ครืนนนนนน ตูมมมมม เปรี้ยงงงงงง
เพียงไม่กี่นาทีสภาพเมืองวารีที่รกร้างพลันพังพินาศด้วยวินาศภัยมหาวิบัติจากเหล่าเทพอสูรทั้งสิบตน
เศษซากสิ่งปลูกสร้างแตกกระจุยกระจายไปตามทิศทางของแรงระเบิดอย่างสับสนลอยเกลื่อนในอากาศผสมกับคลื่นพลังแสนชั่วร้ายของสัตว์อสูรและมารอย่างลึกล้ำแต่ในคลื่นพลังนั้นกลับแฝงพลังศักดิ์สิทธิ์ประปนอย่างพิศดารซึ่งมันไม่น่าจะเป็นไปได้ที่มารหรือสัตว์อสูรจะมีพลังเวทมนต์ศักดิ์สิทธิ์
คลื่นลมพายุโหมกระหน่ำคลื่นทะเลวิปโยควิปริตราวอาเพศเสียงคลื่นทะเลอันเกรี้ยวกราดคล้ายเสียงของยมบาลมาทวงถามวิญญาณและความแค้น
ผืนดินสั่นสะเทือนไปทั่วทวีปเหนือพายุพัดกระหน่ำส่งเสียงร้องอย่างบ้าคลั่ง
หลังเหตุการณ์ที่ผู้เล่นทางทวีปเหนือพบเจอพวกเขายังหาเหตุผลของการที่ทวีปถูกผ่าเป็นสองซีกไม่ได้ด้วยซ้ำผ่านไปสองวันก็ต้องประสบพบเจอกับสิ่งที่คล้ายกลับมหาวิบัติอีกระลอก
ทำให้พวกผู้เล่นส่วนใหญ่ไม่สามารถออกไปนอกเมืองสยบฟ้าได้
เนื่องจากสภาพอากาศที่วิปริตปรวนแปรอย่างบ้าคลั่งรวมถึงพลัง
เวทมนต์ของอสูรร้ายที่แฝงมาตามคลื่นลมพายุ สายฟ้าผ่าไปทั่วบริเวณทวีปเหนือราวไม่จบสิ้น
ทำให้พวกเขาไม่สามารถออกไปเก็บเลเวลหรือทำภารกิจได้
เพียงแค่พลังเวทมนต์ที่แฝงมาในอากาศแค่พวกเขาสัมผัสก็ทำให้พลังชีวิตก็ลดลงวูบจนแทบจะดาวดิ้นเสียแล้ว
จากนั้นไม่นานก็มีเสียงระบบดังขึ้นแจงเตือนผู้เล่นทางทวีปเหนือทุกคน
“ประกาศ ประกาศถึงผู้เล่นทุกคนที่อยู่ทวีปเหนือและเมืองสยบฟ้าในเวลานี้ภายในเมืองวารีได้เกิดการปะทะกันของเทพอสูรจำนวนสิบตน ทางระบบจึงขอเตือนให้ผู้เล่นห้ามเข้าใกล้เมืองวารีและขอประกาศทวีปเหนือเป็นพื้นที่ประสบภัย”
เสียงจากระบบดังขึ้นแจ้งเตือนผู้เล่นทั่วไปก่อนจะดังขึ้นอีกครั้ง
“ประกาศ ประกาศถึงผู้เล่นทั่วโลก Demonlord ขอเปิดกิจกรรมพิเศษ”
“ประกาศกิจกรรมพิเศษสงครามชิงเมืองวารีเริ่มต้น ณ.บัดนี้ ผู้ใดสังหารเทพอสูรในเมืองวารีได้จะได้ครอบครองเมืองวารี”
เมื่อเสียงประกาศกิจกรรมพิเศษของทางระบบจบลงก็ตามมาด้วยเสียงเฮลั่นของผู้เล่นทั่วโลกเพราะนี่ถือเป็นโอกาศอันดีที่ผู้เล่นทั่วไปผู้เล่นไร้สังกัดไร้กิลด์จะมีโอกาศได้ครอบครองเมือง
“ไปเวยพวกเรา”
“ไป มุ่งหน้าสู่ทิศเหนือ”
เสียงผู้เล่นจำนวนมากมายที่อยู่ทั่วทุกมุมโลกรีบทำการเรียกพรรคพวกรวมตัวมุ่งหน้ามายังเมืองวารีทันทีด้วยความโลภจึงลืมซึ่งความกลัวตาย
ตึบ ตึบ ตึบ ตึบ
เสียงฝีเท้าดังขึ้นเผยให้เห็นร่างหญิงสาวรูปร่างอรชรข้างเอวคือดาบเล่มงามเรือนผมสีแดงชุดเกราะหนังสีเงินวาววับ
ใบหน้าคมหวานดวงตาคมกริบราวใบมีดกำลังเดินอยู่ในห้องโถงขนาดใหญ่ที่หรูหราเสาร์ทุกต้นทำจากทองคำบริสุทธ์แกะสลักรูปเทวดาอย่างงดงาม
พร้อมกับเบื้องหน้าเต็มไปด้วยเหล่าทหารที่ดูแล้วระดับฝีมือน่าจะชั้นยอดแต่งกายอย่างดีพร้อมกับอาวุธครบมือจำนวนสิบคน
ถัดไปบนสุดคือบัลลังก์เมฆสีทองสง่าเผยให้เห็นบุรุษรูปงามผู้มีเรือนผมสีแดงหน้าตาคมคายในข้างกายคือดาบคาตานะสีแดงสด
“ท่านพี่น้องเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว”
หญิงสาวเดินไปยืนข้างบุรุษที่นั่งอยู่บนบัลลังก์เอ่ยขึ้นทันทีเรียกดวงตาที่หลับสนิทของชายหนุ่มค่อยๆลืมขึ้นอย่างช้าๆเผยให้เห็นนัยน์ตาสีทับทิมแดงสด
“ขอบใจมากจูเลียส”
ชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนบัลลังก์เอ่ยขึ้นพร้อมกับเปลี่ยนมาสวมชุดเกราะสีน้ำตาลมือขวาถือดาบคาตานะตรงทีกั้นดาบปรากฎอัญมณีรูปหยดน้ำสีแดงเพลิงมีละอองดาวสุกสระกราว
วนไปมาอยู่ภายในผลึกรูปหยดน้ำวินาทีต่อมาปรากฎชายหนุ่มชุดเกราะสีเขียวใบหน้าเรียบเฉยแต่แฝงความลึกล้ำกึ่งโศกเศร้าคล้ายกำลังจะบอกเล่าความทุกระทมผ่านใบหน้าอันหล่อเหลา
ร่างนั้นยืนอยู่ข้างกายของชายชุด
เกราะสีน้ำตาล
“โรมิโอฉันว่าต้องเป็นผู้เล่นศิลาแน่นอนไม่กี่วันก่อนเจ้านั่นปะทะกับบูรพาที่เขตชายแดนเมืองของเรา”
ชายชุดเกราะสีเขียวเอ่ยขึ้นทันทีพร้อมกับทหารเบื้องร่างระดับสูงเองก็ยืนฟังด้วยสีหน้ามุ่งมั่นหมายจะออกศึก
“นายแน่ใจนะวายุ หากเป็นคนที่ชื่อศิลาจริงๆงานนี้ฉันคงต้องจัดเต็ม”
โรมิโอพูดขึ้นก่อนจะยกดาบคาตานะขึ้นมามองจ้องไปในดวงใจภูติธาตุไฟเผยให้เห็นคลื่นพายุเพลิงวนผสมกับละอองดาวอย่างพิลาสล้ำ
จากนั้นชายหนุ่มนามวายุก็หยิบดาบคาตานะใบมีดบางเฉียบสีเขียวตรงที่กั้นดาบมีดวงใจภูติธาตุลมฝังอยู่ เช่นเดียวกับจูเลียสที่หยิบดาบขึ้นมาเผยให้เห็นดวงใจภูติธาตุสายฟ้าฝังอยู่ตรงที่กั้นดาบยามเมื่อทั้งสามคนเอาดาบมาวางไขว้กันปรากฎเส้นสายสีแดงสีเขียวสีส้มวิ่งวนไปทั่วใบดาบอย่างสับสนคล้ายใยแมงมุมก่อนที่โรมิโอจะตวาดลั่นสั่งการอย่างองอาจ
“จงฟังผู้เล่นศิลามีหัวใจภูติถึงสองดวงได้แก่ ธาตุความมืดและธาตุดิน เขาถือเป็นตัวอันตรายที่เราต้องกำจัด
นักเวทย์ดาบทุกคนจะออกสงครามชิงเมืองวารีและสังหารศิลา”
โรมิโอเดินลงจากบัลลังก์ตามมาด้วยขวามือคือจูเลียสซ้ายมือคือวายุและด้านหลังคือนักเวทย์ดาบอีกสิบคน
ซึ่งแท้จริงแล้วกิลด์เก้ามายามีที่ตั้งอยู่ที่เมืองสยบฟ้าโดยที่มีหัวหน้า
กิลด์คือผู้เล่นโรมิโออีกในหนึ่งก็คือเมืองสยบฟ้าเป็นเมืองที่รวมผู้เล่นอาชีพนักเวทย์ดาบเดี่ยวไว้ถึง80% ทั้งหมดคือลูกน้องของโรมิโอ
แต่สิ่งที่โรมิโอไม่ทราบนั้นก็คือตอนนี้ศิลามีกำลังทหารเหล่าอาชญากรนับแสนที่พร้อมจะเคลื่อนไหวภายใต้คำสั่งของเพิร์จที่เป็นมือขวาของศิลารวมถึงศิลานั้นยามนี้เขามีดวงใจภูติถึงสามชิ้นด้วยกันได้แก่ ธาตุความมืด
ธาตุแสง และธาตุดิน
ในขณะเดียวกันเหล่าอาชญากรทีกำลังก่อสร้างเมืองวังวลอัสนีพลันวางมือจากการจับฆ้อนตะปูกับมาจับอาวุธกันทั่วหน้าและกำลังเตรียมตัวเพื่อมุ่งหน้ามายังทวีปเหนือเมืองวารีเช่นเดียวกัน
การการปะทะกันของเทพอสูรจะถูกยกระดับเป็นสงครามของนักเวทย์ดาบเดี่ยวและเหล่าอาชญากรนำทัพโดยนักเวทย์ดาบคู่ และจะเลื่อนระดับไปเป็นสงครามโลกDemonlord ครั้งที่หนึ่ง
*********************************** ณ.เมืองวารี
เปรี้ยงงงงง ครืนน ตูมมมมม
เสียงคมดาบเสียงระเบิดยังคงดังระงมสลับกลับแสงสว่างวูบวาปภายในแสงวูบวาบและเสียงระเบิดเผยให้เห็นร่างของศิลาที่ลงไปนอนจมกองเศษซากสีหน้าของศิลาบ่งบอกชัดเจนว่าเข้าขั้นวิกฤตสุดๆ
เนื่องด้วยอีกฝ่ายก็เป็นเทพอสูรแถมเลเวลยังมากกว่าเขา
ทุกครั้งที่ศิลาิวัฒนาการนั้นระดับจะตกไปเป็นศูนย์หรือเรียกอีกอย่างว่า
อเวคร์ ค่าประสบการเลื่อนระดับเลเวลของเขาที่เป็นเทพมารนั้นมันต้องใช้ค่าประสบการณ์มากมายเสียเหลือเกินแถมเขามีสัตว์อสูรอีกสามตนกับภูติอีกหนึ่งตนทำให้ค่าประสบการณ์ของเขามันถูกหารเป็นห้าส่วน
ควรทราบถึงครั้งที่ศิลาวิวัฒนาการมาเป็นระดับเทพมารเลเวลเขากลับมาเหลือศูนย์แต่ค่าสถานะต่างๆไม่ได้ลดตามมาด้วย ซึ่งสัตว์อสูรตนที่ได้รับวิวัฒนาการนั้นก็เป็นเช่นเดียวกับศิลาคือเมื่อมันเลื่อนขั้นระดับของมันจะเหลือศูนย์แต่ค่าพลังสถานะยังคงเดิมและยามนี้อีกฝ่ายมีเลเวลมากกว่าเขามากมายนักค่าสถานะต่างๆของพลังจึงแตกต่างกันสิ้นเชิง
อั๊ก อั๊ก อั๊ก
ร่างอันบาดเจ็บของศิลากระเด็นมาไกลถึงขอบกำแพงเมืองสูงร้อยเมตร
เผยทางยาวสิ่งปลูกสร้างที่ร่างของศิลาพุ่งผ่านพังพินาศไปอีกสิบกว่าหลัง
พร้อมกับเศษซากเหล่านั้นตกมากองทับถมร่างของศิลาให้จมในซากสิ่งปลูกสร้าง พร้อมกับภายในเมืองวารียามนี้กลายเป็นทะเลเพลิงอย่างสมบูรณ์
ร่างของชูเท็นโดจิในร่างมนุษย์หนุ่มผิวสีแดงใบหน้ายักษ์มีเขาสามเขาบนหัวในมือถือเคียวโซ่สีดำในชุดเกราะหนังแบบญี่ปุ่นกำลังเดินย่ามสามขุมเข้าหาศิลาอย่างเยือกเย็นทั่วร่างปกคลุมไปด้วยคลื่นพลังสีแดงดำพลังปราณสุดเข้มข้นจนก่อตัวขึ้นคล้ายกับพลังเวทมนต์
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า นี่ข้ายังไม่ได้เอาจริงเลยนะทำให้ข้าสนุกกว่านี้หน่อยเซ่!”
ชูเท็นโดจิเอ่ยขึ้นพร้อมกับระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างชั่วร้ายเบื้องหน้าของมันคือร่างของศิลาที่ค่อยๆลุกยืนเซไปมาทั่วร่างเกิดเพลิงสีฟ้ารุกไหม้
ศิลามองร่างของชูเท็นโดจิอย่างไม่วางตานัยน์ตาแข็งกล้าฉายแววอาฆาตถึงขีดสุดพร้อมกับเปลวเพลิงสีฟ้าที่ปกคลุมทั่วร่างค่อยๆหายไปสภาพร่างกายของเขากลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง
ครืนนนน โครมมม
เสียงบ้านเรือนสิ่งปลูกสร้างที่ถูกทะเลเพลิงเผาไหม้พังทลายลง
ชูเท็นโดจิหยุดชะงักยืนอยู่เบื้องหน้าศิลาห่างออกไปสิบเมตรยืนประจันหน้ากันไม่ลดละพร้อมกับคลื่นพลังปราณแรงกดดันยิตสังหารก่อตัวขค้นพุ่งสาดซัดใส่กันในอากาศสงเสียงเสียดหูคลื่นพลังที่มากมายที่เข้าปะทะกันอย่างอย่างไม่มีใครได้เปรียบเสียบเปรียบส่งผลให้อากาศกรีดร้องระงม
ชูเท็นโดจิมันหรี่ตาลงมองศิลาด้วยความสงสัยเป็นอีกครั้งที่มันโจมตีศิลาถึงขั้นปางตายและสาหัสแต่ศิลากลับมามีร่างกายและพลังชีวิตที่สมบูรณ์อีกครั้งทำให้มันเกิดความสงสัยถึงขีดสุดและยิ่งศิลารอดมาจากความตายอาการสาหัสพลังของศิลายิ่งเพิ่มขึ้นทุกๆครั้งจนมันสามารถสังเกตุได้
มันช่างคล้ายกับชาวไซย่าในดราก้อนบอลไม่มีผิดที่ยิ่งผ่านความเป็นความตายจะยิ่งแข็งแกร่ง
“แกใช้ลูกไม้อะไร ต่อให้เป็น
เวทมนต์รักษาของนักบวชก็ไม่น่าจะทำให้ร่างกายพลังชีวิตกลับมาสมบูรณ์ขนาดนี้”
มันเอ่ยถามพร้อมชี้ใบมีดเคียวโซ่มาทางศิลาสายตาของมันแสดงออกถึงความสงสัยอย่างชัดเจน
“ฉันเป็นอมตะไงล่ะ”
ศิลาตอบเสียงเรียบพร้อมกับเอียงคอไปมาเพื่อคลายอาการติดขัดของร่างกายเกิดเสียงกระดูกลั่นกรุบๆ
ก่อนที่เขาจะพูดขึ้นอีกครั้งพร้อมกับชี้ปรายดาบร่ำไห้มาทางชูเท็นโดจิที่อยู่ตรงข้ามเช่นกัน
“มันเป็นความพยายามที่สูญเปล่าแกฆ่าฉันไม่ได้หลอก” ศิลาเอ่ย
“เพลิงนั่นพลังรักษาแบบนั้น
นกฟีนิกส์”
มันพูดพร้อมกับมองไปยังสดายุในร่างเด็กสามขวบที่ร่างรุกเป็นเพลิงสีส้มปนฟ้ากำลังรับมือกับเท็นกุตัวสีแดงอย่างสูสีและมันมือฝีมือช่างผิดกับรูปร่างไม่สมกับเป็นเด็ก
“แบบนี้นี่เองข้ารู้วิธีฆ่าเจ้าแล้วถึงร่างจะเป็นอมตะแต่จิตใจเจ้าไม่ได้เป็นอัมตะไปด้วย”
มันเอ่ยพร้อมกับรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมซึ่งมันพูดถูกเปลวเพลิงฟีนิกส์ของศิลาที่ใช้คืนชีพนั้นเขาสามารถใช้ได้เลื่อยๆ
โดยไม่เสียมานาเพียงแต่มันต้องตรงกับเงื่อนไขหนึ่งนั่นคือสภาพจิตใจของศิลาห้ามสับสนห้ามหวาดกลัวห้ามอยากตาย และมีความมุ่งมั่นที่จะสังหารศัตรู
ปราบใดที่เขาไม่สับสนไม่หวาดกลัวไม่กลัวตายและกระเหี้ยนกระหือลือยากจะฆ่าเขาก็จะไม่มีวันตายในการต่อสู้รวมถึงสกิลปรภพหวนคืนยิ่งทำให้ศิลาเป็นอมตะโดยสมบูรณ์เพราะหากเขาไม่สามารถคืนชีพได้จากเปลวเพลิงและความตายมาถึงเขาจริงๆ สกิลปรภพหวนคืนจะดึงเขากลับมาจากโลกความตายหนึ่งครั้งทันที
“จิตใจฉันนะมันแข็งแกร่งกว่าร่างกายเสียอีกวะ”
ศิลาพูดพร้อมกับฉีกยิ้มออกมาอีกครั้ง
“ดีงั้นขอข้าสนุกให้เต็มที่หน่อยแล้วกัน”
คำพูดของชูเท็นโดจิทำเอาศิลา
กระตุกแวบๆ มันมองเขาเป็นของเล่นซึ่งนั่นคือการดูถูกและนั่นคือสิ่งที่เขาเกลียดเข้าไส้
คนอย่างเขาไม่เคยดูถูกใครและไม่ชอบให้ใครมาดูถูกแต่ท่าอีกฝ่ายไม่ให้เกียริต์เขาก็ไม่จำเป็นต้องเคารพอีกฝ่าย
“แกนั่นแหละที่จะสยบแทบเท้าฉัน”
กล่าวจบศิลายกร่ำไห้ชี้ปรายดาบขึ้นฟ้าโหยหาทิ่มลงพื้น
รวบรวมพลังปราณสะบั่นเมลัยสีม่วงเกิดเป็นคลื่นพลังปราณสีม่วงอาบไปทั่วร่ำไห้พลังสีทองพลังจิตนั้นอาบไปโหยหาคร่ำครวญถูกปกคลุมด้วยคลื่นพลังเวทมนต์สีดำแห่งการสูญสลาย
ทั่วร่างของศิลาปรากฎแสงสีทองสว่างจนแทบจะกลายเป็นสีขาวแผ่รังสีความศักดิ์สิทธิ์และศรัทธราออกมาเป็นระลอกคลื่นน้ำในความศักดิ์สิทธิ์นั้นแฝงไปด้วยพลังมารจิตชั่วร้ายอย่างบ้าคลั่งที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพสิ่งให้จมสู่วังวลอันว่างเปล่าอันเป็นนิรันดร
ครืนนนนนนนน
อากาศแตกกระจายร้องคำรามปนโหยหวนบาดเมฆเคลื่อนที่ไปมาอย่างสับสน
ทั่วร่างของศิลาส่องแสงสว่างวาบวินาทีต่อมาปรากฎเส้นสายนับร้อยหลากสีพุ่งวนไปมาในอากาศรอบตัวของชายหนุ่มคล้ายดวงวิญญาณไม่มีผิดก่อนจะซึมหายเข้าร่างของเขา
มันคล้ายกับทักษะที่บูรพาเคยใช้ไม่มีผิดแต่ที่ต่างกันคือมันทรงพลังกว่ามากและแผ่คลื่นพลังออกมาอย่างสับสน
ตูมมมมมมม ครืนนนนน
วินาทีต่อมาเกิดคลื่นพลังระเบิดออกจากทั่วร่างของศิลาเกิดคลื่นอัดอากาศพัดทำลายทุกสิ่งลอยปลิ่วว่อนไปทั่วชูเท็นโดจิถึงกลับเบิกตาอย่างฉงน
“บ้าน่าาาาา! ป...เป็น...เป็นไปไม่ได้การหลอมรวมกันของพลังเทพและพลังมาร”