จ้าวลู่ชิงใช้เวลาในการสอบสวนเพียงครึ่งชั่วยาม จะเรียกว่าสอบสวนก็คงไม่ถูกนัก นางเพียงแค่ไปจับผิด
สตรีเฉกเช่นจื่อเหยี่ยนมีความรู้ด้านวิชาแพทย์และยังมีทักษะด้านการผลิตยาพิษจากพืช ใต้หล้าคงต้องสูญเสียบุคคลเช่นนี้ไป น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง
“เมืองโยวโจวคึกคักตั้งแต่ยามเช้าเสียจริง” ซูเซียงแอบแง้มผ้าม่านดูการใช้ชีวิตของชาวเมือง
“โม่เอินจอดด้านหน้า”
“คุณหนูจะลงเดินตลาดหรือเจ้าคะ” น้ำเสียงของซูเซียงซ่อนความตื่นเต้นเอาไว้ไม่มิด
“เจ้าเองก็อยากเดินมิใช่หรือ”
“อยากเจ้าค่ะ” ซูเซียงรีบลงจากรถม้ารอรับจ้าวลู่ชิงอยู่ด้านล่าง
“คุณหนูระวังนะเจ้าคะ” ยื่นมือช่วยไปประคองผู้เป็นนายที่สวมหมวกปิดบังใบหน้า
“เอารถม้าไปจอดไว้ที่ภัตตาคารเถิด ข้าจะเดินไปเรื่อย ๆ” หันไปบอกโม่เอิน จากนั้นพวกนางสองคนก็เดินเที่ยวชมตลาด
ชาวบ้านในระแวกนั้นต่างหันมองเมื่อเห็นรถม้าจวนอ๋องปรากฎอยู่บนถนนตั้งแต่เช้า และผู้ที่ลงมาคือสตรี เป็นครั้งแรกที่ชาวบ้านเห็นว่ามีสตรีนั่งรถม้าติดตราสัญลักษณ์จวนอ๋องออกมาเที่ยวชมตลาด
ชาวบ้านต่างรู้ดีว่าจวนอ๋องนั้นมีแต่บุรุษแม้กระทั่งบ่าวรับใช้ยังเป็นบุรุษ หาได้มีสตรีแม้แต่คนเดียว แล้วสตรีนางนี้คือผู้ใดกัน คงจะเป็นคนสำคัญมิใช่น้อย ถึงสามารถใช้รถม้าได้
“คุณหนู ชาวบ้านเหมือนจะมองมาทางพวกเรา”
“เจ้าอย่าได้สนใจ ถ้ามัวแต่สนใจสายตาที่มองมา เจ้าจะเที่ยวตลาดให้มีความสุขได้อย่างไร”
“โยวโจวมีผู้คนมากมาย ทำการค้าคงมีเงินเข้าเป็นกอบเป็นกำ ร้านหม้อไฟที่คุณหนูกำลังให้นายช่างปรับปรุง คงมีผู้คนเข้าร้านจนต้อนรับไม่หวาดไม่ไหวแน่เลยเจ้าค่ะ”
“สารทฤดูน่าจะยังไม่ครึกครื้น รอให้เข้าสู่ช่วงฤดูหนาวคงมีคนเข้ามาใช้บริการ”
จ้าวลู่ชิงยังไม่รีบร้อนเปิด ให้นายช่างปรับปรุงร้านข้าง ๆ ภัตตาคารหย่งเล่อให้ได้ตามแบบที่ต้องการแล้วค่อยเปิดก็ยังมิสาย
“พี่สาว ซื้อแป้งย่างกับข้าหน่อยเถิด”
จ้าวลู่ชิงกับซูเซียงหันหลังกลับไปมองตามเสียง จึงเห็นเด็กชายประมาณสิบขวบสะพายกระบุงอยู่ด้านหลัง
“รับแป้งย่างหรือไม่ขอรับ” รีบปลดกระบุงออกจากบ่า วางมันลงบนพื้น แล้วเปิดผ้าที่ปิดอยู่ด้านบนออก
“เจ้าขายอย่างไร”
“แผ่นละสามเหวินขอรับ”
“แป้งย่างแผ่นละสามเหวิน เจ้าขายเอาเงินไปซื้อหยกหรืออย่างไร” ซูเซียงถามด้วยความตกใจ แป้งแผ่นเล็ก ๆ มีราคาถึงสามเหวิน
“ข้าสามารถลดราคาให้พวกพี่สาวได้ขอรับ หากพวกท่านซื้อสองแผ่นข้าจะลดให้เหลือห้าเหวินเท่านั้น” เด็กน้อยมีสีหน้าซีดเมื่อถูกทักว่าแป้งย่างมีราคาแพง
“เจ้าขายแป้งย่างนานหรือยัง” จ้าวลู่ชิงมองแป้งย่างสีไม่สม่ำเสมอ บางอันถูกย่างจนเกือบไหม้
“เพิ่งขายเป็นครั้งแรกขอรับ” แววตาใสซื่ออมทุกข์ปรากฏออกมาให้เห็นชัด
“ผู้ใดเป็นคนทำแป้งย่าง”
“ข้ากับท่านพ่อขอรับ”
“ท่านแม่เจ้าล่ะ” ปกติเรื่องงานครัวล้วนเป็นสตรีที่ต้องทำ แต่เด็กคนนี้กับบิดาเป็นคนทำ มองดูแผ่นแป้งก็รู้แล้วว่าไม่ถนัดในด้านนี้
“ท่านแม่ข้าเสียไปหลายปีแล้วขอรับ”
“กูเหนียง”
เถ้าแก่ร้านบะหมี่ยืนฟังอยู่นานจึงคิดช่วยเหลือเด็กชายที่เห็นหน้าค่าตากันมาตั้งแต่เด็ก
“พ่อของเด็กคนนี้แต่ก่อนทำงานแบกกระสอบข้าวสารอยู่ที่ร้านหัวมุม” ชี้ไปยังร้านขายข้าวสารขนาดใหญ่
“ตอนนี้เขาไม่ได้ทำงานแบกกระสอบข้าวสารแล้ว เพราะมีปัญหาเกี่ยวกับหลังจึงไม่สามารถออกไปหางานทำได้ น้องชายก็ยังเล็กอยู่ เด็กคนนี้กลายเป็นเสาหลักของครอบครัว”
นำความจริงมาบอกเล่าเพื่อโน้มน้าวให้สตรีที่แต่งกายดูดีเหมือนเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ช่วยซื้อแป้งย่างกับเด็กน้อย เขาเห็นเด็กคนนี้ขายมาตั้งแต่เช้า แต่ไม่มีใครซื้อเลยสักแผ่นเมื่อได้ยินราคากับเห็นแผ่นแป้งย่าง
บอกให้ลดราคาทว่าเด็กคนนี้ไม่ยินยอม กล่าวซ้ำๆ ว่าต้องขายให้หมด เพื่อจะได้นำเงินพาบิดาไปหาหมอ
“ที่เถ้าแก่ร้านบะหมี่พูดมาเป็นเรื่องจริงหรือ”
“จริงขอรับ ท่านพ่อปวดหลังไม่มีเงินไปรักษา พวกเราจึงต้องเอาแป้งที่เหลือมาย่างขาย”
ซูเซียงถอนหายใจ เด็กคนนี้เลือกมาขายถูกคนแล้ว คุณหนูของนางแม้จะแข็งแกร่งเพียงใด แต่กลับพ่ายแพ้ให้แก่ชะตาอาภัพของเด็กน่าสงสารอยู่บ่อยครั้ง
“วันนี้ข้าจะซื้อแป้งย่างของเจ้าก็แล้วกัน ต่อไปเจ้าอย่าได้ขายแป้งย่างอีก เพราะมันจะเสียแป้งไปโดยเปล่าประโยชน์”
เงินสามเหวินสำหรับชาวบ้านทั่วไปมิใช่น้อย ใครจะยอมควักเงินสามเหวินมาซื้อแป้งย่างแผ่นเล็ก ๆ แถมหน้าตาไม่น่ารับประทาน
“ทั้งหมดเท่าไหร่”
“ทั้งหมดสามสิบแผ่น เป็นเงินเจ็ดสิบห้าเหวินขอรับ”
“จ่ายเงินให้เด็กคนนี้เก้าสิบเหวิน” จ้าวลู่ชิงไม่ยินยอมเอาส่วนลด นางจ่ายเงินให้เด็กคนนี้แผ่นละสามเหวินดังเดิม
ซูเซียงรีบทำตามคำสั่ง ยื่นพวงเงินให้กับเด็กน้อยตรงหน้า
“ขอบคุณพี่สาวมากขอรับ”
“เจ้ารู้จักโรงหมอของท่านหมอฟางหรือไม่”
“รู้จักขอรับ” หมอฟางเป็นหมอที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเมืองนี้ เป็นธรรมดาที่ผู้คนจะรู้จัก
จ้าวลู่ชิงก้มลงกระซิบข้างหูเด็กชายวัยสิบขวบ ผู้คนรอบข้างไม่รู้ว่านางกระซิบอะไรกับเด็กน้อย แต่เห็นม่านตาของเด็กขยายจึงรู้ว่าน่าจะเป็นเรื่องดี
“ขอบคุณพี่สาวมากขอรับ” โค้งกายคำนับ ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตา รีบแบกกระบุงวิ่งกลับบ้านอย่างรวดเร็ว
ซูเซียงเห็นสายตาของผู้เป็นนายจึงถือแป้งย่างที่ซื้อมาไปยังร้านขายบะหมี่
“เถ้าแก่ คุณหนูของข้าต้องการเหมาร้านบะหมี่ของท่านเพื่อเลี้ยงชาวบ้าน ท่านจะคิดเงินเท่าไหร่”
“เหมาบะหมี่ของร้านข้า”
“ใช่”
“ห้าก้วนขอรับ”
ซูเซียงวางเงินห้าก้วนให้กับเถ้าแก่ร้านขายบะหมี่ “ท่านช่วยแจกแผ่นแป้งให้พวกเราด้วย” วางแผ่นแป้งลงบนแผงขายบะหมี่
ขอทานที่อยู่ใกล้เหลือบตามอง เมื่อได้ยินว่ากูเหนียงผู้นี้เหมาร้านบะหมี่ แต่พวกเขาไม่กล้าเข้าไปใกล้
จ้าวลู่ชิงชี้นิ้วไปยังขอทานกลุ่มหนึ่ง จากนั้นก็ชี้ไปยังร้านขายบะหมี่แล้วพยักหน้าเพื่อบอกให้พวกเขาไปต่อแถวรับบะหมี่ได้
เพียงรับรู้ว่าขอทานอย่างพวกตนก็รับบะหมี่ได้ จึงแบ่งคนไปเรียกพี่น้องขอทานตามที่ต่าง ๆ รีบมายังร้านบะหมี่เร็วพลัน
“ดูเหมือนว่าคนเริ่มจะมากกว่าบะหมี่ที่มีแล้วนะเจ้าคะ”
จ้าวลู่ชิงมองร้านค้าแผงลอยที่อยู่ในระแวกนี้ผ่านม่านตาข่ายของหมวก สายตาเต็มไปด้วยความคาดหวังของเถ้าแก่แผงขายอาหารทำให้นางยิ้มมุมปาก
ซูเซียงเห็นคุณหนูยกมือส่งสัญญาณจึงถือถุงเงินเดินไปยังร้านค้าแผงลอยที่ขายอาหารในระแวกนี้
เสียงเจ้าของแผงอาหารตะโกนว่าสามารถทานอาหารได้โดยไม่คิดเงินดังแข่งกัน เรียกความสนใจจากชาวบ้านได้เป็นอย่างดี
ซูเซียงวิ่งกลับมา ทั้งสองก็เดินหลบหลีกไปยังตรอกอื่นเพื่อหนีจากความวุ่นวาย
“เงินเหลือเพียงสิบเหวินเจ้าค่ะ” เงินเหรียญที่เหลือวางอยู่บนฝ่ามือของซูเซียง
“เอาน่า ถือว่าสร้างกุศล” เงินและของมีค่าที่ได้มาจากรังโจร เอามาเลี้ยงชาวบ้านนิดหน่อยถือว่าสั่งสมบุญบารมี
จ้าวลู่ชิงพาซูเซียงเดินเที่ยวชมเมืองแห่งนี้ไปเรื่อย ๆ
เสี่ยวเปียวเข็นบิดามาจนถึงหน้าโรงหมอชื่อดังประจำเมือง รถเข็นคันเก่าของบ้านมีบิดานั่งอยู่
ส่วนน้องชายเดินตามรถเข็นไม่ห่าง บริเวณข้อมือมีเชือกที่ทำจากผ้าผูกอยู่ สาเหตุที่เขาต้องผูกน้องชายก็เพื่อไม่ให้พลัดหลงกัน
“เสี่ยวเปียว เจ้ามั่นใจหรือว่ากูเหนียงผู้นั้นไม่ได้หลอก”
“ท่านพ่อกับน้องเล็กรออยู่ด้านหน้าก่อนนะขอรับ” เสี่ยวเปียวก้าวเข้าไปยังโรงหมอ
“พี่ชาย”
พนักงานต้อนรับมองเด็กชายแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเก่า ๆ “เจ้ามาหาหมอ”
“ข้าพาท่านพ่อมาหาหมอขอรับ”
“น้องชาย” พนักงานต้อนรับก้มลงกระซิบบอก “ข้าไม่ได้ดูถูกเจ้านะ แต่ค่ารักษาที่โรงหมอแห่งนี้แพงไม่ใช่เล่น หากไม่เป็นหนักข้าว่าเจ้าพาพ่อไปซื้อยากินเองจะดีเสียกว่า”
“ข้าขอพบท่านหมอฟางได้หรือไม่”
พนักงานมีสีหน้าลำบากใจ “ท่านหมอฟางเป็นถึงผู้ก่อตั้งโรงหมอแห่งนี้ขึ้นมา ข้าเกรงว่าจะทำตามที่เจ้าต้องการมิได้”
เด็กที่ไหนก็ไม่รู้เดินดุ่ม ๆ เข้ามาแล้วบอกว่าต้องการพบท่านหมออาวุโส ท่านหมอฟางพบตัวอยากยิ่งกว่าหมอคนอื่นเพราะมัวแต่ยุ่งกับการคิดค้นยา
“พี่ชาย ท่านไปเรียนท่านหมอฟางให้ข้าหน่อยนะขอรับ” ส่งสายตาอ้อนวอน
“ข้าคงทำตามที่เจ้าต้องการไม่ได้”
“พี่ชาย หากท่านพาข้าไปพบท่านหมอฟาง หรือทำให้ท่านหมอฟางมาพบข้าได้ ท่านอาจจะมีผลงานใหญ่ อนาคตท่านต้องได้เลื่อนขั้นเป็นผู้ดูแลโรงหมอ” กระซิบข้างหู
มีผู้ใดบ้างจะไม่อยากเลื่อนขั้น ยิ่งเป็นพนักงานต้อนรับธรรมดาพอได้ยินตำแหน่งผู้ดูแลก็ตาลุกวาว ครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ก่อนจะตกลงไปตามท่านหมอให้
หมอฟางกำลังนั่งคิดค้นยาสมุนไพรอยู่ เงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินว่ามีเด็กมาขอพบ
“มีเด็กมาขอพบข้า”
“ใช่ขอรับ เด็กคนนี้บอกว่าต้องการพบท่าน และยังบอกอีกว่ามีสตรีนางหนึ่งให้มาหาท่าน”
“สตรี?”
“เด็กคนนั้นยังบอกอีกว่า เป็นสตรีที่ท่านเคยพบหน้าวันก่อน”
หมอฟางย้อนความทรงจำว่าวันก่อนตนพบใครบ้าง พลันต้องสะดุดกับความทรงจำที่กวนใจไม่หยุดหย่อน
ลุกขึ้นเดินไปยังหน้าโรงหมอ เห็นเด็กชายคนหนึ่งยืนอยู่ด้านหน้าพร้อมกับบิดาที่นั่งอยู่บนรถเข็นเก่าๆ ด้านข้างมีเด็กชายตัวเล็กยืนอยู่
“เด็กคนนี้ขอรับ”
“เจ้ามาหาข้า”
“ท่านใช่หมอฟางหรือไม่”
“ใช่ ข้าเอง”
“จ้าวกูเหนียงให้ข้าพาท่านพ่อมาทำการรักษากับท่าน ค่าใช้จ่ายนางบอกว่าให้ท่านไปเก็บยังจวนอ๋องขอรับ”
“พวกเจ้าไปพาคนป่วยเข้ามาในโรงหมอเร็วเข้า” หมอฟางรีบบอกพนักงาน นี่คือโอกาสดีที่เขาจะได้สานสัมพันธ์กับกูเหนียงที่มีความรู้ด้านวิชาแพทย์เป็นเลิศ
เสี่ยวเปียวดีใจจนยิ้มไม่หุบรีบไปแก้เชือกที่มัดแขนน้องชายแล้วจูงกันเข้าไปด้านในโรงหมอ
จ้าวลู่ชิงกับซูเซียงเดินมาจนถึงภัตตาคารหย่งเล่อ แต่ก่อนจะได้เข้าไปด้านใน โม่เอินก็รีบเข้ามาบอกว่าตอนนี้ด้านหน้ากำแพงเมืองมีตลาดจากพ่อค้าต่างถิ่น
จ้าวลู่ชิงเอ่ยชมโม่เอินที่รู้ใจนางเป็นอย่างดี รถม้าเตรียมพร้อมทั้งสามจึงเดินทางไปยังหน้ากำแพงเมือง
ตลาดจากพ่อค้าต่างถิ่นมิได้รับอนุญาตให้เข้ามาขายในเมือง พ่อค้าจึงต้องตั้งแผงขายหน้าเมืองแทน
“เหตุใดมันถึงใหญ่ขนาดนี้”
จ้าวลู่ชิงอ้าปากค้างกับตลาดหน้ากำแพงเมือง ลานกว้างที่เคยว่างเปล่า บัดนี้มียานพาหนะและร้านค้าตั้งอยู่จนเต็ม นางถูมือไปมา คราวนี้แหละนางจะหาซื้อของแปลก ๆ ด้วยตนเองจนหนำใจไปเลย