จนบอสรู้สึกได้ว่าสติสัมปชัญญะของตนเริ่มไม่คงที่แล้ว รู้สึกประสาทสัมผัสมันช้าลง และเริ่มควบคุมตนเองไม่ค่อยได้
ทุกคนนั่งดื่มกินจนเวลาล่วงไปถึงยามสอง (หลังสามทุ่ม) บอสจึงรู้สึกว่าตนควรจะกลับได้แล้ว เลยตั้งใจจะลาทุกคน แต่พอพยายามที่จะลุกขึ้นยืน เขากลับรู้สึกหนักหัวจนแทบจะพุ่งล้ม ต้องหาราวไม้บนชานบ้านช่วยพยุงประคองตัวไว้ แล้วจึงเอ่ยออกไปว่า
“ท่านลุง ท่านน้าทุกท่าน ข้าจักต้องขอตัวกลับแล้วขอรับ ข้ามิสามารถดื่มกินกับพวกท่านต่อได้แล้ว ข้าคาดว่าข้าน่าจักเมามากแล้วขอรับ…”
“เอ็งจักรีบไปไหนของเอ็งวะ มาๆ นั่งลงบัดเดี๋ยวนี้ หากเอ็งกลับมิไหว ก็นอนมันเสียที่นี่เลย เอ้า นั่งๆ”
ลุงคำก็ยังไม่ยอมปล่อยให้บอสกลับ เขาจึงจนใจยอมนั่งลงเพื่อดื่มต่อแต่โดยดี ด้วยสติที่ไม่ค่อยรู้เรื่องนัก
จนเวลาล่วงเข้าเกือบยามสาม (เที่ยงคืน) หลายคนได้ดื่มจนเมาและหลับไปเกือบหมดแล้ว เหลือเพียงลุงคำที่ยังนั่งคุยกับบอสอยู่ ซึ่งบอสก็สติสัมปะชัญญะไม่ครบถ้วนแล้ว พูดอะไรแทบไม่เข้าหูและไม่รู้เรื่อง ได้แต่เออออตามลุงคำไป จนในที่สุดลุงคำก็บอกให้เขาไปหาซักมุมของบ้านเพื่อใช้เป็นที่นอน
แต่บอสก็หัวรั้นยังอยากจะกลับไปนอนที่กุฏิพระอาจารย์ ซึ่งลุงคำก็เมามากแล้ว จึงไม่ได้ห้ามหรือทักท้วงอะไร บอสจึงยกมือไหว้ลุงคำแล้วขอตัวเดินลงจากบ้านและไปหยิบคบไต้เพื่อใช้ส่องทางเดินกลับไป
ระหว่างเส้นทางจากบ้านลุงคำมาที่กุฏิพระอาจารย์ ระยะทางเพียงแค่ 1 กิโล แต่บอสกลับเดินเป๋ไปมาไม่ตรงทาง จนเวลาผ่านไปเกือบ 30 นาทีแล้วเขาก็ยังไม่ถึง เพิ่งเดินมาได้เพียงครึ่งทางเท่านั้น และระหว่างที่เขากำลังตุปัดตุเป๋อยู่นั้น พลันมีกลุ่มควันสีดำเริ่มก่อตัวอยู่เบื้องหน้า บอสสังเกตเห็นลางๆ จึงพยายามส่องไต้ไปยังทิศทางที่เห็นกลุ่มควันนั้น
พอเริ่มพยายามควบคุมสติและเพ่งสายตาไปยังสิ่งตรงหน้า ควันนั้นเริ่มก่อตัวเป็นเงาสัตว์สี่เท้าสีดำทะมึน ดวงตาเปล่งประกายแสงสีแดงลุกวาว บอสถึงกับร้องจนเสียงหลงด้วยความตระหนกและตื่นกลัว พยายามจะนึกบทอาคมคาถาต่างๆ ที่เคยได้ร่ำเรียนมา แต่หัวกลับตื้อจนนึกอะไรไม่ออก
เงาสัตว์ร้ายทะมึนตนนั้นเริ่มเข้ามาใกล้ และทำทีท่าจะตะปบ บอสจึงกำตระกุดพระอาจารย์ไว้แน่น หวังจะให้สิ่งนั้นช่วยเหลือเหมือนเช่นคราวเสือบนภูเขา แต่แล้วเขากลับรู้สึกเจ็บบริเวณหัวไหล่และเริ่มร้าวไปถึงต้นแขน พร้อมร่างของเขาที่ปลิวกระเด็นไปร่วม 5 เมตร กระแทกกับต้นไม้ บอสหมดสติในทันที
เงานั้นยังไม่ยอมเลิกรา ค่อยๆ เดินเข้ามายังร่างของบอสที่สลบอยู่ เพียงแค่ไม่กี่นิ้วก่อนจะถึงตัว พลันมีแสงสีเขียวลุกโชนสว่างวาบมาขับไล่เงานั้นกระเด็นออกไป ปรากฎเป็นร่างหญิงสาวในอาภรณ์เขียวพร้อมเครื่องทองประดับ งดงามราวเทพธิดา ยืนขวางกั้นระหว่างเงานั้นและร่างของบอสที่สลบอยู่ แล้วพูดกับเงานั้นว่า
“คนผู้นี้ มิใช่คนที่เจ้าจักแตะต้องได้ เจ้ามาจากที่ใด ผู้ใดส่งเจ้ามา จงกลับไปยังที่นั้นเสียเถิด…”
เงานั้นรู้ดีว่าตนสู้ไม่ได้ จึงยอมล่าถอยไปแต่โดยดี เมื่อเงาสัตว์ร้ายตนนั้นจากไป หญิงสาวผู้นั้นจึงหันหลังแล้วเดินมานั่งข้างๆ ร่างของบอส แล้วค่อยๆ ใช้มือสัมผัสใบหน้าของบอสเบาๆ ด้วยสายที่แฝงความอาทรและเศร้าสร้อย พลันปรากฎน้ำสีเขียวหยดจากตาของหญิงผู้นั้น ตกลงใส่กลางหลังมือของบอสที่วางอยู่บนตัว
เกิดเป็นแสงสีเขียวแผ่ขยายเป็นวงออกจากจุดที่น้ำหยดลงมานั้น กระจายไปทั่วร่างของบอส ก่อนที่หญิงสาวผู้นั้นจะลุกขึ้นแล้วเดินจากไปในความมืด บอสเริ่มรู้สึกตัว และสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ
"เฮ้ย !!! อย่านะ อย่ากินผม…"
แต่ทุกอย่างก็เงียบสงัด ไม่มีอะไรเกิดขึ้น บอสจึงรีบไปหยิบคบไต้ที่วางอยู่ที่พื้นขึ้นมาแล้วส่องดูรอบๆ ซึ่งก็ไม่พบอะไร
‘เอ๊ะ เมื่อครู่ ยังมีเงาสัตว์ร้ายนั้นอยู่เลย แล้วมันก็ทำร้ายเราด้วยนี่นา เจ็บสุดๆ ไปเลย แต่อ้าว… แล้วทำไมตอนนี้เราไม่รู้สึกเจ็บแล้วหล่ะ หรือเราตาฟาด หรือเราเมาจนเกิดภาพหลอนไปเอง บ้าจริงเลย เหล้านี่มันไม่ดีจริงๆ คราวหลังถ้าจะกิน เราควรต้องระวังซะแล้ว…’
คิดไปคิดมาบอสจึงเข้าใจว่าตนเองอาจจะเมาจนเกิดภาพหลอน เหตุการณ์ก่อนหน้านี้ไม่น่าใช่เรื่องจริง บอสจึงเดินกลับกุฏิพระอาจารย์ด้วยความสบายใจ เมื่อถึงแล้วก็ล้มตัวลงนอนแล้วหลับเป็นตาย
วันรุ่งขึ้นบอสล้างหน้าล้างตาด้วยน้ำที่ตนได้ตักมาใส่ในโอ่งไว้ก่อนหน้า ซึ่งใกล้จะหมดแล้ว ดังนั้นวันนี้เขาต้องไปหาบน้ำจากหนองน้ำที่เคยไปอาบในวันแรก มาเติมให้เต็มโอ่ง เขาจึงใช้คุไม้ไผ่ (ตะกร้าสานถี่ทาด้วยชันผสมน้ำมันยาง เพื่อกันรั่วซึม) จำนวน 2 คุ แล้วหาบด้วยไม้คาน เดินออกไปตักน้ำตั้งแต่เช้าตรู่ ระยะทางไปกลับร่วม 2 กิโล แล้วต้องตักประมาณ 2-3 รอบ น้ำถึงจะเต็มโอ่ง
ในขณะที่บอสกำลังตักน้ำที่หนองน้ำนั้น เมื่อร่างกายเขาสัมผัสกับน้ำ เขารู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งๆ ที่เคยลงหนองน้ำนี้มาแล้ว แต่ก็เก็บความรู้สึกประหลาดนั้นไว้ แล้วรีบทำงานของตนต่อให้เสร็จ เพราะวันนี้มีนัดสำคัญกับทางผู้ใหญ่ในหมู่บ้านที่เป็นจ่าบ้าน (ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน) ไว้ แต่ก็ยังไม่ได้บอกว่าจะให้เขาไปทำอะไร รู้เพียงว่าสำคัญมากๆ
เมื่อบอสเสร็จธุระของตนทั้งหมดแล้ว จึงเดินไปยังหมู่บ้านตามที่ได้นัดหมายไว้ เมื่อไปถึงก็พบว่ามีข้าวของถูกจัดเรียงอยู่บนเกวียนหลายกระบุง มีทั้งเมล็ดข้าวเปลือก ผัดสด ของแห้ง ของป่า และอื่นๆ อีกมากมาย ที่ชาวบ้านได้เตรียมไว้ บอสจึงเดินเข้าไปหาด้วยความแปลกใจ แล้วถามจ่าบ้านไปว่า
“ท่านลุงผู้ใหญ่ วันนี้จักไปที่ใดกันหรือขอรับ ข้าวของเยอะเชียว…”
“พวกเราต้องเอาของไปขายในเมืองกัน เอ็งมาก็ดีแล้ว อีกประเดี๋ยวพวกเราก็จักออกเดินทางกันแล้ว…”
ลุงผู้ใหญ่ได้บอกสถานที่ที่จะไป ทำให้บอสตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ตั้งแต่เขาย้อนเวลามาที่นี้ได้เกือบจะ 4 เดือนแล้ว ยังไม่เคยเข้าเมืองเลยซักครั้ง บอสจึงได้ถามเพื่อยืนยันให้มั่นใจไปว่า
“พวกเราจักไปเมืองเชียงทองกันหรือขอรับ ท่านลุง…”
“ก็เออหน่ะสิ ถ้ามิใช่เมืองเชียงทอง แล้วเอ็งจักเอาไปขายที่ใดเล่า…”
หลังได้รับคำตอบยืนยัน บอสแทบกระโดดโลดเต้นอย่างดีใจ เพราะเขาก็ต้องการหาโอกาสเข้าเมืองเชียงทองอยู่แล้ว เพื่อไปสืบหาเบาะแสต่างๆ ที่อาจเชื่อมโยงไปสู่ปรากฎการณ์ที่ได้เกิดขึ้นกับเขา ซึ่งมันอาจจะมีช่องทางที่ทำให้เขาสามารถกลับบ้านได้ เขาจึงกระตือรือร้นที่จะเดินทางร่วมกับคณะของชาวบ้านในครั้งนี้มาก
เมื่อถึงเวลาทั้งคณะได้ออกเดินทางจากหมู่บ้านไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ มุ่งสู่เมืองเชียงทอง ซึ่งในคณะเดินทางครั้งนี้ประกอบด้วย ลุงผู้ใหญ่ที่เป็นผู้นำ ลุงคำที่เป็นผู้คุ้มกันร่วมกับชาวบ้านที่สะพายดาบอีก 2 คน แล้วมีคนลากเกวียนอีก 4 คน สลับกันไป โดยบอสก็อยู่ในตำแหน่งนี้ และสุดท้ายก็มีพี่สาวคนสวยที่นั่งอยู่บนเกวียนด้วยอีก 1 คน ซึ่งเป็นลูกสาวของลุงผู้ใหญ่
ประมาณชั่วโมงกว่าๆ ทุกคนก็เดินทางมาถึงแม่น้ำคานอย่างปลอดภัย ช่วงหน้าแล้งเช่นนี้ ตามแนวลำน้ำมีช่วงที่ตื้นเป็นระยะซึ่งสามารถเดินข้ามได้ ทั้งหมดก็ช่วยกันเข็นเกวียนจนผ่านไปได้ พอพ้นจากแม่น้ำคานที่กั้นอยู่ก็เข้าสู่เขตเมืองเชียงทองแล้ว
บ้านเรือนผู้คนในเมืองเชียงทองหลังจากพ้นแม่น้ำคานมานี้ จะแตกต่างจากบ้านเรือนของชาวบ้านที่หมู่บ้านโพนสาค่อนข้างมาก ดูมั่นคงและแข็งแรงกว่ามาก บอสมองดูรอบตัวอย่างตื่นตาตื่นใจ พร้อมค่อยๆ เข็นเกวียนไปข้างหน้า จุดมุ่งหมายของการเดินทางครั้งนี้ คือตลาดกลางเมืองที่อยู่ห่างจากจุดนี้ไปอีกประมาณ 1 กิโล
ผู้คนเดินไปมากันอย่างขวักไขว่ ดูมีชีวิตชีวายิ่งนัก บอสมองดูทางนั้นทีทางนี้ทีด้วยความตื่นเต้น เขาไม่ได้เห็นผู้คนเยอะขนาดนี้มาตั้งแต่ครั้งย้อนอดีตมา จึงหวนคิดถึงวันที่ตนต้องแยกจากครอบครัวแล้วย้อนเวลามายั่งที่นี่ เลยอยากเดินไปดูสถานที่ให้ทั่วเผื่อพบเบาะแสอะไรบางอย่างที่อาจจะเชื่อมโยงถึงเหตุการณ์นั้นได้
บอสมัวแต่มองดูนั่นนี่จนลืมมองดูตรงข้างหน้าตนเองที่กำลังเดินอยู่ จนเดินชนบางสิ่งอย่างจังจนบอสล้มลง
“อะไรของมึงวะ ไอ้บ้านนอก มึงมองไปทางใดกัน จึงมาเดินชนกูเยี่ยงนี้…”
บอสเงยหน้าขึ้นมา พบชายวัยรุ่นคนหนึ่งกำลังตำหนิตนอยู่ ซึ่งมาพร้อมบริวารอีก 2 คนที่ถือดาบมาด้วย
“ข้าขอประทานโทษเถิดขอรับ ข้าเพิ่งเคยเข้าเมืองมาคราแรก รู้สึกประหม่าแลตื่นเต้นไปเสียหน่อยขอรับ…”
บอสรีบยกมือไหว้ขอโทษชายหนุ่มคนนั้น แต่ดูเหมือนว่าคนผู้นั้นจะยังไม่พอใจ
“มึงดูนี่ เสื้อผ้ากูเลอะเปลอะหมดแล้ว มึงจักรับผิดชอบเยี่ยงไร ไอ้ไพร่…”
ชายหนุ่มคนนั้นเริ่มหาเรื่อง ให้รับผิดชอบในสิ่งที่บอสมั่นใจว่าไม่ได้ทำ
‘เสื้อเลอะตรงไหน ไม่เห็นมีอะไรเลย อะไรของเขานะ นี่มันหาเรื่องกันชัดๆ เลย…’
---------------------------------------