ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่56 แขกผู้ไม่ได้รับเชิญ

            อีกด้านหนึ่งนอกป่าสัตว์อสูรแห่งนี้ผู้อาวุโสถูก็กำลังตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเขตป่าสัตว์อสูรที่สำนักยุทธ์หลวงจัดขึ้นสำนักยุทธ์หลวงนั้นจัดตั้งขึ้นมาร่วมห้าปีได้แล้วหลังจากเหตุการณ์สำคัญเมื่อห้าปีก่อนที่ต่างทวีปยกทัพนับล้านบุกมาองค์จักรพรรดิทรงเล็งเห็นถึงปัญหาด้านกำลังพลคนมีความสามารถจึงมีประราชโองการให้จัดสำนักยุทธ์หลวงเพื่อฝึกฝนบุคลากรในแคว้นที่มีความสามารถให้มีความสามารถยิ่งขึ้น

     

              ตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงขณะนี้ก็เห็นจะมีเพียงปีนี้เท่านั้นที่ผู้เข้ารับการทดสอบต่างมีฝีมือฉกาจก้าวเข้าสู่ขอบเขตแดนพลังด้วยกันถึงสองคน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและยังมีผู้ที่อยู่ขั้นสิบด้วยกันถึงห้าคน ทั้งๆที่ยังไม่จบการทดสอบด้วยซ้ำไปนี่บ่งบอกถึงความอัจฉริยะของผู้เข้ารับการทดสอบได้อย่างแน่นอน นี่ยังไม่รวมคนที่เหลือที่ล้วนอยู่ขั้นเก้าทั้งสิ้น!

     

              นี่จะไม่ทำให้ถูลู่หลิ่งตกตะลึงได้อย่างไรยิ่งด้วยการปะทะของระดับกำเนิดพลังทั้งสองคนก่อนหน้านี้ทรงพลังมากก็ยิ่งตอกย้ำถึงความอัจฉริยะของคนรุ่นใหม่

     

              การปะทะก่อนหน้าย่อมบ่งบอกถึงความแข็งแกร่งของหนิงเฟยหลงซึ่งไม่อาจนำเอามาตรวัดพลังสามัญมาเปรียบเทียบความแข็งแกร่งของชายหนุ่มได้นั่นยิ่งทำให้ภารกิจของมันยากขึ้นไปด้วย

     

            ถึงแม้มันมั่นใจว่าจะสามารถชนะชายหนุ่มได้ แต่ก็คงจะสูญเสียพลังไปมากมายซึ่งอาจจะต้องแลกทรัพยากรหรือบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญจึงจะทำได้สำเร็จเช่นนั้นแล้วไยมันต้องลงมือทำเอง ต่อไปคงต้องพึ่งแม่ทัพนั่นแล้วถูลู่หลิ่งอดไม่ได้เลยที่จะคิดขึ้นเช่นนี้ นั่นเพราะ หนิงเฟยหลง อันตรายเกินไป!

             

            ต่อมาทางด้านหนึ่งของป่าก็เกิดลำแสงคลื่นหยวนสีเหลืองพวยพุ่งขึ้นฟ้าสองสายบ่งบอกถึงการเกิดขึ้นของผู้ฝึกยุทธ์ระดับกำเนิดพลังเพิ่มอีกสองคนนั่นทำให้ถูลู่หลิ่งที่ตกตะลึงอยู่แล้ว ถึงกับต้องเซถอยหลังไปก้าวหนึ่ง

             

            “นี่มันอะไรกัน!!”

             

            ..........

             

            “ฮ่า ฮ่า ยินดีด้วยพี่หนิง ในที่สุดท่านก็ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตแดนพลังได้แล้ว”เหรินอวิ้นอวี้ก้าวเข้ามากล่าวยกยอตามภาษาคนที่ชอบป้อยอกัน

             

            “น้องเหรินท่านเองก็ทะลวงได้เช่นกัน นี่สิถึงเป็นเรื่องน่ายินดีจริงๆ ฮ่าฮ่า” หนิงจินหัวเราะออกมาอย่างสบายใจมันนึกถึงคราที่ต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนออกมาจากชายอาภรณ์ฟ้าก็รู้สึกเจ็บใจเป็นอย่างมาก

             

            มันยังจำได้ถึงสายตาที่ดูแคลนของชายอาภรณ์ฟ้าที่มองมาที่พวกมันได้นั่นเป็นสายตาที่มันรังเกียจมากที่สุดจวบจนมาถึงวินาทีนี้มันถึงเข้าใจว่าเหตุใดชายอาภรณ์ฟ้าจึงมองพวกมันเช่นนั้นขอบเขตแดนกายขั้นที่สิบก็ไม่ต่างอะไรจากเด็กน้อยที่ยืนอยู่ตรงหน้าของขอบเขตแดนพลัง

             

            ขอบเขตแดนพลังล้วนสามารถสยบขั้นที่สิบของเขตแดนกายได้เพียงกระบวนท่าเดียวอย่างที่ชายอาภรณ์ฟ้าจัดการกับพวกมัน นั่นเป็นความแตกต่างของขอบเขต!

             

            สายตาของหนิงจินหันไปมองยังทิศที่ตนนั้นจากมา พลางเค้นเสียงทุ้มต่ำ“แล้วเราจะได้เจอกันอีก!” แววตาของมันเปลี่ยนเป็นเหี้ยมเกรียมขึ้น พร้อมกับแผ่ไอสังหารออกมาทำเอาผู้ติดตามทั้งสองขนลุกซู่ชัน

             

            เหรินอวิ้นอวี้เห็นสายตาของหนิงจินที่จ้องไปทางนั้นด้วยความอาฆาตก็พอเข้าใจความคิดพวกมันทั้งสองไม่ใช่คนที่วู่วาม และไม่ใช่คนโง่เขลา

             

            หากไปตอนนี้คงสามารถสยบชายอาภรณ์ฟ้านั้นลงได้แต่คงต้องแลกกับหลายสิ่งหลายอย่าง อาจจะต้องเสียกำลังคนไปซึ่งมันทั้งสองไม่อาจให้เกิดสิ่งนี้ขึ้นได้ถึงอย่างไรมันก็ยังต้องออมแรงไว้จัดการกับสัตว์อสูร

             

            “พี่หนิง ข้าว่าเราไปจัดการกับกลุ่มอื่นๆก่อนจะดีกว่ารวบรวมมาเป็นพวกของเราให้หมดแล้วค่อยกลับไปเล่นงานเจ้านั่นนั่นจะทำให้เราได้ทั้งทรัพยากร และกำลังคนย่อมจะชนะเจ้านั่นได้อย่างง่ายดายเป็นแน่!”

             

            เจ้านั่นที่เหรินอวิ้นอวี้กล่าวถึงก็คือ ชายอาภรณ์ฟ้า หรือเหอไฉเฉินนั่นเอง

             

            กล่าวจบทั้งสองก็แสยะยิ้มออกมาพร้อมกันอย่างชั่วร้าย แล้วหันมันพยักหน้าให้กันดูแล้วช่างสมเป็นพรรคพวก...โดยแท้!

             

            ...........

             

            ราตรีผ่านพ้นไป แสงอุษาสาดส่อง ปลุกให้ผู้คนตื่นจากการหลับใหล

             

            ผู้ทดสอบต่างมุ่งหน้าไปทำภารกิจของตนกลุ่มของหนิงเฟยหลงและกลุ่มของเหอไฉเฉินได้รวมเข้าเป็นกลุ่มเดียวกัน มุ่งหน้าตามล่ากลุ่มของหนิงจิน

             

            ในระหว่างนั้นหนิงจินได้นำพากลุ่มของตนบุกโจมตีกลุ่มอื่นๆเพื่อรวบรวมกำลังคนและทรัพยากรให้มากที่สุด

             

            เหตุการณ์ในวันนี้ได้สร้างความสนใจและตื่นเต้นให้กับเหล่าผู้อาวุโสที่เฝ้าดูด้านนอกเขตอาคมป่าสัตว์อสูรทำให้การทดสอบนั้นครื้นเครงยิ่งขึ้น ไม่น่าเบื่อหน่ายเหมือนปีที่ผ่านๆมาที่มีแต่ผู้เข้าทดสอบที่เอาแต่หลบสัตว์อสูรรุมฆ่าวนเวียนอยู่เช่นนี้น้อยครั้งจึงจะเกิดการปะทะเล็กน้อย

             

            ผู้อาวุโสเหล่านี้ต่างมีผู้ที่ตนชื่นชมเป็นของตนเองเกิดการลงพนันขึ้นว่าฝ่ายใดจะได้รับชัยในที่สุดทั้งนี้ผู้อาวุโสนั้นห้ามเข้ามายุ่งในการต่อสู้ของเหล่าผู้เข้ารับการทดสอบได้แต่เพียงมองดูอยู่ห่างๆเท่านั้น ไม่อาจเข้าไปแทรกแซงได้

             

            ..........

             

            “นี่ก็ผ่านมาครึ่งค่อนวันแล้ว เหตุใดพวกเราจึงยังไม่พบกลุ่มของเจ้านั่นเลย”เหอไฉเฉินกล่าวออกมาด้วยความไม่สบายใจ มันรู้สึกว่าเกิดเรื่องไม่ชอบมาพากล

             

            หนิงเฟยหลงปลดปล่อยสัมผัสไปโดยรอบระยะหนึ่งลี้ก็ไม่พบอย่างที่เหอไฉเฉินกล่าวไว้ ทั้งยังไม่มีกับดักใดๆเลยตลอดทาง

             

            ครึ่งวันที่ผ่านมากลุ่มของหนิงเฟยหลงได้เคลื่อนที่เข้ามาที่เขตสัตว์อสูรระดับสองต่อสู้กับสัตว์อสูรระดับสองสังหารไปร่วมสิบห้าตัวพวกมันทั้งหลายล้วนไม่คณามือของกลุ่มหนิงเฟยหลงเลยแม้แต่น้อยแม้กระทั่งสัตว์อสูรระดับสามในตอนนี้ก็ไม่นับว่าตึงมือ

             

            เมื่อไม่พบเจอกับกลุ่มหนิงจิน ในช่วงนี้จึงพากับเก็บแต้มสัตว์อสูรไปพลาง แต่เมื่อหาเท่าไหร่ก็ไม่พบเช่นนั้นทั้งหกคนจึงมุ่งหน้าขึ้นทางเหนือกลับไปยังเขตสัตว์อสูรระดับสาม

             

            เขตอสูรระดับสองและระดับสามอยู่ติดกันมีเพียงลำธารสายคั่นกลางในระหว่างที่กำลังจะก้าวผ่านเขตแดนนั้น หนิงเฟยหลงและสมาชิกในกลุ่มรู้สึกถึงความผิดแปลกบางประการปกติแล้วที่บริเวณนี้มักจะมีสัตว์อสูรมาคลายร้อนอยู่ริมน้ำบ้าง มาดื่มน้ำบ้างมาเล่นน้ำบ้าง

             

            ทว่าในเวลานี้กลับไม่มีสัตว์อสูรตัวใดย่างกรายเข้ามาเลยแม้แต่ตัวเดียว

             

            ผิดปกติเกินไป!

             

            กลุ่มของหนิงเฟยหลงดูรัดกุมขึ้นออกเดินเป็นขบวนโดยมีขอบเขตแดนพลังทั้งสองเดินประกบหน้าหลังเดินทางเข้าไปในเขตสัตว์อสูรระดับสามได้ไม่ไกลนัก ก็พบกับซากศพสัตว์อสูรมากมายทว่าแก่นของพวกมันยังคงอยู่เพียงแต่ไร้สิ้นซึ่งชีวิตก็เท่านั้น

             

            หนิงเฟยหลงมองสำรวจไปทั่วสีหน้าก็เคร่งเครียดขึ้นมา “พวกท่านหยุดก่อน!” มันรับรู้ได้ถึงความผิดปกติแต่ไม่เด่นชัดนัก จึงปลดปล่อยสัมผัสออกไปทันที

             

            แต่ไม่ทันที่สัมผัสนั้นจะครอบคลุมออกไปได้ไกลก็บังเกิดกลิ่นคาวคละคลุ้งโชยมาจากบริเวณที่ไม่ไกลนัก

             

            โฮก!!

             

            ทันใดนั้นก็มีสิ่งของเขวี้ยงผ่านมายังพวกมันกลุ่มของชายหนุ่มพากันตกใจกระโจนหนีคนละทิศทาง นั่นเป็นการโจมตีที่ไกลและพวกมันไม่ทันจะได้ตั้งตัวด้วยซ้ำ

             

            เมื่อเพ่งพินิจโดยดีก็พบว่าสิ่งที่ถูกโยนมานั้นไม่ใช่สิ่งอื่นใดนอกจากร่างที่ไร้วิญญาณของสัตว์อสูรตัวหนึ่งที่มีร่างกายใหญ่โตสูงราวๆหกจั้ง (1 จั้ง=ประมาณ 3.3 เมตร) มีกระดูกยื่นออกมาบนหน้าผากของมันลำตัวหนาดูกำยำและแข็งแกร่งมากแต่เหตุใดถึงพ่ายแพ้มาได้ หรือว่าสัตว์อสูรที่มันต่อกรด้วยจะเป็นสัตว์อสูรระดับสี่!!

             

            นั่นมันอันตรายเกินไปสำหรับผู้ทดสอบในเวลานี้ หรือว่าทางสำนักต้องการจะลดจำนวนผู้ผ่านการทดสอบลงอีกหรือนี่จะเป็นแผนการของใคร?

             

            ในหัวของหนิงเฟยหลงเต็มไปด้วยคำถามมากมายในเวลานี้ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้หวาดกลัวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นแต่ก็อดไม่ได้ที่จะวิตกกังวล

             

            แต่แล้วมันก็ต้องเลิกครุ่นคิด เมื่อพื้นดินเกิดสั่นสะเทือน!มีบางสิ่งบางอย่างกำลังเคลื่อนที่มาหาพวกมัน!เสียงที่ได้ยินบ่งบอกถึงการก้าวเดินอย่างมั่นคง ไม่ถึงกับเร็วแต่ก็ไม่ได้ช้ามันรับรู้ได้จากเสียงที่เข้าใกล้มาเรื่อยๆ

             

            สีหน้าของทุกคนแปรเปลี่ยนเป็นหมองคล้ำจะมีก็แต่ขอบเขตแดนพลังทั้งสองที่ยังคงสีหน้าปกติได้ และทั้งสองก็ได้ออกมายืนด้านหน้าของกลุ่มแล้ว

             

            ยืนรอคอยการมาถึงของสัตว์อสูรที่น่าหวาดหวั่น! ก้าวย่างที่สะท้านสะเทือน! สร้างความโกลาหลไปทั่ว! เสียงคำรามที่ดังกึกก้อง!

             

            สัตว์อสูรระดับสามมีความแข็งแกร่งระดับนี้ตั้งแต่เมื่อใด?!!

             

            คำถามเหล่ายังคงวนเวียนอยู่แม้ว่าสีหน้าของขอบเขตแดนพลังทั้งสองจะยังคงสงบนิ่งอยู่ ทว่าในส่วนลึกของแววตากลับมีความหวาดหวั่นซ่อนไว้อยู่

                     

            ระหว่างที่รอนั้นเหอไฉฉินก็พลันรู้สึกว่า สัตว์อสูรที่มานี้น่าเกรงขามนักยิ่งมาก็ยิ่งรุนแรง! ยิ่งมาก็ยิ่งสะท้านสะเทือน! ประหนึ่งคลื่นลมสมุทรที่ก่อเกิดพายุร้าย!

             

            การสัมผัสของหนิงเฟยหลงชัดเจนขึ้นเมื่อสัตว์อสูรตัวนั้นเข้าใกล้มากยิ่งขึ้นมันรู้สึกว่านั่นเป็นสัมผัสที่เคยพบเจอมาก่อน แต่ก็ยังนึกไม่ออกเสียทีเดียวจนกระทั่งมองไปที่ซากสัตว์อสูรที่โดนเหยียบแบนเละอยู่ที่พื้นทางด้าวหน้าซ้ายของมันก็ปรากฏเห็นรอยเท้าขนาดใหญ่อย่างเด่นชัด

             

            เดิมทีมันคิดว่าจะร่วมมือกันกำจัดสัตว์อสูรที่โหดร้ายตัวนี้ หนิงเฟยหลงจึงให้กลุ่มของตนรั้งรออยู่แต่ใครจะรู้ว่าสิ่งที่พวกมันจะได้พบเจอนั้นจะไม่ใช่สัตว์อสูรสามัญที่มีความบ้าคลั่ง!

             

             

            หนิงเฟยหลงหันกลับมาอย่างร้อนใจ จะร้องบอกให้ หนิงอันอัน เหอเจี๋ยซ่งจิ่นติ้ง และจูเหยียนถอยห่างออกไปจากบริเวณนี้ให้เร็วที่สุด

             

             

            ทว่านั่นก็ไม่ทันการณ์เสียแล้วเมื่อจ้าวแห่งสัตว์อสูรระดับสามในเขตป่านี้ได้ปรากฏตัวขึ้นแล้ว เชื้อสายแห่งราชันย์สัตว์อสูร!! พร้อมกันเสียงคำรามที่ดังกังวานไปทั่วป่า 

             

            หมีคลั่ง!!!!

             

    คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน