คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 130 สายฝนที่โหมกระหน่ำ

            

            เป็นข่าวร้ายจริงเสียด้วย ซูฉางอันกับมู่กุยอวิ๋นขมวดคิ้วมุ่นขึ้นทันที

            สมดั่งคำกล่าวว่า หากไร้สายลม คลื่นน้ำย่อมไม่เกิดการที่เรื่องนี้ถูกกระจายออกไปในเมืองในสถานการณ์เช่นนี้เกรงว่าต้องมีผู้อยู่เบื้องหลังไม่ผิดแน่

            และบัดนี้ ความจริงเรื่องที่ใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ หาใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไปที่สำคัญก็คือ ข่าวนี้จะถูกกระจายจากหนึ่งเป็นสิบ จากสิบเป็นร้อย จากร้อยเป็นพันจนในที่สุด เมื่อมีคนลือมากเข้า ทุกคนจะปักใจเชื่อกันหมด ยิ่งรวมกับอำนาจแสนมหาศาลขององค์รัชทายาทหากเขาอยากเล่นงานซูฉางอันด้วยเรื่องนี้ นั่นคงง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปากเสียอีก

            ในตอนนั้นเอง ซูฉางอันเพิ่งตระหนักขึ้นได้ว่า หากต้องการใช้ชีวิตในเมืองฉางอันต่อไปสิ่งที่เขาต้องทำ ไม่เพียงแสร้งเป็นแกะไร้พิษมีภัยเท่านั้น

            สมดั่งคำว่า แม้นไร้มลทิน ย่อมมีคนโยนความผิดให้อยู่วันยังค่ำ

            ไม่ว่าแกะน้อยจะเชื่อฟังถึงเพียงไร แต่หากมันอ้วนมากพอ ฝูงหมาป่าแสนหิวโหยย่อมตามราวีถึงที่อยู่ดี

            “ฉางอัน เจ้าคิดจะทำอย่างไรต่อไป?” มู่กุยอวิ๋นมีสีหน้าวิตกกังวลขึ้นทันตาเขามองไปยังซูฉางอันด้วยความเป็นห่วง

            “จะทำอย่างไรได้เล่า?” ทว่าซูฉางอันกลับกดคิ้วลงต่ำแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก “ยามทหารบุกใช้ขุนพลต้านยามน้ำหลากใช้ดินขวาง เตรียมรับมือกับเรื่องที่จะเกิดก็พอ”

            เวลาล่วงเลยไปอีกสองวัน สำนักเทียนหลานได้รับการซ่อมแซมจนเสร็จสมบูรณ์ แม้จะไม่เป็นดังเดิมแต่อย่างน้อยก็พอจะต้านฝนต้านลมหนาวได้บ้าง

            กู่เซี่ยนจวินนำเงินไปจ่ายให้ช่างทั้งหลาย เมื่อได้รับเงินค่าจ้างนายช่างเหล่านั้นพลันเดินจากไปอย่างรีบร้อน ไม่แม้แต่จะหันกลับมามองด้วยซ้ำ

            ราวว่ามีอสุรกายซ่อนอยู่ในสำนักเทียนหลาน พวกเขาไม่อยากอยู่ต่อแม้เพียงเสี้ยววินาทีเช่นนั้น

            กู่เซี่ยนจวินมองตามนายช่างทั้งหลายที่เดินจากไป พลางนึกทอดถอนใจขึ้น

            หลายวันมานี้ ข่าวลือของซูฉางอันถูกกระจายออกไปเป็นวงกว้างทั้งยังมีการเติมแต่งเรื่องให้รุนแรงมากขึ้นไม่หยุดหย่อน

            บ้างก็ว่าซูฉางอันเป็นปีศาจที่แฝงตัวเช่นหยิงโฮ่เทพธิดาศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าปีศาจ ผู้เข้ามาในสำนักเทียนหลานเพื่อทำร้ายอวี้เหิงนั่นเอง

            บ้างก็ว่าซูฉางอันเป็นเหมือนมั่วทิงอวี่ที่หลงรักปีศาจหัวปักหัวปำจนชักศึกเข้าบ้านเป็นเหตุให้อวี้เหิงต้องตาย

            ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีคนลือว่า ณ ศึกทางแดนเหนือเมื่อสองปีก่อนมั่วทิงอวี่ไม่ได้สังหารวู๋ถงแต่อย่างใด เพราะเป็นไปไม่ได้ที่นักรบระดับคุมพิภพจะสังหารนักรบแห่งดาราจักรได้ทางด้านของวู๋ถง นอกจากจะรอดชีวิตมาได้ นางยังหลอกล่อเด็กหนุ่มจากแผ่นดินทางเหนือให้เดินทางมายังเมืองฉางอันและปลอมตัวเป็นศิษย์ของมั่วทิงอวี่เพื่อสังหารอวี้เหิงอีกด้วย

            แน่นอนว่านิทานเรื่องหลังเป็นเรื่องที่ใกล้เคียงกับความจริงที่สุดเพราะวู๋ถงยังมีชีวิตอยู่เป็นเรื่องจริง ทว่าเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าเชื่อถือน้อยที่สุดเช่นกันเพราะการตายของวู๋ถงได้รับการยืนยันจากนักพรตไท่ไป๋แห่งแท่นชมดาวแล้วด้วยตำแหน่งและฐานะของไท่ไป๋ เขาไม่มีกล่าวโป้ปดเป็นแน่

            แต่มีหรือที่สามัญชนจะคิดมากเพียงนั้น?

            พวกเขารู้เพียงอวี้เหิงจากไปแล้ว และทุกหัวระแหงต่างลือว่าเป็นฝีมือของซูฉางอันด้วยกันทั้งสิ้นเช่นนั้น ซูฉางอันย่อมเป็นฆาตกรตัวจริงอย่างแน่นอน

            แม้จะมีคนออกมาคัดค้านเรื่องนี้อยู่บ้าง แต่เพียงไม่นาน เสียงคัดค้านก็ถูกเสียงนินทาของคนส่วนมากกลบลงจนหมด

            เหตุนี้ ประชาชนภายในเมืองจึงไม่พอใจและแค้นซูฉางอันมากจนถึงขีดสุดแล้ว

            ยิ่งไปกว่านั้นคนบางพวกยังระดมคนเพื่อเรียกร้องให้พระราชสำนักจับตัวซูฉางอันเข้าคุกอีกด้วย

            “เฮ้อ!”เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ กู่เซี่ยนจวินก็ถอนหายใจอย่างอดไม่ได้

            หากอยากฆ่าคน ต้องเริ่มเฉือนที่หัวใจ หากอยากทำลายใครต้องเริ่มโจมตีจากจุดสำคัญของคนผู้นั้นก่อน... คนพวกนั้นใช้วิธีชั่วช้าสารเลวกว่าที่กู่เซี่ยนจวินคิดเอาไว้เหลือเกินและนี่ก็เป็นวิธีที่ต่ำทรามเกินกว่าที่นางจะคาดคิดได้ด้วย

            นางหันเข้าไปในสำนัก ทอดสายตาไปทางห้องหนังสือเบื้องหลัง

            ซูฉางอันอยู่ในนั้นมานานกว่าสองวันแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่กันแน่แต่ตอนนี้ คนในเมืองฉางอันรู้สึกไม่พอใจต่อเขามากขึ้นไปทุกทีกู่เซี่ยนจวินเชื่อว่าอีกไม่นาน คนพวกนั้นต้องลงมือกับเขาแน่

            และนี่อาจเป็นขั้นแรกที่หมาป่าพวกนั้นเริ่มลงมือกับเขาก็ได้เกรงว่าแผนการต่อจากนี้ ต้องน่ากลัวและชั่วร้ายมากขึ้นแน่นอน

            เรื่องนี้ ทำให้กู่เซี่ยนจวินทวีกังวลขึ้นไปด้วยแต่แม้ตระกูลกู่จะเป็นหนึ่งในห้าอ๋องต่างสกุลของราชวงศ์ต้าเว่ยทั้งยังมีกำลังทหารที่แข็งแกร่ง แต่อย่างไรเสียถิ่นอำนาจของพวกเขาก็อยู่ไกลถึงดินแดนทางเหนือ อีกอย่างท่านปู่ก็ไม่อยากเข้ามายุ่งกับศึกชิงอำนาจในครั้งนี้อยู่แล้ว เหตุนี้ นางจึงไม่อาจช่วยอะไรได้เลย

            นางมองไปยังหอหนังสืออยู่นาน ก่อนจะถอนสายตากลับไปในที่สุด และในตอนที่นางกำลังจะเดินไปยังที่พักของตนจู่ๆ ก็มีเสียงเคาะดังมาจากทางประตูสำนัก

            กู่เซี่ยนจวินขมวดคิ้วมุ่น ยามนี้สำนักกำลังตกเป็นเป้าโจมตีของทุกคนในเมืองแล้วใครกันที่เลือกมาหาในเวลาเช่นนี้?

            กู่เซี่ยนจวินเดินตรงไปที่ประตูสำนัก เปิดมันออกด้วยความสงสัย

            ชายร่างผอมเจ้าของเสียงแหลมยืนโค้งตัวอยู่หลังประตู ลมหนาวโหมเข้ามาอย่างไม่ให้ตั้งตัวทำเอาเขาห่อตัวลงเล็กน้อย ใบหน้าผอมเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้มแต่เมื่อพบว่ามีคนมาเปิดประตูให้ ความหมองหม่นบนใบหน้าพลันสลายไป ถูกแทนด้วยรอยยิ้มประจบประแจงในเสี้ยววินาที

            “ท่านนี้คงเป็นคุณชายซู...” ยังไม่ทันพูดจบประโยค ชายคนนั้นกลับหยุดเสียงลงทันทีเพราะคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเป็นสตรีเจ้าของดวงหน้างามผู้หนึ่ง นั่นทำเอาเขาอึ้งไปเล็กน้อยจะว่าไปแล้ว เขา ‘กัวซานเหยีย’ ก็เคยผ่านหอนางโลมมามากจนนับไม่ถ้วนทว่าไม่เคยพบสตรีโฉมสะคราญเพียงนี้มาก่อน

            “เจ้ามาหาซูฉางอันหรือ?” สตรีผู้นั้นปรายตามองเขาเพียงครู่หนึ่งความเย็นยะเยือกบนใบหน้าของนางเย็นเฉียบเสียดแทงเข้ากระดูกหนาวเย็นกว่าสายลมข้างนอกเสียอีก

            ความคิดชั่วร้ายของกัวซานเหยียมลายไปทันทีที่หญิงสาวเอ่ยปากเขาเป็นเพียงนักเลงข้างทางธรรมดาๆ เท่านั้น เขาไม่ได้ฝึกพลังของนักพรตทั้งยังไม่มีพลังของนักสู้อีก ที่เอาชีวิตรอดในเมืองฉางอันที่แสนวุ่นวายและยืนอยู่ในจุดนี้ได้เป็นผลจากความสามารถในการอ่านคนของเขา แค่มองครู่เดียวเขาก็รู้แล้วว่าใครที่มีเรื่องด้วยได้และใครที่ห้ามมีเรื่องด้วยเด็ดขาด

            ถูกต้อง สตรีตรงหน้าสวยมาก แต่น้ำเสียงที่พูดออกมา สีหน้าที่แสดงรวมไปถึงบุคลิกและท่าทางขณะยืนล้วนแสดงให้เห็น ว่านางต้องเป็นชนชั้นสูงหรือไม่ก็เป็นคุณหนูจากตระกูลเศรษฐีอย่างแน่นอน และเมื่อหวนนึกถึงข่าวลือต่างๆ ของสำนักเทียนหลานเพียงเท่านี้เขาก็พอจะเดาได้แล้วว่าสตรีผู้นี้เป็นใคร

            ต่อให้เนื้อกวางจะละมุนลิ้นเพียงไร หากไร้คมเขี้ยวที่แข็งแรงพอก็อย่าริไปกินเด็ดขาดต่อให้ดอกกุหลาบจะหอมเพียงใด หากไม่มีความกล้ามากพอก็ไม่ควรแตะต้อง... นี่เป็นสิ่งที่เขายึดถือมาโดยตลอดและเป็นกฎในการเอาชีวิตรอดของเขาในเมืองฉางอันด้วย

            เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็รีบพยักหน้าหงึกหงัก “อ้อ! ข้าน้อยมาหาคุณชายซูนั่นแหละขอรับ”

            “มีเรื่องอะไรรึ? ตอนนี้คุณชายซูไม่สะดวกรับแขกหากมีเรื่องอะไรก็บอกกับข้าได้เลย” กู่เซี่ยนจวินขมวดคิ้วมุ่นแล้วมองไปที่เขาด้วยสีหน้าสงสัย

            เมื่อได้ยินดังนั้น กัวซานเหยียก็เผยสีหน้าขมขื่นขึ้น ก่อนจะเอ่ยระคนลำบากใจออกมา“เช่นนั้นก็แย่เลย ข้าน้อยมีของที่ต้องมอบให้คุณชายซูด้วยมือของตัวเองน่ะขอรับ” กล่าวไปพลางยื่นมือเข้าไปล้วงบางอย่างที่อกเสื้อของตนจากนั้นมองมายังกู่เซี่ยนจวินอย่างระแวดระวัง ราวกลัวว่ากู่เซี่ยนจวินจะรู้เรื่องที่เขาซ่อนของที่จะนำมามอบให้ซูฉางอันเอาไว้ในอกเช่นนั้น

            ด้วยความเฉลียวฉลาดที่มีทำให้กู่เซี่ยนจวินดูออกตั้งแต่แรกว่าคนตรงหน้าต้องการจะล่อให้นางสนใจนั่นเอง นางขมวดคิ้วมุ่นก่อนพลังวิญญาณในมือจะกระจายออกมาด้านนอก เพียงเท่านั้นบางสิ่งก็ลอยออกมาจากหน้าอกของชายร่างผอม ลอยเข้ามาอยู่ในมือของนางในเสี้ยววินาที

            กู่เซี่ยนจวินมองดูของสิ่งนั้น พลางขมวดคิ้วเป็นปม

            เป็นบัตรเชิญนั่นเอง

            “นายของเจ้าเป็นใครกัน?” กู่เซี่ยนจวินมองไปยังกัวซานเหยียอีกครั้งด้วยสายตาเย็นยะเยือกทันใดนั้น ระลอกแห่งพลังวิญญาณก็กระจายออกมาทั่วร่างบาง ราวว่า หากชายคนนั้นเอ่ยโป้ปดแม้แต่คำเดียวนางจะปลิดชีพเขาทันทีเช่นนั้น

            กัวซานเหยียสะดุ้งตกใจ เขาคิดขึ้นในใจ... ไม่นึกไม่ฝันว่าสตรีที่สวยราวกับนางฟ้านางสวรรค์ผู้นี้จะมีรังสีสังหารมากเพียงนี้ แต่ด้วยฐานะของสตรีผู้นี้ ต่อให้นางจะฆ่าเขาจริงๆ ก็คงไม่มีใครในเมืองฉางอันกล้าเข้ามายุ่งเรื่องนี้เป็นแน่คงไม่มีคนกล้าเข้ามาเก็บศพให้เขาเสียด้วยซ้ำ

            เมื่อเห็นดังนั้น เขาย่อมไม่กล้าปิดปากอีกต่อไป เขารีบก้มหน้าลงต่ำแล้วเริ่มพูดขึ้น “ข้าน้อยเป็นคนรับใช้ของสำนักจิงหลุน มาที่นี่เพื่อเชิญคุณชายซูไปร่วมงานเลี้ยงร้อยสำนักที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีขอรับ”เหงื่อแห่งความตื่นตระหนกเริ่มไหลหลากจากหน้าผากของเขา

            สำหรับประชาชนธรรมดาที่ไม่เคยได้รับการฝึกพลังเช่นเขาพลังอำนาจที่กู่เซี่ยนจวินกระจายออกมา ช่างน่ากดดันและเฉียบคมเหลือเกิน

            “สำนักจิงหลุน?” กู่เซี่ยนจวินมองสำรวจบัตรเชิญในมือก่อนจะนิ่งเงียบเพื่อครุ่นคิดบางอย่าง จากนั้นจึงกล่าวขึ้นในที่สุด“เจ้ากลับไปก่อนเถอะ ข้าจะนำบัตรเชิญนี้ไปให้ฉางอันเอง”

            “อ้อ! เช่นนั้นข้าน้อยขอตัวก่อนนะขอรับ”กัวซานเหยียเช็ดเหงื่อบนหน้าผากออกจนหมดแล้วรีบหมุนตัวกลับออกไปอย่างรวดเร็ว ปานคนที่เพิ่งรอดพ้นมาจากความตายเช่นนั้น ดูท่าเขาจะกลัวกู่เซี่ยนจวินมากจนไม่อยากอยู่กับนางอีกแม้แต่เสี้ยววินาที

            แต่กู่เซี่ยนจวินไม่ได้ให้ความสนใจกับท่าทางของเขา

            นางเพียงคิดขึ้นในใจเบาๆ

            สำนักจิงหลุนเป็นสำนักอันดับที่เจ็ดของเมืองฉางอัน ช่วงที่ผ่านมา สำนักจิงหลุนไม่เคยข้องแวะกับสำนักเทียนหลานแม้แต่น้อยสำนักนี้มีอำนาจอ่อนแอกว่าสำนักปาฮวง หลิวกวง คุนหวู่และอื่นๆ อีกเช่นกันหรือจิงหลุนก็อยากจะยื่นมือเข้ามาแทรกแซงเรื่องของสำนักเทียนหลานเช่นกัน?

            เมื่อคิดมาจนถึงตรงนี้กู่เซี่ยนจวินก็ขมวดคิ้วมุ่นจนเป็นปม ดูท่าสถานการณ์ของสำนักเทียนหลานในยามนี้จะแย่กว่าที่นางคิดเอาไว้ไม่ใช่น้อย

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    Timebound รักข้ามภพ โอบหัวใจข้าไว้ให้มั่น 1682

    Timebound รักข้ามภพ โอบหัวใจข้าไว้ให้มั่น 1682

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    5K 89
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    คัมภีร์จักรพรรดิพิชิตฟ้า 【จบแล้ว】

    คัมภีร์จักรพรรดิพิชิตฟ้า 【จบแล้ว】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.87M 2416
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    จอมยุทธ์ซุปตาร์

    จอมยุทธ์ซุปตาร์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    280K 462
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    นิยาย แฟนตาซี
    106K 139
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258