เื่ทั้งหมดเกิดขึ้นโดยกินเวลาไม่ถึงหนึ่งกระพริบตา ชายหนุ่มทั้งสองต่างรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแทบไม่ทันแม้ว่าจะมีความเชี่ยวชาญในด้านนี้มาไม่น้อย ชิวหลงเองก็ไม่ได้ตีค่าวิชาวณิพกพเนจรไว้สูงส่งเลิศล้ำั้แ่แรก ที่อยากเห็นเป็ซักครั้งในชีวิตก็เพราะความลึกลับและชื่อเสียงเล่าลือของมันมากกว่า
จนในที่สุดวิชาที่เขาไม่คิดว่าจะมีดีอะไรเท่าไหร่นัก กลับมีความสามารถได้ถึงเพียงนี้ นับว่าเื่ทั้งหมดอยู่นอกเหนือขอบเขตการคำนวณของเขาโดยแท้
ในขณะที่อารันก็ไม่ได้คาดคิดไว้ั้แ่แรกว่าเขาจะต้องมาเจอเื่อะไรแบบนี้ ถึงแม้จะได้วางแผนการเดินทางเอาไว้ั้แ่แรก คาดคะเนถึงความเป็ไปได้หลายๆทางที่น่าจะเกิด แต่นั้นก็ไม่ได้แปลว่าผลของแผนการจะครอบคลุมไปถึงการปรากฏตัวของชายปริศนา ที่เขาเองยังไม่รู้ซักนิดว่าเป็มิตรหรือศัตรู
อารันคิดแค่ว่าขออย่าเป็ศัตรูกันก็เพียงพอแล้ว
เนื่องจากเขาไม่สามารถจับละอองมานาที่เกิดขึ้นจากเหตุอัศจรรย์เมื่อซักครู่ได้แม้แต่นิดเดียว นั้นคืออารันย่อมไม่รู้ขีดความสามารถและที่มาของชายผู้นั้นจากสิ้นเชิง เขาพอได้ยินมาบ้างว่าพวกบาเยนไฮด์ได้ทำการคิดค้นเครื่องร่นระยะทาง ซึ่งหลักการทำงานคล้ายคลึงเวทมนตร์สายมิติ และถ้านี่เป็ผลพวงที่เกิดจากเครื่องร่นระยะทางที่ว่าเห็นทีจะดูผิดแปลกเกินไป
ก็เสื้อผ้าของชายผู้นั้นดูยังไงก็ไม่เหมือนชาวบาเยนไฮด์ซักนิด
“ที่นี่ที่ไหน...” ชิวหลงเป็ฝ่ายเริ่มบทสนทนาขึ้นมาอีกครั้ง ในตอนนี้เขาทำอะไรไม่ได้นอกจากถามคนที่อยู่ใกล้ที่สุด ซึ่งนั้นก็คืออารันที่นั่งอยู่ข้างหน้าเขา
“ดินแดนไอช่า ชายป่าเลธาน เมืองอัลเทร่า” อารันนิ่งเงียบไปซักพัก ก่อนจะตอบกลับไปโดยเรียงลำดับความสำคัญของสถานที่เป็ฉากๆ แต่ก็ดูเหมือนไม่ช่วยอะไรซักเท่าไหร่
เพราะอีกฝ่ายดูเหมือนเพิ่มระดับจากงงเป็ไก่ตาแตก มาเป็งุนงงเป็ัตาะเิเข้าให้แล้ว
ชิวหลงมั่นใจว่าสติของตนยังครบสามสิบสอง แต่ชื่อเมื่อซักครู่ที่เขาได้ยินอย่าว่าแต่ความคุ้นเคย เขาแทบไม่เคยอยากนึกเลยว่ามีชื่อพรรค์นั้นอยู่ในยุทธภพ ทว่าถ้าชายที่นั่งอยู่ข้างหน้าเขาไม่ได้พูดโกหก เห็นทีเื่์คงกลั่นแกล้งเขามากเกินไปแล้ว
“นายไม่ได้ฝันอยู่” อารันเอ่ยทักขึ้นมาอีกคำรบ เมื่อเห็นชายปริศนาตบหน้าตัวเองเบาๆราวกับว่าอยากตื่นจากฝันนี้เต็มแก่
“ข้าก็อยากจะคิดว่าเื่ทั้งหมดมันเป็แค่ฝันเหมือนกัน ช่างมันเถอะ...ไหนๆก็ไหนล่ะ ข้ามีนามว่าชิวหลง หรือจะเรียกว่าอาหลงก็ได้ข้าไม่ถือ” เขาเกาหัวแกรกๆก่อนจะคลี่รอยยิ้มกว้าง รอยยิ้มที่ถึงกับทำให้อารันชะงักไปชั่วครู่ ภายในใจปนเปไปด้วยความรู้สึกหลายอย่างที่ประดังประเดเข้ามาในเวลาเดียวกัน
อย่างแรกคือสรรพนามคนเรียกที่ชายผู้นั้นเลือกใช้ มันเป็สรรพนามเก่าแก่ที่น้อยคนนักมักใช้ ซึ่งได้เปลี่ยนมาเป็อีกแบบก็เมื่อสมัยสองร้อยปีก่อน ส่วนมากถ้าไม่เป็พวกยามาไทที่ยึดติดขนบธรรมเนียมดั้งเดิม ก็พวกขุนนางชั้นสูงตลอดจนพ่อค้าเก่า ถึงกระนั้นก็ยังมีชาวบ้านบางคนที่ยังใช้คำเรียกแบบนั้นอยู่ อันเป็ผลมาจากความเคยชิน
อย่างที่สองก็คือการตีสนิทที่เร็วซะยิ่งกว่าสายฟ้าฟาด ั้แ่เกิดมาอารันเจอคนประเภทนี้มามาก แต่ยังไม่เคยพบใครที่สามารถตั้งสติและกล่าวคำทักทายราวกับเป็เื่ปกติได้เช่นนี้ ถ้าอีกฝ่ายไม่ใช่คนโง่เง่าเต่าตุ่นที่ซื่อจนไม่รู้ความ ก็คงเป็คนบ้าที่ตีซี้กับทุกคนไปทั่วโดยไม่เกรงกลัวถึงผลจะตามมา
และคนบ้ากับอัจฉริยะมีความแตกต่างกันอยู่แค่นิดเดียวเท่านั้น
“น่าสนใจจริงๆ....อารัน อลันเทียร์ ยินดีที่ได้รู้จัก” อารันแนะนำชื่อของตนกลับไปบ้าง ในเมื่อฝ่ายตรงข้ามดูเหมือนจะพูดความจริง เขาก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องโกหก
ชิวหลงได้ยินดังนั้นพลันพยักหน้าหงึกๆ ในใจทวนคิดอยู่เงียบๆว่าชื่อแบบนี้ถ้าไม่ใช่คนจากแดนตะวันตก ก็คงเป็ขอบเขตอื่นที่เขาไม่อยากจะนึกถึง แต่ถ้าจะสืบเสาะว่าในตอนนี้เขาอยู่ส่วนไหนของโลกหรืออยู่ที่ใดนั้น ก็คงมีแต่ต้องไล่ถามผู้ชายหัวสีประหลาดที่นั่งยิ้มอยู่ข้างหน้าเขาเท่านั้น
“ข้าขอไปนั่งด้วยได้หรือเปล่า” ชิวหลงถามหยั่งเชิง ไม่ใช่ว่าเขาไม่ไว้ใจ แต่มันเป็เื่ของมารยาทที่สมควรทำ ภายนอกชิวหลงอาจจะเป็คนกักขฬะไม่น่าคบหาในสายตาของคนภาพนอก ใครเล่าจะรู้เนื้อแท้บุรุษผู้นี้มีความเป็คนมากแค่ไหน
“ตามสบาย เพราะทางนี้ก็มีเลือกต้องให้ถามอยู่เยอะเหมือนกัน” ชายหัวเขียวยักไหล่วืด ก่อนจะผายมือไปทางพื้นที่ตรงข้ามตน ในเมื่อชิวหลงไม่ได้แสดงท่าทีเป็ศัตรู เขาเองก็ต้องตอบสนองด้วยท่าทีฉันท์มิตร
เพราะจิตใต้สำนึกบางอย่างในตัวเขามันกำลังส่งเสียงร้องอยู่รำไร ว่าการคบหากับคนประหลาดผู้นี้ต้องนำพาเื่สนุกๆมาให้ในภายภาคอย่างแน่นอน
“นายคงไม่รู้จักซูิ” อารันเปิดบทสนทนขึ้นอีกครั้งหลังจากชิวหลงหาพื้นที่ว่างๆลงนั่งแล้วเรียบร้อย ที่เขาถามแบบนี้เพราะเนื่องจากว่าความเป็ไปได้ที่ชายตรงหน้าจะมีความเป็ไปมาพิสดารในระดับหนึ่ง
“พูดให้ถูกคือไม่รู้อะไรเลยมากกว่า” ชิวหลงหัวเราะนิดๆ การสังเกตพื้นที่โดยรอบซึ่งไม่ใกล้เคียงกับบริเวณที่เขาจากมา และลักษณะการแต่งกายของอารันที่แตกต่างไปจากที่เขารู้จัก ไหนจะกำแพงเมืองที่เขาเห็นอยู่ไกลๆลิบนั้นแล้ว เห็นทีจะฟันธงได้อย่างไม่ยากเย็นว่าตัวเขานั้นไม่รู้เลยอะไรจริงๆ
“ก็คิดเอาไว้แล้ว” อารันพยักหน้าหงึกๆ “ถ้างั้นฉันจะเล่าเื่ที่ทางนี้รู้ให้ฟัง พอฟังจบนายคงได้ข้อสรุปแล้วล่ะว่าตัวเองตอนนี้อยู่ที่ไหนกันแน่” อารันยิ้ม ก่อนอื่นเขาต้องทำให้ชิวหลงรู้เสียก่อนว่าที่นี้คือที่ไหน เพราะจะบอกว่าเป็สปายจากดินแดนอื่นก็ดูจะสรุปเร็วเกินไป แต่อารันเองก็ยังไม่อยากฟันธงในหัวข้อนั้นซักเท่าไหร่
เพราะถ้าความคิดของเขาเกิดถูกต้องขึ้นมา
ผลที่ตามมาย่อมไม่ใช่เื่จิ๊บจ๊อยระดับมดเดินสวนสนามเป็แน่
“ล้างหูพร้อมรับฟัง” ชิวหลงตอบรับด้วยความยินดี ไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาต้องปฏิเสธ อีกทั้งฝ่ายตรงข้ามเองก็ดูเหมือนจะไม่ได้โกหกเขา การที่ได้มารับรู้ข้อมูลเพิ่มขึ้นเป็ผลตอบแทนที่มีค่าไม่น้อย
“ถ้างั้นก็เริ่มต้นจาก….” อารันค่อยๆขยับปาก ทำท่าทีเหมือนกวีเร่ร่อนที่พบเห็นได้ชั่วไปตามหัวเมืองใหญ่
นักกวีที่กำลังเล่าเื่เล่าสุดตระการตา
และผู้ฟังที่กำลังจะตระหนักรู้ได้ว่าชีวิตของเขาจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
“ก็คงประมาณนี้ล่ะนะ” อารันจบเื่เล่าด้วยพลางปาดเหงื่อลงเล็กน้อย หลังจากที่พึ่งรู้ว่าเื่ที่เล่าไปนั้นกินเวลามากกว่าที่คิด
ในขณะที่ชิวหลงได้แต่นิ่งเงียบไม่พูดไม่จา
อันเนื่องจากสมองกำลังทบทวนถึงเนื้อความที่ได้รับอย่างหนัก
เริ่มแรกผืนแผ่นดินที่เขาเหยียบอยู่ไม่ใช่ยุทธภพที่เขารู้จักแน่นอน ประเด็นแรกที่เขารู้เลยก็คือโลกใบนี้มีชื่อว่าอิซซูมีล ปัจจุบันประกอบไปด้วยทวีปทั้งห้า และที่ชิวหลงกำลังยืนอยู่คือดินแดนที่เรียกว่าไอช่า ทวีปแห่งมนตราและคาถาอาคม ศาสตร์วิชาที่ชิวหลงไม่เคยรู้จักมาก่อน ส่วนทวีปที่เหลือมีความน่าสนใจแตกต่างกันออกไป โดยเฉพาะกับทวีปซูิที่ดูเหมือนจะคล้ายยุทธจักรที่ชิวหลงจากมามากที่สุดแล้ว
แต่อย่างน้อยสิ่งที่อารันเล่าให้เขาฟัง ก็พอจะสรุปความได้อย่างหนึ่ง ว่าที่แห่งนี้คือคนละโลกกับที่เขารู้จักอย่างแน่นอน
“ข้าไม่รู้จักที่แห่งนี้เลย บอกตามตรงว่าไม่อยากจะเชื่อด้วยซ้ำว่าทำไมถึงต้องมาเจอเื่แบบนี้ แต่ก็...นับว่าเป็สีสันในชีวิต” ชิวหลงส่ายศีรษะคล้ายตกลงปลงใจกับสถานการณ์ตนเอง ก่อนจะก้มลงไปมองคัมภีร์วณิพกพเนจรที่บัดนี้ดูเหมือนจะไร้พิษสงอีกต่อไป
“ให้ฉันเดา เ้านั่นคงเป็สิ่งที่นำนายมายังโลกของฉันสินะ” อารันเลิกคิ้วสงสัย เขาเคยได้ยินมาบ้างมีตำนานกล่าวถึงมิติคู่ขนาน แต่ว่าจะให้มาเจอกับตัวเองก็ออกจะเป็เื่เหลือเชื่อมากไปหน่อย หนำซ้ำถ้าเป็เช่นนั้นย่อมเกี่ยวพันธ์กับเื่เมื่อครั้งนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่เขาเองก็ไม่เชื่อว่าชิวหลงเป็คนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นเช่นกัน
“ถูกต้องแล้ว เ้าเองดูเหมือนจะมีรอบรู้ไม่เลว นานมากแล้วที่ข้าไม่เจอคนแบบนี้ จะเอาไปดูไหมล่ะ” ชิวหลงหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะยื่นคัมภีร์ให้ชายตรงหน้า แน่นอนว่าคำตอบของอารันคือตกลง แต่ว่าเขาก็ไม่พบอะไรนอกจากภาษาที่อ่านไม่ออก
“งั้นหลังจากนี้นายจะเอายังไงต่อ ในเมื่อกลับไปโลกเดิมไม่ได้แล้ว” อารันเปิดประเด็นใหม่ขึ้นมา หลังจากเ้าคัมภีร์ที่ชิวหลงยื่นให้เขามาไม่ได้ช่วยให้อะไรมันง่ายขึ้นแม้แต่นิด
“ก็คงจะทำเร่ร่อนไปเรื่อยๆ ข้าเองก็เป็คนแบบนั้นมาั้แ่ไหนแต่ไร จะให้เปลี่ยนนิสัยมันก็ออกจะยากอยู่” เขาพูด “เว้นเสียแต่ว่าเ้าจะมีข้อเสนอหยิบยื่นมาให้ข้า” ชิวหลงพลันฉีกยิ้มกว้าง นัยต์ตาสีดำขลับส่องประกายแวววับราวกับกำลังเจอเื่สนุก
เฉกเช่นเดียวกับอารันที่มีสีหน้าไม่แตกต่างกันซักเท่าไหร่
“คิดว่านายคงเห็นกำแพงนั้นแล้ว” อารันชี้ไปทางนอกป่า บริเวณที่ตั้งของมหานครอันดับหนึ่งในดินแดนไอช่า
“ที่นั้นมีเป้าหมายสำหรับการเดินทางครั้งนี้ของฉันอยู่ สถานที่ที่ใครต่อใครต่างถวิลหา สถานที่ที่คนทุกคนในดินแดนแห่งนี้อยากมาเห็นซักครั้งในชีวิต โรงเรียนเวทมนตร์อวาลอน” ชายหัวเขียวโฆษณาเสร็จสรรพโดยไม่วายเพิ่มความน่าสนใจเข้าไปอีกขั้น ซึ่งเป็สิ่งที่พ่อค้าอย่างเขาถนัดเป็ที่สุด
โนอาห์หูผึ่งอย่างสนใจ สถานที่ที่มีนามว่าโรงเรียนเป็สถานที่ที่เขาคุ้นเคยในระดับหนึ่ง เพราะว่าในยุทธภพนั้นสำนักต่างๆพากันกระจายอยู่ทุกหัวระแหง นอกจากนั้นยังมีโรงเรียนธรรมดาสำหรับไว้สอนวิชาทั่วไป แต่ว่าไม่ว่าจะโรงเรียนสอนวรยุทธ หรือโรงเรียนทั่วไป ล้วนไม่ถูกตาต้องใจกับชิวหลงมาั้แ่ไหนแต่ไร อันเนื่องจากหนทางของเขาไม่จำเป็ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับสถานที่พวกนั้น
แต่ตอนนี้ทุกสิ่งอย่างมันได้เปลี่ยนไป
ถ้าเขาอยากรู้เื่มากขึ้นก็ต้องหาข้อมูลให้มากขึ้น ถ้าจะยืนอยู่ในโลกแห่งนี้ได้ก็ต้องมีความรู้ที่เขานั้นไม่มี จริงอยู่ที่ชิวหลงมีความมั่นใจในระดับหนึ่งว่าสามารถเอาตัวรอดเองได้ แต่ว่านั้นก็แค่ความมั่นใจประเดี๋ยวประด๋าว ในอนาคตภายภาคหน้าจะเกิดอะไรขึ้นย่อมไม่แน่ชัด การที่เข้าไปในโรงเรียนเป็ความคิดที่เข้าท่าและไม่เลวสำหรับชิวหลงในตอนนี้
ถึงอย่างนั้นสิ่งที่ชิวหลงสนใจกลับไม่ใช่ตัวโรงเรียน
แต่เป็สิ่งที่โรงเรียนจะสอนต่างหาก
“เงียบแบบนี้แสดงว่าไม่สนใจ” อารันพูด เขาก็ไม่ได้คิดมาั้แ่แรกแล้วว่าจะได้ยินคำตกลง
“สนใจซะยิ่งกว่าสนใจเลยล่ะ!! ไหนลองบอกข้าซิ...ถ้าเข้าไปที่นั้นก็ต้องได้เรียนเ้าสิ่งที่มีชื่อว่าเวทมนตร์แน่ๆใช่ไหม” ชายต่างภพฉีกยิ้มกว้างอย่างลิงโลด อาการที่กำลังแสดงออกสร้างความประหลาดให้กับอารันอยู่ไม่น้อย
“นายนี่มันประหลาดจริงๆให้ตายเถอะ” เขาส่ายหัวเล็กน้อยให้กับชายแปลกหน้า
“เ้าเองก็ประหลาดไม่หนีไปจากข้าซักเท่าไหร่” ชิวหลงยิ้ม “เพราะงั้นแล้วในเมื่อเ้าเป็คนแรกที่ข้าเจอบน...เอ่อ ไอช่า ย่อมถือว่าเราสองต่างมีดวงชะตาสมพงษ์ต้องกัน” เขาพูดต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ชี้นิ้วทางอารันที่กำลังหรี่ตามองคนบ้าด้วยความมุ่งมั่นอย่างสุดที่จะหาสิ่งใดมาเปรียบเทียบได้
พร้อมกับกล่าวประโยคสะท้านขวัญขึ้นมาหนึ่งประโยค
“เรามาเป็สหายกันเถอะ!!” ชิวหลงยิ้ม
“อ...อะไรนะ!” อารันตั้งตัวไม่ถูก สีหน้าคล้ายกับว่าตามเื่ที่กำลังเกิดขึ้นไม่ทัน
“ข้าบอกว่า...เรามาเป็สหายกันยังไงล่ะ” ชิวหลงยังคงยืนยันคำเดิม อารันได้แต่กระพริบตาปริบๆ ก่อนจะแผดเสียงหัวเราะออกมาดังสนั่นลั่นป่า
ที่แปลกกว่าคือชิวหลงก็หัวเราะผสมโรงไปกับเขาด้วย
“ไม่มีเหตุผลที่ต้องปฏิเสธ ชิวหลง เพื่อนคนแรกในอัลเทร่าของฉัน” อารันเงื้อมมือไปทางเบื้องหน้า ดวงหน้าสวยแย้มรอยยิ้มละไม ประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนให้เขารู้จักวิถีแห่งการดูคน และชายตรงหน้าถึงแม้จะดูน่ากลัวในหลายๆความหมาย แต่ถ้าในเื่ของความจริงใจนับได้ว่าหาได้ยากยิ่งในแผ่นดิน
“ข้าก็รู้สึกเหมือนอย่างเ้า อารัน สหายคนแรกในโลกใบใหม่ของข้า” ชิวหลงตอบเชิงล้อเลียนเล็กน้อย ก่อนจะยื่นมือไปจับมือของอารันด้วยความยินดีเป็อย่างยิ่ง
“หวังว่าเ้าจะมีเื่ที่ต้องเล่าให้ข้าฟังต่อ” ชายผมดำยิ้มขึ้นเล็กน้อย หลังจากที่ได้ทำความรู้จักกันอย่างฉันท์มิตรในระดับหนึ่งแล้ว สิ่งต่อไปที่ควรทำก็คือการเรียนรู้
การเรียนรู้สรรพวิชาที่เขาไม่รู้จัก
เ้าศาสตร์ที่มีชื่อเรียกว่าเวทมนตร์
“นายเองก็คงจะมีเื่เล่าให้ฉันฟังเหมือนกัน” อารันตอบกลับเสียงใส เื่เล่าของชิวหลงเพื่อนใหม่คนนี้ต้องไม่ใช่เื่ราวที่เขานั้นคุ้นชินเป็แน่แท้ อีกทั้งเขาเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าชายตรงหน้าจะเรียนรู้ศาสตร์เวทได้เร็วแค่ไหน
หลังจากนั้น ทั้งคู่ต่างพากันถ่ายทอดสิ่งที่แต่ละคนรู้ให้กันและกันจนเกือบหมดสิ้น อารันได้สอนชิวหลงถึงหลักการของเวทมนตร์และบทเวทเบื้องต้น ซึ่งถึงแม้ชายต่างโลกจะทำได้ไม่ดีเท่าไหร่ แต่ก็ถือว่าเป็ก้าวแรกที่ไม่เลวสำหรับผู้ได้ลองร่ายเวทเป็ครั้งแรก อีกทั้งพัฒนาการที่แสนน่ากลัวของชิวหลงย่อมเป็แรงผลักดันชั้นดีที่จะทำให้ผลลัพธ์ของการฝึกฝนก้าวขั้นไปสู่มิติที่ไม่อาจคาดเดาได้
ทั้งชิวหลงและอารันก็ไม่อาจคาดเดาได้อีกต่อไป ว่าชะตากรรมภายภาคหน้าของพวกเขาจะได้พบเจอกับเหตุการณ์อะไรบ้าง จะเป็ตำนานระดับมหากาพย์ของวีรบุรุษ หรือเื่เล่าที่มีดาษดื่นตามท้องถนน
คงมีแต่ฟากฟ้าเท่านั้นกระมังที่สามารถให้คำตอบได้