ภายในเรือนของผู้อาวุโส 5 ตอนนี้กำลังเริ่มจัดงานศพให้กับหลานชายของตน โดยมีคนในตระกูลไป่มาร่วมงานจำนวนมาก ทางลูกชายและลูกสะใภ้ของผู้อาวุโส 5 เป็นผู้ต้อนรับแขกที่มาร่วมงาน ส่วนตัวผู้อาวุโส 5 นั้นได้เชิญผู้อาวุโสลำดับที่ 2-4 ไปยังห้องลับภายในเรือนหลังนี้
“ผู้อาวุโสลำดับที่ 2 ท่านเป็นคนคุมกฎ น่าจะสามารถหาทางลงโทษมันได้นี่” ผู้อาวุโสลำดับที่ 5 กล่าว
“ไม่มีประโยชน์ หลานชายท่านได้ประกาศประลองเป็นตายต่อหน้าคนมากมาย หากให้ข้าทำการลงโทษไป่ฉี มีหวังข้าได้ถูกไป่ชิงหยางปลดแน่ แถมยังกระทบต่อความน่าเคารพนับถือของข้าด้วย” ผู้อาวุโสลำดับที่ 2 กล่าว
“เช่นนั้นเราจะทำอย่างไรกันดี ไอ้เด็กนั้นฝีมือร้ายกาจมาก ขนาดข้ายังทำอะไรมันไม่ได้เลย” ผู้อาวุโสลำดับที่ 5 กล่าว
“ไอ้เด็กนั่นไม่กินอาหารที่ทางเราจัดให้ การวางยาพิษมันคงเป็นไปไม่ได้” ผู้อาวุโสลำดับ 3 กล่าว
“ถึงวางยาได้ก็ไม่สมควร มีกันอยู่แค่นี้ ไป่ชิงหยางต้องไม่รามือแน่ถ้าหากเด็กนั่นถูกวางยา นอกจากนี้ผู้อาวุโสลำดับที่ 1 ก็ไม่ได้อยู่ฝ่ายเดียวกับพวกเรา ความจริงจะถูกเปิดเผยออกมาในเวลาไม่นานแน่” ผู้อาวุโสลำดับ 4 กล่าว
“หรือจะลอบสังหารมันดี หากมันไม่รู้ตัวก็คงไม่ได้เตรียมการป้องกันไว้ น่าจะฆ่ามันได้ง่ายกว่า” ผู้อาวุโสลำดับ 5 กล่าว
“เป็นความคิดที่ดี แต่การสังหารคนในเขตตระกูลมันสะดุดตาภชเกินไป หากถูกจับได้ต้องรับโทษตายสถานเดียวนะ” ผู้อาวุโสลำดับ 2 กล่าว
“ไม่เห็นยากเลย กิจกรรมช่วงบ่ายของวันนี้ให้ทำการออกล่าสัตว์อสูรโดยรอบ โดยอ้างเรื่องที่ต้องสำรองโอสถเพิ่มไว้สำหรับศึกประลองจัดอันดับประจำปี ข้าจะให้คนของข้าที่มีชั้นปราณจักรพรรดิขั้น 6 ขึ้นไปประมาณ 10 คนแอบติดตามไอ้เด็กนั่นแล้วสังหารมันซะ” ผู้อาวุโสลำดับ 5 กล่าว
“เป็นความคิดที่ดี อ้างเรื่องหาวัตถุดิบโอสถสำหรับใช้ในศึกประลองจัดอันดับ เพื่อใช้เป็นโอกาสสังหารมัน ข้าเห็นด้วย” ผู้อาวุโสลำดับที่ 3 กล่าว
“ข้าก็เช่นกัน แผนที่ท่านเสนอมาดีที่สุด” ผู้อาวุโสลำดับ 4 กล่าว
“งั้นตกลงตามนี้ ให้ท่านผู้อาวุโสลำดับที่ 2 เป็นคนไปเสนอไป่ชิงหยาง หากสำเร็จ เวลาตายของเจ้าเด็กนั่นก็จะถูกกำหนดด้วยเช่นกัน” ผู้อาวุโสลำดับที่ 5 กำหมัดเน้น ไฟแค้นของเขาสุมอยู่ในอกยากจะดับ จนกว่าเขาจะได้เลือดของมันมาเซ่นวิญญาณหลานชายของเขา
ในเรือนที่พักของไป่ฉี เขาได้กางค่ายกลอักขระลมปราณเอาไว้ ก่อนจะไปยังถ้ำฝึกฝน และเตรียมสถานที่สำหรับให้พวกหมาป่าหิมะ ไป่ฉีทำการวาดอักขระลมปราณบนผนังถ้ำด้านหนึ่ง อักขระลมปราณถูกเรียบเรียงกันเป็นลักษณะเหมือนปากถ้ำขนาดใหญ่ มันคืออาคมมิติรูปแบบหนึ่ง
“เหนื่อยเหมือนกันนะเนี่ย การสร้างมิติที่เป็นโลกอีกใบเนี่ย ไม่ได้ทำเสียนาน โลกที่เราเตรียมไว้หวังว่าจะกว้างพอให้พวกมันทั้ง 31 ตัวอยู่นะ นอกจากนี้เรายังลงอักขระเกี่ยวกับการสร้างสมดุลให้เกิดแหล่งอาหารและน้ำอีกด้วย พวกมันคงอาศัยอยู่ได้ และในอนาคตพวกมันจะกลายเป็นกองกำลังสัตว์อสูรให้กับเรา หึหึ” ไป่ฉีขีดเขียนอักขระลมปราณบนกำแพงถ้ำต่อไป การสร้างมิติให้เหมือนกับโลกอีกใบนั้นแม้แต่ในต้าเซียนก็ทำได้ยากมาก ถึงจะมีชั้นปราณถึงราชันย์จักรพรรดิก็ตาม แต่หากเป็นปรมาจารย์อักขระลมปราณแล้วล่ะก็ ต่อให้มีระดับแค่ปราณจักรพรรดิก็สามารถที่จะทำได้ เพียงแต่จะลำบากหน่อยในการคงสภาพมิติ ด้วยเหตุนี้ไป่ฉีจึงได้นำศิลาลมปราณระดับสูงมาใช้เป็นพลังงานหล่อเลี้ยงมิตินี้ไปก่อน จนกว่าเขาจะสามารถบรรลุถึงปราณชั้นนราชันย์ทรราช จึงจะสามารถใช้พลังปราณของตนในการคงสภาพมิติไว้ได้ด้วยตนเองได้
จนถึงช่วงเที่ยง ไป่ฉีจึงกลับไปยังเรือนที่พักแล้วคลายค่ายกลออก เพียงไม่นานไป่ชิกับไป่เชอะก็มาถามไป่ฉีว่าจะรับอาหารกลางวันหรือไม่
“ไม่ล่ะ ของพวกนั้นสกปรก กินเข้าไปมีแต่จะทำให้การโคจรลมปราณติดขัดเปล่า ๆ หรือพวกเจ้าอยากเห็นข้าซ้อมคนปางตายแบบเมื่อวานอีกรอบ” ไป่ฉีกล่าว
“ไม่ขอรับ ไม่อยากเห็น ถ้านายน้อยไม่ไปตอนเที่ยงนี้นายน้อยจะทำอะไรล่ะครับ” ไป่ชิถาม
“ดื่มชา” คำตอบของไป่ฉีทำเอาทั้ง 2 คนมองไป่ฉีด้วยสายตาเป็นเชิงว่า 'ก่อเรื่องขนาดนั้น เขาจัดงานศพกันใหญ่โต แต่ตัวเองนั่งจิบชาไม่ทุกข์ร้อนเนี่ยนะ'
“นายน้อยจะไม่ไปเคารพศพของหลานชายผู้อาวุโส 5 หน่อยเหรอครับ” ไป่เชอะถามขึ้น
ไป่ฉีตวัดสายตาคมกริบมองมาทางไป่เชอะทันที ทำให้เจ้าตัวถึงกับสะดุ้งเฮือก ส่วนไป่ชินั้นลอบกลืนน้ำลายไปอึกหนึ่ง
“คนเยี่ยงนั้นมีอะไรให้น่าเคารพ อีกอย่างถึงข้าไป เจ้าคิดว่าพวกนั้นจะไม่พุ่งเข้าโจมตีข้า และกลายเป็นศพเพิ่มรึ” ไป่ฉีกล่าว
“แต่นายน้อยจะไม่แสดงน้ำใจสักหน่อยหรือขอรับ” ไป่ชิถาม
“ไมตรีควรหยิบยื่นให้แก่ผู้ที่สมควรได้รับ พวกเจ้าเลิกคุยเรื่องนี้ แล้วมาดื่มชาเป็นเพื่อนข้าดีกว่า” ไป่ฉีกล่าว
ไป่ชิกับไป่เชอะมองหน้ากันก่อนจะตอบรับคำชวนของไป่ฉี (ปกติเขาชวนดื่มเหล้า นี่ไป่ฉีชวนดื่มชา ดีต่อสุขภาพ อิอิ)
“ขอรับนายน้อย” พวกเขาพูดขึ้นพร้อมกันและเดินเข้าไปยังเรือนที่พักของไป่ฉี
ล่วงเข้าช่วงบ่าย ไป่ชิกับไป่เชอะเดินตามไป่ฉีไปยังลานประลองเพื่อเข้าร่วมการฝึกช่วงบ่าย ระหว่างทางที่ไป่ฉีเดินผ่าน เขาเห็นว่าตอนนี้ทุกคนเปลี่ยนมาใส่ชุดดำกันหมด ส่วนไป่ฉีนั้นจงใจใส่ชุดสีแดงเพื่อยั่วยุผู้อาวุโสลำดับ 5
ทุกคนต่างแหวกทางให้กับไป่ฉี สายตาของพวกเขาตอนนี้ไม่ได้มองไป่ฉีอย่างดูถูกดูแคลนอีกต่อไป แต่กลับเป็นสายตาหวาดกลัวราวกับเห็นสัตว์อสูรเดินผ่านพวกเขา ฉากการต่อสู้เมื่อเช้ายังคงติดตาพวกเขาอยู่ คนตรงหน้าพวกเขาสังหารคนได้ในกระบวนท่าเดียว เป็นคนที่ไม่ควรไปมีเรื่องด้วยมากที่สุด
ไป่ฉีหยุดเดินพร้อมกับจ้องกวาด เพียงแค่นั้นมีบางคนถึงกับหงายหลังแล้วถอยรูดไปติดกำแพงอย่างรวดเร็ว
“ดูเหมือนจะฉลาดกันขึ้นมาบ้าง ที่พวกเจ้าเข้าใจว่าความแข็งแกร่งคือทุกสิ่งนั้นถูกต้อง ความแข็งแกร่งคือกฎ หากแต่ไม่ควรหลงตนว่าตนนั้นแข็งแกร่งเพียงผู้เดียว เหนือฟ้ายังมีฟ้า เคยได้ยินรึไม่ ข้าขอเตือนพวกเจ้าว่าควรจะส่งลูกหลานออกไปศึกษาโลกภายนอกได้แล้ว” ไป่ฉีกล่าวจบก็เดินต่อไป
ตอนนี้ทุกคนในตระกูลไป่มารวมตัวกันที่ลานฝึกอีกครั้ง แต่ดูเหมือนว่าผู้อาวุโสลำดับ 2 กำลังพูดคุยบางอย่างกับผู้นำตระกูลอยู่ เพียงครู่เดียวผู้อาวุโสลำดับที่ 2 ก็กลับมานั่งยังที่ของตน
“วันนี้จะเป็นการฝึกนอกสถานที่ เนื่องจากการประลองจัดอันดับภายในตระกูลกำลังจะเริ่มขึ้น ทำให้ต้องมีการเตรียมโอสถสำหรับใช้รักษาจำนวนมาก วันนี้พวกเจ้าจะต้องออกไปหาสมุนไพรที่ใช้ในการปรุงโอสถมา นั่นเป็นภาระกิจหลัก และภาระกิจรองลงมาคือการกำจัดสัตว์อสูร โดยพวกเจ้าต้องเอาแกนอสูรของมันมาเป็นหลักฐาน แน่นอนว่าผู้อาวุโสลำดับที่ 1 จะเป็นคนตรวจของทุกอย่างที่พวกเจ้านำกลับมาและตีมูลค่ามันเป็นคะแนน คะแนนนี้ส่งผลต่อการจับคู่การแข่งขันที่จะมีขึ้นด้วย โดยผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดจะผ่านไปรอในรอบจริง ไม่ต้องเข้าประลองในรอบคัดเลือก ส่วนผู้ที่ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 2-8 จะได้สิทธิ์ในการเลือกคู่ต่อสู้ได้ แน่นอนว่าไม่สามารถเลือกสู้กับคนที่ได้อันดับ 1-8 ด้วยกันเองได้” กล่าวถึงตรงนี้ไป่ชิงหยางได้มองไปที่ทุกคน เขาวาดมือออกไปก็ปรากฏแผ่นกระดาษร่อนไปสู่มือของทุกคน ในกระดาษเขียนถึงสมุนไพรที่ต้องหามา
“เมื่อเข้าใจแล้วพวกเจ้าไปได้” ผู้อาวุโสลำดับที่ 1 ออกคำสั่ง ทุกคนก็ใช้วิชาตัวเบากระโจนออกไปตามทิศต่าง ๆ ทันที ตอนนี้เหลือเพียงไป่ฉีเท่านั้นที่ยังยืนอยู่
“เหตุใดเจ้าถึงยังไม่ไปอีก” ผู้อาวุโสลำดับ 5 ถามด้วยความร้อนใจ หากเจ้าเด็กนี่ไม่ยอมออกไปจากกำแพงของตระกูล การกำจัดมันก็ไม่สามารถทำได้
“ทำไมข้าต้องไปด้วย” ไป่ฉีถาม
“มันจะส่งผลดีต่อการจับคู่การแข่งขัน หากคะแนนของเจ้าติด 1-8 อันดับแรก เจ้าสามารถเลือกเจอกับคู่ต่อสู้ที่ไม่แข็งแกร่งมากได้” ผู้อาวุโสลำดับที่ 1 กล่าว
“งั้นข้าก็ขอกลับไปจิบชาที่เรือนก็แล้วกัน สำหรับข้า จะสู้กับใคร ข้าก็พร้อมเสมอ ไม่จำเป็นต้องทำเรื่องเสียเวลาแบบนี้หรอก” ไป่ฉีกล่าวพร้อมมองไปที่ผู้อาวุโส 5 เรื่องที่พวกผู้อาวุโสลำดับที่ 2-5 คุยกันไป่ฉีนั้นได้ยินทั้งหมด
'ไอ้เด็กน้อยพวกนี้คิดจะกำจัดข้าโดยการให้ข้าออกไปนอกเขตกำแพงของตระกูลเรอะ ข้าไม่ไปซะอย่าง อยากจะรู้เหมือนกันว่าเจ้าจะทำอะไรข้าได้' ไป่ฉีคิด
“เจ้า.....เจ้า......เจ้ามันขี้ขลาด” ผู้อาวุโส 5 ชี้หน้าไป่ฉี ส่วนไป่ฉีนั้นยกยิ้มขึ้น
“หากข้าขี้ขลาด ข้าคงไม่รับคำท้าประลองเป็นตายกับหลานชายหน้าโง่ของเจ้าที่ไม่รู้จักประมาณตนหรอก ดูสิ ข้าใส่เสื้อสีแดงสดเพื่อเป็นการฉลองให้กับตระกูลที่ไม่ต้องเลี้ยงคนโง่เอาไว้ให้หนักตระกูลไปอีก 1 คน” ไป่ฉีกล่าว
“เจ้า….เจ้า….” ผู้อาวุโส 5 เตรียมที่จะพุ่งเข้าใส่ไป่ฉี แต่เขากลับพบว่ามีกระบี่เล่มหนึ่งจ่อคอเขาอยู่
“ตะ....ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” ผู้อาวุโส 5 ตกใจอย่างมาก
“พละกำลัง พลังปราณ ความเร็ว ประสบการณ์ คนอย่างเจ้ามันก็แค่พวกมีพลังปราณสูงแต่ใช้งานได้ห่วยแตก” ไป่ฉีกล่าวก่อนจะเรียกกระบี่กลับมาไว้ในมือ แม้มันจะเป็นกระบี่ธรรมดาที่เขาสั่งซื้อมาจากในอินเตอร์เน็ต แต่ผู้อาวุโส 5 เมื่อครู่ไม่มีปราณคุ้มกาย หากไป่ฉีเอาจริง ป่านนี้หัวของมันคงหลุดลงไปอยู่ที่พื้นแล้ว
“หากข้าจะฆ่าพวกท่าน ไม่ถึง 3 วินาที หัวของพวกท่านทุกคนจะวางเรียงกันบนพื้นในพริบตา” ไป่ฉีเก็บกระบี่เข้าฝักดาบที่เหน็บไว้ข้างเอวของเขา
“ไป่ฉี ปู่ขอสั่งให้เจ้าไปทำภารกิจนี้” ไป่ชิงหยางกล่าว สาเหตุที่เขาให้ไป่ฉีมาที่ตระกูลเพื่อทำให้ผู้อาวุโสในตระกูลยอมรับ ซึ่งทางผู้อาวุโส 1 และผู้อาวุโส 6-8 นั้นยังคงวางตัวเป็นกลางก็จริง แต่ก็เห็นได้ชัดขึ้นว่าพวกเขาเริ่มสนใจและยอมรับไป่ฉีบ้างแล้ว
“ถ้างั้นเพื่อเป็นการทดแทนบุญคุณของปู่ที่มีต่อพ่อของผม ผมถือว่านี่เป็นการตอบแทนพระคุณที่ชุบเลี้ยงพ่อของผมมาก็แล้วกัน” ไป่ฉีกล่าวจบ ร่างของเขาไหววูบก่อนจะหายไป ฉับพลับผู้อาวุโส 5 แอบส่งสัญญาณมือว่าให้ตามไป
'บัดซบ มองตามยังไม่ทันแล้วข้าจะตามไปเยี่ยงไรกัน' คนของผู้อาวุโส 5 คิด
'รีบตามรอยไปก่อนดีกว่า' คนของผู้อาวุโส 5 อีกคนเริ่มพุ่งออกไปเพื่อหาร่องรอยของไป่ฉีทันที
ไป่ฉีนั้นพุ่งผ่านป่า หยิบฉวยเอาสมุนไพรรายทางที่เขาพบอย่างรวดเร็ว สัตว์อสูรที่ขวางทางเขาก็ถูกปลิดชีพในพริบตา ก่อนจะถูกส่งเข้าไปยังแหวนมิติของเขา
ส่วนกลุ่มนักฆ่าชั้นปราณจักรพรรดิของผู้อาวุโส 5 พวกเขาตามรอยไป่ฉีเจอแล้ว ระหว่างทางเขาเห็นเพียงร่องรอยการปะทะกับสัตว์อสูรระหว่างทาง แต่ไม่พบซากของพวกสัตว์อสูรเลยแม้แต่ตัวเดียว ทำให้พวกเขาเกิดความกลัวขึ้นมา
'บัดซบ เด็กบ้าอะไรกันเนี่ย สัตว์อสูรน่าจะถูกฆ่าในพริบตาเดียว แม้เลือดสักหยดก็ไม่ตกถึงพื้น ดูท่าว่าจะมีแหวนมิติด้วย ไม่งั้นคงเอาไปแต่แกนอสูรแล้ว แถมร่องรอยยังใหม่อยู่ นี่ท่านผู้อาวุโสส่งพวกเรามาฆ่าตัวอะไรกัน' ภายในใจของผู้ใช้ปราณจักรพรรดิคนหนึ่งเกิดความหวาดกลัวขึ้นมา เขาลดความเร็วลงมาอยู่ท้ายกลุ่ม เพื่อจะดูท่าทีของไป่ฉี หากต้องปะทะกับพวกคนที่อยู่ข้างหน้าแล้วเห็นท่าไม่ดี เขาจะได้หนีก่อน
ตามอยู่นานหลายนาที ร่องรอยที่พวกเขาเจอนั้นเป็นร่องรอยเก่าขึ้นเรื่อย ๆ แสดงให้เห็นว่าไป่ฉีนั้นมีความเร็วมากกว่าพวกเขา
“ไอ้เด็กนั่นมันเป็นสัตว์ประหลาดชัด ๆ พวกเราใช้ความเร็วเต็มที่ยังตามมันไม่ทันเลย” ชายคนหนึ่งพูดขึ้น
“ถ้าเราทำงานพลาดแบบนี้ไม่พ้นถูกผู้อาวุโส 5 ลงโทษแน่” ชายอีกคนนึงกล่าว
ฉับพลันก็มีเสียงดังขึ้นรอบตัวพวกเขา พร้อมกับปรากฎกำแพงโปร่งแสงครอบพวกเขาทั้งหมดเอาไว้ หลายคนโคจรลมปราณซัดใส่กำแพงโปร่งแสงนี้ แต่พลังปราณเหล่านั้นกลับสะท้อนกลับมาหาพวกเขา ทำให้ได้บาดเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ กันไปหลายคน ก่อนจะมองเห็นชายหนุ่มที่พวกเขากำลังตามล่าตัวอยู่เดินออกมาจากพุ่มไม้ใกล้ ๆ
“ฉันเดินเล่นจนเบื่อแล้ว เลยแวะมาเช็กกับดักที่ทำไว้ซะหน่อย จับหนูได้กี่ตัวกันเนี่ย หือ 10 ตัวงั้นเหรอ แถมยังเป็นระดับจักรพรรดิด้วย แสดงว่าผู้อาวุโส 5 ใช้พวกแกมาสินะ” ไป่ฉียกยิ้มขึ้น
“ใช่แล้ว ผู้อาวุโส 5 ต้องการกำจัดแกที่เป็นคนนอกตระกูล และฆ่าหลานชายของท่าน” จากนั้นชายคนดังกล่าวก็พูดถึงสาเหตุของการที่จัดให้มีการหาสมุนไพรนี้ขึ้น นั่นยิ่งทำให้ไป่ฉียิ้มกว้างขึ้นไปอีก
“โฮ่ แต่ว่าผู้อาวุโสลำดับที่ 2 เป็นคนเสนอเรื่องนี้ไม่ใช่รึไงกัน หรือว่าเขามีส่วมรู้เห็นในเรื่องนี้ด้วย” ไป่ฉีถาม
“หึ ถ้าใช่แล้วแกจะทำไม ยังไงแกก็ต้องตายอยู่ที่นี่ ไม่มีทางรอดออกไปบอกท่านประมุขหรอก” พวกมันคนหนึ่งตอบกลับมา
“งั้นพวกแกก็หมดประโยชน์แล้ว” ฉับพลันเจตจำนงกระบี่จำนวนมากปรากฎขึ้นมาจากด้านหลังของไป่ฉีพุ่งเข้าไปหมุนวนล้อมรอบคนทั้ง 10 คนเป็นรูประฆัง
“นี่มันอะไรกัน ท่าไม่ดีแล้ว พวกเรารวมพลังปราณแล้วฝ่าออกไป น่าจะสามารถทำลายค่ายกลนี้ได้” หัวหน้าของนักฆ่าทั้ง 10 ออกคำสั่ง
“ไม่ยอมให้ทำหรอก” ไป่ฉีวาดอักขระลมปราณผสานกับค่ายกลก่อนหน้าของเขา เมื่อพลังปราณของทั้ง 10 คนถูกปลดปล่อยออกมา พวกมันสูญเสียพลังไปอย่างรวดเร็ว จนแทบไม่สะเทือนค่ายกลเลยแม้แต่น้อย
“เป็นไปได้ยังไงกัน พลังของพวกเราทั้งหมดทำไมทำลายสิ่งนี้ไม่ได้” ทั้ง 10 คนต่างตกตะลึง แต่มีคนหนึ่งเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้
“เดี๋ยวนะ เจ้าเด็กบ้านี่ใช้ค่ายกลอักขระลมปราณได้ บัดซบมันใช้พลังปราณได้งั้นเหรอ” คนคนนั้นพูดขึ้น ทำให้ทุกคนได้ฉุกคิดเรื่องนี้ ฉับพลันไป่ฉีก็ปลดปล่อยพลังปราณของเขาออกมา
“บ้าน่า ระดับจักรพรรดิขั้น 2 มันแข็งแกร่งกว่าหลานของผู้อาวุโสทุกคนเสียอีก” คนหนึ่งสบถออกมา หากพวกเขารู้ว่าไป่ฉีชำนาญอักขระลมปราณ แถมยังมีระดับปราณชั้นจักรพรรดิ พวกเขาจะไม่มีทางรับงานสังหารนี้จากผู้อาวุโส 5 เด็ดขาด เพราะมันหมายถึงพวกเขากระโดดเข้ากองไฟให้ไฟเผาตัวเองตายเท่านั้น
“ในเมื่อพวกแกได้เห็นแล้ว ฉันคงจะปล่อยพวกแกไปไม่ได้หรอกนะ หึหึ” ไป่ฉีประสานอักขระลมปราณในเจตจำนงกระบี่
“ระฆังกำราบมาร” สิ้นเสียงของไป่ฉี ก็มีเสียงร้องโหยหวนของชายทั้ง 10 คน แต่ไม่มีใครในตระกูลไป่ที่อยู่ในบริเวณนั้นสนใจเสียงของทั้ง 10 คน เพราะคิดว่าคงมีคนโดนสัตว์อสูรทำร้ายหรือถูกฆ่าตาย สำหรับพวกเขาถือว่าคนที่ถูกสัตว์อสูรอ่อนแอแถวนี้ฆ่าตาย ก็ไม่มีค่าสมควรที่จะอยู่ต่อหรือให้พวกเขาเข้าไปช่วยเหลือ
_______________________________________
ฝากเพจด้วยนะครับ สามารถเข้ามาพูดคุยกัน หรือแจ้งเรื่องคำผิดกันได้นะครับ
