมีสักครั้งเมื่อกล่าวถึงนิกายอวิ๋นหยาง ก็แน่นอนว่าไม่มีผู้ใดในเมืองชิงอวิ๋นที่ไม่รู้จัก หากเป็นผู้ฝึกยุทธ์และผู้ฝึกวิญญาณก็ยิ่งต้องเคยได้ยินชื่อเสียงของนิกายอวิ๋นหยางกันทั้งนั้น
นิกายอวิ๋นหยาง เป็นหนึ่งในสามนิกายสี่สำนักในนิกายมีศิษย์นับพันและมีอำนาจที่ยิ่งใหญ่เมืองชิงอวิ๋นนั้นอยู่ในเขตของนิกายอวิ๋นหยาง และนิกายอวิ๋นหยางก็เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่ใกล้เคียงทั้งหมด
สามปีนิกายอวิ๋นหยางถึงจะรับศิษย์สักครั้ง และยังไม่รับผู้ที่ไม่มีพรสวรรค์ระดับยอดเยี่ยมทุกครั้งที่มีการรับศิษย์ใหม่ เมืองชิงอวิ๋นก็จะส่งไปได้เพียงห้ารายชื่อ เพื่อเป็นหนึ่งในรายชื่อทั้งห้าคนทั้งเมืองชิงอวิ๋นจึงได้เข้าร่วมการช่วงชิงมัน โดยเฉพาะห้าตระกูลใหญ่ที่มีการแย่งชิงกันอย่างดุเดือด
ผู้ที่มีรายชื่อได้เป็นศิษย์ใหม่ของนิกายอวิ๋นหยางที่เกิดขึ้นทุกๆสามปี โดยพื้นฐานแล้วจะตกเป็นของตระกูลใหญ่ทั้งห้า ตระกูลเล็กๆ อื่นๆ นั้นแทบไม่สามารถแย่งชิงรายชื่อได้เพราะการดูแลและทรัพยากรของตระกูลเล็กกับห้าตระกูลใหญ่นั้นแตกต่างกันอยู่พอสมควร
ห้าตระกูลใหญ่ในเมืองชิงอวิ๋นนั้นก็ได้แก่ ตระกูลหยางตระกูลฉิน ตระกูลหลู่ ตระกูลหลัว และตระกูลหวังพลังอำนาจของทั้งห้าตระกูลในเมืองชิงอวิ๋นนั้นไม่แตกต่างกันนักพวกเขาสามารถตรวจสอบและสร้างสมดุลให้แก่กันและกัน แต่พวกเขาก็แอบพยายามที่จะหาทางทำให้ตัวเองแข็งแกร่งกว่าอีกสี่ตระกูลที่เหลือ
“ไม่รู้ว่าคราวนี้จะเป็นคนของตระกูลใดบ้างที่ได้รายชื่อเข้านิกายอวิ๋นหยาง”
“เรื่องนี้ยังจะต้องพูดอีกหรือต้องเป็นหนึ่งในห้าตระกูลแน่ หากผู้อื่นต้องการ ข้าเกรงว่ามันจะไม่ง่ายนัก”
“มันก็ไม่แน่ ขอเพียงแค่พรสวรรค์ไม่เลว ก็สามารถเข้าไปที่นั่นได้เพราะเมื่อถึงเวลา ผู้แข็งแกร่งในนิกายอวิ๋นหยางจะมาคัดเลือกศิษย์ด้วยตัวเอง”
“แต่รุ่นเยาว์ในห้าตระกูลใหญ่ได้รับการฝึกฝนตั้งแต่เด็กผู้อื่นจะเทียบได้อย่างไร นอกเสียจากจะเป็นอัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะ”
“ใช่แล้ว หากดูจากปีก่อนๆ ห้ารายชื่อก็ตกเป็นของห้าตระกูลใหญ่ทั้งหมด”
“ว่ากันว่าครั้งนี้ตระกูลหลู่ช่างโชคดีนัก เพราะมีทั้งผู้ฝึกยุทธ์สองธาตุและสามธาตุปรากฏตัวขึ้นซึ่งทั้งคู่ล้วนอยู่ระดับนักรบ พรสวรรค์ระดับนี้ช่างน่ากลัวนัก”
“โดยสรุปแล้ว ครั้งนี้ตระกูลหลู่โชคดีไม่น้อย ทั้งผู้ฝึกยุทธ์สองธาตุและผู้ฝึกยุทธ์สามธาตุหลังจากนี้อีกไม่นาน ตระกูลหลู่คงจะมีพลังอำนาจเพิ่มขึ้นอย่างมาก”
ตามท้องถนนและตรอกซอกซอยต่างก็มีการพูดถึงเรื่องการรับศิษย์ใหม่ของนิกายอวิ๋นหยางและเรื่องที่หลู่เส่าโหย่วเป็นผู้ฝึกยุทธ์สามธาตุก็ได้แพร่กระจายไปเช่นกันมีคนไม่น้อยที่รู้ว่าตระกูลหลู่มีผู้ฝึกยุทธ์สามธาตุเรื่องนี้ทำให้ทุกคนรู้สึกประหลาดใจ
ภายในห้องลับ หลู่เส่าโหย่วได้หลอมโอสถโดยไม่หยุดพักพลังวิญญาณของเขาถูกปล่อยเข้าใส่เตามังกรเพลิงและกลายเป็นเปลวเพลิง ทำให้ในตอนนี้ภายในห้องลับมีอุณหภูมิที่ร้อนอย่างมาก
ผ่านมาแปดวันแล้ว เมื่อพลังวิญญาณของหลู่เส่าโหย่วหมดลงเขาก็จะพักปรับลมหายใจและหลอมโอสถต่อ เมื่อผ่านมาแปดวัน ในที่สุดหลู่เส่าโหย่วก็หลอมโอสถเสริมพลังใกล้จะครบแล้ว
“ปัง..” เตามังกรเพลิงถูกเปิดออกกลิ่นหอมของโอสถที่เข้มข้นได้ลอยมาแตะจมูกและโอสถที่ส่องแสงแวววาวก็ได้ปรากฏขึ้นในห้องลับ
“เก็บ” หลู่เส่าโหย่วกล่าวเบาๆ จากนั้นโอสถก็ได้ปรากฏอยู่ในมือของเขา
“เม็ดที่หนึ่งร้อยแปด” หลู่เส่าโหย่วกล่าวเบาๆและเผยรอยยิ้มออกมา ในครั้งนี้ เขามีสมุนไพรหนึ่งร้อยชุด แต่เขากลับหลอมออกมาได้หนึ่งร้อยแปดเม็ดการปรับแต่งสมุนไพรของเขาได้ก้าวหน้าขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย ทำให้หลู่เส่าโหย่วสามารถประหยัดสมุนไพรได้ไม่น้อยอีกทั้งคุณภาพของโอสถก็ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนด้วย
แต่หลู่เส่าโหย่วไม่ได้รู้เลยว่าการที่เขาใช้สมุนไพรสำหรับหลอมโอสถเสริมพลังหนึ่งร้อยชุดแล้วสามารถหลอมโอสถเสริมพลังออกมาได้หนึ่งร้อยแปดเม็ดนั้น หากให้ผู้ฝึกวิญญาณคนอื่นรับรู้จะต้องประหลาดใจจนอ้าปากค้างแน่นอน เพราะนั่นถือว่าทักษะการหลอมและการควบคุมได้มาถึงระดับที่น่าทึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย
โดยทั่วไปแล้ว ถึงแม้ผู้ฝึกวิญญาณระดับยอดยุทธ์จะมาหลอมโอสถขั้นสองก็ยังยากที่จะทำได้ถึงขั้นนี้ และหลู่เส่าโหย่วก็เป็นเพียงผู้ฝึกวิญญาณระดับยอดยุทธ์เช่นกันแต่กลับบรรลุมาถึงขั้นนี้โดยไม่รู้ตัว ซึ่งไม่เพียงต้องมีพรสวรรค์ที่สูงส่งเท่านั้นยังต้องมีพลังวิญญาณที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษอีกด้วย
“ฟ่อฟ่อ”
เสี่ยวหลงได้เลื้อยออกมาจากแขนเสื้อของหลู่เส่าโหย่วมันมองโอสถเสริมพลังที่อยู่ในมือของหลู่เส่าโหย่วและแลบลิ้นออกมา ดวงตาจ้องเขม็งไปที่โอสถเสริมพลังเม็ดนั้น
“เสี่ยวหลง ข้าลืมไปเลยว่าเจ้าคงหิวแล้ว แต่ว่าที่นี่ไม่มีอะไรให้เจ้ากินเลย”เมื่อเห็นเสี่ยวหลง หลู่เส่าโหย่วถึงนึกขึ้นมาได้ว่าเสี่ยวหลงยังไม่ได้กินอะไรมาแปดวันแล้ว
“ฟ่อฟ่อ” เสี่ยวหลงบิดตัวไปมาและมองโอสถเสริมพลังบนมือของหลู่เส่าโหย่วด้วยความโลภ ราวกับว่ามันกำลังบอกอะไรบางอย่าง