เอี้ยนเฟยซาพักอาศัยอยู่ในกระโจมรับรองแขกของชนเผ่าถานจู่ กลางวันออกรักษาผู้คนที่เจ็บป่วย กลางคืนเข้ากระโจมของถานหลันเซ่อ ปรึกษาหารือเกี่ยวกับการประชุมห้าชนเผ่า และวิธีการรับมือกับกองโจรมาร ชั่วพริบตาเดียวก็ผ่านไปสามวันแล้ว
วันนี้เป็นวันที่ชนเผ่าถานจู่คึกคักเป็นพิเศษ เพราะแขกเหรื่อจากสี่ชนเผ่ากำลังมาถึง กระโจมของแต่ละเผ่าที่มาถึงแล้ว ตั้งอยู่ห่างออกไปจากพื้นที่ของเผ่าถานจู่ราวหนึ่งถึงสองลี้ เจ้าภาพใช้คนส่งเสบียง สุรา และน้ำดื่มไปให้แขกแต่ละชนเผ่าอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เหล่าพ่อครัวลงมือฆ่าแพะแกะเพื่อนำมาทำอาหารสำหรับงานเลี้ยงต้อนรับในค่ำคืนนี้ แม้แต่เอี้ยนเฟยซาที่เป็นแขกผู้มาเยือนเช่นกัน ยังตื่นเต้นกับบรรยากาศอันคึกคักนี้ ในดินแดนที่เขาจากมาหาได้พิธีการต้อนรับแขกเหรื่อที่คึกคักอลังการเช่นนี้ไม่
ในระหว่างที่เอี้ยนเฟยซากำลังรักษาโรคให้กับสตรีผู้หนึ่งเสร็จสิ้น คนจากเผ่าโหลวจู่ที่เขาเคยพบหน้าตอนไปรักษาบุตรชายหัวหน้าเผ่าก็โผล่เข้ามาพอดี มันโค้งหัวคำนับ แล้วกล่าวว่า
“ท่านผู้นำเชิญชวนท่านให้ไปร่วมงานเลี้ยงเรียกขวัญนายน้อยที่กลับมามีสุขภาพดีอีกครั้ง”
“งานเลี้ยงจะเริ่มเมื่อใด?”
“เที่ยงวันของวันนี้ นายท่านคาดหวังว่าท่านจะมา”
เอี้ยนเฟยซาผงกศีรษะตอบรับคำเชิญ คนผู้นั้นก็จากไปด้วยความยินดี เขาเห็นว่าเวลานี้ยังไม่ถึงเวลาเที่ยงวัน จึงเดินไปยังกระโจมของหัวหน้าเผ่าถานจู่ ระหว่างทางก็มีผู้คนเข้ามาทักทายอย่างเป็นกันเองตลอดทาง การทำหน้าที่หมอช่วงสองสามวันที่ผ่านมา ทำให้ผู้คนในที่แห่งนี้รู้สึกดีและไว้วางใจในตัวเขา เมื่อมาถึงกระโจมก็ประจวบเหมาะกับถานหลันเซ่อกำลังให้คนรับใช้ชงชาพอดี ทั้งสองจึงนั่งลงดื่มชาพลางสนทนาพลาง
“ผู้นำทั้งสี่ล้วนมาถึงแล้ว และจะเข้ามาร่วมงานเลี้ยงในค่ำคืนนี้ ส่วนการประชุมจะเริ่มขึ้นเมื่อพระอาทิตย์ของวันพรุ่งนี้ ดังนั้นในงานเลี้ยงรับรองเราจะไม่พูดถึงหัวข้อของเรื่องที่จะประชุม เพื่อให้งานเลี้ยงเป็นงานเลี้ยงที่หรรษา ไม่เกิดการกระทบกระทั่งกัน”
“งานเลี้ยงในคืนนี้นอกจากผู้นำห้าชนเผ่าแล้ว ยังมีใครอีก?”
“มีนักล่าค่าหัวโจรคนหนึ่งและคนพเนจรอีกคนหนึ่ง ที่เราให้ทั้งสองมาร่วมประชุม เพราะพวกมันมีสัมพันธภาพที่ดีกับคนในทุ่งหญ้า ล้วนพึ่งพาอาศัยกันและกันเสมอมา อีกเหตุผลหนึ่งคือวรยุทธ์ของสองคนนี้สูงส่งกว่าพวกเราเสียอีก”
เอี้ยนเฟยซาไม่กล่าวกระไรอีก ลงมือดื่มชาในถ้วยจนหมด จึงบอกเล่าเรื่องราวที่ถูกเชื้อเชิญไปร่วมงานเลี้ยงเรียกขวัญบุตรชายของโหลวช่างลี่ ถานหลันจู่ส่งเสียงหัวร่อออกมาเสียงดัง พร้อมกับอวยพรให้ชายหนุ่มประสบโชคดี โดยไม่บอกกล่าวสาเหตุความนัยแต่อย่างใด
ชายหนุ่มออกจากกระโจมของแล้วเดินทางไปยังที่พักอาศัยของเผ่าโหลวกู่ ระหว่างทางเขาเห็นกระโจมของชนเผ่าหนึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ปักธงประจำเผ่าของตนเองไว้หน้ากระโจม แต่ด้วยระยะห่างที่มันไกลเกินไป เอี้ยนเฟยซาไม่อาจมองเห็นว่าธงผืนนั้นเป็นเช่นไร ในความทรงจำของเขา เผ่าถานจู่ใช้ธงสีขาว มีภาพอาชาสีดำกระโจนไปด้านหน้าอยู่กลางผืนผ้า เผ่าโหลวจู่ใช้ธงสีเหลือง มีพระอาทิตย์สีแดงที่กำลังลุกไหม้อยู่กลางผืนผ้า
เมื่อมาถึงจุดหมาย คนของเผ่าโหลวจู่ก็พาเอี้ยนเฟยซาไปยังทุ่งหญ้ากลางแจ้ง แสงแดดกำลังส่องแสงแรงกล้า ร่างสูงใหญ่ของโหลวช่างลี่ยืนตระหง่านอยู่หน้ากองไฟที่กำลังลุกไหม้เต็มที่ เมื่อสังเกตเห็นชายหนุ่มเดินเข้ามา จึงกวักมือเรียกให้มายืนอยู่ทางด้านซ้ายของมัน จากนั้นก็เริ่มทำพิธีบูชาพระอาทิตย์ มีบทสวดมากมายที่เปล่งออกจากปากของมัน เป็นภาษาเก่าแก่ที่เอี้ยนเฟยซาไม่อาจแปลความหมายได้ เขาทำได้เพียงแค่ฟังและยืนสำรวมตามผู้คนนับร้อยที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่
พอท่องบทบูชาพระอาทิตย์เสร็จสิ้น โหลวช่างลี่ก็เรียกบุตรชายให้มายืนอยู่หน้ากองไฟ จากนั้นก็มีคนจูงแพะตัวผู้ตัวหนึ่งมาด้านหน้าเด็กชาย พร้อมกับยื่นมีดปลายแหลมมาให้ เด็กชายรับมีดปลายแหลมมา ใช้มือข้างที่ไม่ได้ถือมีดจับคอแพะเอาไว้ จากนั้นใช้มืออีกข้างหนึ่งจ้วงแทงมีดใส่หัวใจของแพะตัวนั้น เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นครู่หนึ่ง จากนั้นแพะตัวนั้นก็ล้มลงดิ้นไปมา สุดท้ายก็แน่นิ่งอยู่แทบเท้ามือสังหาร เด็กชายรวบรวมพละกำลังแบกร่างของแพะขึ้นมา แล้วออกแรงโยนเข้าสู่กองไฟ เสียงตะโกนโห่ร้องด้วยความดีใจดังสะท้านทุ่งหญ้า พิธีกรรมบูชาพระอาทิตย์เสร็จสิ้นแล้ว เอี้ยนเฟยซายังคงยืนตะลึงอยู่เช่นนั้น ตกตะลึงในความกล้าของเด็กชาย มันลงมือฆ่าแพะอย่างชำนิชำนาญ ใบหน้าหลังจากฆ่าสัตว์ตัดชีวิตไปยังคงสงบนิ่ง ไม่ปรากฏเค้าความหวาดกลัวหรือตื่นเต้นแม้แต่น้อย สมควรแล้วที่มันจะได้ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าเผ่าคนต่อไป
โหลวช่างลี่เชื้อเชิญให้เอี้ยนเฟยซาเดินกลับกระโจม ระหว่างทางได้ชวนสนทนาว่า
“ชนเผ่าของเราเคารพบูชาดวงอาทิตย์ เชื่อมั่นว่าเมื่อตายจากไปแล้ว ดวงวิญญาณของผู้ตายจะล่องลอยไปยังที่นั่น กลายเป็นส่วนหนึ่งของแสงสว่างที่คอยสอดส่องมายังผืนแผ่นดิน ทำหน้าที่ให้ชีวิตแก่สิ่งมีชีวิตและต้นไม้ใบหญ้า ดังนั้นในยามที่ดวงอาทิตย์ส่องแสงแรงกล้าที่สุด จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเรียกขวัญบุตรชายของเรา โชคดีที่พระอาทิตย์ส่งท่านมาที่นี่ หาไม่แล้วบุตรชายของเราคงไม่มีโอกาสรอด พูดแล้วก็แค้นเจ้าถานหลันเซ่อจอมเจ้าเล่ห์ กลับหลอกให้เรานำม้าสองร้อยตัวแลกกับโสมหิมะที่ไร้ค่าสองหัว ช่างน่าแค้นใจนัก”
“อันที่จริงแล้วโสมหิมะก็ไม่ได้ไร้ค่าดังท่านว่า มันถือเป็นยาขยายชีพจรเพิ่มช่องโพรงในร่างกาย เป็นที่ต้องการของเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ นับว่าลูกชายของท่านยังคงได้ประโยชน์จากมันไม่น้อย หากว่าได้ฝึกยุทธ์เหมือนกับท่าน”
“นั่นเป็นเรื่องจริง?”
เอี้ยนเฟยซาผงกศีรษะคราหนึ่ง เจียวซินเคยบอกเกี่ยวกับสรรพคุณของโสมหิมะไว้เช่นนี้ เขาเห็นว่าอารมณ์ที่กำลังจะมัวหมองของโหลวช่างลี่แปรเปลี่ยนเป็นยินดี นั่นคาดเดาได้ไม่ยาก เพราะบุตรชายของมันต้องฝึกยุทธ์อยู่แล้ว หัวหน้าเผ่าที่ไม่มีวรยุทธ์ต้องถูกฆ่าตายในเร็ววัน หากไม่ตายด้วยน้ำมือศัตรู ก็ต้องตายด้วยน้ำมือพวกเดียวกันที่หวังแย่งชิงตำแหน่ง
ทั้งสองเข้าไปนั่งรับประทานอาหารในกระโจมที่เตรียมไว้ พ่อครัวประจำเผ่ายกกวางย่างขนาดกลางมาตัวหนึ่ง วางลงกึ่งกลางโต๊ะไม้ สีของกวางย่างมีสีเหลืองปนน้ำตาลคล้ายกับถูกทาด้วยเครื่องปรุงรสบางชนิด โหลวช่างลี่หยิบมีดออกมาเฉือนเนื้อชิ้นโตวางลงในจานของแขก จากนั้นทั้งสองก็ลงมือกินอย่างเอร็ดอร่อย เพียงไม่นานกวางทั้งตัวเหลือเพียงแค่กระดูกเท่านั้น คนอิ่มหนำสำราญยิ่งนัก
หญิงรับใช้นางหนึ่งเดินเข้ามาในกระโจม สตรีผู้นี้ใบหน้างดงามผิวขาวเปล่งปลั่ง ถือเป็นสาวงามจิ้มลิ้มนางหนึ่ง เอี้ยนเฟยซาอดใจไม่ได้ที่จะแอบมองหญิงสาวยามที่นางรินน้ำในเหยือกใส่ถ้วยของตนเอง หญิงงามเช่นนี้กลับเป็นเพียงผู้รับใช้ของหัวหน้าเผ่า ชายหนุ่มรู้สึกเสียดายยิ่งนัก เมื่อนางเดินไปรินน้ำให้กับโหลวช่างลี่ ก็ถูกหัวหน้าเผ่าตนเองสั่งให้วางเหยือกน้ำลง
“โหลวเจียว ปีนี้เจ้าอายุเท่าไหร่แล้ว”
“สิบเก้าปีแล้วนายท่าน”
“ฮาๆ สมควรเป็นผู้ใหญ่แล้ว เราในฐานะผู้ที่ชุบเลี้ยงเจ้ามา สมควรมอบชีวิตที่ดีให้แก่เจ้าเช่นกัน ด้วยเหตุนี้จงคุกเข่าลง”
โหลวเจียวรีบปฏิบัติตามคำสั่ง โดยถอยหลังไปสองก้าวแล้วหันไปคุกเข่าลงตรงหน้าเอี้ยนเฟยซาที่นั่งมึนงงอยู่ โหลวช่างลี่หัวร่อ ฮา ฮา ลุกขึ้นจากที่นั่งเดินอ้อมโต๊ะอาหารไปหาชายหนุ่ม พลางกล่าวว่า
“เรารู้ว่าท่านเดินทางมาตัวคนเดียว ไม่มีใครอยู่รับใช้ปรนนิบัติ ในฐานะที่เป็นผู้มีพระคุณของชนเผ่า เราขอส่งตัวหญิงรับใช้ผู้นี้ไปยังกระโจมของท่าน เพื่อทำหน้าที่ปรนนิบัติรับใช้ท่านต่อไป”
“เรื่องนี้ข้าไม่อาจรับได้...”
“เมื่อเราได้เอ่ยปากยกนางให้กับท่าน ตัวนางก็กลายเป็นคนของท่านแล้ว หากเจ้ากล่าวคำปฏิเสธ ก็เท่ากับหยามเกียรติของนาง ต่อไปนี้ก็จะมีแต่คนดูถูกเหยียดหยาม จะไม่มีบุรุษใดต้องการนางอีก หรือท่านต้องการให้สตรีเพศอ่อนแอผู้หนึ่ง ต้องประสบชะตากรรมเช่นนี้”
“เรา..เราไม่ได้หมายความเช่นนั้น”
“ฮาฮา ถ้าอย่างนั้นก็เป็นไปตามที่เราเอ่ยปาก โหลวเจียวปรนนิบัตินายใหม่ของเจ้าด้วย ข้าขอตัวไปนอนหลับพักผ่อนก่อน ค่ำคืนนี้ยังต้องดวลสุรากับผู้อื่น ร่างกายต้องมีการเตรียมพร้อม”
พูดจบ โหลวช่างลี่ก็เดินออกจากกระโจมไป ขิงแก่ย่อมเผ็ดกว่าเสมอ ทิ้งให้เอี้ยนเฟยซาที่ปกติพูดมากปากเยอะกลายเป็นเงียบงัน เขาหันไปมองดูหญิงสาวที่คุกเข่าอยู่ตรงนั้นด้วยความเอียงอาย จึงบอกให้นางลุกขึ้นกล่าววาจา โหลวเจียวกลับเปลี่ยนเป็นนั่งพับเพียบอยู่ข้างชายหนุ่ม รอคอยคำสั่งต่อไป เอี้ยนเฟยซาคนที่เคยหยอกล้อสาวงามได้ทุกสถานการณ์คล้ายอันตรธานหายไปแล้ว เหลือเพียงเอี้ยนเฟยซาคนที่นั่งสงบเสงี่ยมทำหน้าหมดอาลัยตายอยาก คงไม่มีใครเข้าใจว่าเหตุใดเขาถึงกลายเป็นเช่นนี้ ไฉนไม่รู้สึกยินดีที่ได้สาวงามมาครอบครอง คงมีแต่ตนเองเท่านั้นที่สามารถตอบได้ เพราะว่าหากได้พบเจอกับนางในฝันอย่างเทพสตรีเดียวดายจวงซูเม่ยอีกครั้ง โดยที่ข้างกายมีสตรีอื่นอยู่แล้ว นางคงจะไม่เหลียวแลสนใจไยดีเขาอีก แค่เพียงคิดคนก็รู้สึกเจ็บปวดจนไม่สามารถฝืนยิ้มออกมาได้
ท้ายที่สุดแล้วเอี้ยนเฟยซาไม่อาจปฏิเสธของขวัญจากโหลวช่างลี่ เขานำโหลวเจียวกลับไปยังกระโจมชั่วคราวของตนเองด้วยความหนักใจ
เอี้ยนเฟยซาร้องขอสัมภาระจำเป็นสำหรับหญิงรับใช้จากถานหลันเซ่อ ซึ่งหัวหน้าเผ่าถานจู่ได้จัดสรรให้ครบถ้วน แต่ที่ทำให้เขารู้สึกอารมณ์ขุ่นมัว กลับเป็นเสียงหัวเราะอย่างขบขันของมัน คล้ายกับบอกว่าเราเตือนเจ้าแล้ว แต่เจ้าก็ยังพาตัวลงสู่โคลนตม นั่นทำให้เขาไม่มีอารมณ์สนทนากับมันอีก จึงขังตัวเองอยู่ในกระโจม แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขารอดพ้นจากความคับข้องใจได้ เพราะหญิงสาวเจ้าปัญหาก็อยู่ในนั้นกับเขาเช่นกัน
โหลวเจียวย่อมไม่อาจไปที่อื่นได้ นางกลายเป็นสมบัติส่วนตัวของชายหนุ่มไปแล้ว ดังนั้นไม่ว่าเขาจะอาศัยอยู่ที่ใด นางก็จะตามไปอาศัยอยู่ที่นั่น เอี้ยนเฟยซาไม่เคยคิดถึงชีวิตที่ต้องมีภาระเช่นนี้มาก่อน เขาไม่ทราบว่าสมควรทำเช่นไรดี
โหลวเจียวต้องการที่จะทำให้ชายหนุ่มประทับใจ จึงหยิบเหยือกน้ำแล้วเดินไปหาเจ้านายคนใหม่ รินน้ำให้เขาเต็มถ้วย แต่ก็ยังไม่ได้รับความสนใจจากเขา แต่หญิงสาวยังคงไม่ยอมแพ้ หยิบผ้าเช็ดหน้าของตนเองมาซับเหงื่อให้กับชายหนุ่มอย่างระมัดระวัง แต่ด้วยความประหม่าดันเผลอไปเหยียบใส่ดาบของเขาที่วางอยู่ข้างกาย มีคำกล่าวไว้ว่านักดาบมักจะรักดาบมากกว่าภรรยา เมื่อเอี้ยนเฟยซาเห็นเช่นนั้นก็รีบผลักนางออกไปทันที หญิงสาวจึงล้มก้นจ้ำเบ้า แทบจะนอนหงายหลังเท้าชี้ฟ้า
เมื่อได้สติกลับมา เอี้ยนเฟยซารีบเข้าไปพยุงหญิงสาวให้ลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว เขารู้สึกผิดที่กระทำการโดยไม่ยั้งคิด เผลอทำร้ายนางโดยไม่ตั้งใจ
“ข้าขอโทษ โอ ข้าอารมณ์ไม่ค่อยดี เจ้าไม่ต้องถือสาคนหยาบกร้านเช่นข้า ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยมีคนรับใช้ ไม่สิ ไม่เคยมีคนคอยปรนนิบัติมาก่อน จึงรู้สึกไม่คุ้นเคย อีกอย่างคือข้าผู้นี้เป็นยาจกโดยสมบูรณ์แบบ คงไม่มีปัญญาจะเลี้ยงดูเจ้าได้”
โหลวเจียวเงยหน้าขึ้นมองดูใบหน้าอันหล่อเหลาของผู้เป็นนาย กล่าวว่า
“ไม่ว่านายท่านจะทุบตี ดุด่าสั่งสอนเช่นไร เราก็พร้อมรองรับและเคียงข้างนายท่านเสมอ หากนายท่านอดอยาก เราพร้อมจะสละเรือนร่างเพื่อหาเงินมาให้นายท่าน”
เอี้ยนเฟยซาใช้สองมือจับไหล่ของหญิงสาว สองมือบีบลงไปด้วยความโกรธ จ้องตาหญิงสาวด้วยความขุ่นเคือง กล่าวด้วยน้ำเสียงดุดันว่า
“ห้ามกล่าววาจาเช่นนี้อีก ข้าไม่เคยคิดที่จะเอาเปรียบเจ้า ไม่ต้องการหาผลประโยชน์จากตัวเจ้ามาก่อน อย่าพูดจาหมิ่นเกียรติข้าเช่นนี้อีก”
โหลวเจียวพยักหน้าหลายครา ส่งเสียงร้องไห้ออกมาด้วยความเจ็บปวด เอี้ยนเฟยซาเพิ่งรู้ตัวว่าตนเองใช้แรงบีบมากเกินไป ทำให้หญิงสาวได้รับความเจ็บปวด จึงรีบเอ่ยคำขอโทษและปลอบโยนนางหลายครา เขาสูญเสียสติไปชั่วคราวถึงแสดงพฤติกรรมเช่นนี้ออกมา เมื่อยังเห็นหญิงสาวยังคงสะอื้นอยู่ จึงดึงนางเข้ามาในอ้อมอกและสวมกอดเรือนร่างอันเต่งตึงอย่างแนบแน่น เขาไม่เคยมีคนปรนนิบัติมาก่อน จึงไม่รู้ว่าควรวางตนเช่นไร ในสายตาของชายหนุ่มมนุษย์ทุกคนล้วนเสมอภาค ไม่ควรมีใครอยู่เหนือกว่าใคร การแสดงออกของเขาจึงจบลงด้วยการสวมกอดปลอบโยน
แต่สำหรับโหลวเจียวแล้วนางไม่ได้คิดเช่นนั้น หญิงสาวเข้าใจว่าเจ้านายกำลังต้องการมีสัมพันธ์ทางเพศ เนื่องจากตนเองเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกเลี้ยงมาโดยหัวหน้าเผ่า จึงกลายเป็นสมบัติของผู้อื่นโดยปริยาย เจ้าของสามารถเอามาเป็นนางบำเรอหรือยกให้แก่ผู้อื่นได้ทุกเมื่อ แต่โชคดีที่โหลวช่างลี่รักนางเสมือนลูกคนหนึ่ง ไม่ต้องการให้หญิงสาวต้องไปตกระกำลำบากใต้ชายคาของหัวหน้าเผ่าอื่นที่มาร้องขอเป็นประจำ เมื่อพบเจอกับเอี้ยนเฟยซาที่ดูสัตย์ซื่อและมีความสามารถ จึงชิงยกนางให้กับเขาก่อนที่เหล่าผู้นำอีกสี่ชนเผ่าจะร้องขอนางในงานเลี้ยงรับรองที่กำลังจะมาถึง
ในที่สุดเอี้ยนเฟยซาก็ปล่อยโหลวเจียวเป็นอิสระ ในขณะที่เขากำลังคิดหาคำปลอบโยนหญิงสาวอยู่นั้น ก็พบว่านางกำลังเปลื้องผ้าออก จึงรีบยกมือห้ามปรามเอาไว้ พลางกล่าวว่า
“หยุดก่อน...อย่าเพิ่งถอดออก ข้าไม่ได้ต้องการเช่นนั้น”
โหลวเจียวยืนนิ่งในทันใด หล่อนรู้สึกสับสนในตัวบุรุษผู้นี้ ไฉนเขาถึงไม่ได้ต้องการเรือนร่างอันบริสุทธิ์ผุดผ่องของนาง หากเป็นบุรุษอื่นในทุ่งหญ้าแห่งนี้ จะต้องลงมือพรากความบริสุทธิ์ของนางไปตั้งแต่กลับมาถึงกระโจมแล้ว แต่นี่กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น สิ่งที่ได้รับมามีเพียงความเย็นชาและการวางตัวที่ห่างเหินเท่านั้น จวบจนกระทั่งได้มีการสวมกอด นางก็คิดว่าเขาบังเกิดความต้องการตามสัญชาตญาณแล้ว ปรากฏว่ามันไม่ใช่อย่างที่คิดอีกเหมือนเคย นางไม่รู้ว่าต้องทำตัวเช่นไรจึงจะถูกใจเขา
เอี้ยนเฟยซาเห็นสีหน้าของหญิงสาวก็รู้ว่านางกำลังหนักใจ ตัวเขาเองก็พอจะเข้าใจในตัวสตรีอยู่บ้าง จึงยกมือขึ้นลูบหัวนางพร้อมกับกล่าวด้วยถ้อยคำอ่อนโยนว่า
“ข้าไม่รู้จะอธิบายต่อเจ้ายังไงดี เอาเป็นว่าตัวข้านั้นไม่ได้รังเกียจชิงชังเจ้าแต่อย่างใด เพียงแต่ตอนนี้ยังคงปรับตัวไม่ได้ที่มีคนอื่นมาอยู่ในกระโจมด้วย โอ ข้ายังไม่พร้อมที่จะสนิทสนมกับเจ้าในตอนนี้ คือ...คือแบบว่ามันยังไม่ถึงเวลา และยังไม่ใช่เวลาที่จะมาทำอะไรแบบนั้นด้วย”
โหลวเจียวพยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจ นางเริ่มมีใบหน้าที่สดชื่นอีกครั้ง นั่นก็เป็นเพราะการเข้าใจเจตนาของชายหนุ่มผิดไป คำว่ายังไม่พร้อมที่จะสนิทสนมกับเจ้าในตอนนี้ของเอี้ยนเฟยซา นางตีความหมายว่าเวลานี้ยังคาบเกี่ยวกับกลางวัน ท้องฟ้ายังคงไม่มืดสนิทดี อีกทั้งกำลังจะมีงานเลี้ยงในเร็ว ๆ นี้ ไม่สมควรที่จะมีการร่วมรัก แต่เมื่อเขากลับมาจากงานเลี้ยง ก็คงจะลงมือพรากพรหมจรรย์ไปจากนางอย่างแน่นอน
เอี้ยนเฟยซาผู้ไม่เข้าใจในตัวสตรีอย่างถ่องแท้รู้สึกยินดีที่โหลวเจียวอารมณ์ดีขึ้น จึงใช้มือเช็ดคราบน้ำตาให้กับนาง นั่นเป็นการกระทำที่ดูสนิทสนมเป็นอย่างยิ่งในสายตาของหญิงสาว ไม่เคยมีบุรุษใดแสดงความอ่อนโยนต่อตนเองเช่นนี้มาก่อน จึงบังเกิดความรู้สึกที่ดีต่อเจ้านายของตนเองมากกว่าเดิม
“นายท่านเอี้ยน นายท่านเอี้ยน ท่านผู้นำบอกว่าถึงเวลาแล้ว พวกเรากำลังจะเดินทางไปยังสถานที่จัดงานเลี้ยง ท่านจะไปพร้อมกับพวกเราหรือไม่”
เสียงเรียกมาจากนอกกระโจม เอี้ยนเฟยซาหันมายิ้มให้กับโหลวเจียวคราหนึ่ง กระซิบข้างหูนางว่าต้องไปแล้ว จากนั้นก็เดินออกไปนอกกระโจม หญิงสาวเหม่อมองแผ่นหลังของชายหนุ่มจวบจนลับตาไป หล่อนรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งร่าง เมื่อนึกถึงค่ำคืนนี้ที่ตนเองจะต้องทอดกายให้ชายหนุ่มเชยชม