จ้อย ทำสีหน้าลำบากใจพลางบิดตัวไปมาอย่างเขินอาย(ที่ดูแล้วน่าหมั่นไส้มากกว่าน่าเอ็นดู) เขา เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ้อมแอ้มว่า"มันจะดีจริง ๆ เหรอครับท่านเทพ... ผม เกรงว่าเนื้อหาของมันอาจจะ...กระทบกระเทือนจิตใจอันบอบบางของเหล่าผู้ทรงตบะในที่นี้ไปหน่อยน่ะครับ"
"จะมีอะไรไม่ดีกันเล่า!ในเมื่อมันเป็นเพลงที่ทำให้พญาสัตว์เทพหยุดวางมวยกันได้ พวกข้า ก็อยากจะรู้ว่ามันมีมนต์ขลังขนาดไหนเอาเลย... ร้องมา!" เทพบริพาร ก เร่งเร้าด้วยความอยากรู้อยากเห็นเต็มประดา
จ้อยถอนหายใจเฮือกใหญ่อีกครั้ง พลางปาดคราบสุราทิพย์ที่มุมปาก"ก็ได้ครับ ในเมื่อท่านเทพเรียกร้องถึงเพียงนี้... ผม จะจัดเพลงเด็ดจากใจ 'นักเลงเก่า' ให้ฟังสักรอบ!"
ทันทีที่จ้อยขยับตัวเตรียมเปิดปากบรรดาสัตว์เทพและปีศาจที่มีหูไวต่างพากันหมอบลงกับพื้น บ้างก็เอามืออุดหูจนแน่นโดยเฉพาะ ปีศาจม้าขาว ที่ถึงกับก้มหน้าหูทิพย์ปิดสนิทกัดฟันกรอดพลางหนีบก้นนั่งทับม้านั่งจนแน่นราวกับกลัวว่าแรงสั่นสะเทือนของเสียงเพลงจะทำให้อะไรบางอย่างในร่างกายหลุดลอยไป!
จ้อยกระแอมไอสองสามครั้งเพื่อล้างคอก่อนจะเริ่มวาดลวดลายท่าทางประกอบเพลงที่ดูนักเลงสุด ๆ ในสายตากระรอก และแล้ว...เสียงแผดสูงที่เต็มไปด้วยอารมณ์ดุดันก็พุ่งทะลุเพดานวิมานสวรรค์ออกมา:
"คึกคะนองกันมากพอแล้ว อย่าทำอย่างนั้นเลย... จากใจนักเลงเก่าโอ๊ยยยยย!"
"ฉันเดินทางนี้มาก่อนแล้ว แต่มันก็เหมือนเคย สุดท้ายก็ว่างเปล่า...โอ๊ยยยยย!"
เสียงของจ้อยไม่ได้ไพเราะปานนกการเวกอย่างที่คุยโวแต่มันกลับเต็มไปด้วย อำนาจตบะ ที่กวนประสาทอย่างถึงที่สุดเนื้อเพลงท่อนแรกทำเอาเทพบริพารทั้งสองที่กำลังจิบสุราละเลียดรสชาติถึงกับชะล้างคอไม่ทันสุราทิพย์พุ่งปรี๊ดออกจากปากดั่งน้ำพุร้อน!
จ้อยไม่หยุดเพียงเท่านั้น เขาย่างสามขุมเข้าหาพญาราชสีห์ทั้งสองที่นั่งหน้าคล้ำแล้วกระแทกเสียงร้องใส่หน้าด้วยท่าทางกร่างสุดขีด:
"ตีรันฟันแทงกูเคยแล้ว ที่มึงเคยทำกูเคยแล้ว!"
"ที่เจ๋งกว่ามึงก็เคยทำ ไอ้เรื่องเลว ๆ เรื่องระยำ... กูทำมาก่อนโอ๊ยยยยย!"
"ไอ้... ไอ้กระรอกนี่!" พญาบัณฑุราชสีห์ สบถออกมาแผ่วเบาจนขนคอตั้งชันมันอยากจะขย้ำเจ้าจ้อยให้ตายคาทีแต่เพราะสัตย์ปฏิญาณที่ให้ไว้ทำให้ต้องนั่งตัวแข็งทื่อราวกับรูปปั้นหิน ส่วนนายท่านราชสีห์ขนคำก็ไม่ต่างกันมันถึงกับก้มหน้าหลบสายตาเทพบริพารที่กำลังจ้องมองมาด้วยความเคลือบแค้น
จ้อยยังคงวาดลวดลายต่อไป ราวกับวิมานนี้เป็นเวทีส่วนตัวของตน:
"ทำตัวเองให้เดือดร้อน คนมองพ่อแม่ไม่สั่งสอน!"
"ท่านสอนแต่กูไม่เคยจำ ผิดหวังในสิ่งที่กูทำ... ในทุก ๆ ตอน โอ๊ยยยยย!"
สิ้นเสียงร้องท่อนสุดท้าย ความเงียบกริบก็เข้าปกคลุมวิมานทันทีเทพบริพารทั้งสองที่เปียกโชกไปด้วยสุราทิพย์ต่างทำหน้าพะอืดพะอมพลางใช้แขนเสื้อเช็ดหน้า
"พอ! พอได้แล้ว!" เทพบริพาร ก ตะโกนห้ามพลางทำท่าจะขย้อนออกมา"นี่มันเพลงบ้าอะไรกัน! เนื้อหาก็หยาบช้า ท่วงทำนองก็น่าสะอิดสะเอียน... ข้าเข้าใจแล้วว่าทำไมพวกพญาสัตว์เทพถึงได้หยุดตีกันเพราะถ้าขืนตีกันต่อไปแล้วได้ฟังเพลงนี้อีกรอบ วิมานหลังนี้คงต้องล่มสลายแน่ๆ!"
"จ้อย... เอง ยังมีชีวิตอยู่ได้จนถึงตอนนี้นับว่าเป็นปาฏิหาริย์เหนือปาฏิหาริย์จริง ๆ" เทพบริพาร ข เสริมพลางมองไปทางราชสีห์ทั้งสองด้วยสายตาสงสาร"ในเมื่อไม่ใช่การวิวาทแต่เป็นการ... 'แสดงออกถึงอารมณ์ศิลปิน'ที่รุนแรงไปหน่อย งั้นพวก ข้า ก็จะขอตัวไปรายงานสถานการณ์ก่อนล่ะ...โอ๊กกก!"
เทพทั้งสองรีบเผ่นหนีออกจากวิมานไปอย่างรวดเร็วราวกับกลัวว่าจ้อยจะขอร้องเพลงแถมให้อีกซักบททิ้งให้เหล่าปีศาจและพญาราชสีห์ยืนจ้องมองกระรอกแสบด้วยสายตาที่ถ้าฆ่าคนได้จ้อยคงตายไปแล้วนับพันครั้ง!
"พวกมัน อยากจะรุมสกรัม ผม จะแย่แล้วล่ะสิ"จ้อยพึมพำกับตัวเองพลางเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะอย่างองอาจ
"ไอ้กระรอกจอมกะล่อน! เอง อยากตายท่าไหนบอกมา ข้า จะจัดให้!"ปีศาจม้าขาว เดินปรี่เข้ามาหาจ้อยด้วยท่าทางดุร้ายมันโกรธจนลืมความกลัวที่เคยมีไปชั่วขณะ
จ้อยเงยหน้าขึ้นจากจอกสุราพลางยิ้มกริ่ม"อยากบรรลุเป็นพระอรหันต์ก่อนค่อยตายได้ไหมล่ะ? พี่ จัดให้ ผม ได้ป่ะ?"
"..."ปีศาจม้าขาวถึงกับไปไม่เป็น "อย่ามาเล่นลิ้น! ข้า จะ..."
"ทีหลังอย่าเที่ยวคุยโวโอ้อวดเกินตัวเลยพี่ พูดไปแล้วทำไม่ได้มันเสียหมา...เอ๊ย เสียม้านะครับ" จ้อยขัดคออย่างไม่เกรงใจ แล้วหันไปหาพญาบัณฑุราชสีห์แทน"พี่บัณฑุราชสีห์ครับ... แล้ว ตราศิลาเขาพระสุเมรุ ของ ผม ล่ะเมื่อไหร่จะให้ขนไปได้สักที?"
พญาบัณฑุราชสีห์ที่อัดอั้นโทสะมานานจึงสะบัดอุ้งเท้าเรียกศิลาสีเขียวมรกตขนาดกะทัดรัดแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจมหาศาลพุ่งมาตั้งตรงหน้าจ้อย"ถ้า เอง ยกไหว มันก็เป็นของ เอง!"
ปีศาจม้าขาวได้ทีรีบเยาะเย้ยทันที"ศิลานี่หนักเท่ากับขุนเขาพันลูก ถ้า เอง ยกไหว ต่อไปเห็นหน้า ข้า จะเดินอ้อมไปทางอื่นเลย!"
จ้อยเดินเข้าไปลูบคลำศิลานั้นพลางเลียริมฝีปากด้วยท่าทางหิวกระหาย"พี่บัณฑุราชสีห์ครับ... ถ้า ผม กินไม่หมด ขอกลับบ้าน (ใส่ย่ามจักรวาล)ได้ไหม?"
พญาบัณฑุราชสีห์ถึงกับสตั้นไปสามวิ "กิน? เอง จะกินศิลาพระสุเมรุของ ข้า เนี่ยนะ? ไม่กลัวฟันหน้าหลุดหมดปากรึไง!"มันระเบิดหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งราวกับได้ยินเรื่องตลกที่สุดในสวรรค์
เหล่าปีศาจตนอื่นก็พากันหัวเราะร่าด้วยความสะใจ"ไอ้กระรอกปัญญาอ่อน! ระวังจะติดคอหัวใจวายตายก่อนนะเว้ย!"ปีศาจม้าขาวท้าสำทับ "ถ้า เอง กินศิลานี่ได้ ข้า จะยอมกินโต๊ะเก้าอี้ในวิมานนี้ให้หมดเลยเอ้า!"
จ้อยยิ้มอย่างผู้ชนะ "จำคำพูดตัวเองไว้ให้ดีนะพี่... ทุกคนหลบไป!พ่อจะเปิดบุฟเฟต์แล้ว!"
พูดจบ จ้อยก็นั่งขัดสมาธิลงตรงหน้าศิลา อ้าปากกว้างจนเห็นฟันหน้าซี่คมแบบกระรอก แล้วงับลงไปเต็มแรง!
"กร้วมมม!"
เสียงแตกกระจายของศิลาก็ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่ววิมาน!สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่จ้อยด้วยความคาดหวังว่าจะได้เห็นฟันหักคาศิลาแต่แล้วพญาบัณฑุราชสีห์ก็ต้องอ้าปากค้าง เมื่อเห็นว่าศิลาแกร่งของ แกมีรอยแหว่งโหว่ขนาดใหญ่ปรากฏขึ้น!
จ้อยไม่รอช้า สองอุ้งมือเล็ก ๆ ตะปบศิลาไว้แล้วรัวฟันงับใส่ไม่ยั้ง"กร้วม! กร้วม! กร้วม!" เพียงไม่กี่อึดใจศิลาที่เคยเป็นของวิเศษที่ใครเห็นก็ต้องเกรงขามกลับถูกกระรอกตัวเดียวเขมือบหายไปต่อหน้าต่อตา!
พญาบัณฑุราชสีห์เพิ่งได้สติ ร้องลั่นด้วยความเสียดายของรัก"ไอ้กระ...!"
"หน้า... หน้า... ใครหนอช่างหน้าด้านจะผิดคำพูด!" นายท่านราชสีห์ขนคำรีบขัดคอพลางลอยหน้าลอยตาเป่านกหวีดหยามใจคู่ปรับ
จ้อยเคี้ยวศิลาคำสุดท้ายจนละเอียดก่อนจะกลืนลงคอไปอย่างง่ายดาย เขาลูบพุงที่ป่องออกมาเล็กน้อยพลางเรอเอิ๊กใหญ่จนกลิ่นอาคมฟุ้งกระจาย"รสชาติจืดไปหน่อย แต่ก็... พอไหวนะครับพี่"
พญาบัณฑุราชสีห์ได้ยินดังนั้นก็ตบโต๊ะจนพินาศสะบัดหน้าเดินหนีออกจากวิมานไปทันทีด้วยความอับอายและเจ็บใจที่สุดในชีวิต!ทิ้งให้วิมานหลังงามเหลือเพียงความเงียบและรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของเจ้ากระรอกนักเลงเก่าเพียงตนเดียว