เมื่อเห็นท่าทางที่น่ารักของโจวเหวินจิ้ง หลี่ซีเหวินก็หัวเราะออกมา “คุณไม่ได้เข้าใจผิดหรอกครับ ผมไปหาเจ๊อ้วนเมื่อบ่ายวันนี้มาจริง ๆ แต่ผมไม่ได้ให้เงินเธอ แต่ไปตบหน้าเธอต่างหาก”
“คุณ...คุณตบหน้าเจ๊อ้วนหรือคะ” โจวเหวินจิ้งตกตะลึง จากนั้นเธอก็เข้าใจทันทีว่าทำไมใบหน้าของเจ๊อ้วนถึงเปลี่ยนไปเมื่อเห็นหลี่ซิวเหวินถลกแขนเสื้อขึ้น
“ก็เธอกล้ามาตบหน้าคุณ แน่นอนว่าผมต้องไปตบหน้าเธอกลับสิครับ” หลี่ซีเหวินรับคำ “ถ้าวันนี้คุณไม่ได้อยู่ที่นั่น ผมคงทำให้เธอรู้ซึ้งถึงชะตากรรมของการที่มากลั่นแกล้งคุณแล้ว” หลี่ซีเหวินไม่ได้พูดเกินจริงเลยเพราะสถานการณ์มันเป็นแบบนั้นจริง ๆ
การที่ให้อีกฝ่ายคุกเข่าลงเพื่อขอโทษโจวเหวินจิ้ง ถือเป็นการทำให้เจ๊อ้วนอับอายอย่างสมบูรณ์แล้ว
เขารู้ดีว่าโจวเหวินจิ้งเป็นผู้หญิงใจดีและไม่สามารถแบกรับแรงกดดันได้ นอกจากนี้การที่เขาล้มอู๋กังลงได้ ก็เป็นบทเรียนสำหรับเจ๊อ้วนแล้วเช่นกัน
เขาต้องให้อภัยแล้ว ให้อภัยอีก จนตัวเองอยากจะเป็นบ้า
“ฉันรู้ว่าคุณกำลังทำเพื่อฉันอยู่ แต่ครอบครัวของเราไม่มีเงินนะคะ พวกเราไม่สามารถทำอะไรที่หุนหันพลันแล่นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนอย่างเจ๊อ้วน เราไม่สามารถไปรุกรานเธอได้ วันนี้เป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้น แต่...แต่เจ๊อ้วนจะต้องกลับมาแก้แค้นคุณแน่เลยค่ะ”
โจวเหวินจิ้งรู้สึกสะเทือนใจมาก เพราะนี่ถือเป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกอบอุ่นนับตั้งแต่ที่เธอแต่งงานกับหลี่ซีเหวิน แต่สิ่งที่เธอพูดคือความกังวลใจและหมดหนทางอย่างแท้จริง
หลี่ซีเหวินยิ้มจาง ๆ และพูดทีละคำ “การที่ผมยอมอดทนเพื่อแลกกับผลประโยชน์ของคนอื่นก่อนหน้านี้ เป็นเพราะว่าผมไม่สามารถจัดการมันได้ แต่คุณเป็นคนสำคัญของผม ในอนาคตไม่ว่าผมจะต้องสูญเสียสักเท่าไร ผมก็จะไม่ปล่อยคุณไป และจะไม่ยอมให้คนอื่นมารังแกคุณด้วยเหมือนกัน”
โจวเหวินจิ้งตกตะลึง ตะเกียงน้ำมันที่ส่องแสงกระทบใบหน้าของเธอ บัดนี้ได้มีน้ำตาใส ๆ ปรากฏขึ้นในดวงตาอันสวยงามของเธอแล้ว
หัวใจของเธอรู้ดีว่าสิ่งที่หลี่ซีเหวินทำนั้นผิด แต่เมื่อได้ยินคำสัญญานี้ของเขา เธอกลับคิดว่าสิ่งที่ผิดนั้น มันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว
“เอาล่ะครับ เลิกคิดเรื่องนี้ได้แล้ว” หลี่ซีเหวินใช้มือเช็ดน้ำตาให้โจวเหวินจิ้ง จากนั้นก็เดินไปที่โต๊ะอาหารและเปิดถุงพลาสติกออกมา “ดูสิครับ ว่าผมเอาอะไรกลับมาบ้าง” โจวเหวินจิ้งได้กลิ่นหอม ๆ ก็ถามขึ้นขณะเช็ดน้ำตา “อะไรหรือค่ะ หอมจังเลย”
“นี่คือตับผัด นี่คือเนื้อสันในผัด และนี่คือไส้ครับ…” หลี่ซีเหวินเปิดถุงพลาสติกออกทีละใบ
“อาหารดี ๆ พวกนี้มาจากไหนกันคะ” โจวเหวินจิ้งลอบกลืนน้ำลาย ในอดีตหลี่ซีเหวินมักจะออกไปดื่มข้างนอกอยู่เสมอ แต่ไม่เคยนำอาหารกลับมาที่บ้านเลยสักครั้ง
“วันนี้ผมไปคุยเรื่องธุรกิจมาน่ะครับ ก็เลยเก็บกับข้าวที่เหลือกลับมา” หลี่ซีเหวินหัวเราะเบา ๆ
“คุยเรื่องธุรกิจหรือคะ” โจวเหวินจิ้งดูสับสน อีกฝ่ายไปคุยเรื่องธุรกิจเมื่อไหร่กัน
“อ๊า! จะให้ผมนั่ง ๆ นอน ๆ ก็ไม่ได้ใช่ไหมล่ะ ผมเลยวางแผนจะทำธุรกิจ ในอนาคตเมื่อผมหาเงินได้ พวกเราก็ไม่ต้องทานของเหลืออีกต่อไปแล้ว” หลี่ซีเหวินพูดและป้อนเนื้อเข้าไปในปากของโจวเหวินจิ้ง
โจวเหวินจิ้งไม่ได้ถามว่าเขาจะทำธุรกิจอะไร เธอคิดว่ามันคงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นเธอจึงยิ้มและเคี้ยวอาหารในปากเป็นเวลานานก่อนที่จะกลืนมันลงไป
“อร่อยไหมครับ” หลี่ซีเหวินถาม
“อร่อยค่ะ” โจวเหวินจิ้งพยักหน้า
“ถ้าอร่อย ก็ทานให้มากกว่านี้นะครับ เดี๋ยวผมจะไปอุ่นอาหารให้” หลี่ซีเหวินลุกขึ้นและพูด
“ไม่ต้องหรอกค่ะ...ไม่ต้องไปอุ่นหรอก พวกเราเก็บเอาไว้ให้เสี่ยวหนี่ทานพรุ่งนี้ดีกว่า” โจวเหวินจิ้งหยุดเขาไว้อย่างรวดเร็ว
“มีอาหารตั้งมากมาย ลูกจะทานหมดได้อย่างไร คุณควรทานให้มากกว่านี้นะครับ ผมเองก็หิวเหมือนกัน” หลี่ซีเหวินพูดและเดินเข้าไปในครัวพร้อมกับจาน
********* *****
หลี่ซีเหวินรู้สึกอบอุ่นในหัวใจและคิดถึงเรื่องของความปรารถนา ขณะที่เขากำลังนอนอยู่บนเตียงพร้อมฟังเสียงลมหายใจของโจวเหวินจิ้งที่อยู่ข้าง ๆ มันทำให้หัวใจของเขาคันยุบยิบไปหมด ดูเหมือนว่าจะมีเปลวไฟลุกโชนในช่องท้องของเขา
หลังจากแต่งงานกันมาสี่ปี เขาไม่เคยแตะต้องโจวเหวินจิ้งเลย ไม่ใช่ว่าต้องการปล่อยเธอไป แต่เขาทำไม่ได้ต่างหาก
สาเหตุของปัญหานี้เกิดขึ้นเมื่อตอนอายุได้สิบห้าปี เขาถูกอันธพาลรุมซ้อมและต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ตั้งแต่เหตุการณ์นั้นเป็นต้นมาก็ทำให้เขาเกิดเงาขึ้นภายในใจ
ต่อมาเมื่อแต่งงานกับโจวเหวินจิ้ง หลี่ซีเหวินก็พยายามอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จ เขาไปโรงพยาบาลเพื่อเข้ารับการตรวจและได้รับการวินิจฉัยว่าเขามีปัญหาทางด้านจิตใจและทางเพศสัมพันธ์ แต่ไม่ได้มีปัญหาทางด้านร่างกาย ซึ่งความผิดปกติทางด้านจิตใจนี้มักเป็นเรื่องยากที่สุดในการรักษา
หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน เขาก็รู้สึกร้อนผ่าวที่บริเวณช่องท้องและอยู่ ๆ หลี่ซีเหวินก็เหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้และพูดว่า “แต่ฉันไม่ได้มีเงาทางจิตใจเสียหน่อย แล้วมันจะไม่ทำงานได้อย่างไร ให้ตายเถอะฉันก็กังวลมาตลอด”
“คุณ...คุณเป็นอะไรไปหรือเปล่าคะ” โจวเหวินจิ้งซึ่งนอนอยู่ข้าง ๆ ถามด้วยความสงสัย
“ผมกำลังคิดว่า ส่วนนั้นของผมดูเหมือนจะทำงานน่ะครับ” หลี่ซีเหวินกล่าว
“ส่วนนั้น?” โจวเหวินจิ้งตกตะลึงไปครู่หนึ่ง “ส่วนไหนคะ”
“ส่วนนั้นน่ะครับ” หลี่ซีเหวินลดเสียงลงและกระซิบข้างหูเธอ
ไม่กี่วินาทีต่อมาใบหน้าของโจวเหวินจิ้งเปลี่ยนเป็นสีแดง จากนั้นเธอก็ตำหนิเขาด้วยเสียงเบา “คนพาล”
“ผมขอโทษครับ” เมื่อเผชิญกับการตำหนิของเธอ หลี่ซีเหวินก็อดรู้สึกเคอะเขินไม่ได้ ถึงแม้ว่าเธอจะเป็นภรรยาของเขา แต่วิญญาณนี้ไม่ได้เป็นของร่างกายนี้นี่นา
แต่เมื่อเธอรู้สึกถึงความผิดหวังของหลี่ซีเหวิน โจวเหวินจิ้งก็กัดฟันและพูดว่า “ถ้าคุณต้องการ....คุณจะลองดูก็ได้นะคะ”
หลี่ซีเหวินไม่ได้ตะครุบเธอเหมือนสัตว์ป่า เพียงแค่ยื่นแขนออกไปโอบรอบตัวเธอและกล่าวว่า “ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา ผมต้องการครอบครองคุณในแบบของผมเอง”
หลี่ซีเหวินรู้ดีว่าผู้หญิงในอ้อมกอดของเขาคนนี้แตกต่างจากผู้หญิงในชาติที่แล้วของตัวเอง สิ่งที่เขาต้องการครอบครองไม่ใช่แค่ร่างกายของเธอเท่านั้น แต่เป็นจิตวิญญาณของเธอด้วย
เขาต้องการให้โจวเหวินจิ้งมีชีวิตใหม่ มีจุดมุ่งหมายใหม่และเขาต้องการให้เธอรู้จักตัวตนเขาอีกครั้ง วันหนึ่งเมื่อเขานำโจวเหวินจิ้งเข้าไปในห้องโถงแต่งงาน วันนั้นจะเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งสองคนจะผลิดอกออกผลกันอีกครั้ง
เขาไม่เคยแต่งงานมาก่อนในชีวิตที่แล้ว เพราะรู้ว่าการแต่งงานนั้นมีความศักดิ์สิทธิ์มากแค่ไหน
ในตอนเช้าหลี่ซีเหวินตื่นนอนตั้งแต่รุ่งสาง นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่แต่งงานกันมาที่เขาตื่นนอนเร็วกว่าโจวเหวินจิ้ง
หลังจากอุ่นอาหารแล้ว เขาก็ใส่เสื้อกล้ามบาง ๆ หยิบผ้าขนหนู และเริ่มไปออกกำลังกายในตอนเช้า
การปฏิวัติร่างกายเป็นส่วนสำคัญที่สุด หากไม่มีร่างกายที่ดี ไม่ว่าคุณจะรู้ทักษะการต่อสู้มากมายแค่ไหน ก็จะไม่สามารถใช้การมันให้ดีได้ ดังนั้นหลี่ซีเหวินจึงจำเป็นต้องปรับปรุงสมรรถภาพทางด้านร่างกายของตัวเองอย่างเร่งด่วน
เมื่อเผชิญหน้ากับอู๋กังเมื่อคืนนี้ หากเขาไม่ได้ใช้เล่ห์เหลี่ยม ก็อาจจะไม่สามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้ การล้ม 10 ต่อ 1 ไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผล
ยิ่งไปกว่านั้น ในฐานะนักธุรกิจหลายหมื่นล้าน เขารู้ว่าโลกนี้ห่างไกลจากความสงบสุขอย่างที่จินตนาการไว้ และมันจะยังคงเป็นเช่นนี้ในอีกสามสิบปีให้หลัง นับประสาอะไรกับตอนนี้ล่ะ
อากาศช่วงปลายเดือนตุลาคมค่อนข้างหนาวเย็น ผู้คนที่สัญจรไปมาบนท้องถนนล้วนสวมเสื้อแขนยาวหนา ๆ กันทั้งนั้น แต่เมื่อพวกเขาเห็นหลี่ซีเหวินกำลังวิ่งจ๊อกกิ้งในตอนเช้า พวกเขาก็มองมาที่หลี่ซีเหวินอย่างแปลกประหลาด
เนื่องจากในยุคที่ผู้คนต่างใช้แรงงาน มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะทำตัวไร้ประโยชน์เหมือนเขา
หลังจากวิ่งเป็นระยะทางกว่าสิบกิโลเมตร หลี่ซีเหวินก็มีเหงื่อหยดออกมาแล้ว แต่เมื่อมองไปที่โรงงานแปรรูปไส้กรอกแฮมเฟิงซูฮวาที่อยู่ตรงหน้า เขาก็ไม่รู้สึกเหนื่อยอีกต่อไป
โรงงานนี้เป็นของหยางเป่ากั๋ว ตั้งอยู่ในบริเวณรอบเมืองเฉาโจว ดังนั้นทำเลที่ตั้งจึงค่อนข้างดี ในเวลานี้ประตูโรงงานยังเปิดอยู่และบางครั้งก็มีคนเข็นรถจักรยานเข้าไป ที่ประตูโรงงานมีผู้ชายสามคนกำลังสูบบุหรี่และพูดคุยกันอยู่
“พวกเราไม่ได้เจอหยางเป่ากั๋วมาครึ่งเดือนแล้วใช่ไหม”
“ใช่ ถ้าเขาไม่ปรากฏตัวอีกล่ะก็ พวกเราคงต้องดื่มลมตะวันตกเฉียงเหนือแล้วล่ะ”
“ถ้าไม่เจอ ก็ไปที่บ้านของเขาสิ ไปจับตัวเขาเลย”
ทั้งสามคนพูดคุยกันด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง ในขณะที่หลี่ซีเหวินค่อย ๆ เข้าใกล้พวกเขา ก็มีชายคนหนึ่งสังเกตุเห็นเขาอย่างรวดเร็วและส่งสายตาไม่ไว้วางใจกลับมา
“นายเป็นใคร มาแอบทำอะไรอยู่แถวนี้”