บทที่ 12 จดจำความดีของน้องสาวที่มีต่อเธอ
“ดี!” คุณปู่ฉินเดินมาพร้อมกับมือไขว้หลัง มองสำรวจฉินเหลียงอย่างพิจารณา ก่อนจะเอ่ยเตือน “ไปถึงในเมืองแล้ว ตั้งใจเรียนกับเขาให้ดี เรียนรู้ให้เชี่ยวชาญ จะเป็ประโยชน์กับแกไปตลอดชีวิต”
“ครับ! ผมจะตั้งใจเรียนอย่างเต็มที่” ฉินเหลียงตอบรับด้วยรอยยิ้มซื่อ ๆ หัวใจเต้นแรงอย่างห้ามไม่อยู่ ไม่คิดว่าน้องเขยจะให้เขาไปเรียนขับรถ นี่เป็สิ่งที่เขาใฝ่ฝันมาตลอด
ั้แ่เด็ก เขาไม่ค่อยชอบเรียนหนังสือ คิดแค่ว่าโตขึ้นอยากเรียนวิชาชีพอะไรสักอย่าง ช่างไม้ ช่างหิน ช่างปูน แบบดั้งเดิมเขาก็ไม่ชอบ อยากเรียนขับรถอย่างเดียว แต่ก็ไม่มีโอกาส
เขาปล่อยเวลาล่วงเลยมาเรื่อย ๆ จนอายุมากขึ้น แต่งงานมีลูก เขาก็ค่อย ๆ กลบฝังความคิดนั้นลงไป ไม่นึกเลยว่าพอน้องสาวแต่งงาน น้องเขยจะมอบโอกาสอันยิ่งใหญ่ให้แบบนี้
แล้วแบบนี้เขาจะไม่ทุ่มเททั้งชีวิตได้อย่างไร?
ฉินเจียงไม่ค่อยพอใจนัก จึงดุว่า “จำใส่กะลาหัวแกไว้ นี่น้องเขยแกหาให้ ถ้าไม่มีเขา แกไม่มีทางเจอเื่ดี ๆ แบบนี้ ต้องจำความดีของน้องเขยแกไว้ให้ขึ้นใจ”
หลี่หยวนทำกับข้าวเช้าในครัวเสร็จพอดี จึงเดินออกมาสมทบ “ต้องจำความดีของน้องสาวแกไว้ด้วย ถ้าไม่ใช่เพราะสามีเธอ ต่อให้แกอยากเรียนขับรถ ก็ไม่มีทางหรอก”
ฉินเหลียงพยักหน้ารัวราวกับไก่จิกข้าวสาร “ผมจำได้ครับ จะตอบแทนความดีของน้องสาวกับน้องเขยอย่างแน่นอน”
“พี่สาม! ยินดีด้วยนะที่ฝันเป็จริง ตอนเด็ก ๆ พี่มักจะพูดอยู่ตลอดว่าอยากขับรถ ขับเครื่องบิน ในที่สุดพี่ก็ทำได้แล้ว” ฉินมู่เดินเข้ามาตบบ่าเขาเบา ๆ
ฉินเฟิงกับฉินหลิงก็เข้ามาล้อมวง มองฉินเหลียงด้วยรอยยิ้ม การที่พี่น้องได้ดีถือเป็เื่น่ายินดี
หลี่หยวนจัดของเสร็จแล้ว จึงเรียกฉินซวงซวงกับเสิ่นเฉินิไปกินข้าวเช้า แม้ในใจจะเศร้าโศกที่พวกเขาต้องจากไป แต่ก็ต้องฝืนยิ้ม
ของที่บรรดาญาติ ๆ ให้มาตอนแต่งงานก็ถูกเก็บใส่หีบห่อเรียบร้อยแล้ว ส่วนใหญ่เป็ผ้า ผ้าฝ้าย รองเท้ากับถุงเท้า ในสมัยนั้นคนมักจะให้ของแบบนี้ตอนแต่งงาน ไม่ค่อยมีใครให้เงิน
จริง ๆ แล้วฉินซวงซวงไม่อยากเอาไปด้วย แต่ก็ขัดแม่ไม่ได้ จึงยอมแต่โดยดี
ไว้ค่อยไปคิดดูอีกทีตอนถึงตัวเมืองแล้ว ยังไงซะเดี๋ยวพี่สามก็ต้องตามไปอยู่แล้ว
เธอไม่อยากเอาผ้ากับผ้าฝ้ายไปด้วยเลยจริง ๆ เธอเย็บผ้าไม่เป็ จะเอาผ้าไปทำไม?
เด็ก ๆ ที่บ้านเยอะแยะ แต่ละคนก็ใส่เสื้อผ้าขาด ๆ เก็บไว้ให้พวกเขาใส่ก็ได้
หรือไม่ก็เอาไปให้แม่กับพี่สะใภ้ทั้งหลายทำเสื้อผ้าใส่ก็ได้ ผ้าพวกนี้ทั้งสีและลวดลายเธอไม่ชอบ เธอไม่เอาหรอก
พอทุกคนกินข้าวเสร็จแล้ว ตระกูลฉินก็ช่วยกันขนของไปไว้บนรถจี๊ปที่จอดอยู่ตรงทางเข้าหมู่บ้านจนเต็มคันรถ
ชาวบ้านต่างพากันมามุงดู เพราะเสิ่นเฉินินั้นเป็คนอัธยาศัยดีมาก เมื่อวานตอนกินเลี้ยงฉลองแต่งงาน หลายคนได้คุยเล่นและชนแก้วกับเขา เขาก็ดูจะต้อนรับทุกคนอย่างไม่ถือตัว
ไม่รู้ว่าเขาคอแข็งขนาดไหน ถึงได้ดื่มเท่าไหร่ก็ไม่เมา ดื่มไปรอบแล้วรอบเล่า ก็ยังไม่เห็นวี่แววคนเมาเลยสักนิด
เสิ่นเฉินิได้แต่คิดในใจ อย่าถามเลย เขาผ่านการฝึกฝนมาอย่างมืออาชีพแล้ว
อาชีพของเขานั้นค่อนข้างพิเศษ สารพัดเื่ราวต้องผ่านการฝึกฝนมาหมด ตอนแรกแค่จิบเหล้าไปหน่อยเดียวก็หน้าแดง หัวหมุนไปหมด
แต่หลังจากฝึกฝนมาหลายครั้ง ความอดทนของร่างกายต่อแอลกอฮอล์ก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ต้องพูดถึงเหล้าขาวหรือเหล้าพื้นบ้านของที่นี่ แม้แต่วิสกี้จากต่างประเทศเขาก็สามารถดื่มได้เป็ขวด
ถ้าไม่ใจแข็งพอ ก็อยู่รอดในวงการนี้ไม่ได้หรอกนะ
เพื่อนร่วมงานต่างชาติหลายคนต่างก็ชื่นชมในปริมาณการดื่มของเขา ไม่มีใครกล้าท้าแข่งกับเขาสักคน
"ซวงซวง! จะรีบไปแล้วเหรอ? ไปแบบนี้มันกะทันหันเกินไปหน่อยนะ งั้นยกเลิกพิธีกลับบ้านสามวันก็ได้"
"นี่แกพูดแบบนี้ได้ยังไง? สามีของซวงซวงเขาเป็ทหารวันหยุดมีจำกัด ของขวัญสำหรับการกลับมาเยี่ยมบ้านคงจะให้ไปนานแล้ว"
"หลี่หยวนกับฉินเจียงรักและเอ็นดูซวงซวงมากมายขนาดนั้น ถึงแม้จะให้ เชื่อสิว่าพวกเขาก็ต้องบอกให้เอาติดตัวไปด้วยแน่ ๆ ดูเกวียนที่บรรทุกสินเดิมมาจนเต็มคันนั่นสิ ทั้งหมดนั่นยังเป็ของที่เพิ่งรวบรวมมาแบบเร่งด่วนนะ ถ้ามีเวลาเตรียมตัวมากกว่านี้ รับรองว่าต้องมีมากกว่านี้แน่"
"ตระกูลหยางนั่นแหละที่ไม่มีบุญวาสนา ใกล้จะถึงวันแต่งงานอยู่แล้ว ยังปล่อยซวงซวงไปได้ สามีภรรยาตระกูลหยางต้องแค้นใจจนตายแน่"
"จะทำยังไงได้ ในเมื่อพวกเขาควบคุมลูกชายตัวเองไม่ได้"
คนตระกูลฉินต่างก็ยุ่งอยู่กับการขนของขึ้นรถ ไม่ว่างพอที่จะไปสนใจคำพูดไร้สาระของคนอื่น
หลี่หยวนยื่นห่อผ้าหนา ๆ ใบหนึ่งให้ลูกสาว "ซวงซวง! ในนี้เป็สินสอดทองหมั้นที่ฝ่ายชายให้มา รวมถึงเงินอีกนิดหน่อย ลูกเก็บเอาไว้ให้หมด ออกไปอยู่ข้างนอกแล้ว ก็อย่าลืมดูแลตัวเองให้ดี ๆ ล่ะ"
ฉินซวงซวงรับมาถือไว้ รู้สึกราวกับมันหนักเป็พันชั่ง ครอบครัวของเธอไม่ได้ร่ำรวย พ่อกับแม่จัดงานแต่งให้ลูกสาว ไม่เพียงแต่ไม่ได้เรียกร้องเงินทองสักแดงเดียวแล้ว ยังแถมหมูไปอีกหนึ่งตัว พร้อมด้วยข้าวสารและผักต่าง ๆ อีกด้วย
"แม่ครับ!" เสิ่นเฉินิเห็นเข้า จึงหยิบห่อผ้าในมือของฉินซวงซวงไป ยื่นส่งคืนให้แม่ยาย "หลังจากนี้ไป ซวงซวงมีผมดูแลแล้วครับ เงินพวกนี้ แม่กับพ่อแล้วก็คุณตาเก็บไว้เถอะครับ ไม่จำเป็ต้องให้เธอเอาติดตัวไปหรอก"
"พอผมกลับไปกองทัพแล้ว ผมจะเอาสมุดบัญชีเงินฝาก ตั๋วข้าว แล้วก็อะไรพวกนั้นทั้งหมดมอบให้เธอเองครับ ต่อไปนี้บ้านของเราก็คือบ้านของเธอแล้ว"
หลี่หยวนไม่ยอมรับคืน ยัดห่อผ้าใส่คืนไปในมือของลูกสาว "เฉินิ! ของที่เธอให้ มันก็คือของที่เธอให้ ส่วนของแม่ก็คือของแม่ นี่เป็น้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่พ่อแม่คนนี้อยากจะมอบให้"
ฉินซวงซวงรู้ดีว่าถ้าไม่รับไว้ก็คงไม่ได้ เธอจึงรับห่อนั้นมาพร้อมกับดวงตาแดงก่ำ ก่อนจะโผเข้าไปซุกอกของหลี่หยวน "แม่คะ! หลังจากที่หนูไปแล้ว แม่กับพ่อก็ดูแลตัวเองดี ๆ นะคะ แล้วก็ดูแลคุณปู่ด้วย ปลายปีนี้พวกเราจะกลับมาเยี่ยมค่ะ"
"จ้ะ"
ลูกสาวรู้สึกเศร้าใจ คนเป็แม่ก็รู้สึกไม่สบายใจเช่นกัน เพียงแต่ลูกสาวโตพอที่จะแต่งงานได้แล้ว แม้ว่าลูกเขยจะมาแบบกะทันหันไปหน่อย แต่เขาก็ดูเป็คนดี
"แม่! ต่อไปนี้เวลาอยู่บ้าน ถ้าทำอะไรไหวก็ทำ ถ้าไม่ไหวก็พัก อย่าฝืนตัวเองเลย ที่บ้านมีคนเยอะแยะ" ฉินซวงซวงปลอบใจ "ถ้าหนูมีลูก แม่ยังต้องมาช่วยเลี้ยงอีกนะ"
พอโดนลูกสาวพูดหยอกล้อแบบไม่เคอะเขิน หลี่หยวนก็หลุดหัวเราะออกมา แล้วเอ็ดเบา ๆ พร้อมกับใช้นิ้วดีดหน้าผากฉินซวงซวงไปทีหนึ่ง "ลูกนี่นะ ปากไม่มีหูรูดเลยหรือไง พูดแบบนี้ได้ยังไง"
เสิ่นเฉินิอธิบาย "แม่ครับ! สิ่งที่เธอพูดมันก็ถูกแล้ว ผมอายุยี่สิบแปดแล้ว ก็ควรจะมีลูกได้แล้ว พอมีลูกเมื่อไหร่จะรีบเขียนจดหมายมาบอกที่บ้านนะครับ แม่กับพ่อ แล้วก็คุณตา รอฟังข่าวดีอยู่ที่บ้านนะครับ"
ทั้งคู่พูดจาไม่ระวังปาก หลี่หยวนได้แต่ส่ายหัวอย่างเอือมระอา "นี่พวกเธอเพิ่งจะแต่งงานกันแท้ ๆ พูดเื่ลูกเื่เต้ากันแล้ว ไม่กลัวคนอื่นเขาหัวเราะเยาะเอาเหรอ?"
ฉินซวงซวงเป็คนยุคใหม่ จึงรู้สึกว่าเื่แบบนี้เป็เื่ปกติ แต่พอโดนแม่พูดแบบนั้น ก็เพิ่งรู้สึกตัวว่าคนรอบข้างมองมาที่เธอด้วยสายตาแปลก ๆ
ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกเขินขึ้นมา หน้าแดงก่ำ คืนนี้เขายังไม่ทันได้เข้าหอกับเธอเลย จะมีลูกได้อย่างไร?
"ไม่กลัวหรอกครับ พวกเราแต่งงานกันแล้ว จดทะเบียนแล้ว เป็สามีภรรยากันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย การมีลูกเป็เื่ปกติ เป็ความสมบูรณ์ของชีวิต"
เขานี่หน้าด้านยิ่งกว่ากำแพงเมืองจีนอีก พูดความในใจออกมาตรง ๆ ไม่รู้สึกละอายใจอะไรสักนิด
ผู้หญิงที่ยืนมุงดูเหตุการณ์อยู่ข้าง ๆ รวมถึงลูกสะใภ้ทั้งสามคนของตระกูลฉิน ต่างพากันแอบขำ พวกเธอรู้สึกว่าผู้ชายที่ฉินซวงซวงหาได้นี่ช่างกล้าพูดจริง ๆ
พูดเื่แบบนี้ต่อหน้าธารณชนได้อย่างไม่อายปาก คิดไม่ถึงว่าผู้ชายที่อยู่ในกองทัพจะเป็แบบนี้ ไม่อ้อมค้อม ตรงไปตรงมา ไม่เสแสร้ง
พอเก็บข้าวของเสร็จ ฉินเหลียงก็นั่งรถไปด้วย เสิ่นเฉินิสตาร์ทรถเพื่ออุ่นเครื่องยนต์
ฉินซวงซวงคว้าแขนของหลี่หยวนพร้อมกับพูดว่า "แม่! เดี๋ยวตอนที่หนูขึ้นรถไปแล้วแม่ห้ามร้องไห้นะ หนูกำลังจะไปสู่ชีวิตที่ดี แม่ต้องอวยพรให้หนูนะ ดูพ่อกับปู่สิ บนใบหน้าของพวกเขามีแต่รอยยิ้ม แม่ก็ต้องเหมือนกับพวกเขาสิ อวยพรให้หนูหน่อยนะ!"