ตอนที่ 13
เคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเ้า
หลังจากที่เสวี่ยิโดนพลังงานประหลาดที่อยู่ในหีบสีดำกระแทกใส่ เคล็ดวิชาพิสดารนี้ก็ปรากฏสลักอยู่ในจิตใจของเขา และเมื่อเสวี่ยิเข้าใจในความสามารถของเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเ้าแล้ว เขาก็ตื่นเต้นจนสุดระงับ เพราะความสามารถของเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเ้านั้น มีความสามารถเกินกว่าที่เสวี่ยิจะเคยจินตนาการถึงมาก่อน
ซึ่งเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเ้า ถือเป็เคล็ดวิชาที่ฉีกกฎเกณฑ์ด้านกายภาพของสรรพชีวิตในห้วงจักรวาล หากฝึกสำเร็จถึงขั้นที่หกล้วนเปลี่ยนแปลงจากเืเนื้อของมนุษย์กลับกลายเป็เทพเทวะ แม้กระนั้นเคล็ดวิชากลับมีถึงเจ็ดขั้น เพียงแต่ในขั้นสุดท้ายหามีขอบเขตยกอ้างเื่ของความสามารถกำกับเอาไว้ เสวี่ยิจึงไม่อาจจินตนาการความแข็งแกร่งของ วิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเ้าในขั้นสุดท้ายได้
แต่เื่ราวที่ยกขึ้นมา ล้วนห่างไกลจากสภาพความเป็จริงในปัจจุบันของเสวี่ยิมากมายนัก เขาจึงไม่ได้ใส่ใจกับขอบเขตอันสูงสุด หรือพลังอันเหนือล้ำที่เอ่ยอ้างเอาไว้ เมื่อตัดสินใจได้ เสวี่ยิก็เลือกที่จะเพ่งสมาธินึกย้อนทวนความทรงจำที่ได้รับถ่ายทอดมาอีกครั้ง
ขอบขั้นแรกของเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเ้า เป็การเสริมความแข็งแกร่งของเืเนื้อผู้ฝึกฝนให้มีประสิทธิภาพสูงส่งขึ้นได้หนึ่งเท่าตัว ตามแต่สภาพร่างกายและเผ่าพันธุ์ของผู้ฝึกฝน แม้เสวี่ยิจะไม่ค่อยเข้าใจความหมายของเื่เผ่าพันธุ์ที่เอ่ยถึงนัก แต่เขาก็หาได้ใส่ใจ เพราะเื่ราวหาได้เกี่ยวข้องกับการฝึกฝนเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเ้า
ขอบขั้นที่สองของเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเ้า เป็การเสริมความแข็งแกร่งของร่างกาย ทุกส่วนบีบอัดลมปราณที่สะสมอยู่ในร่าง เพื่อเพิ่มความทนทานของร่างกายอีกหนึ่งเท่าตัว รวมถึงเพิ่มอัตราการสูบฉีดโลหิต และเพิ่มขีดความสามารถการดูดซับลมปราณให้รวดเร็วกว่าเดิมอีกสองเท่าตัว เป้าหมายที่้าของเสวี่ยิคือขอบขั้นที่สองของเคล็ดวิชา เพราะหากเขาสามารถดูดซับลมปราณได้เร็วขึ้นสองเท่าตัว นั้นก็เท่ากับว่าเขาจะสามารถฝึกฝนเคล็ดลมปราณได้ไวกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัวทีเดียว
ขอบขั้นที่สามของเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเ้า เป็ขอบขั้นที่เขาไม่ได้ใส่ใจนัก เพราะเป็ขอบขั้นที่จำเป็ต้องอาศัยสิ่งที่เรียกว่าโลหิตศักดิ์สิทธิ์ในการก้าวข้ามขีดจำกัดของเผ่าพันธุ์ แต่ขีดขั้นความสามารถที่จะได้รับ ก็สูงส่งตามไปด้วยเช่นเดียวกัน เพราะหากสามารถบรรลุถึงขั้นที่สามของเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเ้าได้ ร่างกายจะสามารถแข็งแกร่งจนเกินขีดจำกัดของเผ่าพันธุ์ เพียงหมัดที่ไร้ลมปราณก็สามารถมีพลังได้สูงถึงห้าหมื่นถึงหนึ่งแสนจิน กายาแข็งแกร่งไม่ต่างจากยอดศาสตรา อาวุธธรรมดาล้วนฟันแทงไม่เข้า ร่างกายเืเนื้อสามารถรองรับลมปราณได้เพิ่มมากขึ้นเป็เท่าตัว
ั้แ่ขอบขั้นที่สี่ของเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเ้า ล้วนมีชื่อเรียกเฉพาะของตัวเอง โดยในขอบขั้นที่สี่นั้นถูกบัญญัติให้ชื่อว่าขอบขั้นกายาอสูร ความสามารถของผู้ที่ฝึกได้ถึงขั้นนี้ จะทำให้ร่างกายแข็งแกร่งไม่ต่างจากสัตว์อสูรลมปราณในระดับลมปราณเชื่อมฟ้าดิน เพียงหมัดเดียวสามารถป่นภูผาทั้งลูกให้เป็ผุยผง
ขอบขั้นที่ห้าของเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเ้า ถูกบัญญัติเป็ขอบขั้นกายาศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็ขอบขั้นแรกที่ถูกเรียกขานเป็ขอบขั้นกายาลมปราณ แต่หาได้ระบุขีดขั้นความสามารถ เพียงเอ่ยอ้างว่าผู้บรรลุถึงจะมีพลังไม่ต่างจากผู้ที่มีชาติกำเนิดเป็สายเืศักดิ์สิทธิ์า
ขอบขั้นที่หกของเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเ้า ถูกบัญญัติเป็ขอบขั้นกายาเทวะ ซึ่งหาได้มีคำอธิบายยืดยาว เพียงเอ่ยว่าผู้บรรลุถึง จะได้รับกายาที่แข็งแกร่งดุจเดียวกับเทพเ้าา
ส่วนขอบขั้นสุดท้าย ขอบขั้นที่เจ็ดของเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเ้า หาได้มีข้อความใด ๆ กำกับเอาไว้
หลังจากที่เสวี่ยิทบทวนและท่องเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเ้าขอบขั้นที่หนึ่งจนขึ้นใจแล้ว เขาก็ไม่รีรอเริ่มต้นการฝึกฝนในทันที
ทันทีที่เสวี่ยิเดินลมปราณ และเคลื่อนไหวร่างกายตามเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเ้าขอบขั้นที่หนึ่ง ก็ปรากฏเสียงกระดูกดังลั่นทั่วทั้งร่าง กล้ามเนื้อทุกมัดล้วนสั่นสะท้าน บีบรัดกันจนแน่น ความเ็ปทะลักล้นจนมิอาจทรงกายมั่น หลังจากที่เสวี่ยิฝึกฝนอยู่ร่วมหนึ่งชั่วยาม เหงื่อโลหิตก็หลั่งไหลออกมาจนเปียกชุ่ม ร่างกายอ่อนล้าลงจนแทบจะยืนไม่ไหว
ทำให้เสวี่ยิจำต้องทรุดตัวลงนั่ง ก่อนจะยัดยากระตุ้นลมปราณเข้าปากไปหนึ่งเม็ด พลางเพ่งสมาธิไปที่พลังงานร้อนลวก และบีบบังคับให้มันเคลื่อนไปตามเคล็ดวิชาลมปราณสกุลหย่ง แม้ว่าเสวี่ยิจะยังไม่อาจทะลวงผ่านขอบขั้นพื้นฐานลมปราณขั้นที่สองไปได้ แต่การผลักดันพลังงานร้อนสายนี้ไปตามเคล็ดวิชาสกุลหย่ง ก็ช่วยให้ร่างกายที่อ่อนล้าของเสวี่ยิฟื้นฟูกลับขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์
เพียงแค่หนึ่งชั่วยามผ่านพ้น เสวี่ยิก็กลับเป็สดชื่นกระชุ่มกระชวยขึ้นอีกครั้ง และแน่นอนว่าเขาไม่ปล่อยให้เวลาอันมีค่าหลุดลอยไป เริ่มทำการฝึกฝนเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเ้าขอบขั้นที่หนึ่งต่อเนื่องในทันที
เสวี่ยิหมกมุ่นฝึกฝนตลอดทั้งวันทั้งคืนติดต่อกันถึงเจ็ดวัน เมื่ออ่อนล้าก็ใช้พลังงานร้อนที่แฝงอยู่ในร่างกายเพื่อช่วยฟื้นฟูกลับคืน ทำให้ตอนนี้เสวี่ยิสามารถควบคุมบังคับพลังงานร้อนในร่างกายได้ดั่งใจนึก เพียงแต่ว่าพลังงานที่แฝงอยู่นั้นมีจำนวนน้อยเกินไป จึงทำให้เสวี่ยิสามารถบังคับให้มันส่งผลได้เพียงแค่บริเวณแคบ ๆ ในร่างกายของตัวเองเท่านั้น
แม้เสวี่ยิจะยังไม่รู้ถึงความแข็งแกร่งของตัวเองที่เพิ่มขึ้น แต่หากให้ยกเทียบพลังจากเปลวเพลิงในการโจมตีของเสวี่ยิในตอนนี้ ก็คงจะเทียบเท่ากับการโจมตีด้วยลมปราณของผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณขั้นที่สี่ได้แล้ว
หลังจากผ่านไปได้สิบวัน เหงื่อโลหิตก็ไม่หลั่งไหลออกมาอีก และผลจากการหลั่งเหงื่อโลหิตออกมาตลอดสิบวัน ก็ทำให้เสวี่ยิรับรู้ได้ว่าโลหิตในร่างของเขาบริสุทธิ์สะอาดขึ้น เสวี่ยิจึงคาดเดาว่าเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเ้าขอบขั้นที่หนึ่งนั้น ช่วยขับของเสียในโลหิตที่สะสมอยู่ในร่างของเสวี่ยิออกไป เมื่อโลหิตบริสุทธิ์ขึ้นก็ส่งผลให้การดูดซับลมปราณทำได้ง่ายขึ้น
แต่เสวี่ยิก็ยังรู้สึกแปลกใจว่าทำไมเขาถึงยังไม่สามารถทะลวงจากขอบขั้นลมปราณพื้นฐานขั้นที่สอง ไปสู่ขอบขั้นลมปราณพื้นฐานขั้นที่สามได้เสียที แม้ว่าตอนนี้ยาเม็ดกระตุ้นปราณจะหมดไปเกือบสามสิบเม็ดแล้วก็ตาม
แต่ความคิดฟุ้งซ่านเพียงผ่านมาแวบเดียวก็หลุดลอยไป เพราะจิตใจที่แน่วแน่ของเสวี่ยินั้นล้วนทุ่มเทให้กับการฝึกฝนไปจนหมดสิ้น
วันที่สิบห้า...ในที่สุดเสวี่ยิก็เริ่มที่จะสมัผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในร่างกายจากเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเ้าขอบขั้นที่หนึ่ง และถัดมาอีกเพียงแค่ห้าวัน ในระหว่างที่เสวี่ยิกำลังฝึกฝนอยู่ พลังปะทุสายหนึ่งก็เคลื่อนตัวจากในอกกระแทกขึ้นสู่เบื้องบน จนเสวี่ยิต้องเงยหน้าขึ้นอ้าปากร้องคำรามดังก้อง มวลอากาศรอบกายของเสวี่ยิล้วนสั่นไหว มวลกล้ามเนื้อเขม็งตึง ก่อนจะยืดขยายขนาดออกจนใหญ่โตผิดรูป ก่อนที่จะบีบรัดอัดกลับเข้าหากันจนแน่น
กรอบ ! กรอบ ! กรอบ !
เสียงกระดูกทั่วทั้งร่างดังลั่นอย่างต่อเนื่อง อวัยวะภายในสั่นไหว ตามแรงบีบอัดของกล้ามเนื้อที่หดตัว แต่หาได้เกิดความเ็ป กลับตรงกันข้าม เสวี่ยิรู้สึกทั่วทั้งร่างเบาสบายอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ออร่าแห่งพลังแผ่ซ่านออกมาจากร่างกายที่สุกใสขาวผ่องยิ่งกว่าเก่า ใบหน้าที่ซูบตอบก่อนหน้า กลับอิ่มเอมไปด้วยเืเนื้ออันสมบูรณ์ สง่าราศีล้วนโดดเด่นขึ้นจนแทบจะไม่เหลือเค้าของเสวี่ยิที่ยากจนดุจเดิมอีก ราวกับว่าเขากลับกลายเป็นายน้อยตระกูลสูงศักดิ์ที่ถูกเลี้ยงดูประคบประหงมราวกับไข่ในหิน