สืบสู้ผี ภาค 1-3

    76 ชัยยา

    "เป็นเขาคนนั้นค่ะ" อยู่ๆไอรินก็โพล่งออกมา ผมหันขวับไปมองไอรินทันที "ใคร... ใครกันเหรอน้องริน ?" "ผู้ชายคนนั้น ชายคนที่ชื่อชัยยา คนที่ติดเชื้ออสูรดำแล้วสามารถดึงสติของตัวเองคืนมาได้" ไอรินพูดยิ้มๆ แต่ทุกคนที่ได้ฟังยกเว้นท่านดาบสถึงกับตกตะลึงกันทั้งหมด "อะไรนะ บุรุษที่ติดเชื้อคนนั้นน่ะรึ ?" มูติชาห์เองอดจะถามออกมาอีกครั้งไม่ได้ และไอรินก็พยักหน้ารับเป็นคำตอบอีกครั้ง "นี่มัน... นี่มันอะไรกันนี่ ผู้ชายคนนั้นตามมาช่วยน้องรินได้ยังไง พี่นี้งงไปหมดแล้วนะน้องริน ?" ผมมองหน้าที่ยังเต็มไปด้วยรอยยิ้มของไอริน "ที่จริงแล้วเรื่องนี้" เสียงท่านดาบสกล่าวขึ้นอีกครั้ง "มันเป็นการชักนำของข้านั่นเอง..." คราวนี้พวกเราแทบทุกคนต่างก็มีสีหน้าที่งงงวยหนักขึ้นไปอีก ขณะที่ท่านดาบสกำลังจะกล่าวต่อไป "ช่วงหนึ่งที่ข้าได้นั่งบำเพ็ญสมาธิเพื่อใช้ตาที่สามของข้าสอดส่องไปยังดินแดนแถบนี้โดยรอบ มีครั้งหนึ่งที่ข้าก็ได้บังเอิญได้พบกับมนุษย์กลุ่มหนึ่งที่มาจากโลกภายนอกกำลังล่วงล้ำเข้ามาในดินแดนแห่งนี้โดยไม่รู้ตัว และในขณะนั้นพวกเขาก็ได้ติดเชื้ออสูรดำกันเรียบร้อยแล้ว ข้าจึงได้คอยติดตามดูพวกเขาเรื่อยมา และได้เห็นพรานหนุ่มทั้งสองได้ต่อสู้กับมนุษย์ผิวขาวอีกสองคนจนแทบเอาชีวิตไม่รอด แต่ในที่สุดมนุษย์ผิวขาวสองคนนั้นก็ต้องสิ้นชีวิตไปในขณะที่ได้กลายเป็นปิศาจไปเรียบร้อยแล้ว แต่ข้าก็รู้สึกแปลกใจจนบัดนี้ว่า พรานหนุ่มทั้งสองนั้นกลับไม่ได้แปรสภาพไปเป็นปิศาจโดยสมบูรณ์แต่เขาทั้งสองกลับสามารถดึงจิตที่เป็นมนุษย์กลับคืนมาได้เป็นบางครั้ง แถมยังคืนสภาพกลับเป็นมนุษย์แบบเดิมๆได้ ข้าจึงติดตามดูเหตุการณ์ไปเรื่อยๆก็พบว่าทั้งสองยังคงถูกติดตามจากพวกอมนุษย์ที่เป็นบริวารของมารเนตรอัคคี(*บุรุษตาไฟนรก) ทั้งสองต่างใช้วิชาของพรานมืออาชีพต่อสู้เอาตัวรอดมาได้เรื่อยๆ และแม้ว่าในหลายๆครั้งที่ต้องได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้ แต่ร่างกายของทั้งสองต่างก็ฟื้นตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนน่าแปลกใจ แต่ในที่สุดเมื่อถูกพวกศัตรูไล่ต้อนหรือปิดล้อมอยู่หลายครั้ง พรานผู้เป็นพี่ชายก็พลาดท่าเสียทีและถูกจับไปในที่สุด และข้าก็มั่นใจว่าพวกอมนุษย์พวกนั้นไม่ได้สังหารเขาแน่ๆ แต่คงจับไปเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง ส่วนพรานผู้น้องก็ได้หนีกระเซอะกระเซิงต่อไป และก็ให้บังเอิญมาพบกับทหารกลุ่มหนึ่งของชาวมิตทราห์เราที่นำโดยมูติชาห์ จึงเกิดการต่อสู้ชุลมุนกันขึ้นมา และพรานผู้น้องได้เสียอาวุธคู่มือของตัวเองไปในที่สุด เขาจึงพยายามหนีออกไปจากจุดนั้น แต่ก็พลาดท่าเสียทีโดนยิงจากดอกธนูสีเขียวดอกหนึ่ง จนหนีกระเซอะกระเซิงไปสิ้นสติอยู่ที่ริมธารนั้นอย่างไรล่ะ" ท่านดาบสหยุดเล่าชั่วขณะและกวาดตาดูสีหน้าและปฏิกิริยาของพวกเราที่เหมือนจะเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่างๆได้บ้างแล้ว "ท่านอาจารย์... ท่านกลับเห็นเหตุการณ์มาโดยตลอดอย่างนั้นรึ ?!" มูติชาห์โพล่งออกมาอีกครั้ง ท่านมหาดาบสกลับยิ้มออกมาที่มุมปากเล็กน้อย "ก็ไม่ถึงขนาดนั้น และหลังจากที่พรานหนุ่มคนนั้นได้จากไปแบบที่แทบจะถูกดอกธนูของเจ้าสังหาร ตัวของข้าที่อยู่ที่นี่ก็กลับถูกบ่วงแห่งการสารภาพของนังมารเข้าควบคุมในเวลาไล่เลี่ยกัน" ท่านเจ้าแห่งมิตทราห์ฟังมาถึงตรงนี้แล้วก็อดที่จะทึ่งไม่ได้ "ท่านดาบส หลังจากนั้นท่านก็ถอดจิตออกมาอีกครั้งสินะ จึงได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพวกเรา แต่หลังจากนั้นล่ะ ท่านไปชักนำให้เขาคนนั้นมาช่วยแม่หนูไอรินได้อย่างไร ?" ท่านมหาดาบสลูบเคราของตัวเอง ที่มุมปากยังปรากฏรอยยิ้ม "ในตอนนั้น ข้าได้เล็งเห็นแล้วว่า พรานหนุ่มคนนั้นกับแม่หนูไอรินจะต้องมีชะตากรรมเกี่ยวข้องกัน เพราะถือได้ว่าแม่หนูไอรินได้เป็นผู้ที่ต่อชีวิตให้กับเขา จิตของข้าจึงได้มุ่งตรงไปหาเขาที่กำลังจะหาทางไปช่วยพี่ชาย ข้าจึงได้แสดงร่างจำลองของข้าให้เขาเห็น และเล่าเรื่องราวอย่างคร่าวๆให้เขาฟัง และรับปากจะช่วยเขาและพี่ชายให้สามารถหาทางออกไปจากโลกอนันตภพนี้ให้ได้ แต่เขาจะต้องมาพบกับแม่หนูไอรินที่กำลังหนีศัตรูอยู่ในป่าที่อยู่ใกล้ๆขอบผาก่อน และต่อมาเขาก็ได้มาเจอและช่วยแม่หนูไอรินในขณะที่กำลังจะพลาดท่าตกหน้าผาลงไปพอดี" "แล้วพวกทหารปิศาจที่ตามเธอไปล่ะครับ ?" ผมถามขึ้นมาบ้าง "เขาคนนั้นจัดการซะเรียบเลยพี่กิต" ไอรินกลับเป็นผู้ตอบคำถามนี้แทนอย่างยิ้มๆ "ใช่แล้ว ร่างของเขาผู้นั้นแข็งแกร่งขึ้นมาเช่นเดียวกับพวกทหารปิศาจ แต่กลับมีทักษะในการต่อสู้ที่ดีกว่าเพราะยังมีสภาพจิตที่เป็นมนุษย์ดังเดิม" ท่านดาบสเสริมขึ้น ขณะนั้น พวกอัณยาวีร์และคนอื่นๆที่อยู่นอกห้องขัง ต่างก็ยืนสงบนิ่ง และฟังเรื่องราวอย่างไม่แสดงอาการอะไรออกมา จะมีก็แต่กุสุมาที่ยิ้มอยู่ในสีหน้าอย่างประหลาดๆ "ต่อมาท่านจึงให้เขาสองคนลักลอบเข้ามาในตำหนักเพื่อช่วยท่านจนสำเร็จงั้นสิครับ ?" คราวนี้พี่เมฆกลันเป็นคนถามขึ้นมา "ใช่แล้ว อย่างที่ข้าได้เล่าไปแล้ว ว่าแม่หนูไอรินได้เป็นผู้ที่ไปนำคฑาของข้ากลับคืนมาให้ข้า โดยมีพ่อหนุ่มนายพรานนั่นคอยสังเกตุการณ์ระวังอันตรายให้อยู่ใกล้ๆ และบัดนี้ข้าจึงเป็นอิสระอย่างที่เห็น" ท่านมหาดาบสกล่าวแล้วก็กระแทกคฑาไม้เท้าลงกับพื้นและหันไปเผชิญหน้ากับพวกศัตรูที่อยู่นอกห้องขัง "เรื่องราวที่เล่ามาช่างน่าประทับใจยิ่งนัก" กุสมาเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้ายิ้มเย้ย "แต่ข้ายังสงสัยว่า นอกจากท่านดาบสที่แปลงร่างเป็นนกน้อยได้แล้ว คนอื่นๆล่ะ จะสามารถแปลงร่างเป็นนกหรือตัวอะไรเพื่อหนีออกจากกรงขังได้หรือเปล่า ฮิฮิ" แล้วนางก็หันไปทางอัณยาวีร์ "เธอได้ทำลายดอกกุญแจห้องขังไปหรือยังล่ะน้องอัณยาวีร์ ?" "อยู่ในมือของข้านี่..." จ้าวเวตาลโลหิตกลับตอบออกมาแทนอัณยาวีร์ "อุ๊ยตาย... น้องอัณยาวีร์แอบไปส่งให้เขาตอนไหนกันรึ ?" กุสุมาถามอย่างตาโต แต่อัณยาวีร์ไม่ตอบว่าอะไร ขณะที่สีหน้าจ้าวเวตาลโลหิตแฝงไปด้วยความอำมหิต ก่อนที่เขาจะแบมือขวาสีโลหิตของเขาออกมาให้ท่านดาบสเห็น กุญแจดอกหนึ่งวางอยู่ในมือของจ้าวเวตาล มันเป็นดอกกุญแจที่มีความสวยงานอย่างประหลาดๆเป็นกุญแจที่มีรูปสัญลักษณ์คล้ายๆกับงูชนิดหนึ่ง "กุญแจดอกนี้ ไม่จำเป็นต้องทำลาย เพราะว่า มันทำลายไม่ได้ !" เสียงจ้าวเวตาลกล่าวอย่างชัาชัด ก่อนที่เขาจะพุ่งตัวเข้าหาแม่กุญแจหน้าห้องขังและเสียบดอกกุญแจลงไปทันที ! นี่เขากำลังพยายามทำอะไรกันนี่ เขากำลังจะไขกุญแจเปิดประตูหรือจะทำอะไรกันแน่ล่ะ ?! ความคิดของผมดูจะช้าเกินไปเช่นเดียวกับแสงประหลาดอันขาววาบจากปลายคฑาของท่านมหาดาบสที่ไปถึงแม่กุญแจที่อยู่หน้าประตูห้องขังช้าไป เพราะพริบตาต่อมานั้น ลูกกรงของห้องขังที่อยู่โดยรอบก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นลูกกรงที่เต็มไปด้วยเปลวไฟทันที ! ลูกกรงที่อยู่รอบห้องขัง ใยจึงกลายเป็นลูกกรงเปลวไฟที่ดูร้อนแรงราวกับไฟนรกกันล่ะ ?! ทุกๆคนที่อยู่ในห้องขังต่างตกอกตกใจและถอยห่างออกจากลูกกรงด้านหลังมายืนรวมกันบริเวณตรงกลางทันที "ท่านอาจารย์ !" เสียงมูติชาห์ดังอย่างอดจะตระหนกไม่ได้ "นี่มันคืออะไรกัน ?!" ท่านดาบสจ้องเขม็งไปที่ท่านจ้าวเวตาลโลหิตที่ตอนนี้กำลังยืนยิ้มอย่างเหี้ยมๆอยู่นอกห้องขัง "สงสัยข้าจะแก่ และช้าเกินไปหน่อย เลยไหวตัวช้าไป..." ท่านดาบสกล่าวด้วยเสียงต่ำๆ "ไฟพวกนี้ร้อนแรงเป็นอย่างมาก" ท่านจ้าวแห่งมิตทราห์พูดขึ้นขณะที่เงยหน้าขึ้นมองเพดาน "แย่ล่ะ บนเพดานนี่ก็มีแต่เปลวเพลิงนะ มันเกิดขึ้นได้ยังไงกันนี่ ?!" ผม สิงห์ในร่างนุช และจันตอนนี้ต่างก็เอาหลังชนกัน ขณะที่เปลวเพลิงก็ดูจะร้อนแรงยิ่งขึ้น "มะ... แม่จ๋า ลูกกำลังจะกลายเป็นไก่ย่างแล้วล่ะมั้งเนี่ย ฮือๆ ?" จันโอดครวญขึ้นมาอย่างน่าสมเพช "นี่ก็คือ" ท่านดาบสกล่าวขึ้นอีกอย่างช้าๆ "ไฟที่เกิดขึ้นจาก 'กุญแจอสรพิษอัคคี' ซึ่งเป็นหนึ่งใน 13 กุญแจเปิดนรก ไขขึ้นมาเมื่อไร มันจะสร้างไฟนรกเผาผลาญขึ้นมาทันทีน่ะ" "จะไม่มีใครหนีออกจากไฟนรกนี้ได้ แม้แต่ดาบสหน้าโง่ ฮ่าฮ่าฮ่า !!" จ้าวเวตาลพูดขึ้นอย่างเน้นเสียงพลางกางแขนทั้งสองขึ้นอย่างผู้มีชัย คุณพระ สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ มันเกิดขึ้นจากดอกกุญแจอาถรรพ์ดอกหนึ่งหรอกรึ ? แล้วกุญแจดอกนี้ มันมาอยู่ที่นี่ได้ไงกันล่ะนี่...?!!
    (โปรดติดตามในบทต่อไป เร็วๆนี้นะครับ)

    คล้ายกับเรื่องสืบสู้ผี ภาค 1-3 ที่คุณอ่าน