หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    เล่มที่ 4 บทที่ 101 เจ้าจะไหวหรือ

    บทที่ 101 เจ้าจะไหวหรือ

            “คำพูดของท่านผู้เฒ่าแปลกนัก ทำไมนางถึงบอกเรื่องนี้กับศิษย์ไม่ได้” ฉินชูมองโม่เต้าจื่อด้วยความสงสัย เขาคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ หลังจากรู้จักกับนางมาหลายวัน จะไม่ให้พวกเขาสื่อสารกันหรือ แบบนั้นคงไม่ใช่เรื่องปกติ

            โม่เต้าจื่อไม่รู้ว่าจะตอบฉินชูอย่างไรดี เป็นไปได้หรือไม่ว่า เพราะระดับของพวกเขาห่างชั้นกันเกินไป ดังนั้นเฉียนหลิงอู่จึงคิดว่าเล่าเรื่องพวกนี้ให้ฉินชูฟังคงไม่มีปัญหา

            “เรื่องที่ควรพูด ศิษย์ก็พูดไปหมดแล้ว สำหรับสิ่งที่สำนักควรทำ ผู้เฒ่าน่าจะไปปรึกษากับท่านเจ้าสำนักนะขอรับ” ฉินชูมองโม่เต้าจื่อที่เงียบขรึมไป เขาไม่อยากมีส่วนร่วมในเรื่องบางเรื่อง การแจ้งเรื่องที่เขารู้ให้กับทางสำนัก ถือว่าภารกิจของเขาเสร็จสิ้นแล้ว ส่วนที่เหลือก็ไม่เกี่ยวข้องกับเขา

            “เรื่องพวกนี้ข้ารับรู้แล้ว ช่วงนี้การฝึกตนของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง มีปัญหาอะไรหรือไม่?” โม่เต้าจื่อมองฉินชูและถามขึ้น

            ฉินชูส่ายหัว สำหรับเขาตอนนี้ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ต่อจากนี้ เขาจะขัดเกลาพลังปราณและขัดเกลาวิชากระบี่พันคลื่นควบคู่กันไป

            “ช่วงนี้การที่เจ้าไม่ไปที่หอคัมภีร์ และไม่แลกเปลี่ยนทรัพยากร เป็นเพราะลุ่มหลงในสตรีหรือคิดว่าตัวเองเก่งแล้ว” โม่เต้าจื่อมองฉินชูพลางเอ่ย

            “ทำไมท่านผู้เฒ่าถึงคิดเช่นนั้น ศิษย์ได้แลกเปลี่ยนทรัพยากรสำหรับฝึกตนเอาไว้แล้วไม่น้อย ส่วนสาเหตุที่ไม่ไปที่หอคัมภีร์ก็เพราะมีวิชากระบี่ที่ต้องคุ้นเคยและฝึกฝนในตอนนี้” ฉินชูรู้สึกว่าทัศนคติของโม่เต้าจื่อแปลกไป ทั้งที่ตัวเขาเองพยายามฝึกตนพัฒนาตัวเองอย่างหนักขนาดนี้ แล้วจะคิดว่าตัวเองเก่งแล้วได้อย่างไรกัน

            หลังจากถลึงตาใส่ฉินชู โม่เต้าจื่อก็หันกลับไป เขารู้ดีว่าฉินชูฝึกตนได้อย่างราบรื่นมากและพยายามอย่างหนัก เขาบรรลุขั้นเจินหยวนระดับที่เก้าได้ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่ผ่านมาไม่มีลูกศิษย์คนไหนเคยทำได้มาก่อน แต่เขาแค่ต้องการสั่งสอนฉินชูสักสองสามคำเท่านั้น

            ไม่ว่าทางสำนักจะมีแผนอะไรอยู่ในตอนนี้ ฉินชูก็ได้แต่ฝึกตน จากเคยฝึกกันสองคน อยู่ๆ เหลือเขาแค่คนเดียว เขาจึงรู้สึกไม่ค่อยชินเล็กน้อย

            หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ฉินชูก็มาที่หอคุณูปการบนยอดเขาชิงจู๋เพื่อรับภารกิจระดับสูง จากนั้นก็ไปที่หอคุณูปการบนยอดเขาหลัก

            เมื่อเห็นฉินชูมาเยือน เหล่าลูกศิษย์ในห้องโถงหอคุณูปการบนยอดเขาหลักต่างก็หลีกทางให้ ส่วนลูกสิษย์ผู้หญิงก็มองฉินชูด้วยสายตาชื่นชม

            เป็นศิษย์รับใช้แล้วอย่างไร ศิษย์สายในสู้ไม่ได้ ศิษย์สายหลักก็สู้ไม่ได้เช่นกัน สามารถพูดได้ว่าฉินชูเป็นหนึ่งในลูกศิษย์อันดับต้นๆ ของสำนักชิงหยุนเลยก็ว่าได้ แต่พูดไม่ได้ว่าเขาแข็งแกร่งที่สุด เพราะยังมีศิษย์สายหลักอีกหลายคนที่แข็งแกร่งที่ฉินชูเองก็ยังไม่เคยพบ

            นอกจากนี้ ช่วงนี้การประลองวัดความสามารถบนยอดเขาหลักก็หยุดลงแล้ว หลัวเจินเป็นผู้แจ้งให้ทราบ เนื่องจากการมาเยือนของเฉียนหลิงอู่ ฉินชูจึงไม่สะดวกมารับคำท้า

            ภายใต้สายตาของเหล่าลูกศิษย์จากยอดเขาหลัก ฉินชูได้รับภารกิจและออกจากห้องโถงของหอคุณูปการบนยอดเขาหลักไป

            “เจ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง” ผู้ดูแลอวี่ถามเหล่าลูกศิษย์บนยอดเขาหลักที่กำลังตกตะลึงอยู่

            “ท่านผู้ดูแล ตบะของเขาบรรลุขั้นเจินหยวนระดับเก้าแล้ว ความเร็วในการฝึกฝนของเขามันน่ากลัวเกินไปแล้ว ไหนจะพลังในการต่อสู้ที่สูงเกินกว่าตบะของเขาอีก” ศิษย์สายในคนหนึ่งเอ่ยปากพูด ตบะของเขาอยู่ในขั้นเจินหยวนตอนปลาย จึงสามารถมองเห็นตบะของฉินชูได้

            “พวกเจ้าเห็นแค่ตบะที่สูงขึ้นของเขา แต่ไม่เห็นความพยายามของเขา จากที่ข้ารู้มา ปกติเขาอยู่แต่ที่ผาหินตัดไม่ออกไปไหน ขยันฝึกตนมาตลอด ทุกคนรู้ดีว่าเส้นทางการฝึกตนไม่ใช่เส้นตรง ตบะที่เพิ่มขึ้นมาจากความพยายามอย่างหนัก พวกเจ้าก็ไม่เลวเหมือนกันจงปรับความตั้งใจให้ถูกให้ควรก็ใช้ได้แล้ว” ผู้ดูแลอวี่พูดขึ้น

            ครั้นฉินชูออกจากสำนักชิงหยุนไป ก็เข้าไปในพื้นที่เขามี่หยุน แล้วเริ่มปฏิบัติภารกิจ อันที่จริงเป็นการฝึกใช้วิชากระบี่พันคลื่นในสถานการณ์จริงเสียมากกว่า

            เมื่อโม่เต้าจื่อออกจากยอดเขาชิงจู๋ ก็เรียกหลัวเจิน ลู่หยวน และปรมาจารย์ผู้แลยอดเขาทั้งห้ามารวมตัวกันที่เรือนพำนักของเขาทันที จากนั้นก็แบ่งปันข้อมูลบางอย่างที่ได้มาจากฉินชู

            “ท่านผู้เฒ่าโม่ สามสำนักติดต่อกับกองกำลังภายนอกกระนั้นหรือ ข่าวนี้เชื่อถือได้หรือไม่” เหลยอินแห่งยอดเขาเชียนหลัวถาม

            “น่าจะไม่ใช่เรื่องโกหก คนที่เย่อหยิ่งยโสอย่างเฉียนหลิงอู่รังเกียจการโกหก อย่างน้อยนางคงไม่โกหกฉินชูเป็นแน่ อีกประเด็นหนึ่งคือ ข้าเคยเดินออกจากอาณาจักรหนานเหยียนมาก่อน และรู้ว่าด้านนอกอาณาจักรหนานเหยียนมีตำหนักพญาจิ้งจอกอยู่ จะเกี่ยวข้องกับตำหนักพญาจิ้งจอกที่อยู่ในอาณาจักรหนานเหยียนหรือไม่นั้น ยากที่จะยืนยัน แต่ก็มีความเป็นไปได้ ดังนั้นราชวงศ์เฉียนจึงไม่คิดจะปล่อยไป” โม่เต้าจื่อพูดขึ้น เขาเชื่อเรื่องที่ฉินชูบอก

            “หากทั้งสามสำนักติดต่อกับกองกำลังภายนอกและต้องการล้มล้างความมั่นคงในอาณาจักรหนานเหยียนของพวกเราจริงๆ เช่นนั้นก็ควรถูกกำจัด” ลู่หยวนพูดขึ้น

            “สำนักของพวกเรามีเสบียงโอสถเทียนหยวนอยู่ ที่เหลือก็แค่รอเวลา ช่วงนี้พวกเราไม่ควรสนใจเกี่ยวกับความผันผวนภายนอก หากพวกเขาต้องการสู้ ก็ปล่อยให้พวกเขาสู้ไป เมื่อพายุผ่านไป ความแข็งแกร่งของสำนักชิงหยุนของพวกเราจะเพิ่มขึ้น” หลัวเจินแสดงความคิดเห็นของตัวเอง

            “ท่านเจ้าสำนักพูดถูก ตามความเห็นของท่านเจ้าสำนัก ราชวงศ์เฉียนเป็นศัตรูของพวกเราก็จริง แต่เมื่อเทียบกันแล้ว เราไม่สามารถยืนอยู่ในจุดเดียกันกับอีกสามสำนักได้” โม่เต้าจื่อเห็นด้วยกับความคิดเห็นของหลัวเจิน

            “ศิษย์พี่ พวกเราสำนักชิงหยุนยังจะเข้าร่วมในการประลองยุทธ์ของศิษย์หน้าใหม่จากทั้งสี่สำนักอยู่หรือไม่ ข้าคิดว่ามันไม่น่าสนใจแล้ว” หลิงหยุนจื่อพูดขึ้น

            “ลู่หยวนถามฉินชูไปแล้วขอรับ เขาต้องการเข้าร่วม หากพวกเราชนะ แล้วทั้งสามสำนักยังไม่ยอมปล่อยมือจากหุบเขา เทียนเซียงอีก ก็เท่ากับว่าพวกเขาไม่ทำตามสัญญา ซึ่งเท่ากับสูญเสียศรัทธาของพวกเขาไป และคงไม่มีใครอยากฝากตัวเป็นศิษย์ในสำนักพวกเขาอีกต่อไป” ลู่หยวนพูดกับหลิงหยุนจื่อ ครั้งที่แล้วฉินชูให้คำตอบกับเขาว่าต้องการเข้าร่วม

            “เอาไว้พวกเรามาพูดเรื่องนี้กันทีหลัง หากสถานการณ์ไม่ชอบมาพากล ข้าจะพาฉินชูไปจัดการเรื่องนี้เอง หากชนะก็ดี หากไม่ชนะก็ไม่เป็นไร” โม่เต้าจื่อพูดขึ้น

            เมื่อเข้าสู่พื้นที่ภูเขามี่หยุน ฉินชูก็เริ่มต่อสู้กับสัตว์อสูร ตอนนี้เขากล้าหาญมากขึ้น ตบะขั้นเจินหยวนระดับเก้าสามารถฆ่าสัตว์อสูรระดับที่สี่ได้อย่างไม่มีปัญหา ตราบใดที่ไม่เจอสัตว์อสูรระดับห้า เขาก็ไม่มีอันตราย

            การคุ้นเคยกับวิชากระบี่พันคลื่นในการต่อสู้จริงเป็นประโยชน์สำหรับฉินชูยิ่งนัก วิชากระบี่ที่ผ่านการเข่นฆ่ามาคือวิชากระบี่ที่แท้จริง

            ในระหว่างเก็บผลึกพลังสัตว์อสูร ฉินชูก็รวบรวมสมุนไพรไปพลาง เขารู้จักสมุนไพรหลากหลายประเภท ขอแค่มีราคา เขาก็เก็บมาหมด

            หลังจากนั้นครึ่งเดือน ฉินชูก็ออกจากเขามี่หยุน นอกจากของส่งมอบในภารกิจแล้ว เขายังเก็บของดีได้อีกมากมาย

            หลังจากส่งมอบภารกิจ ฉินชูก็มาที่หอคัมภีร์ ตอนนี้มีหลิงหยุนจื่อกับลูกศิษย์ที่เฝ้ายามอยู่สองคน

            ลูกศิษย์ที่เฝ้ายามอยู่เป็นศิษย์สายหลัก แต่ค่อนข้างมีความเกรงใจกับฉินชูไม่น้อย เพราะไม่ว่าจะเป็นด้านพลังและสถานะ ฉินชูล้วนอยู่สูงกว่าพวกเขา

            “เจ้าหนู เจ้าต้องการตำรายุทธ์กระนั้นหรือ” หลิงหยุนจื่อถาม

            “ศิษย์มีความรู้ด้านสมุนไพรอยู่บ้าง ตอนออกไปทำภารกิจได้เก็บสมุนไพรมีค่ามา ดังนั้นจึงอยากหาตำราปรุงโอสถ เพื่อดูว่าศิษย์สามารถปรุงโอสถอะไรได้บ้าง” ฉินชูบอกความคิดของตัวเอง

            “ต้องการปรุงโอสถหรือ เช่นนั้นข้าแนะนำให้ไปหาผู้เฒ่าถางที่หอโอสถ เขาเป็นปรมาจารย์ที่เป็นหัวหน้าด้านการปรุงโอสถแห่งสำนักชิงหยุน แต่เจ้าจะไหวหรือ?” ดวงตาของหลิงหยุนจื่อมองฉินชูด้วยความสงสัย เพราะความสามารถด้านการปรุงโอสถจำเป็นต้องอาศัยพรสวรรค์

    คล้ายกับเรื่องหมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์ ที่คุณอ่าน