เป็นเวลากว่า 2 วันตั้งแต่ที่คาทาริน่าไม่ได้กลับมา ตอนนี้เจมส์เริ่มรู้สึกได้กลิ่นแปลกๆ ขึ้นมาบ้างแล้ว แม้พวกเขาจะมั่นใจในศักยภาพและพลังของคาทาริน่ามากมายขนาดไหน แต่การที่เธอไม่ได้กลับมา 2 วันแบบนี้ ก็อดรู้สึกที่จะไม่สบายใจได้ เจมส์ที่หลายวันมานี้มักจะตื่นเต้นที่ได้เล่นเกมสนุกๆ ถ้าว่าตอนนี้เขาเดินวนเวียนไปมาอยู่ภายห้องในโรงแรม ในขณะที่แบรดเพื่อนเขานั้นนั่งอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่างด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดไม่ต่างกัน
ขณะที่กำลังเดินวนเวียนไปมาอยู่นั้นเจมส์ก็ถามเพื่อนเขาว่า
“แบรดจะเอาไงดีจนป่านนี้แล้วท่านคาทาริน่ายังไม่กลับมาเลย”
ความจริงแล้วเวลา 2 วันไม่ถึงว่านานเท่าไหร่ แต่สำหรับคนที่ไปถึงอัศวินศักดิ์สิทธิ์อย่างคาทาริน่ามีเรียกได้ว่าไม่สมเหตุสมผล และยังมีสิ่งหนึ่งที่แบรดไม่ได้บอกเจมส์นั่นก็คือมีอีกคนนึงที่หายตัวไปด้วยนั่นก็คือเจ้าชายขยะเออร์วิน คนที่แบรดค่อนข้างฟันธงเลยว่าจะต้องเป็นคนแคระนักล่าค่าหัวที่พวกเขาตามหา
ใน 2 วันมานี้ตอนที่ไปเล่นเกมที่บ้านของพวกเจคแบรดสังเกตุว่าวันแรกสาวใช้ส่วนตัวของเออร์วินไม่ได้มองโผล่มาที่บ้านของเจค แต่พอวันที่ 2 พวกสาวใช้ก็โผล่มาเหมือนปกติแต่ที่ไม่ปกติก็คือเจ้าชายคนนั้นไม่ได้มาด้วย แต่พวกเธอกลับทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเพียงแต่ว่าวันนี้พวกเธอไม่ได้มาฝึกแต่มาช่วยเนียในการเตรียมความพร้อมสำหรับเปิดร้านในงานเทศกาลกำแพงที่จะถึง
แบรดอาศัยจังหวะหนึ่งลองถามเด็กผู้หญิงที่ชื่อว่าเดซี่ดูซึ่งเขาคิดว่าเธอคนนี้ไม่น่าจะปิดบังอะไรได้ แต่คำตอบที่ได้กลับเป็นแค่ว่าเจ้าชายถูกรั้งไว้เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการมาเยือนของคู่หมั้นทำให้ไม่ได้ออกมาด้วย ทว่าตอนนั้นในมือของแบรดกลับถือกระดิ่งจับเท็จทำให้เขารับรู้ได้ทันทีว่าเธอคนนี้โกหก ดังนั้นเขาจึงมั่นใจว่าเจ้าชายเองตอนนี้ก็หายตัวไปด้วยเช่นกัน เมื่อเจ้าชายหายไปคู่กับคาทาริน่าแบบนี้กับยิ่งทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างมาก แม้เขาจะเคยได้ยินคำบอกเล่าและจัดการสืบเรื่องที่เจ้าใช้ได้เคยทำมา เขาจึงไม่คิดว่าเจ้าชายคนนี้จะกระจอกอย่างที่ใครหลายคนคิด สังเกตได้จากการรับมือกระดิ่งจับเท็จแทนที่เขาจะเป็นฝ่ายรอตอบคำถามเขากับชิงเป็นฝ่ายถามแทน เห็นได้ชัดว่าเด็กคนนี้มีไหวพริบที่เหนือกว่าเด็กทั่วไปมากและมองออกถึงจุดประสงค์ของพวกเขา แต่แม้จะเป็นอย่างนั้นแบรดก็ยังไม่คิดว่าเด็กที่มีพลังเวทย์อ่อนด้อยคนนี้จะเป็นภัยคุกคามให้กับคาทาริน่าที่เป็นถึงอัศวินศักดิ์สิทธิ์ได้ แต่การที่เธอคนนั้นยังไม่กลับมาเห็นได้ชัดว่าต้องมีปัญหาอย่างแน่นอน
เจมส์นิ่งคิดอยู่อย่างนั้นพักหนึ่งก่อนจะตัดสินใจพูดว่า
“พรุ่งนี้เราจะไปเล่นเกมกับพวกนั้นเหมือนเดิมแล้วก็รู้ด้วยว่าเจ้าชายคนนั้นกลับมาหรือยัง”
เจมส์ที่ได้ฟังก็สงสัย
“เล่นเกมตอนนี้เจ้ายังมีกะใจจะเล่นเกมอยู่หรอ และอีกอย่างเจ้าชายกลับมานี่คืออะไรเจ้าชายไปไหน แล้วทำไมเราต้องดูด้วยว่าเขากลับมาหรือยัง”
แบรดไม่คิดจะตอบอะไรเพื่อนของเขาแต่กลับพูดว่า
“ถ้าเย็นพรุ่งนี้ท่านคาทาริน่ายังไม่กลับมาเราต้องส่งสัญญาณฉุกเฉินไปทางศาสนจักรโดยด่วน”
เจมส์พี่ยังคงข้องใจและสงสัยในสิ่งที่เพื่อนคนนี้พูด ไม่ได้ยินว่าอีกฝ่ายคิดจะส่งสัญญาณฉุกเฉินเขาก็เข้าใจว่าอีกฝ่ายนั้นประเมินสถานการณ์ไว้ย่ำแย่ขนาดไหน
“ใจเย็นก่อนสิแบรดอย่าลืมสิว่าภารกิจของพวกเรานั้นเป็นความลับ และอีกอย่างก็ไม่มีอะไรการันตีซะหน่อยว่าท่านคาทาริน่าจะมีอันตรายอะไร”
แบรดกลับตอบว่า
“ข้าก็คิดเหมือนเจ้านั่นแหละเจมส์ที่ไม่มีอะไรในพื้นที่แถบนี้ที่พอจะเป็นภัยคุกคามท่านคามาริน่าได้ แต่ว่าการที่ท่านจากไปนานแบบนี้เห็นได้ชัดว่ามันต้องมีปัญหาอยู่”
คำพูดของเพื่อนทำให้เจมส์นิ่งคิดโดยปกติเพื่อนของเขาคนนี้มักรับหน้าที่ทำนาย แต่เขาก็ยอมรับว่าอีกฝ่ายนั้นมีความคิดรอบคอบกว่าเขามาก เจมส์ตรึกตรองเหตุผลต่างๆ ในหัว เขาพบว่าอีกฝ่ายพูดไม่ผิดไม่มีอะไรในพื้นที่แถบนี้ที่พอจะเป็นภัยคุกคามท่านคาทาริน่าได้ แต่การที่จากไปหลายวันแล้วยังไม่กลับ เห็นได้ชัดว่าต้องมีปัญหาอะไรบางอย่างอยู่แน่
เจมส์คิดอยู่อย่างนั้นจนในที่สุดก็พยักหน้า
“อย่างที่เจ้าบอกนั่นแหละแบรดแสดงว่าเรื่องนี้ต้องมีปัญหาอยู่แน่ ถ้าพรุ่งนี้ท่านคาทาริน่ายังไม่กลับมาก็แจ้งไปที่ศาสนจักรได้เลย”
แบรดก็พยักหน้าตอบรับ
ที่บ้านของเจควันนี้พวกเรเวนก็มาช่วยเนียจัดเตรียมสิ่งต่างๆ และทบทวนสิ่งของที่จะใช้ในการเปิดร้าน ทุกอย่างก็เป็นไปได้ด้วยดีแม้ว่าจะมีบางครั้งที่เรเวนสังเกตว่า คนที่ชื่อแบรดนั้นได้เข้ามาชวนเดซี่คุย พอเลยเรเวนได้มีโอกาสถามเดซี่ก็พบว่าเขามาถามเรื่องของเออร์วิน เรเวนก็คนค่อนข้างมั่นใจว่าพวกเขาก็กำลังหาข้อมูลเพราะอัศวินศักดิ์สิทธิ์หญิงคนนั้นไม่ได้กลับมาเช่นกัน
ขณะที่เรเวนกำลังพาพวกลูซี่กลับเจคก็ร้องเรียกเธอ
“เดี๋ยวก่อนครับคุณเรเวน”
เรเวนกับอีก 2 คนหันมามองพบว่าเจคกับโทมัสกำลังเดินมาหาพวกเธอ เรเวนก็พอเดาได้ว่าเขาจะถามเรื่องอะไรซึ่งก็ไม่ผิดจากที่เธอคิด เมื่อเจคถามขึ้นว่า
“อาจารย์ยังไม่กลับใช่ไหมครับ”
เรเวนพยักหน้าตอบ โทมัสก็ถามขึ้นว่า
“แล้วพอได้ข้อมูลอะไรเกี่ยวกับอาจารย์บ้างไหมครับ” อาจเป็นเรื่องน่าแปลกที่ที่ที่ผู้ใช้ศาสตร์แห่งการทำนายมาถามเรื่องแบบนี้ แต่เรเวนเข้าใจดีว่าเจ้าชายตัวปัญหาคนนี้เขามีวิธีเบี่ยงเบนการทำนายอยู่ ซึ่งมันทั้งเรียบง่ายและยังเป็นการประหยัดต้นทุนกว่าวิธีปิดกั้นการทำนายทั่วไป ดังนั้นทุกครั้งที่ทำงานเกี่ยวกับเออร์วินโทมัสจึงไม่ค่อยจะเชื่อผลการทำนายเท่าไหร่นัก
เรเวนตอบพวกเขาไปว่า
“เรื่องนั้นไม่ต้องกังวลไปหรอกเพราะองค์ราชินีท่านตรัสว่าเจ้าชายจะไม่เป็นอะไรแน่นอน สิ่งที่พวกเราควรใส่ใจก็คือแผนการของเขาต่างหาก”
การที่เรเวนเอ่ยว่าเป็นการตรัสขององค์ราชินีก็ยิ่งทำให้พวกเขาสงสัย เพราะตามที่พวกเขารู้เกี่ยวกับราชินีพรุ่งนี้ก็คือเธอเป็นคนที่รักและใส่ใจลูกๆ ของเธอมาก โดยไม่สนพลังเวทย์ที่พวกเขามีว่าจะมากหรือน้อยยังไง โทมัสัสที่เป็นลูกขุนนางย่อมเคยเข้าพบองค์ราชินีมาบ้าง เขาสังเกตว่าราชินีเป็นคนที่มีอัธยาศัยดีและมักจะยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ ทั้งยังแสดงให้เห็นว่าเธอนั้นเอ็นดูเจ้าชายเป็นอย่างมาก ซึ่งนิสัยจะผิดกับเจ้าหญิงลิลิธที่ดูเย็นชาอยู่เสมอ ดังนั้นถ้าจะถามว่าใครที่มีโอกาสคิดร้ายกับเจ้าชาย ราชินีเอลิเซียจะไม่อยู่ในความคิดของเขาแน่นอน ดังนั้นการที่ราชินีตรัสว่าเจ้าชายจะไม่เป็นอะไรทำให้เขาคิดว่าบางทีอาจมีอะไรบางอย่างที่ตัวเขาไม่รู้และนั่นคือสิ่งที่การันตีความปลอดภัยของเจ้าชายก็เป็นได้
โทมัสครุ่นคิดเรื่องเหล่านี้ในหัวเราก็นึกถึงที่เรเวนเพิ่งได้พูดว่าสิ่งที่ควรทำตอนนี้ก็คือทำตามแผนการของเออร์วิน ซึ่งตอนนี้ในห้องใต้ดินในคฤหาสน์ของเขาก็มีพวกโจรลักพาตัวที่ได้รับการรักษาบาดแผลแล้วแต่ถูกตัดเส้นเอ็นและถูกมัดปากไว้เพื่อไม่ให้ร่ายคาถาได้ แม้เขาจะไม่รู้ว่าเป้าหมายของเจ้าชายที่ต้องการเก็บคนพวกนี้ไว้คืออะไร แต่เขาก็ยังเลือกที่จะทำตามคำสั่งที่ได้รับอยู่ดี
ขณะที่ทุกคนกำลังคุยกันอยู่นั้นก็มีเสียงร้องทักขึ้น
“พี่เรเวนคะไอ้ปีศาจยังไม่กลับมาอีกหรอคะ”
เรเวนหันกลับไปมองก็พบกับเด็กผู้หญิงตัวน้อยผมสีน้ำเงินตาสีฟ้ากำลังจ้องมองเธอด้วยแววตาที่เป็นกังวล
เจคที่ได้เห็นสีหน้าเช่นนี้ของเนียก็อดรู้สึกแปลกใจไม่ได้ เพราะตั้งแต่วันแรกที่เออร์วินมาเกี่ยวข้องกับพวกเขาเนียก็มาแสดงให้เห็นว่าเธอไม่ชอบขี้หน้าเออร์วินมาโดยตลอด แม้ว่าเธอจะอยู่กับเธอหรือล้นทั้งการเรียนการฝึกทักษะการต่อสู้ หรือแม้แต่เรื่องที่เขาจะให้เธอเปิดร้านอาหารในงานเทศกาล แต่ไม่ว่ายังไงเนียก็ไม่ยอมเมียเขาเป็นอย่างอื่นเลยนอกจากคำว่าไอ้ปีศาจ
เจคลูบศีรษะเนียด้วยความเอ็นดูถามว่า
“เป็นไงเป็นห่วงเขาหรอหืม”
เนียกอดอกพร้อมกับทำหน้าบึ้งตึงก่อนจะตอบว่า
“ไม่ได้เป็นห่วงซะหน่อย”
เจคที่เห็นท่าทีของเธอก็ยิ้มแล้วแซวว่า
“ถ้าไม่ได้เป็นห่วงแล้วถามหาเขาทำไม”
“เพราะยังไม่ได้ขอบคุณเลยน่ะสิอุตส่าห์ไปช่วยเนียกลับมาทั้งที และอีกอย่างไอ้ปีศาจนั้นก็สัญญาแล้วว่าหลังจบงานเทศกาลกำแพงจะกลับมาสอนหนังสือเนียอีก ไม่ยอมให้เบี้ยวหรอกนะเพราะสัญญากันแล้ว”
ทุกคนที่ได้เห็นท่าทางการพูดของเนียที่ทำเหมือนเธอเป็นผู้ใหญ่ต่างก็พากันอมยิ้ม เรเวนจึงแกล้งแซวว่า
“เป็นแค่นั้นจริงๆ หรอไม่ใช่ว่าคิดถึงและเป็นห่วงเขาหรอกนะ”
เนียรีบพูดทันทีว่า
“ไม่ได้เป็นห่วงซะหน่อย” แต่พอเห็นหลายคนที่พากันอมยิ้มแล้วมองมาที่เธอ เนียก็รีบยำ้ว่า “จริงๆ นะใครจะเป็นห่วงไอ้ปีศาจกัน เนียยังไม่ลืมหรอกนะเรื่องที่เขาทำร้ายพี่เจคกับคนอื่นๆ นิสัยไม่ดีต่อว่าอะไรก็เอาแต่ยิ้มใส่ท่าเดียว เอาแต่เรียกคุณเนีย คุณเนียอยู่ได้ น่ารำคาญที่สุด” เมื่อพูดถึงตรงนี้เธอก็เงียบไปแต่สีหน้าของเธอนั้นบ่งบอกถึงความเป็นกังวล เห็นได้ชัดว่าเธอเองก็เป็นห่วงเออร์วินเช่นกัน
เจคที่เห็นอาการเช่นนั้นของเนียก็ลูบศีรษะเธอด้วยความเอ็นดู เรเวนที่ต้องการเปลี่ยนบรรยากาศจึงถามเนียว่า
“ว่าแต่เมื่อคืนก่อนไปค้างคืนที่บ้านเพื่อนใหม่เป็นไงบ้าง”
เพื่อนใหม่ทึ่เรเวนพูดถึงก็คือลิลลี่กับมีเรียซึ่งก็เป็นการพูดเองเออเองของลิลลี่ ส่วนการค้างคืนนั้นก็เป็นลิลลี่ที่ลากพวกเธอไปเอง การค้างคืนที่ผ่านมานี้จัดเป็นการค้างคืนบ้านเพื่อนครั้งแรกของเนีย เนียเงยหน้าตอบว่า
“สนุกมากเลยเตียงบ้านมีเรียนมหมากแถมแม่ของมีเรียก็ใจดีสุดๆ เอาของกินอร่อยๆ มาให้เพียบเลยแต่ส่วนใหญ่จะกินไม่ทันลิลลี่”
คำพูดของเนียทำให้ลูซี่กับเดซี่รู้สึกเอือมในตัวลิลลี่ ก่อนจะได้ยินเนียพูดเสริมอีกว่า
“แต่จะว่าไปลิลลี่นี่ร่าเริงจังเลยนะไม่เหมือนกับพี่สาวลูซี่กับเดซี่เลย”
ลูซี่ที่ได้ยินก็ยิ้มเจื่อนส่วนเดซี่นั้นก็พูดว่า
“เธออย่าเอาลิลลี่มาตัดสินพวกเราสิ”
“เอ๊ะ?” เนียอุทานออกมาพร้อมกับทำหน้างง
เมืองเวนดราริสเป็นเมืองที่อยู่ในการปกครองของอาณาจักรดราเซลซึ่งมีอาณาจักรขนาดกลางที่มีเมืองอยู่ในครอบครองหลายสิบเมือง เมืองเวนดราริสนี้เดิมทีเป็นเมืองที่ไม่ค่อยได้รับความสำคัญเท่าไหร่นัก นอกจากเป็นทางผ่านของนักเดินทางที่ต้องการเดินทางไปเมืองอื่น ทำให้กิจการของเมืองนี้ส่วนใหญ่จะเป็นโรงแรมหรือไม่ก็ร้านอาหาร คนที่ผ่านไปมาภายในเมืองก็จะเป็นพวกคนผ่านทางที่ไม่ได้มีธุระอะไรกับเมืองนี้
เดิมทีเมืองเวนดราริสควรจะเป็นเมืองทางผ่านเพียงเท่านี้จนกระทั่งกษัตริย์รุ่น 1 ของอาณาจักรดราเซล ได้เล็งเห็นอะไรบางอย่างเขามองว่าในเมื่อเมืองนี้มีคุณสมบัติเป็นทางผ่าน ดังนั้นก็ควรจะติดตั้งประตูมิติหรือก็คือประตูวาร์ปที่ใช้เชื่อมต่อไปยังเมืองอื่นซึ่ง ประตูมิติประตูมิติหรือประตูวาร์ปนั้นก็คือประตูขนาดใหญ่ที่สามารถเชื่อมที่ 2 ที่เข้าหากันได้ซึ่งทำให้การเดินทางนั้นสะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้นเพราะไม่ต้องเสี่ยงเดินทางเจอโจรหรือสะพานอสูรที่มีอยู่มากมายโดยหลักๆ แล้วจะมีอยู่ 2 ประเภท ประเภทแรกก็คือสามารถเชื่อมต่อกับประตูมิติอื่นได้ทำให้สามารถเดินทางได้หลากหลายกว่า แต่มีข้อเสียก็คือค่าบำรุงและงบประมาณที่ใช้สร้างนั้นเป็นอะไรที่มหาศาล ส่วนอีกประเภทหนึ่งก็คือเป็นประตูมิติแบบล็อคเฉพาะ ซึ่งจะเชื่อมต่อแค่ประตูมิติและประตูมิติหนึ่งเท่านั้นไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ กษัตริย์องค์นั้นได้เลือกประตูมิติประเภทหลังซึ่งประตูมิตินี้มีคุณสมบัติในการเชื่อมต่อเมืองเทรดฟอร์ด ซึ่งเป็นเมืองแถวชายแดนของอาณาจักรลูมิเนีย แม้จะเป็นอย่างนั้นแต่ผลของการสร้างประตูมิตินี้ก็ช่วยสร้างกำไรได้อย่างเป็นกอบเป็นกำให้กับอาณาจักรดราเซล เพราะหากจะใช้ประตูมิติจะต้องมีการซื้อตั๋วที่ทำให้สามารถใช้ประตูมิติได้ 1 ครั้ง ส่วนประตูมิตินี้จะเปิดเป็นเวลาโดยวันหนึ่งจะเปิดแค่ 2 ช่วง คือเช้าแล้วก็เย็นเท่านั้น
และเพราะการมีอยู่ของประตูมิตินี่เองที่ทำให้ตัวเมืองเวนดราริสมีความคึกคักมากยิ่งขึ้น เพราะถ้าใครต้องการไปค้าขายหรือพระราชาจากอาณาจักรต่างๆ พี่ต้องการส่งบุตรหลานไปศึกษาที่อาณาจักรลูมิเนีย หรือแม้แต่คนจากอาณาจักรลูมิเนียที่ต้องการออกมาท่องเที่ยวโลกกว้าง ก็ต้องพึ่งพาประตูมิตินี้ทั้งนั้น ทำให้ประตูมิติจึงกลายเป็นเหมือนของซิกเนเจอร์ประจำเมืองเวนดราริส ที่ถ้าใครมาที่เมืองนี้ก็ต้องพบกับประตูหินขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนแท่นสูงมีบันไดพาขึ้นไป
วันนี้ก็เป็นเหมือนเช่นทุกวันที่มีผู้คนมากมายทั้งพ่อค้าแม่ค้า นักเดินทาง หรือแม้แต่นักล่าค่าหัวต่างก็พากันมายืนรอที่หน้าประตูหินขนาดใหญ่นี้ ทว่าในบรรดาผู้คนเหล่านั้นกลับมีร่างของสาวใช้คนหนึ่งยืนรออยู่ด้วย สาวใช้คนนี้จัดว่าเป็นคนที่สวยมากคนหนึ่งแว่นตาที่จะสวมนั้นกลับยิ่งทำให้เธอมีเสน่ห์ แต่ความเย็นชาที่แผ่ออกมากับทำให้หลายคนไม่อยากจะเข้าใกล้ บุรุษหลายคนทำได้แค่มองเธอจากระยะไกล มีบางคนร้องเสียงเข้าไปทักเธอแต่เธอนั้นกลับไม่คิดจะตอบอะไรทำเหมือนกับพวกเขาเป็นแค่อากาศธาตุ แน่นอนว่าบางคนย่อมมีความคิดอุกอาจแต่เมื่อคิดจะเข้าไปใช้กำลังบีบบังคับแต่กลับต้องเป็นฝ่ายที่ลงไปนอนกับพื้นแทน คนอื่นๆ ที่ได้เห็นเมื่อตรึกตรองดูแล้วก็คิดว่าอยู่เฉยๆ จะดีที่สุดสาเหตุก็เพราะการที่สาวใช้งดงามขนาดนี้มีความเป็นไปได้ว่าเธออาจจะเป็นสาวใช้ในตระกูลใหญ่สักตระกูลก็เป็นได้ ดังนั้นคนบางคนเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง
เกรซมาถึงที่เมืองนี้ได้ 2 วันแล้ว ส่วนสาเหตุนั้นก็เพราะเธอมารับคนคนหนึ่ง แน่นอนว่าตลอดใน 2 วันนี้มีผู้ชายมากมายคิดจะมายุ่มย่ามกับเธอ แต่สำหรับตัวเธอนั้นพวกเขาเหล่านั้นก็เป็นแค่แมงหวี่แมงวันที่น่ารำคาญ การที่เธอได้รู้จักกับเจ้าชายเออร์วินทำให้มุมมองหลายอย่างเกี่ยวกับผู้ชายของเธอเปลี่ยนไป ในสายตาของเธอผู้ชายเหล่านี้ก็แค่พวกไม่เอาไหนทำได้แค่พึ่งพาแต่พลังที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ไม่เหมือนกับเออร์วินที่แม้จะเกิดมามีพลังเวทย์อ่อนด้อย แต่ก็ค้นคว้าและไขว่คว้าจนได้พลังที่สามารถต่อกรกับคนที่มีพลังเวทย์เหนือกว่าได้ ทั้งยังมีสติปัญญาและความรู้มากมายอย่างไม่น่าเชื่อ และที่สำคัญทั้งกิริยามารยาทและการวางตัวก็ล้วนแต่ไร้ที่ติ สำหรับคนทั่วไปอาจจะมองว่าเขาไม่เหมาะสมเป็นเจ้าชาย ทั้งมีพลังเวทย์อ่อนด้อยและเอาแต่คลุกคลีกับพวกชนชั้นต่ำในสลัม แต่เกรซกลับมองว่านั่นเป็นเสน่ห์ของเจ้าชายน้อยคนนี้ที่ทำให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายๆ และในทางกลับกันเธอก็กลับรู้สึกว่าแม้เขาจะมีพลังเวทย์อ่อนด้อยแต่สามารถพึ่งพาได้อย่างประหลาด
เกรซนึกถึงเจ้าชายน้อยคนนี้แล้วก็อมยิ้มเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว ทันใดนั้นประตูมิติก็มีการเคลื่อนไหวเพราะมานาจำนวนมหาศาลไหลรวมไปที่ประตูมิติอย่างบ้าคลั่งพร้อมกับมีแสงคล้ายวังวนปรากฏขึ้นในประตูมิติที่ว่างเปล่านั้น เหล่าคนที่รอจะออกเดินทางเมื่อเห็นภาพเหล่านั้นต่างก็เตรียมตัวทันที ส่วนเกรซเธอเพียงแค่ยืนรออยู่เฉยๆ สายตาของเธอจ้องมองไปที่ประตูมิตินั้นเพื่อรอใครสักคนที่จะเดินออกมา