10 2-2
บทที่20 หลินเจ๋อสติแตก
หลินเสี่ยวอวี่จ้องมองแก้วน้ำบนโต๊ะที่ร้อนจัดจนมีไอพวยพุ่งขึ้นมา จู่ๆพลันต้องแสยะยิ้มมุมปากอย่างชั่วร้าย เหมือนจะนึกแผนการอะไรบางอย่างได้แล้ว โดยไม่รีรอ เธอหยิบแก้วน้ำร้อนใบนั้นแล้วเดินตรงดิ่งไปหาหลินเจ๋อ ที่กำลังพูดจาอวดร่ำอวดรวยอยู่ท่ามกลางหมู่เพื่อนฝูงกลุ่มใหญ่
หลินเสี่ยวอวี่ก้าวฉับเข้าไปใกล้กับหลินเจ๋อ จงใจเอนร่างไปข้างหน้าเล็กน้อย ก่อนจะแสร้งมือไม้อ่อนทำแก้วน้ำร้อนหกรดใส่แขนของหลินเจ๋ออย่างพอดิบพอดี
“อ๊ากกก!! ใครวะ! ตาบอดรึไง!!? ทำไมถึงได้เดินไม่ดูตาม้าตาเรืองแบบนี้ห๊ะ??!”
“เอ๊ะ? พี่หลิงเจ๋อ! ทำไมถึงเป็พี่ได้ล่ะคะ? ขอโทษค่ะ หนู...หนูไม่ได้ตั้งใจ!!”
“หนูแค่จะเดินไปเติมน้ำเฉยๆ แต่แก้วคงจะหนักไปหน่อย หนูก็เลยทำหก...”
“ยกโทษให้หนูด้วยนะคะ ในสายตาของหนู พี่หลิงเจ๋อเป็พี่ชายที่ดีที่สุดเลย...”
หยดน้ำตาเม็ดโตไหลรินออกมาจากดวงตากลมแป๋วทั้งสองข้างของหลินเสี่ยวอวี่ ก่อนจะร่วงหล่นลงกระทบกับพื้น ใบหน้าน้อยๆที่แสนใสซื่อบริสุทธิ์ฉาบชโลมไปด้วยความเศร้าโศก ผนวกกับผ้าก๊อซที่ยังพันรอบศีรษะน้อยๆ สิ่งเหล่านี้ยิ่งทำให้ทุกคนรอบข้างที่มองมา เกิดความรู้สึกสงสารเห็นใจขึ้น
“นี่มันบ้าอะไรวะ! ทำไมถึงเป็แกได้?? ไม่ใช่ว่าตายไปแล้วเหรอ? แล้ว...แล้วแกมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน?!”
หลินเจ๋อถึงกับต้องขยี้ตาและปรับวิสัยการมองอยู่หลายต่อหลายครั้ง กระทั่งชัดแจ้งแล้วว่า เบื้องหน้าที่ยืนอยู่เป็ใคร จู่ๆเ้าตัวก็เริ่มหน้าถอดสีซีดเผือดขึ้นฉับพลันราวกับเห็นผี
จางอวิ๋นม่านได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายดังมาแต่ไกล ั์ตาคู่นั้นพลันหดแคบลงกว่าสามส่วนทั้งยังเม้มปากแน่น ตอนนี้เธอล่วงรู้ทุกอย่างแล้วว่า หลินเจ๋อเองก็มีส่วนรู้เห็นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ด้วย
“พี่หลินเจ๋อ นี่พี่พูดเื่อะไรกันคะ? หนูยังมีชีวิตอยู่นะ ยังไม่ได้ตายซะหน่อย?”
สิ้นสุดคำพูดประโยคนั้น หลินเสี่ยวอวี่ก็ร่ำไห้สะอื้น น้ำตาไหลรินออกมาอีกครั้ง ดวงหน้าฉายแววไร้เดียงสาดุจผ้าขาวบริสุทธิ์
“เป็ไปไม่ได้! แกตายไปแล้ว! ต้องใช่แน่ๆ แกตายไปแล้วจริงๆ! แกต้องตายแล้วสิถึงจะถูก!!”
หลินเจ๋อเริ่มสติแตกจนควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ เขากรีดร้องเสียงหลงด้วยความหวาดกลัวสุดขีดซ้ำๆอยู่อย่างนั้น
ยิ่งเผชิญกับหลินเสี่ยวอวี่ที่ยังมีชีวิตอยู่ต่อหน้าเช่นนี้ หลินเจ๋อก็ยิ่งไม่อาจยอมรับความจริงได้เข้าไปใหญ่ วินาทีนั้น เขาย้อนนึกไปถึงคำพูดของหลินซงผู้เป็พ่อที่ได้บอกกับตนอย่างชัดเจนว่า ‘ขอเพียงหลินเสี่ยวอวี่ตายไป แกก็จะได้สิทธิ์เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยการเกษตรชั้นนำระดับประเทศ! ขอแค่นังเด็กนั่นตาย ทุกอย่างก็จะเป็ของแก!!’
ทว่าในตอนนี้ หลินเสี่ยวอวี่กลับดูเหมือนไม่เป็อะไรเลยแม้แต่น้อย นั่นเท่ากับว่า...ทุกอย่างที่เขาวาดฝันไว้ได้พังทลายลงจนหมดสิ้นแล้ว!!
“หลินเจ๋อ! พูดแบบนี้มันเกินไปหน่อยนะ! น้องสาวของนายแค่เผลอทำน้ำร้อนหกลวกนายนิดๆหน่อยๆเท่านั้น นายถึงขั้นต้องแช่งให้เธอตายเลยเหรอ?!”
“นี่นายเป็คนแบบนี้ั้แ่เมื่อไหร่? แค่โดนน้ำร้อนลวกนิดเดียวก็ทำเหมือนจะตาย? แล้วนี่อะไรกัน ถึงกับแช่งให้น้องสาวตัวเองตายๆไปนี่นะ? ฉันมากเกินไปแล้ว!!”
“แหวะ! ทุเรศ! คนอย่างนายนี่มันโคตรจะน่ารังเกียจเลย! นี่พวกฉันเผลอคบนายเป็เพื่อนได้ยังไงตั้งนาน น่ายะแขยงที่สุด!”
“หลินเจ๋อ ฉันมองนายผิดไปจริงๆ นายยังเหลือความเป็คนอยู่บ้างรึเปล่า?”
คำพูดรุนแรงที่หลินเจ๋อประโคมใส่น้องสาวตัวน้อยน่ารักของตนเมื่อครู่ ได้ทำให้เพื่อนร่วมชั้นรอบตัวต่างพากันโมโหเดือดดาล ทุกคนเริ่มออกโรงปกป้องหลินเสี่ยวอวี่อย่างพร้อมเพรียงกันโดยไม่ได้นัดหมาย เสียงต่อว่าสาปส่งสารพัดดังขึ้นจากรอบด้าน ทำเอาหลินเจ๋อที่เต็มไปด้วยแรงโทสะและความผิดหวังค่อยๆฟื้นคืนสติกลับมา
“มะ-มะ-ไม่ใช่นะ! ไม่ใช่แบบนั้น! พวกนายฟังฉันก่อนสิ! ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้นเลย ฉันก็แค่..ก็แค่...”
แต่แม้จะพยายามปริปากอธิบายอย่างไร หลินเจ๋อกลับรู้สึกเหมือนลิ้นพันกันจนพูดไม่ออก
“พี่หลินเจ๋อ...นี่พี่เกลียดหนูขนาดนั้นเลยเหรอคะ? ที่ผ่านมา...เพราะกลัวพี่ไม่รักหนู พี่อยากกินไข่หนูก็ยกของหนูให้พี่หมด แถมคุณย่ายังพูดเสมอว่า เด็กผู้หญิงอย่างหนูไม่สมควรได้กินของดีๆหรอก”
“พี่หลินเจ๋อ พี่อย่าไปฟ้องคุณย่าเลยนะคะ ไม่งั้นหนูคงต้องถูกตีจนเข้าโรงพยาบาลอีกแน่ๆ! ต่อไปหนูจะช่วยซักผ้าให้พี่ ทำความสะอาดห้องให้พี่ ฮึกๆ...ได้โปรดเถอะนะคะ อย่าเอาเื่นี้ไปฟ้องคุณย่าเลยนะคะ..ฮึกๆ...”
หลินเสี่ยวอวี่ที่ตรวจจับสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงรอบตัวได้ก่อน จึงเริ่มขยี้ความในจุดนี้ให้หนักมากขึ้น ทั้งเริ่มใส่ไฟประโคมเสียงร้องไห้ดังขึ้นเรื่อยๆ หวังเพิ่มกระตุ้นให้ทุกคนรู้สึกสงสารเห็นใจตนมากเข้าไปอีก
ร่างเด็กสาวผอมบางดุจกิ่งไม้แห้งของหลินเสื่ยวอวี่เริ่มสั่นเทิ้มตามจังหวะร้องสะอื้น ภาพฉากเหล่านี้ยิ่งทำให้เธอดูน่าสงสารจับใจ และเปรียบเสมือนกับการาดน้ำมันลงไปบนกองไฟ ผู้คนรอบข้างต่างรู้สึกสมเพชต่อการกระทำของหลินเจ๋อมากขึ้นเรื่อยๆ
“โตขนาดนี้แล้วยังรังแกเด็กอยู่อีก! ทุเรศว่ะ! หลินเจ๋อ นับั้แ่วันนี้เราขาดกัน!!”
“ต่อไปอย่าเรียกฉันว่าเพื่อน แล้วไม่ต้องมาหาฉันอีกแล้ว!!”
“เื่ที่เกิดขึ้นในวันนี้ ฉันจะเอาไปเล่าให้พ่อฉันฟังทั้งหมด หึ! เอาให้รู้ไปเลยว่า การที่ถูกคนที่นายทั้งรักและชื่นชมสุดหัวใจเกลียดเข้าไส้นั้นมันเป็ยังไง!”
ชายหนุ่มแต่งกายดูดีคนหนึ่งทนไม่ไหวอีกต่อไป ถึงกับลุกขึ้นชี้หน้าต่อว่าหลินเจ๋ออย่างเดือดดาล สิ้นเสียงพูดจบ เขายังย่อตัวเอนลงต่อหน้าหลินเสี่ยวอวี่ ทั้งยิ้มและพูดปลอบประโลมเธอผ่านน้ำเสียงอ่อนโยน แตกต่างจากที่พูดกับหลินเจ๋อเมื่อครู่อย่างลิบลับ
“ไม่ต้องกลัวนะครับสาวน้อย มีพี่อยู่ตรงนี้ด้วยทั้งคนไม่ต้องกลัวไปนะ พี่ชายของหนูทำอะไรหนูไม่ได้หรอก เอานี่ พี่ให้เงินหนูไปซื้อขนมอร่อยๆกินนะครับ”
สิ้นคำพูดประโยคนั้น เขาก็ยัดธนบัตรมูลค่าห้าหยวนใส่ลงไปในมือของหลินเสี่ยวอวี่ทันที แล้วหันกลับไปมองค้อนย้อนใส่หลินเจ๋ออย่างเ็า ก่อนจะเดินจากไปอย่างไม่แยแสไยดี
พอคนอื่นๆเห็นเด็กหนุ่มคนนั้นผลักประตูร้านเดินออกไปแล้ว ทุกคนที่เหลือต่างก็เร่งแห่แหนวิ่งกรูหนีออกไปด้วยเช่นกัน หนึ่งชั่วครู่ถัดมา จากโต๊ะอาหารใหญ่ที่เคยครึกครื้นพลันต้องจบลง ทิ้งหลินเจ๋อให้นั่งอ้างว้างอยู่เพียงลำพัง
เวลานี้ หลินเจ๋อเริ่มรู้สึกตื่นตระหนกสติแตกขึ้นมาอีกครั้งแล้วจริงๆ เพราะชายหนุ่มคนเมื่อครู่เป็ถึงลูกชายของนายกเทศมนตรีเมือง แม้กระทั่งหลินซงพ่อของเขายังเคยกำชับนักกำชับหนาว่า ‘จะเป็ตายร้ายดียังไง ลูกก็ต้องรักษาความสัมพันธ์อันดีกับเ้าหนุ่มคนนี้ไปจนตาย!!’ แต่เพราะเื่วุ่นวายที่หลินเสี่ยวอวี่ก่อขึ้นเมื่อสักครู่ ได้ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาสู้อุตส่าห์พยายามมาแทบตาย ต้องพังทลายลงสิ้นจนไม่เหลือชิ้นดี!!
หลินเจ๋อไม่มีอารมณ์จะมาสนใจกับหลินเสี่ยวอวี่อีก เขากัดฟันทนกับอาการปวดแสบปวดร้อนจากาแน้ำร้อนลวกที่มือและเท้า เร่งสับขาก้าวฉับออกไปในสภาพกึ่งวิ่งกึ่งเดิน เพื่อที่จะไล่ตามชายหนุ่มคนนั้นให้ทัน หวังจะอธิบายทุกอย่างกับเขา
ส่วนหลินเสี่ยวอวี่ในเวลานี้ ก็กำลังยืนปาดน้ำตาเฝ้ามองแผ่นหลังของหลินเจ๋อที่วิ่งกะโผลกกะเผลกลับตาไป จากดวงหน้าที่เต็มไปด้วยความเศร้าโศกชวนเห็นใจ ยามนี้ได้แปรเปลี่ยนกลับสู่สภาวะปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น คู่เคียงความรู้สึกพึงพอใจที่สว่างวาบกลางใจ
จางอวิ๋นม่านที่ยืนอยู่ในระยะเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล อนึ่ง เพื่อคอยระวังหากหลินเจ๋อเกิดขาดสติตรงเข้าทำร้ายลูกสาวของเธอ ส่วนเหตุผลที่เธอไม่ยอมเผยกายปรากฏตัวออกไป ก็เพราะเห็นว่านี่เป็เพียงความขัดแย้งเล็กๆระหว่างเด็กๆด้วยกันเท่านั้น
หลินเสี่ยวอวี่กวาดตามองจานอาหารเลิศรสมากมายบนโต๊ะ ที่หลินเจ๋อสั่งมาเพื่อเลี้ยงเพื่อนๆของตน แต่กลับไม่มีใครคิดจะแตะต้องมันเลยด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนี้ เธอจึงเรียกพนักงานให้จัดการห่อกลับบ้านทั้งหมด
หลังจากนั้น เธอจึงค่อยย้อนกลับไปนั่งประจำที่ดังเดิม ด้วยท่วงท่าสง่าผ่าเผยราวกับไก่ชนที่เพิ่งชนะศึกใหญ่ก็ไม่ปาน ก่อนจะหันไปยกแก้วน้ำขึ้นจิบเล็กน้อยเพื่อบรรเทาอาการคอแห้ง ซึ่งเกิดจากการแสดงบทร้องห่มร้องไห้ได้สมบทบาทอย่างมาก
“เป็ไงบ้างคะแม่? หนูเก่งมั้ยคะ?”
หลินเสี่ยวอวี่ยิ้มร่าราวกับลูกสุนัขตัวน้อย ที่ดวงตาทั้งคู่ของมันเปล่งประกายระยิบระยับ คล้ายกับกำลังรอคอยคำชมจากผู้เป็เ้าของอยู่ก็ไม่ปาน
จางอวิ๋นม่านตักเนื้อวัวตุ๋นซอสxoชิ้นโตใส่ลงไปในชามของหลินเสื่ยวอวี่อย่างอ่อนโยน พร้อมกับพูดยิ้มๆออกมาด้วยความรักใคร่เอ็นดูว่า
“ลูกของแม่เก่งที่สุดอยู่แล้ว หิวรึยังจ๊ะ? ถ้าหิวก็กินได้เลยนะ”