ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 บทที่ 170 คลื่นใต้น้ำ

            กลางดึกคืนนั้นเอง หลินหยางก็สลบลงไปอย่างไม่น่าแปลกใจเท่าไรนัก

            ต่อให้เป็นเทพเจ้าจุติลงมาเองก็ดวลสุรากับทุกคนที่มาเข้าร่วมงานจำนวนหลายร้อยคนนี้ไม่ได้หรอก

            หลินหยางรู้สึกราวกับว่าตัวเองเพิ่งผ่านการต่อสู้อันแสนทรหดจนไร้เรี่ยวแรงสุดท้ายก็ล่วงลงไปนอนหลับอยู่บนอ้อมกอดอันแสนหอมหวนและนุ่มนวลของสาวน้อยคนหนึ่ง

            “หลินหยาง...เจ้าบ้าไปแล้วรึเปล่านี่ นี่มันเหยือกที่ยี่สิบแล้วนะ!”

            สิ่งสุดท้ายที่หลินหยางได้ยินคือน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงของเวินชิงชิงจากนั้นเขาก็จมดิ่งลงสู่ห้วงนิทราไป

            การนอนหลับครั้งนี้ หลินหยางได้นอนหลับสนิทอย่างเต็มที่ รู้สึกผ่อนคลายสุดๆในแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

            ..................................

            แต่ในตอนที่ทั่วทั้งอาณาจักรชูอวิ๋นกำลังดำดิ่งอยู่กับช่วงเวลาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขนั้น

            ในอีกภพภูมิหนึ่งที่อยู่ห่างไกลออกไปจนอยู่คนละช่วงมิติเวลานั้นบนผืนแผ่นดินสีเหลืองอร่ามอันใหญ่โตนี้ มีน้ำวิเศษสีดำจำนวนมหาศาลไหลเวียนอยู่บนนั้น

            ไม่รู้ว่าน้ำวิเศษเหล่านั้นโผล่มาจากไหน แต่มันมีลักษณะที่เย็นยะเยือกจนรู้สึกแสบไปถึงกระดูกปลดปล่อยพลังงานธรรมชาติที่ให้ความรู้สึกมืดมนอยู่ตลอดเวลาซึ่งมันเป็นทรัพยากรที่ยอดเยี่ยมที่สุดสำหรับผู้ที่ฝึกวิชานอกรีตชั่วร้ายอยู่แล้ว

            บนผืนแผ่นดินใหญ่ที่มีแม่น้ำวิเศษสีดำไหลผ่านเต็มไปหมดนั้นแม่น้ำวิเศษหลายสายจากที่ต่างๆ ก็ได้ไหลมารวมกันเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่เล็กไม่เท่ากันหลายๆแห่ง ซึ่งหนึ่งในทะเลสาบเหล่านั้นที่มีชื่อเสียงมากที่สุดก็คือทะเลสาบที่ชื่อว่า “หลุมปรภพ”

            หลุมปรภพนั้นเป็นทะเลสาบที่มีขนาดกว้างใหญ่ไพศาลและลึกมากจนไม่อาจจะลงไปวัดที่จุดลึกสุดได้ พลังฟ้าดินชั่วร้ายและมืดมนจำนวนมหาศาลล้วนมารวมอยู่ที่นี่ทำให้จุดๆ นี้เป็นสถานที่ๆ อุดมสมบูรณ์มากที่สุดในภพภูมิแห่งนี้ยอดฝีมือที่ฝึกฝนวิชาชั่วร้ายจำนวนนับไม่ถ้วนล้วนอยากมาสร้างลัทธิศาสนาที่เป็นของตัวเองขึ้นในที่แห่งนี้แต่น่าเสียดายที่มันล้วนถูกยึดเอาไว้โดยลัทธิมหาอำนาจที่ทรงพลังสุดขีดลัทธิหนึ่งแล้ว

            ลัทธิวิญญาณอสูร

            มหาอำนาจเพียงหนึ่งเดียวที่ยึดครองหลุมปรภพเอาไว้ทั้งหมด

            และเป็นหนึ่งในมหาอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดในดินแดนซึ่งเต็มไปด้วยสายน้ำอันแสนชั่วร้ายเหล่านี้อย่าง“ภพภูมิปรโลก” ด้วย

            ลัทธิวิญญาณอสูรนี้ก่อตั้งขึ้นและมีอำนาจอยู่บนพื้นที่รอบทะเลสาบหลุมปรภพซึ่งมีพื้นที่นับร้อยลี้มีตึกรามบ้านช่องถูกสร้างไว้จำนวนมหาศาล ตำหนักต่างๆ อีกจำนวนนับไม่ถ้วน มีศิษย์ของลัทธิอยู่มากกว่าแสนคนที่พักอาศัยและฝึกฝนวิชาในที่แห่งนี้จะเรียกว่าเป็นราชอาณาจักรแห่งวิถีอสูรก็ไม่ผิดนัก

            ซึ่งส่วนที่สำคัญที่สุดของลัทธิวิญญาณอสูรนี้คือเกาะที่ถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์ซึ่งลอยอยู่ตรงใจกลางของทะเลสาบหลุมปรภพอันไร้ก้นบึ้งซึ่งมันถูกเรียกว่า - ตำหนักอสูรแห่งโลกปรภพ

            ลูกศิษย์คนสำคัญของลัทธิวิญญาณอสูรและเหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายนั้นล้วนเสพสุขกับความชุ่มชื้นของน้ำปรภพที่มีอยู่อย่างมหาศาลจากในตำหนักอสูรนี้ไม่ว่าจะฝึกฝนวิชาใดๆ ก็ล้วนรวดเร็วยิ่งกว่าพื้นที่ทั่วไปหลายเท่า จำนวนยอดฝีมือที่ถูกบ่มเพาะขึ้นมาได้นั้นมีมากดุจธารดาราบนท้องฟ้านับกันไม่หวาดไม่ไหว

            ตอนนี้ ณ ห้องโถงอันกว้างใหญ่แห่งหนึ่งที่อยู่ในตำหนักอสูรนั้นมีตัวตนที่มีพลังอันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากร่างกายราวกับราชันแห่งภูตผีอันแสนอำมหิตจำนวนหลายคนที่อยู่ในนั้นซึ่งพวกเขากำลังฝึกฝนวิชาเพิ่มพูนพลังกันอยู่

            ทุกลมหายใจเข้าออกนั้นล้วนแฝงไว้ด้วยพลังฟ้าดินจำนวนมหาศาลราวกับธารน้ำที่ไหลเข้าออกตลอดเวลารัศมีพลังฟ้าดินที่ปล่อยออกมาแบบไม่ได้ตั้งใจนั้นมันราวกับเป็นปีศาจร้ายสีดำที่ต้องการจะกลืนกินทั่วทั้งปฐพีนี้เลยก็ไม่ปาน

            พวกเขาเหล่านี้คือยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดในวิถีอสูรอย่างแท้จริง

            ถ้าเปรียบเทียบเมี่ยชางเซิงกับพวกเขาเหล่านี้แล้ว มันก็ไม่ต่างอะไรกับการนำแมวเหมียวมาเทียบกับพยัคฆ์

            ทันใดนั้นเอง หนึ่งคนในนั้นพลันคิ้วขมวดขึ้นจากนั้นก็ส่งเสียงออกมาด้วยความสงสัยปนตกใจ

            “มีอะไร?”

            ผู้ที่อยู่ตรงกลางสุดซึ่งเป็นหัวหน้านั้นไม่ได้อ้าปากพูดแต่เขาเอ่ยถามขึ้นด้วยวิธีการสนทนาผ่านทางจิตสำนึกระดับพลังจิตของพวกเขานั้นช่างสูงส่งยากคาดเดา

            “เปลวเพลิงแห่งชีวิตของเมี่ยชางเซิงมอดดับไปแล้วเกรงว่าน่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น” คนก่อนหน้านี้ตอบกลับมา

            “โห? มีเรื่องแบบนี้ด้วย?”ผู้เป็นหัวหน้าที่อยู่ตรงกลางดูจะเกิดความสงสัยขึ้น “ที่ๆ มันไปเป็นแค่ภพภูมิชั้นต่ำขนาดเล็กๆ เองไม่ใช่รึสาขาย่อยของพวกเราที่ไปตั้งอยู่ที่นั้นซึ่งเป็นแค่ลัทธิที่แข็งแกร่งระดับหนึ่งดาวก็สามารถขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของแผ่นดินนั้นได้แล้วจะมีใครสามารถหยุดมันได้ด้วยหรือ?”

            “ไม่แน่ใจ...แต่ก่อนที่เมี่ยชางเซิงจะออกเดินทางไปนั้นมันได้บอกไว้ว่าการเดินทางครั้งนี้มีเป้าหมายอยู่ที่สุสานลับแห่งหนึ่งที่อยู่ในภพภูมินั้นหรือว่าจะถูกยอดฝีมืที่ถูกศาสนาลัทธิอื่นส่งไปแย่งชิงสมบัตินั่นมาเหมือนกันฆ่าตาย?”

            ภายในห้องโถงนั้นพลันตกลงสู่ความสงบ

            หลังจากเวลาผ่านไปราวหนึ่งนาที ก็ได้ยินเสียงของผู้เป็นหัวหน้าคนนั้นดังขึ้นต่อมาว่า“ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตามชางเซิงก็ถือเป็นผู้อาวุโสนอกลัทธิของลัทธิวิญญาณอสูรข้า ลัทธิหมื่นวิญญาณเองก็เป็นลัทธิย่อยของลัทธิวิญญาณอสูรข้าอีกด้วยไม่ว่าใครก็ตามที่บังอาจมาท้าทายอำนาจของลัทธิวิญญาณอสูร พวกมันทั้งหมดต้องชดใช้”

            “เป็นอย่างที่ท่านผู้อาวุโสใหญ่ว่า”

            “ส่งคำสั่งของข้าออกไปขอสั่งให้ผู้อาวุโสในลัทธิ ‘เทียนโยว’และ ‘หน่วยเงาอสูร’ หนึ่งพันคนออกเดินทางไปที่ภพเซวียนหยวน ไปตรวจสอบหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นส่วนผู้ที่มีความเกี่ยวข้องให้ฆ่าทิ้งไปให้หมด”

            “ตอบท่านผู้อาวุโสใหญ่ ผู้อาวุโสเทียนโยวตอนนี้ได้ทะลวงไปถึงระดับโพ่ไห่ขั้นสูงสุดแล้วเกรงว่าคงจะไม่สามารถฝืนทำลายม่านพลังป้องกันเพื่อเข้าไปในภพภูมิเซวียนหยวนได้ทำได้แค่ใช้ ‘เรือวิญญาณแห่งปรภพ’เพื่อเดินทางเข้าไปในเส้นทางบนช่องว่างแห่งมิติเวลาจากนั้นก็ใช้เวลาอีกประมาณหนึ่งปีถึงจะสามารถเดินทางไปถึงภพเซวียนหยวนได้”

            ผู้อาวุโสคนที่เป็นหัวหน้านั้นพยักหน้ารับ “ก็ดีถ้ามีสุดยอดสมบัติอย่างเรือวิญญาณแห่งปรภพไปด้วยละก็ เทียนโยวก็ไม่ต่างอะไรกับเสือติดปีกบอกเขาว่าให้ใช้อย่างระวัง ห้ามเกิดข้อผิดพลาดรีบไปตามล่ามดปลวกพวกนั้นแล้วจัดการทิ้งเสียและชิงสมบัติในสุสานนั่นแล้วรีบกลับมา”

            รับทราบ!!

            ลัทธิวิญญาณอสูรมหาอำนาจอันแสนยิ่งใหญ่และอำมหิตสุดขีดนั่นได้เล็งเป้ามาที่ทวีปชี่อู่ในภพภูมิเซวียนหยวนแล้ว

            ..................................

            และที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่านั้นคือผลลัพธ์ที่เกิดจากการที่ลัทธิหมื่นวิญญาณในทวีปชี่อู่แห่งภพภูมิเซวียนหยวนถูกล้างสำนักไปแล้วนั้นมันยังไม่จบแค่นี้

            อีกสามลัทธิศาสนาที่เหลืออยู่บนทวีปชี่อู่นั้นต่างก็ได้จับจ้องไปที่สงครามระหว่างพวกลัทธิหมื่นวิญญาณและกองกำลังฝ่ายธรรมะของดินแดนภาคตะวันตกภาคใต้อยู่นานแล้ว

            ซึ่งผลลัพธ์ของสงครามนั้นได้สร้างความสั่นสะเทือนให้กับเหล่าลัทธิศาสนาอันยิ่งใหญ่เหล่านี้กันถ้วนหน้า

            พวกเขาต่างก็รู้ว่าลัทธิหมื่นวิญญาณได้อัญเชิญยอดฝีมือระดับโพ่ไห่มาจากภพภูมิชั้นสูงแล้วแต่สุดท้ายพวกมันก็ยังพ่ายแพ้จนสิ้นสำนักอยู่ดี

            เจ้าหลินหยางนั่น...อาณาจักรชูอวิ๋นนั่นมันแข็งแกร่งเกินกว่าจินตนาการของเหล่าลัทธิศาสนาทั้งหลายนี้ไปมากแล้ว

            ทันทีที่จบสงคราม ศาสนาดาบสวรรค์ที่อยู่ในภาคเหนือภูเขาหมื่นอสูรที่อยู่ภาคตะวันออก รวมไปถึงศาสนาศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ภาคกลางก็ได้ทำการติดต่อกับศาสนาแม่ผ่านทางวิธีลับทันที

            “ลัทธิหมื่นวิญญาณได้ทำการอัญเชิญยอดฝีมือระดับโพ่ไห่มาซึ่งเป็นการละเมิดข้อห้ามอย่างรุนแรงโดยมีเป้าหมายที่ขุมทรัพย์ซึ่งถูกปิดผนึกอยู่ในสมรภูมิฝังเทพ...”

            “ถึงแม้ว่าเหล่าปีศาจร้ายแห่งลัทธิหมื่นวิญญาณจะถูกล้างบางจนหมดสิ้นไปแล้วแต่ลัทธิวิญญาณอสูรที่อยู่เบื้องหลังของมันจะต้องไม่ยอมหยุดอยู่แค่นี้แน่...”

            “เกรงว่าวันที่ผนึกของสมรภูมิฝังเทพจะถูกปลดออกคงอยู่ห่างไปไม่ไกลมากแล้วขอถามท่านผู้อาวุโสว่าพวกเราควรจะทำอย่างไรกันดี?”

            ข้อความเป็นประโยคๆ ที่ส่งผ่านมิติเวลาจำนวนมหาศาลไปถึงลัทธิศาสนาสุดแข็งแกร่งที่อยู่ในอีกภพภูมิหนึ่ง

            ซึ่งเหล่าศาสนาทั้งหลายต่างก็ตอบสนองด้วยวิธีที่คล้ายคลึงกับลัทธิวิญญาณอสูรโดยไม่ได้นัดหมายกัน

            “พวกเจ้าจงเตรียมการต้อนรับคณะทูตที่พวกเราจะส่งไปสังเกตการณ์ที่ภพเซวียนหยวนก่อน”

            “จากนั้นพวกเราจะส่งยอดฝีมือระดับสูงตามไปทีหลังพวกเจ้าจงทำตามคำสั่งของคณะทูตคอยสังเกตการณ์การเคลื่อนไหวของอาณาจักรชูอวิ๋นอย่างใกล้ชิดจนกว่ายอดฝีมือขั้นสูงจะเดินทางไปถึง”

            รับทราบ!!

            ด้วยเหตุนี้เองแท่นขนส่งทะลุมิติที่กินพลังงานอันมหาศาลของทั้งสามศาสนาที่อยู่ในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขาก็ได้ถูกเปิดออกเพื่อรอคอยการมาถึงของคณะทูตสุดแกร่งที่กำลังเดินทางมา

            ขณะเดียวกันนั้นเอง เหล่ายอดฝีมือขั้นสูงที่มีระดับพลังเหนือกว่าขีดจำกัดของทวีปชี่อู่ที่ลัทธิศาสนาใหญ่ทั้งสี่จากภพภูมิระดับกลางได้ส่งมานั้นก็กำลังออกเดินทางมาเช่นกัน

            นี่คือเกมของเหล่ามหาอำนาจทั้งหลายเท่านั้นไม่มีใครสนใจในภพภูมิเล็กๆ ขั้นต่ำอย่างภพเซวียนหยวนหรือทวีปชี่อู่อย่างจริงๆ จังๆอยู่แล้ว

            ทันทีที่เหล่ายอดฝีมือที่แข็งแกร่งระดับที่สามารถถล่มฟ้าทะลายปฐพีพวกนี้ได้เดินทางไปถึงทวีปชี่อู่พร้อมกับสุดยอดศาสตราสะท้านภพแล้วละก็แค่ความเคลื่อนไหวเล็กๆ ของพวกเขาเกรงว่าอาจจะนำมาซึ่งภัยพิบัติอันร้ายแรงอย่างมิอาจคาดเดาได้ให้กับทวีปชี่อู่ก็เป็นได้

            ความวุ่นวายอย่างไร้ขอบเขตกำลังจะมาถึงแล้ว

            เกรงว่าน่าจะเหลือเวลาอีกอย่างมากก็แค่หนึ่งปีเท่านั้น

            ..................................

            เช้าวันถัดมา

            ฝ่ามืออันนุ่มนวลอบอุ่นของหญิงสาวได้สัมผัสลงบนใบหน้าของหลินหยาง

            อืม

            นุ่มจัง... สบายสุดๆ เลย...

            เดี๋ยวนะ

            หลินหยางลืมตาขึ้นมามอง

            ก็เห็นขนตาอันยาวสลวยของเวินชิงชิงกำลังสั่นไหวเบาๆ อยู่ตรงหน้าของหลินหยางยายหนูน้อยที่กำลังนอนหลับฝันหวานอยู่นี้กำลังขยับปากพึมพำที่แฝงไว้ด้วยความรู้สึกเขินอายว่า

            “ไม่ ไม่เอานะ...หลินหยาง พวกเรายังไม่ควร...”

            ยายบ้า!

            ยายนี่มันฝันเรื่องลามกอะไรอยู่ล่ะนี่!

            แล้วหลินหยางผู้นี้เป็นคนแบบนั้นรึอย่างไร?

            หลินหยางอึ้งไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็รู้สึกปลื้มอกปลื้มใจขึ้นมา

            เห็นได้ชัดว่าเวินชิงชิงอยู่เฝ้าเขาทั้งคืน จนตอนนี้นางฟุบหลับในท่าพับเพียบอยู่ข้างกายเขาแล้ว

            หลินหยางลุกขึ้นพร้อมกับใช้พลังจิตค่อยๆ นำร่างของนางขึ้นมานอนบนเตียงจากนั้นก็ห่มผ้าให้กับแม่หวานใจของเขาหลังจากที่จ้องมองใบหน้าที่กำลังหลับอย่างสงบของนางอยู่ครู่หนึ่งแล้วเขาก็แย้มยิ้มขึ้นมาเล็กๆ ก่อนจะเดินออกจากห้องไป

            “ใคร! ท่านหัวหน้าต้วน??ท่านทำแบบนี้ ข้าเกือบหัวใจวายตายแล้วรู้ไหม?”

            ใครจะคิดว่า ด้านนอกห้องนั้นเงาร่างในชุดสีดำสายหนึ่งได้ยืนรออยู่อย่างเงียบๆ ราวกับวิญญาณอยู่นานแล้วจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากต้วนเทียนหยา

            ต้วนเทียนหยายืนมองหลินหยางจากนั้นก็เหลือบไปมองที่ห้องด้านหลังแวบหนึ่ง แล้วถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแหบแห้งว่า

            “หลับสบายดีไหม?”

            “อืม...ดีใช้ได้” หลินหยางตอบกลับไปแบบไม่คิดอะไรแต่เพียงแวบเดียวเขาก็เข้าใจความหมายแฝงทันที

            “เอ้ย ไม่ใช่ ข้าไม่ได้หมายถึงอย่างนั้น...”

            “ข้าน้อยอยากอุ้มหลานเร็วๆ”

            “...”

            อุ้มป้าท่านสิ!

            หลินหยางพูดอะไรต่อไม่ออกแล้ว

            ตาต้วนผู้นี้นี่ ทำไมช่วงนี้ดูแปลกประหลาดมากขึ้นเรื่อยๆ นะ

            แต่เห็นได้ชัดว่าวันนี้ต้วนเทียนหยาไม่ได้มาหาหลินหยางเพียงเพื่อล้อเล่นเพียงอย่างเดียวแน่ๆ

            ทั้งสองค่อยๆ ก้าวเดินออกไป

            “ครั้งนี้ท่านทำได้ดีมาก ข้าน้อยรู้สึกพอใจจริงๆ”

            “อืม” หลินหยางไม่ได้ปฏิเสธคำชมอะไรจากนั้นก็หันไปพูดกับอีกฝ่ายว่า “ท่านหัวหน้าต้วนเองก็เหนือกว่าที่ข้าคาดไว้มากเหมือนกัน”