ศิลามองวงเวทมนต์ใหญ่ยักษ์นั้น เขาเข้าใจอีกอย่างวงเวทมนต์นั้นมีไว้เพื่อผนึกพลังอนันตกาลแห่งสูญของเขา แสดงว่าภุชคินทร์รู้ถึงพลังเวทมนต์แห่งการลบทุกสรรพสิ่งของเขาจึงชิงสกัดไม่ให้เขาใช้พลังเวทมนต์
ภุชคินทร์เขม็นมองศิลาที่ลอยในอากาศมือถือธนูมหาโมลีพร้อมกับศรปราณจันทรา ตอนนี้เขาสามารถสะกดไม่ให้ศิลาใช้พลังแห่งการลบล้างได้ทว่าหากวงเวทมนต์หมดฤทธิ์เขาเกร็งว่าศิลาจะใช้มหาเวทมนต์ลบตนเองไปในคราวเดียวหากเป็นเช่นนั้นศิลาจะได้บางสิ่งจากเขาไปและนั่นจะยิ่งทำให้ศิลามีพลังอำนาจมากกว่าในตอนนี้
วินาทีนั้นเองนางพญาภุชคินทร์พุ่งตัวขึ้นฟ้าก่อนพุ่งลงมาบริเวณเหนือศรีษะของศิลาพร้อมกับอ้าปากขึ้น ขุมพลังสีดำราวความโกรธของรัตติกาลหมุนวนในปากก่อนจะยิงขุมพลังนั้นออกมา
“พลังธาตุ?... ไม่ใช่พลังปราณ” ศิลาเลิกคิ้ว
ขุมพลังสีดำทมิฬพุ่งฉีกอากาศเสียงดังสนั่นสั่นไหวแสงสว่างสีดำอาบไล้ไปทั่วเขตเหนือของพื้นที่เมืองตำหนักศิลาย้อมภพให้มืดมนราวรัตติกาลชั่วกัลปวสาร ขุมพลังนั้นพุ่งเข้าหาร่างศิลาอย่างบ้าคลั่งหมายจะปิดฉากในการโจมตีเพียงครั้งเดียว
“ศรจันทรา”
ศิลายิงศรสีขาวทองออกไปเข้าต้านทานขุมพลังนั้นอย่างบ้าบิ่นเกิดเสียงระเบิดดังตูมพร้อมกับแสงสว่างสองสายสาดไปทั่วท้องฟ้าคลื่นลมบิดเป็นเกลียวก่อนจะแตกระเบิดพัดทุกอย่างในบริเวณหายราบในพริบตาพื้นดินเบื้องร่างในตำแหน่งที่ศิลาลอยอยู่เกิดเป็นหลุมจากขุมพลังที่สะท้อนย้อนกลับมา
“ดูคล้ายกับการระเบิดของบิ๊กแบงหรือซุปเปอร์โนวาเลยแหะ” เขามองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเปรยออกมาไม่ทุกไม่ร้อนก่อนจะเรียกใช้สกิลพิเศษ
“บัญญัติแห่งวายุ” เขาฉีกยิ้ม
“น...นี่เจ้าสามารถควบคุมสายลมได้งั้นลึ” ภุชคินทร์แยกเขี้ยวคำรามสงสัย
ลมพายุพัดก่อตัวเป็นทอร์นาโดหลายร้อยลูกเข้าโจมตีภุชคินทร์จากทุกทิศทางคลื่นลมนั้นคมกริบยิ่งกว่าดาบเล่มไหนในโลก
เปรี้ยง...เปรี้ยง...
ภุชคินทร์พ้นน้ำออกจากปากผสานกับพลังปราณก่อเกิดเป็นดวงไฟสีดำคล้ายตำนานบังไฟพญานาค ดวงไฟสีดำลูกขนาดเท่าภูเขาเข้าทำลายคลื่นพายุหลายร้อยลูกเกิดเสียงคลื่นลมแตกระเบิดดังกระหึ่มการปะทะกันของพลังทั้งสองแผ่กระจายไปทั่วบริเวณราวกับเกิดมหาวิบัติเสียงสายลมโหยหวนผืนดินคำรามคล้ายกับพระแม่ธรณีพิโรธ มวลเมฆาบนท้องฟ้าเคลื่อนบิดเบือนด้วยความวิปโยคแตกออกเป็นวงกว้าง
เหล่าเทพอสูร ปีศาจ ผู้เล่นในระยะของทวีปต่างรับรู้ได้ถึงขุมพลังสองขุมที่กำลังปะทะกันอย่างดุเดือดฝุนควันลอยสูงรูปดอกเห็ดสามารถมองเห็นได้ใยระยะรัศมีหนึ่งพันกิโลเมตร
ศิลาดีดเท้าในอากาศพุ่งเข้าโจมตีภุชคินทร์ด้วยโหยหาและร่ำไห้ยกเหนือหัวฟันใส่หงอนพญานาคบนหัวของนางพญาภุชคินทร์อย่างจังเกิดเสียงดังเปรี้ยงสะท้านฟ้าสะเทือนดินคลื่นพลังแตกระเบิดเป็นละลอกแต่ทว่าหงอนพญานาคกลับแข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กไหล
“ย๊ากกกกก....” ศิลาแยกเขี้ยวเร่งพลังกดดาบและกริชลงหมายจะสะบั่นเศียรของนางพญานาคราช
วิ๊ง!....
“ฮึม....!?... ศิลาตกใจก่อนจะรีบดีดตัวออกห่าง
หงอนพญานาคเกิดเพลิงปราณสีดำเผาไหม้ไปทั่วบริเวณวินาทีเดียวกันนั้นศิลาเห็นคลื่นสีดำพุ่งเข้ามาโจมตี
เขาใช้เนตรมารตรวจสอบ
“พิษนาคราช” เขาเบิกตาตลึงก่อนจะใช้พลังจิตควบคุมร่างเหาะเหินหลบไปมาอย่างแยบยล
ตูม....
จังหว่ะนั้นเองภุชคินทร์ใช้หัวผนึกพลังปราณพุ่งชนเข้าใส่ศิลาในบริเวณหน้าอกอย่างจัง ร่างของเขาลอยลิ่วกระอักเลือดออกมาเป็นสายตามทางที่ลอยผ่านแต่ภุชคินทร์เองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเพราะจังหว่ะ
ที่พุ่งชนศิลาได้ตีเข่าผนึกพลังปราณและพลังจิตเสยคางพญานาคนางพญาภุชคินทร์เข้าไปเต็มลัค
เห็นทีเขาคงจะชนะนางพญานาคีตนนี้ไม่ได้โดยง่ายเพราะพลังเวทมนต์และพลังปราณของนางแข็งแกร่งสมดังชาติกำเนิดจริงๆอีกอย่างคือนางยังสามารถใช้พิษได้
“แข็งแกร่งดีแหะ” ศิลายอมรับอีกฝ่ายแต่ว่าก็ไม่แข็งแกร่งเกินกว่าที่เขาจะเอาชนะไม่ได้ แต่หากเป็นคนอื่นคงถูกนางพญาภุชคินทร์ขยำทีเดียวไปรอเกิดใหม่เป็นแน่
ภุชคินทร์พลิกสะบัดตัวอย่างรุนแรงวินาทีต่อมาศิลาชะงักไปชั่วขณะตลึงกับสิ่งที่เห็น เกล็ดสีดำนิลหลุดกระเด็นออกจากร่างกายอันใหญ่มหึมากลายเป็นเกล็ดสีดำแหลมคมขนาดใหญ่ลอยบินเข้าโอบร้อมศิลาคล้ายกับว่าเขายืนอยู่ท่ามกลางดอกซากุระสีดำที่โปรยปราย
“พายุหศาสตราทมิฬ” ภุชคินทร์คำรามลั่น
จบเสียงเกล็ดสีดำจำนวนมากนับไม่ถ้วนที่ล้อมรอบศิลาก็พุ่งเข้าจู่โจมทุกทิศทางคมกริบราวอาวุธของเทพเจ้ากรีดผ่านผิวหนังของศิลาจนเขาร้องตะโกนออกมาด้วยความเจ็บปวดเลือดสีแดงสดกระจายอาบในอากาศ
จังหวะนั้นเองเขาเหลือบตามองเบื้องร่างเห็นคนมากมาย หากแต่พวกนั้นแต่งกายด้วยชุดเกราะสีดำรูปลักษณ์ของเกราะคล้ายกับในหนังจักจักวงวงทางช่องเจ็ดสีในวันเสาร์อาทิตย์เวลาแปดโมงเช้า ไม่ต้องเดาเลยว่าคนพวกนั้นเป็นใคร
ดวงแสงสี่ดวงลอยออกจากร่างของศิลาตามต่ำแหน่งที่สถิต ไม่ต้องให้เขาสั่งฟ้าครามและสามพี่น้องพุ่งออกมาก่อนจะคืนร่างพุ่งเข้าโรมรันกับเหล่ามนุษย์นาคาเบื้องล่าง
ในขณะนั้นฟ้าครามปรายตามองศิลาที่ร้องด้วยความเจ็บปวดท่ามกลางดงเกล็ดคมมีดก่อนจะรีบตรวจสอบพบว่าพลังชีวิตที่มากมายของศิลากำลังลดลงคล้ายกับเขื่อนแตกอีกทั้งยังติดพิษนาคราชอีกด้วยหากเป็นแต่ก่อนศิลาคงใช้สกิลเพลิงฟีนิกซ์รักษาตัวเองไปแล้วแต่ตอนนี้สกิลนั้นได้ถูกลบไป
“สดายุ” เจ้าหล่อนร้องเรียกลูกชายตัวแสบชี้ไปทางศิลา
สดายุกางมือเตรียมยิงเพลิงฟีนิกซ์ฟื้นคืนไปทางศิลา
“ไม่ต้อง....” ศิลาพูดขึ้น หันลงไปมองสองแม่ลูก “ทำหน้าที่ของตัวเองซะ นี่คือการต่อสู้ที่ทัดเทียม”
สดายุ ฟ้าครามพยักหน้า
ศิลาเร่งพลังจิตก่อรูปเป็นเกราะสีทองคุ้มกันร่างกายในสภาพโชกเลือด เพียงเวลาไม่นานร่างกายของเขาก็ค่อยๆฟื้นคืนสภาพเนื่องจากค่าสเตตัสพื้นฐานของเขาสูงส่งเกินสามัญทำให้อัตราฟื้นฟูพลังชีวิตแบบธรรมดาก็สูงตามไปด้วยทั้งหมดนั้นเป็นผลมาจากที่เขาอเวคมานับครั้งไม่ถ้วนอีกอย่างตอนนี้ศิลายังอยู่ในโหมดหลอมวิญญาณบรรพกาลซึ่งจะทำให้ค่าพลัง ค่าสเตตัสของเขาทวีคูณ
ไอสีแดงเลือดของดวงวิญญาณบรรพกาลไหลมาปุกคลุมอาบร่างกายของศิลาซึมหายเข้าไปในบาดแผลทำลายพิษนาคราชจนสิ้นฤทธิ์
วูบ....
ไอพลังจิตสีทองของศิลาเข้าโอบล้อมร่างใหญ่ยาวของภุชคินทร์รอบด้านเสี้ยววินาทีนั้นเองก็ก่อรูปเป็นโซ่ตรวญพุ่งเข้ารัดพลันร่างยาวใหญ่ของภุชคินทร์ได้ยินเสียงคล้ายกับโซ่รากพื้นดังกังวาลพร้อมกับภุชคินทร์โผยบินสะบัดฟาดร่างในอากาศเป็นจังหวะเดียวกันกับค่ำครวญพุ่งออกมือของศิลาเข้าผนึกการเคลื่อนไหวของภุชคินทร์
ภุชคินทร์รู้ได้ทันทีว่าตนเองถูกอาวุธโซ่ล่องหนของศิลาเข้ามารัดพลันผสมกับโซ่พลังจิต และโซ่นั่นยังมีสกิลผนึกการเคลื่อนไหวทำให้ศัตรูเคลื่อนที่ช้าลงอีกด้วยเห็นทีครั้งนี้นางคงจะเข้าตาจนจริงๆ ภุชคินทร์ดิ้นไปมาและค่อยๆขยับตัวช้าลงไปทุกขณะ
แสงสว่างสีดำสาดออกมาจากร่างของภุชคินทร์นางหมุนตัวคล้ายสว่านอย่างรวดเร็วหมายจะทำลายคร่ำครวญหากนางไม่รีบมีหวังได้เป็นเหยื่อของศิลาอย่างแน่นอน
เกิดเสียงดังเปรี้ยงคล้ายฟ้าผ่าดังสนั่นติดต่อกันถี่ยิบนับครั้งไม่ถ้วนเกล็ดของภุชคินทร์พุ่งแทงฟาดฟันจากด้านในเข้าทำลายโซ่พลังจิตและคร่ำครวญอย่างรวดเร็วทว่าที่ถูกทำลายไปมีแต่โซ่พลังจิตของศิลาเท่านั้นคร่ำครวญยังคงรัดพลันร่างของนางพญานาคาเอาไว้อย่างแน่น
แว๊กกกกกกก
ภุชคินทร์แผดเสียงคำรามพ่นไฟนาคาอเวจีเผาร่างของตนเอง
“เห่ย.....” ศิลาอุทาน
เขาแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาเมื่อคร่ำครวญกำลังหลอมละลายก่อนจะแตกสลายหายไปในอากาศธาตุ
“หน่อย....” ศิลาแค่นเสียง
ภุชคินทร์หลุดออกมาจากคร่ำครวญก็โผบินไปในอากาศจ้องมองศิลาสายตาอาฆาต เช่นเดียวกันศิลาก็จ้องมองภุชคินทร์ด้วยสายตาแค้นเคืองและยิ่งอยากจะได้นางพญาตนนี้มาเป็นทหารในกองทัพหมื่นมารที่เขากำลังสร้างเพื่อต่อกรกับบรรดาสัตว์เทวะ ทวยเทพ ปีศาจ สัตว์อสูร
ศิลาจ้องมองร่างของภุชคินทร์ที่กำลังโผบินเขาสังเกตุเห็นว่ามีบางอย่างอยู่ในปากของภุชคินทร์ของสิ่งนั้นคือกริชสีดำวินาทีต่อมาร่างของนางพญาภุชคินทร์ก็อาบไปด้วยแสงสีดำเมื่อแสงสีดำจางหายไปปรากฎร่างหญิงสาวโฉมงามในชุดเกราะพญานาคสีดำไหลซ้ายและไหลขวามีรูปลักษณ์คล้ายกับหงอนของพญานาคใจกลางเกราะหนังสีดำปรากฎรูปหน้าของพญานาคสีทอง
กางเกงคล้ายสโร่งลายเกล็ดสีดำ หญิงสาวรูปงามสูงพอประมาณใบหน้าคมผิวสีขาวซีดเหมือนไร้ชีวิตไร้เลือดด้วงตาคมดุร้ายแบบชาติกำเนิดของนาคราชใบหน้าคมหวานแฝงความดุเข้มขรึมผมสีดำยาวไสวในอากาศมือขวาถือกริชสีดำคล้ายกับเขี้ยวของพญานาครอบกายปรากฎดวงไฟสีดำเจ็ดลูกบินวนรอบกาย
ศิลารู้มันทีว่าอีกฝ่ายคงคิดจะสังหารตนเองแบบจริงจังแล้วถึงได้คืนร่างกลับมาอยู่ในรูปลักษณ์ของมนุษย์
ลูกแก้วทั้งเจ็ดบินหมุนวนรอบกายของหญิงสาวอย่างรวดเร็วกระพริบแสงสีดำอย่างสับสนแสงสีดำกระพริบวาบพุ่งออกมาจากลูกแกเวทั้งเจ็ดเข้าจู่โจมศิลา ทันใดนั้นศิลาก็ใช้ทักษะโจมตีออกมาเขารีบฟันโหยหาร่ำไห้ใส่อากาศด้วยเพลงดาบศิวนาศราชเกิดเป็นคลื่นพายุศาสตราเข้าต้านทานลำแสงสีดำอย่างบ้าคลั่ง
เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นแทบหูดับขุมพลังมหาศาลทั้งสองปะทะกันในอากาศก่อนจะแตกสลายหายไปคลื่นลมพวยพุ่งไปทั่วบริเวณคลื่นพายุพุ่งสูงราวกับจะฉีกท้องฟ้าให้ขาดสะบั่น
ทั้งสองไม่รอช้าพุ่งตัวเข้าโรมรันกันในเสี้ยววินาทีคมกริชสีดำกรีดวาดฟันใส่ศิลาเช่นเดียวกันโหยหาร่ำไห้สะบัดฟาดฟันแทงสวนกลับอย่างไม่ยิ่งหย่อนเกิดเสียงดังเช้งถี่ยิบสระเกล็ดไฟสาดกระจายไม่รู้จบในขณะที่ทั้งสองกำลังระดมคมดาบสาดซัดใส่กันศิลาก็ตวาดลั่น
“อวตารแห่งอามาเทราสึ”
เปรี้ยง..... สายฟ้าแสงสว่างราวดวงตะวันผ่าใส่ร่างศิลา
ภุชคินทร์ในร่างหญิงสาวกระเด็นถอยหลังจากคลื่นพลังแสงสว่างกระอักเลือดออกมากองโต
ร่างของศิลาอาบไปด้วยแสงสว่างไสวภาพที่เกิดขึ้นกลายเป็นโลกที่ถูกแบ่งเป็นกลางวันและกลางคืนออร่าสีทองสว่างค่อยๆก่อรูปเป็นหญิงโฉมงามก่อนจะกลายเป็นร่างพลังงานปกคุมร่างของศิลา
“อามาเทราสึ!?....” ภุชคินทร์มองศิลาพูดขึ้นน้ำเสียงตกใจ “เจ้าดูถูกเรา”
“ผมดูถูกอะไรคุณ” ศิลาไม่เข้าใจ
“เจ้ามีพลังมากมายขนาดนี้แต่พึ่งเอามาใช้ถ้าไม่ใช่ดูถูกเราแล้วจะเป็นอะไรไปได้” ภุชคินทร์ชี้กริชใส่หน้าศิลา
“ท่านเองก็เหมือนกัน ที่พึ่งกลายร่างเป็นหญิงสาว ที่ผ่านมาก็คงคิดว่าอยู่ในร่างพญานาคก็เอาชนะผมได้สินะ หากไม่ใช่ดูถูกผมจะเป็นสิ่งใดไปได้” ศิลาย้อน
ห่างออกไปริมเนินเขาในระแวกใกล้เคียงปรากฎสองเงา หนึ่งหญิงหนึ่งชายกำลังจ้องมองการต่อสู้ของศิลา
“ท่านคิดว่าใครจะชนะวายุเทพ” หญิงสาวหันไปถามชายหนุ่มข้างกายใบหน้าคมหล่อเหลาคมสันสะอาดหมดจดนัยน์ดวงตาสีเขียวอยู่ในชุดเกราะหนังสีเขียวคลุมมิดชิด
หญิงสาวอยู่ในชุดสีเกราะสีฟ้าครามลายคลื่นน้ำใบหน้าหวานใสงดงามตาหวานนัยน์ดวงตาสีฟ้าครามผมสีฟ้ายาวปลิวในสายลม
“ไม่รู้สิ....” นายเหนือหัวของจันทราเทพ ไม่สิถ้าให้ถูกตอนนี้ต้องเรียกว่าเทพีแห่งรัตติกาล “หมอนั่นแข็งแกร่งและเป็นของจริงอาจจะแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาดวงวิญญาณต่างโลกเลยก็ว่าได้ แต่ยังห่างไกลจากนายเหนือหัวของพวกเรานัก”
“ฉันอยากจะไปร่วมวงด้วยจริงๆ” หญิงสาวพูดด้วยท่าทางคันไม้คันมือ
ในระหว่างที่ทั้งสองคุยกันอีกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“อย่าประมาท หมอนั่นมีพลังมากกว่าที่พวกเจ้าคิด” ทั้งสองหันไปมองเจ้าของเสียงก่อนที่จะพูดออกมาพร้อมกัน
“ท่านสุริยเทพ”
ทั้งสองคุกเข่าก้มหัวก่อนที่วายุเทพจะพูดขึ้นว่า “ไม่คิดว่าท่านจะเสด็จออกมาจากวิหารสนธยาเพื่อมาดูการต่อสู้นี้ด้วยตนเอง” สุริยเทพเดินผ่านทั้งสองก่อนจะพูดขึ้น
“เจ้าบัลลังก์มารสูงสุดศิลามันจ้องจะโคล้นล้มข้านี่ ก็เลยต้องมาดูให้เห็นกับตา ว่าคนที่จันทราเทพเลือกจะเป็นคนแบบไหน” สุริยะเทพยิ้มนัยน์ตาลึกลับเต็มไปด้วยเลห์นัยน์ “ไม่สิถ้าจะพูดให้ถูกคงต้องบอกว่า คนที่ฟ้าครามเลือกสินะ.....”