ทั้งลู่ชิงและหวังซิวเดินกอดอกกลับเข้ามาในโถงโรงเตี๊ยมเก่าที่สภาพบัดนี้ยับเยินประดุจถูกพายุถล่ม เศษไม้และซากปรักหักพังกระจายเกลื่อนพื้น ฉินอวี้ ยังคงยืนพิงกำแพงไม้ที่ร้าวเป็นทางยาวอย่างสงบนิ่ง มือเรียวกุมด้ามกระบี่ไว้มั่น สายตาเย็นเยียบจับจ้องมาที่อาจารย์ของตนด้วยความเคารพ ก่อนจะปรายตามองลู่ชิงด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย
ในขณะนั้นเอง เหล่าองครักษ์ที่กำลังพันแผลให้กันต่างพากันมองไปยังหวังซิวด้วยแววตาที่สั่นระริกด้วยความเคารพเทิดทูนและเลื่อมใสถึงขีดสุด
"ฝ่ามือนั่น... รุนแรงและแฝงไปด้วยเจตจำนงที่มั่นคงประดุจขุนเขา จะเป็นวิชาใดไปไม่ได้นอกจาก 'ฝ่ามือสยบแปดทิศ' อันเลื่องชื่อแห่งตระกูลหวัง!" องครักษ์ผู้หนึ่งกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"วิชานี้เป็นตำนานที่แม้แต่ผู้เริ่มฝึกยุทธ์ระดับพื้นฐานยังต้องรู้จักชื่อเสียง พวกเราช่างมีวาสนาเหลือเกินที่ได้พบกับยอดยุทธ์ระดับจอมราชันขั้นสูงอย่างท่านผู้อาวุโสหวังซิวในที่แห่งนี้!"
เมื่อเห็นว่าสถานการณ์คลี่คลาย หญิงสาวผู้สูงศักดิ์จึงก้าวออกมาข้างหน้าอย่างสง่างาม นางประสานมือคารวะด้วยกิริยาที่นอบน้อมที่สุดเท่าที่ราชนิกุลคนหนึ่งจะพึงกระทำต่อยอดคนระดับตำนาน
"ผู้น้อยมีนามว่า 'โจวอวี้หลัน' องค์หญิงลำดับที่สามแห่งราชวงศ์ปัจจุบัน ขอนอบน้อมต่อ ท่านผู้อาวุโสหวังซิว ยอดปรมาจารย์แห่งตระกูลหวัง" นางแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง
"เป็นบุญของอวี้หลันเหลือเกินที่ได้เห็นวิชาอันเลื่องชื่อของตระกูลท่านกอบกู้สถานการณ์ไว้ หากมิได้ท่านในวันนี้ พวกเราคงไม่มีชีวิตรอดกลับไปแน่นอน"
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังเต็มไปด้วยความศรัทธา องครักษ์บางคนกลับแอบเหล่มองลู่ชิงแล้วกระซิบกระซาบกันอย่างน่าหมั่นไส้
"ดูเจ้าบัณฑิตปะชุนนั่นสิ..." องครักษ์คนหนึ่งป้องปาก
"ท่าทางสะบัดมือเหมือนคนไล่ยุงตะกี้จะไปฆ่าใครได้ ข้าว่าแท้จริงแล้วเป็นท่านผู้เฒ่าหวังซิวต่างหากที่แอบดีดดัชนีลมปราณอยู่ข้างหลังในจังหวะที่เจ้าบัณฑิตนั่นเหวี่ยงมือพอดี เพื่อสร้างหน้าสร้างตาให้เจ้าบัณฑิตหน้าขาวนี่ดูดีต่อหน้าองค์หญิง"
"ข้าก็ว่าอย่างนั้น" อีกคนเสริมพร้อมแสยะยิ้มสมเพช "ดูรอยปะเสื้อผ้าที่ศอกนั่นสิ อย่างกับผ้าขี้ริ้วเช็ดเท้าในวัง ยอดคนจริงๆ ที่ไหนจะแต่งกายซอมซ่อไร้รสนิยมเช่นนี้ เจ้าบัณฑิตนี่คงดวงดีที่ท่านผู้เฒ่าหวังนึกสนุกอยากปั้นหุ่นไล่กาให้ดูเป็นนักรบ ช่างน่าเวทนานักที่เจ้าตัวยังทำหน้าภูมิใจเหมือนนกกระจอกนึกว่าเป็นพญาอินทรี"
"หยุดวาจาสามหาวของพวกเจ้าเดี๋ยวนี้!" องค์หญิงสามโจวอวี้หลันตรัสเสียงเข้มจนองครักษ์สะดุ้ง
"พวกเจ้าช่างเบาปัญญาและมีตาหามีแววไม่ ที่บังอาจนินทาบุรุษผู้มีน้ำใจเช่นนี้ต่อหน้าข้า!"
นางรีบหันมาขอโทษลู่ชิงด้วยกิริยานอบน้อม
"ท่านบัณฑิตลู่ โปรดประทานอภัยให้องครักษ์ของอวี้หลันด้วย พวกเขาช่างปากพล่อยนักที่บังอาจหมิ่นเกียรติท่าน"
ลู่ชิงที่ตอนแรกแอบตกใจจนตาค้างที่รู้ว่าตาเฒ่าใกล้ตายคนนี้คือ หวังซิว ยอดยุทธ์ในตำนาน และตกใจซ้ำสองที่นางคือ องค์หญิงสามโจวอวี้หลัน ผู้สูงศักดิ์ แต่พอได้ยินคำว่า "ผ้าขี้ริ้ว" และ "หุ่นไล่กา" ที่พวกองครักษ์ด่าเสื้อผ้าเขา หูของลู่ชิงก็พลันแดงพุ่งปรี๊ดด้วยความแค้นเคืองทันที!
‘หนอย... จะนินทาข้าว่าหน้าขาวหรือขี้งกข้าไม่ว่า แต่มาว่าเสื้อผ้าที่ท่านแม่ข้าบรรจงเย็บปะซ่อมแซมให้ด้วยความรักว่าเป็นผ้าขี้ริ้วเนี่ยนะ? ได้... ข้าจะแกล้งเอาเงินพวกเจ้ามาทำขวัญรอยปะให้เข็ดเลย!’
ลู่ชิงเปลี่ยนสีหน้าจากตกใจกลายเป็นความวิปโยคอย่างฉับพลัน เขาก้าวฉับๆ เข้าไปหาองค์หญิงสามพลางทำตาละห้อย แกล้งบีบน้ำตาให้คลอเบ้าประดุจบัณฑิตที่โลกกำลังถล่ม
"โอ้... องค์หญิงสามผู้สูงศักดิ์" ลู่ชิงคร่ำครวญพลางชี้ไปที่รอยปะตรงศอก
"ท่านดูสิ... รอยปะนี้แม่ข้าต้องใช้สายตาที่พร่ามัวเย็บให้ข้าท่ามกลางแสงตะเกียงริบหรี่ แต่องครักษ์ของท่านกลับบอกว่ามันคือผ้าขี้ริ้ว! จิตใจข้าแหลกสลายจนมิอาจประกอบคืนได้อีกแล้ว ความเจ็บปวดนี้รุนแรงยิ่งกว่าคมดาบเสียอีก! ข้าเป็นเพียงบัณฑิตยากจน ความภูมิใจเดียวคือเสื้อตัวนี้ หากถูกตราหน้าเช่นนี้ ข้าคงไม่กล้าสู้หน้าท่านแม่ได้อีก... เว้นเสียแต่ว่า... ข้าจะมีเงินสักก้อนไปซื้อยาบำรุงหัวใจให้ท่านแม่ เพื่อชดเชยความเสียใจนี้!"
เขาหันไปมองกลุ่มองครักษ์ด้วยสายตาจิกกัด
"ข้าขอไม่มากหรอกองค์หญิง... คิดเสียว่าเป็นค่า 'ทำขวัญรอยปะ' และค่า 'เยียวยาจิตใจ' สักห้าสิบตำลึงทองก็น่าจะพอเยียวยาข้าได้บ้าง... หรือถ้าไม่มีทอง ตราหยกของท่านที่ดูมีราคาดีนั่นก็น่าจะพอแก้ขัดได้นะ!"
หวังซิวที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับสำลักน้ำลายพั่บๆ เขาอยากจะตะโกนบอกองครักษ์พวกนั้นเหลือเกินว่า 'ไอ้พวกโง่! ข้านี่แหละที่อยากจะซื้อเศษด้ายจากรอยปะนั่นด้วยทองทั้งคลัง!' ส่วนฉินอวี้ได้แต่มองเพดาน พยายามกลั้นขำกับอาการ "แกล้งเนียนไถเงิน" ของลู่ชิง
องค์หญิงสามโจวอวี้หลันถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ นางมองใบหน้าที่ดู "เศร้าโศกอย่างตั้งใจ" ของลู่ชิงสลับกับหันไปมองเหล่าองครักษ์ที่ก่อเรื่อง แม้นางจะรู้สึกว่าคำเรียกร้องนี้มันช่างประหลาดล้ำและ "หน้าเลือด" เกินกว่าจะเป็นยอดคน แต่เพื่อเป็นการตัดรำคาญและแสดงน้ำใจต่อบุคคลที่ (น่าจะ) มีเบื้องหลังไม่ธรรมดา นางจึงตัดสินใจยื่นถุงทองคำให้ด้วยความจำใจ
"เอ่อ... ท่านบัณฑิตลู่ โปรดรับทองเหล่านี้ไว้เถิด" องค์หญิงตรัสพลางส่งทองให้ด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน
"ถือเป็นค่าขอโทษแทนวาจาพล่อยๆ ของคนของอวี้หลัน... หวังว่าทองห้าสิบตำลึงนี้จะช่วยเยียวยา 'จิตใจ' และ 'รอยปะ' ของท่านได้"
ลู่ชิงเห็นทองคำแท่งเหลืองอร่าม แววตาที่เคยเศร้าสร้อยมลายหายไปเร็วยิ่งกว่าวิชาตัวเบาขั้นสูงสุด เขารีบคว้าทองมากอดไว้แนบอกพลางยิ้มแก้มปริ
"โอ้! องค์หญิงท่านช่างเป็นผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่! รอยปะตรงศอกข้าเริ่มเปล่งประกายขึ้นมาทันทีเลยเชียว! ข้าขอลาไปดูท่านแม่ก่อนนะ ท่านผู้เฒ่าหวัง... วันหลังนินทาเสื้อข้าอีกได้นะ ข้ายินดีรับฟังเสมอถ้ามีทองจ่ายแบบนี้!"
ลู่ชิงกอดทองเดินตัวปลิวออกจากโรงเตี๊ยมไปอย่างร่าเริง ทิ้งให้ทุกคนยืนแข็งทื่อ!
บรรยากาศภายในโถงโรงเตี๊ยมพรรณพฤกษาที่เพิ่งผ่านพ้นพายุโลหิตเริ่มกลับคืนสู่ความสงบแบบพิลึกพิลั่น เศษโต๊ะเก้าอี้ที่กลายเป็นฟืนกระจายเกลื่อนพื้น ผสมกับกลิ่นควันไฟและกลิ่นอายพลังปราณที่ยังหลงเหลือ ลู่ชิง ยืนหน้าระรื่นปลาบปลื้มใจพลางประคองถุงทองหนักอึ้งห้าสิบตำลึงทองที่เพิ่งได้รับมาจากองค์หญิงสามไว้แนบอกประดุจทารกน้อย
บัณฑิตหนุ่มรีบหันหลังขวับแกล้งทำเป็นจัดย่ามใบเก่าเพื่อเช็ก "คลังมหาสมบัติ" ส่วนตัวอย่างว่องไวปานเล่นกล นิ้วมือของเขาเรียงนับทองแท่งอย่างช่ำชองจนเงาของทองสะท้อนเข้าตาเป็นประกายวาววับ
"ห้าสิบตำลึงทองใหม่... รวมกับของเก่าอีกร้อยสิบ... โอ้โห! หนึ่งร้อยหกสิบตำลึงทอง!" ลู่ชิงพึมพำกับตัวเองด้วยเสียงสั่นเครือ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความยินดี ความเหนื่อยล้าจากการหนีตายหายวับไปยิ่งกว่าใช้ยาทิพย์ ในหัวของเขามิได้มีภาพการเหาะเหินเดินอากาศเป็นเซียนเลยแม้แต่น้อย แต่มันคือภาพบ้านหลังใหม่มุงหลังคากระเบื้องอย่างดีในหมู่บ้านชิงหมิง มีเล้าไก่ขนาดใหญ่ มีวัวตัวอ้วนพีไว้ไถนา และที่สำคัญคือเขาสามารถสั่งซาลาเปาไส้เนื้อชั้นเลิศมากินแกล้มเหล้าบ๊วยได้ทุกมื้อไปจนแก่ตาย!
"รวยแล้ว... ข้ารวยแล้ว! ท่านแม่ไม่ต้องรับจ้างซักผ้าจนมือเปื่อย น้องสาวข้าจะได้ใส่ผ้าแพรไหมขยี้ตาเล่นก็ยังได้!" ลู่ชิงยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซี่พลางรีบมัดปากย่ามอย่างแน่นหนาชนิดที่ว่ามดสักตัวก็อย่าหวังจะมุดเข้าไปชิมกลิ่นทอง
ทางด้าน องค์หญิงสามโจวอวี้หลัน และเหล่าองครักษ์ผู้สะบักสะบอม บัดนี้ถึงเวลาต้องจากลา นางก้าวออกมาข้างหน้าด้วยท่วงท่าสง่างามสมเป็นขัตติยนารี ก่อนจะประสานมือคารวะอำลาทั้งสามคน คือ หวังซิว ฉินอวี้ และลู่ชิง อย่างให้เกียรติและนอบน้อม
"ในเมื่อทุกอย่างคลี่คลาย อวี้หลันคงต้องขอตัวเดินทางกลับตามพระราชโองการที่เร่งด่วน" องค์หญิงสามตรัสด้วยน้ำเสียงที่นิ่งขรึมแต่แฝงความซาบซึ้ง
"ขอบพระคุณท่านผู้อาวุโสหวัง ท่านฉินอวี้ และท่านบัณฑิตลู่ ที่ได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือกอบกู้สถานการณ์ในครั้งนี้ หวังว่าวาสนาจะนำพาให้พวกเราได้พบกันอีกครั้งในภายภาคหน้า"
เมื่อขบวนขององค์หญิงหายลับไปในเงามืด ลู่ชิงก็หันขวับมาทางสองศิษย์อาจารย์ตระกูลหวังที่ยังคงยืนนิ่งราวกับรูปสลัก
"เอาล่ะ ท่านผู้เฒ่าหวัง พ่อหนุ่มฉิน ในเมื่อข้าเองก็ต้องแบก 'สมบัติที่หนักกว่าชีวิต' กลับหมู่บ้านชิงหมิง และทางข้างหน้าก็ดูท่าจะมืดค่ำน่ากลัว ข้าว่าเราเดินทางไปด้วยกันต่อเถิด!" ลู่ชิงเอ่ยชวนอย่างหน้าตาเฉย ทั้งที่ความจริงคือเขาอยากได้ "ยอดยุทธ์ฟรี" มาช่วยอารักขาทองร้อยหกสิบตำลึงนี้ต่างหาก
"พวกท่านดูท่าทางจะขู่พวกโจรป่าให้กระเจิงได้โดยที่ข้าไม่ต้องเสียค่าจ้างสักอีแปะเดียว!"
หวังซิว ลอบสบตากับ ฉินอวี้ พลางพยักหน้าอย่างสุขุมล้ำลึก อันที่จริงแผนการในใจของหวังซิวคือการติดตามลู่ชิงเพื่อไขว่คว้า "เศษเสี้ยววาสนา" จากวิถีอันสูงส่งที่แผ่ออกมาจากตัวบัณฑิตผู้นี้ ปรมาจารย์เฒ่าตระหนักดีว่าเส้นทางการบรรลุสู่ระดับ เทพสงคราม นั้นอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว เพียงแต่ความสามารถของเขาคนเดียวมิอาจอ่านยอดตำราเซียนนั้นได้สำเร็จ แต่หากได้อยู่ใกล้ชิดลู่ชิงที่อ่านคัมภีร์เซียนได้ลื่นไหลประดุจอ่านสมุดนิทาน วาสนาในการทะลวงผ่านระดับที่ติดค้างมานานย่อมอยู่แค่เอื้อม
ส่วน ฉินอวี้ แม้จะยังกุมขมับกับพฤติกรรมเห็นทองแล้วลืมโลกของลู่ชิง แต่เขาก็พร้อมจะติดตามอาจารย์ของตนไปทุกแห่งหนเพื่ออารักขาและเรียนรู้วิถีชีวิตอันพิสดารของยอดคนผู้นี้
"บัณฑิตลู่กล่าวได้ถูกใจข้านัก" หวังซิวตอบด้วยเสียงทุ้มต่ำที่แฝงความเคารพ
"การเดินทางร่วมกับท่านคือการแสวงหาสัจธรรมที่ข้าปรารถนา ข้าและศิษย์ยินดียิ่งที่จะร่วมทางไปจนถึงหมู่บ้านชิงหมิง"
"ดีมาก! งั้นเราออกเดินทางกันเลย ข้าอยากกลับไปขุดหลุมฝังทอง... เอ๊ย กลับไปพักผ่อนที่บ้านจะแย่แล้ว!" ลู่ชิงเดินนำลิ่วออกไปอย่างเริงร่า กอดเขย่าย่ามทองให้เกิดเสียงกรุ๊งกริ๊งเป็นดนตรีประกอบการเดิน โดยมียอดยุทธ์ระดับจอมราชันและอัจฉริยะรุ่นเยาว์เดินตามหลังไปอย่างสงบเงียบ มุ่งหน้าสู่หมู่บ้านชิงหมิงเพื่อค้นหาความลับแห่งวิถีเซียนที่ซ่อนอยู่ในความตระหนี่ถี่เหนียวของบัณฑิตหนุ่ม