โรงเตี๊ยมสนธยา สเน่หาชั่วข้ามคืนไม่ลืมเลือน

    ตอนที่ 32: เมล็ดพันธุ์แห่งความระแวง และรอยร้าวในใจนารี

    ราตรีเยือนโรงเตี๊ยมรักพักใจอย่างเชื่องช้า ทิ้งไว้เพียงแสงตะเกียงน้ำมันกะพริบไหวตามทางเดินไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดในทุกย่างก้าว บรรยากาศภายในห้องพักรับรองพิเศษที่สามพี่น้องตระกูลหวังพำนักอยู่นั้น หนักอึ้งไปด้วยมวลอากาศที่มองไม่เห็น มันไม่ใช่ความเงียบสงบของผู้บำเพ็ญเพียร ทว่ามันคือความเงียบก่อนพายุใหญ่จะพัดถล่ม ความกดดันที่แผ่ซ่านออกมาจากพี่น้องทั้งสามเริ่มบิดเบี้ยวด้วยเงาแห่งกิเลสที่ถูก อาหลาง วางกับดักไว้ตั้งแต่วินาทีแรกที่พวกนางก้าวเท้าเข้ามา

     

    อาหลางยืนอยู่ในเงามืดนอกระเบียงไม้ ใบหน้าของเขาครึ่งหนึ่งถูกความมืดอาบไล้ อีกครึ่งหนึ่งสะท้อนแสงสีม่วงทองจาก ศิลาเนตรมาร ที่เขากำไว้ในมือ ศิลากำลังสั่นระริกตอบรับกระแสอารมณ์ที่เชี่ยวกรากภายในห้อง

     

    "ความรักพี่น้องช่างเปราะบางนัก... เมื่อถูกวางไว้บนตาชั่งแห่งความปรารถนา" อาหลางพึมพำ น้ำเสียงของเขานุ่มนวลทว่าเย็นเยียบประดุจเข็มพิษ

     

    อาหลางเริ่มลงมือตามแผนการที่วางไว้ เขาไม่ได้เลือกจู่โจมด้วยกำลัง แต่เขาเลือกใช้ "ความลำเอียง" เป็นอาวุธ เขาจงใจเดินผ่านระเบียงไม้หน้าห้องพักของพวกนางในจังหวะที่ น้องเล็ก หวังซื่อน ออกมาตากผ้าเช็ดหน้าพอดี

     

    เขาแสร้งทำเป็นตกใจเล็กน้อย ก่อนจะส่งยิ้มที่ดูซื่อบริสุทธิ์ทว่าแฝงไปด้วยความหมายบางอย่างให้นาง

     

    "แม่นางซื่อน... ข้าเห็นท่านเดินชมสวนเมื่อเย็น ดูเหมือนท่านจะชอบดอกท้อเป็นพิเศษ" อาหลางกระซิบพลางก้าวเข้าไปใกล้จนลมหายใจอุ่นๆ รดใบหูนาง "ข้าเป็นเพียงเสี่ยวเอ้อต่ำต้อย ไม่มีของมีค่ามอบให้ มีเพียงปิ่นไม้แกะสลักรูปดอกท้อที่ข้าทำเองกับมือ... อยากให้ท่านเก็บไว้เป็นที่ระลึกจากโรงเตี๊ยมแห่งนี้"

     

    เขายื่นปิ่นไม้เรียบง่ายทว่าประณีตให้นาง หวังซื่อนที่นิสัยอ่อนหวานและขี้เล่นอยู่แล้วถึงกับหน้าแดงซ่าน นางรับปิ่นมาด้วยมือที่สั่นเทา แววตาของนางไหวระริกด้วยความยินดีที่ตนได้รับ "ความสำคัญ" เหนือพี่สาวทั้งสอง

     

    ทว่า... ทั้งหมดนี้คือการจัดฉาก อาหลางจงใจยืนอยู่ในมุมที่แสงไฟจากห้องโถงสาดส่องเข้าไปยังบานหน้าต่างที่ พี่ใหญ่ หวังฉี นั่งดื่มชาอยู่พอดี

     

    หวังฉีที่นั่งอยู่หลังม่านไม้ไผ่ เห็นภาพเงาของน้องสาวคนเล็กกำลังยืนกระหนุงกระหนิงกับเสี่ยวเอ้อหนุ่ม นางเห็นจังหวะที่อาหลางมอบของบางอย่างให้ และเห็นรอยยิ้มเอียงอายของน้องสาวที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน ความรู้สึกประหลาดที่ร้อนรุ่มประดุจไฟแผดเผาแล่นพล่านขึ้นมากลางอก

     

    'ทำไมต้องเป็นซื่อนเอ๋อร์?' หวังฉีคิด มือที่ถือจอกชาสั่นระริก 'ข้าเป็นพี่ใหญ่ ข้าเป็นผู้ดูแลตระกูล ข้าเหน็ดเหนื่อยกับการปกป้องพวกนางมาตลอด... แต่เหตุใดบุรุษที่มีแววตาแพรวพราวผู้นั้น ถึงเลือกที่จะมอบไมตรีให้น้องเล็กก่อนข้า?'

     

    ความสุขุมที่นางภาคภูมิใจเริ่มสั่นคลอน นางเริ่มมองดูตัวเองในกระจกเงา สำรวจความงามที่ดูเยือกเย็นของตนเอง แล้วเปรียบเทียบกับความสดใสของน้องสาว ความอิจฉาที่ถูกซุกซ่อนไว้ภายใต้คำว่า "พี่เสียสละให้น้อง" เริ่มผลิบานเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งความระแวง

     

    นางลุกขึ้นเดินไปมาในห้องอย่างไม่สงบ เสื้อคลุมสีน้ำเงินครามของนางปลิวไสวตามลม ความคิดที่ไม่เคยมีมาก่อนเริ่มแทรกซึมเข้ามา 'ข้าอายุมากกว่า ข้ามีประสบการณ์มากกว่า ข้าเป็นผู้นำตระกูล... แต่ทำไมเขาถึงเลือกเด็กคนนั้น?' นางกัดริมฝีปากจนเกือบเป็นแผล ความรู้สึกที่ร้อนรุ่มในอกทำให้นางรู้สึกเหมือนจะระเบิด

     

    ในขณะเดียวกัน หวังลู่ที่นอนอยู่บนเตียงข้างๆ ก็ได้ยินเสียงพึมพำและเสียงฝีเท้าจากภายนอก นางลุกขึ้นมาแอบส่องดูผ่านช่องม่าน เมื่อเห็นภาพน้องสาวคนเล็กกำลังยืนใกล้ชิดกับอาหลาง ความโกรธก็พุ่งพล่านขึ้นมาทันที

     

    'เจ้าเด็กนั่นกล้าดียังไง!' หวังลู่คิดด้วยความขุ่นเคือง 'ข้าเป็นคนที่มีเสน่ห์ที่สุด ข้าเป็นคนที่ร้อนแรงที่สุด แต่ทำไมเขาถึงไปให้ความสนใจกับเด็กไร้เดียงสาคนนั้น?' นางกำมือแน่นจนเล็บฝังเข้าไปในฝ่ามือ ความรู้สึกที่ถูกมองข้ามทำให้นางรู้สึกเหมือนถูกเผาไหม้จากภายใน

     

    นางจำได้ว่าช่วงเย็นอาหลางมองนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความปรารถนา แต่ทำไมตอนนี้เขาถึงไปให้ความสนใจกับน้องสาว นางเริ่มสงสัยว่าตัวเองขาดอะไรไป หรือเป็นเพราะนางดูดุดันเกินไป

     

    อาหลางไม่ปล่อยให้เวลาเสียเปล่า หลังจากผละจากน้องเล็ก เขาก็แสร้งเดินไปส่งน้ำร้อนที่ห้องของ คนรอง หวังลู่ ผู้ที่มีนิสัยดุดันและเย่อหยิ่ง เขาเดินเข้าไปในขณะที่นางกำลังถอดชุดชั้นนอกออกเพื่อเตรียมอาบน้ำ

     

    เสียงประตูเปิดทำให้หวังลู่หันมามอง นางยืนอยู่ในชุดชั้นในสีแดงเข้มที่เผยให้เห็นรูปร่างที่เซ็กซี่ ผิวขาวเนียนของนางเปล่งประกายในแสงตะเกียง เมื่อเห็นอาหลางเดินเข้ามา ใบหน้าของนางแดงก่ำขึ้นทันที แต่ไม่ใช่ด้วยความอาย แต่ด้วยความตื่นเต้น

     

    "โอ๊ะ! ขออภัยแม่นางลู่ ข้าไม่ทราบว่าท่านกำลัง..." อาหลางแสร้งทำเป็นปิดตา แต่กลับเว้นช่องว่างให้นางเห็นว่าเขากำลังจ้องมองเนินอกอวบอิ่มของนางด้วยความโหยหา สายตาของเขาเลื่อนไปตามรูปร่างของนางอย่างช้าๆ ราวกับกำลังจดจำทุกรายละเอียด

     

    หวังลู่แทนที่จะโกรธ นางกลับเชิดหน้าขึ้นด้วยความทะนง ความรู้สึกที่ถูกปรารถนาทำให้นางรู้สึกมีพลัง นี่คือสิ่งที่นางต้องการ การได้รับความสนใจจากผู้ชาย การรู้สึกว่าตัวเองมีเสน่ห์ "เสี่ยวเอ้อหน้าซื่ออย่างเจ้า... บังอาจนักที่ลอบมองข้า" นางเอ่ยด้วยเสียงที่พยายามจะฟังดูโกรธ แต่แท้จริงแล้วเต็มไปด้วยความพอใจ

     

    "ข้ามิได้ลอบมองขอรับ... แต่ความงดงามของท่านมันช่างรุนแรงประดุจเปลวไฟ จนข้าไม่อาจละสายตาได้" อาหลางก้าวเข้าไปวางถังน้ำร้อน พลางจงใจให้มือของเขาเฉียดไปโดนผิวเนื้อที่ร้อนผ่าวของนาง การสัมผัสเล็กๆ นั้นทำให้หวังลู่รู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าพุ่งผ่านร่างกาย "พี่สาวและน้องสาวของท่านอาจจะดูงาม... แต่สำหรับข้า มีเพียงท่านที่ดูเป็นสตรีที่ 'ร้อนแรง' ที่สุดเท่าที่ข้าเคยเจอ"

     

    คำเยินยอที่ตรงไปตรงมาทำให้นารีผู้ดุดันอย่างหวังลู่ถึงกับหายใจติดขัด นางไม่เคยได้ยินคำชมเช่นนี้มาก่อน ผู้ชายส่วนใหญ่มักจะกลัวความดุดันของนาง แต่อาหลางกลับชื่นชมมัน นางสะบัดหน้าหนีทว่ากลับไม่ไล่เขาออกไป แววตาของนางฉายประกายแห่งชัยชนะเหนือพี่น้องคนอื่น

     

    "เจ้า... เจ้าพูดเก่งนัก" หวังลู่กระซิบ เสียงของนางสั่นเทาด้วยความตื่นเต้น "แต่ข้าไม่ใช่คนที่จะหลงเชื่อคำหวานง่ายๆ" นางพูดพลางก้าวเข้าไปใกล้เขามากขึ้น กลิ่นหอมจากร่างกายของนางที่ผสมกับกลิ่นน้ำหอมดอกกุหลาบทำให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไป

     

    อาหลางยิ้มเจ้าเล่ห์ เขารู้ว่านางกำลังตกหลุมพรางที่เขาวางไว้ "ข้าไม่ได้พูดหวาน... ข้าพูดความจริง" เขากระซิบข้างหูนาง "ท่านมีไฟในตัว ไฟที่ข้าอยากจะสัมผัส"

     

    หวังลู่รู้สึกเหมือนขาอ่อนแรง คำพูดของเขาทำให้ความรู้สึกที่ถูกกดดันไว้นานระเบิดออกมา นางต้องการการยอมรับ ต้องการให้ใครสักคนเห็นความงามและเสน่ห์ของนาง และอาหลางกำลังให้สิ่งนั้นแก่นาง

     

    อาหลางถอยกลับออกมาที่โถงทางเดิน เขาหยิบศิลาเนตรมารขึ้นมาดู บัดนี้แสงสีน้ำเงิน (หวังฉี), สีแดง (หวังลู่) และสีชมพู (หวังซื่อน) ไม่ได้หมุนวนสลับกันอย่างช้าๆ อีกต่อไป แต่มันกลับ เต้นเร้าเป็นจังหวะกระแทกกระทั้น ราวกับหัวใจที่กำลังจะระเบิด

     

    แสงทั้งสามสีเริ่มปะทะกันอย่างรุนแรง สีน้ำเงินของหวังฉีพยายามจะครอบงำสีอื่น สีแดงของหวังลู่เผาไหม้ด้วยความปรารถนา และสีชมพูของหวังซื่อนสั่นไหวด้วยความหวานชื่น ศิลาร้อนขึ้นในมือของเขา ราวกับกำลังดูดซับพลังงานจากความขัดแย้งภายในใจของสามพี่น้อง

     

    ค่าราคะพุ่งทะยาน:

     

    หวังฉี: 75 (ความอิจฉาเปลี่ยนเป็นความปรารถนาที่จะถูกยกยอ)

     

    หวังลู่: 82 (ความทะนงตนเปลี่ยนเป็นความกระหายสวาท)

     

    หวังซื่อน: 70 (ความหลงใหลในรสรักครั้งแรก)

     

    ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เพิ่มขึ้นเพียงลำพัง แต่มันส่งผลกระทบต่อกันและกัน เมื่อหวังลู่รู้สึกถึงความปรารถนา หวังฉีก็รู้สึกอิจฉา และเมื่อหวังซื่อนรู้สึกหวานชื่น พี่สาวทั้งสองก็รู้สึกขุ่นเคือง ความเชื่อมโยงทางจิตใจของพี่น้องกลายเป็นเครื่องขยายความทุกข์

     

    "บรรยากาศในห้องพักของพวกนางตอนนี้... คงจะตึงเครียดจนแทบจะฆ่ากันตายได้เลยทีเดียว" อาหลางหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะของเขาเย็นเยียบและเต็มไปด้วยความพึงพอใจ

     

    เขาเดินกลับไปยังห้องพัก แอบมองผ่านช่องประตูที่เปิดไว้เล็กน้อย ภาพที่เขาเห็นทำให้ใจเขาเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น

     

    ภายในห้องพัก สามพี่น้องนั่งอยู่ด้วยกัน ทว่าไม่มีการพูดจา บรรยากาศหนักอึ้งราวกับก่อนฟ้าร้อง หวังฉีจ้องมองปิ่นในมือของน้องเล็กด้วยสายตาเย็นชา สายตาที่เคยเต็มไปด้วยความรักใคร่บัดนี้เต็มไปด้วยความระแวง หวังลู่เดินสะบัดกายไปมาพลางลอบยิ้มเยาะที่ตนได้คำชมว่าร้อนแรงที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกขุ่นเคืองที่น้องสาวได้รับของขวัญ ส่วนหวังซื่อนก็กุมปิ่นไว้แน่นราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า ความสัมพันธ์ที่เคยแน่นแฟ้นถูกทำลายลงด้วยความระแวงที่อาหลางหว่านไว้

     

    "ซื่อน..." หวังฉีเอ่ยด้วยเสียงที่พยายามจะฟังดูเรียบเฉย "ปิ่นนั่นสวยดีนะ เสี่ยวเอ้อใจดีจริงๆ ที่ให้ของขวัญแก่เจ้า"

     

    หวังซื่อนเงยหน้าขึ้นมองพี่สาว ในดวงตาใสใสของนางมีความระแวงแวบหนึ่ง "ใช่ค่ะพี่ฉี เขาใจดีมาก... และเขาบอกว่าข้าพิเศษ" นางเน้นคำว่า 'พิเศษ' ด้วยความตั้งใจ

     

    หวังลู่หยุดเดินและหันมามอง "พิเศษงั้นหรือ? เขาก็บอกข้าเหมือนกันว่าข้าร้อนแรงที่สุดที่เขาเคยเจอ" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ

     

    ความเงียบปกคลุมห้อง สามพี่น้องมองหน้ากันด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่สายตาของพี่น้องที่รักกันอีกต่อไป แต่เป็นสายตาของคู่แข่ง

     

    หวังฉีรู้สึกเหมือนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง นางเป็นพี่ใหญ่ เป็นผู้นำ แต่ทำไมน้องสาวทั้งสองถึงได้รับความสนใจจากอาหลางก่อนนาง ความรู้สึกที่ไม่เคยมีมาก่อนเริ่มงอกงาม ความต้องการที่จะแข่งขัน ความต้องการที่จะชนะ

     

    "เขา... เขาพูดอะไรกับพวกเจ้าอีกไหม?" หวังฉีถามด้วยเสียงที่พยายามจะฟังดูไม่สนใจ

     

    หวังลู่ยิ้มเจ้าเล่ห์ "หลายอย่าง... เขาชมว่าข้ามีไฟในตัว ไฟที่เขาอยากสัมผัส" นางเอ่ยพลางมองหน้าพี่สาวและน้องสาวเพื่อดูปฏิกิริยา

     

    หวังซื่อนกัดริมฝีปาก "เขาก็บอกข้าว่าข้าพิเศษ และเขาทำปิ่นนี้ด้วยมือของเขาเอง" นางยกปิ่นขึ้นให้เห็น "เขาใช้เวลานานในการแกะสลัก"

     

    หวังฉีรู้สึกเหมือนถูกแทงด้วยมีด นางเป็นคนเดียวที่ไม่ได้รับอะไรจากอาหลาง ไม่ได้รับคำชม ไม่ได้รับของขวัญ ไม่ได้รับความสนใจพิเศษ ความรู้สึกที่ถูกมองข้ามทำให้นางรู้สึกเจ็บปวดอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

     

    อาหลางยืนมองภาพนิมิตในศิลา เขาเห็นเส้นด้ายแห่งโชคชะตาของทั้งสามพันกันยุ่งเหยิง พวกนางทุกคนกำลังคิดถึงใบหน้าของเขา คิดถึงสัมผัสที่เขาแอบมอบให้ทีละนิด และที่สำคัญที่สุด พวกนางกำลังแข่งขันกันเพื่อที่จะเป็น "ที่หนึ่ง" ในสายตาของเสี่ยวเอ้อหนุ่มผู้นี้

     

    ในศิลา เขาเห็นภาพอนาคตที่จะเกิดขึ้น หวังฉีจะพยายามดึงดูดความสนใจด้วยการแสดงความเป็นผู้นำ หวังลู่จะใช้ความเซ็กซี่และความดุดันเป็นอาวุธ ส่วนหวังซื่อนจะใช้ความน่ารักและความไร้เดียงสา พวกนางจะแข่งขันกันอย่างดุเดือด และในที่สุดก็จะยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เขามา

     

    "คืนนี้... ข้าจะเริ่มเก็บเกี่ยวทีละคน" อาหลางเก็บศิลาเข้าอกเสื้อ แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นพญามาร "ข้าจะทำให้บุปผาทั้งสามต้องร่วงโรยไปพร้อมๆ กันในกองเพลิงแห่งตัณหาที่พวกนางสร้างขึ้นเอง"

     

    เขารู้ดีว่าเมื่อความระแวงถึงขีดสุด พวกนางจะเริ่มแสดงธาตุแท้ออกมา และเมื่อนั้น โรงเตี๊ยมรักพักใจจะกลายเป็นสมรภูมิรักที่วิปริตที่สุดที่สามพี่น้องตระกูลหวังจะต้องจดจำไปจนวันตาย

     

    ลมราตรีพัดแรงขึ้น ทำให้แสงตะเกียงไหวระริก เงาของอาหลางบนผนังดูใหญ่โตและน่าสะพรึงกลัว เขาเป็นมากกว่าเสี่ยวเอ้อธรรมดา เขาเป็นพรานที่ล่าจิตใจ เป็นผู้ที่เก็บเกี่ยวความปรารถนาและความเจ็บปวด

     

    "เริ่มจากพี่ใหญ่ผู้แสนดีก่อนดีไหมนะ? หรือจะน้องเล็กผู้ไร้เดียงสาดี?" อาหลางยิ้มเจ้าเล่ห์ พลางก้าวเดินมุ่งหน้าไปยังห้องพักที่เต็มไปด้วยไอแห่งความริษยา

     

    คืนนี้จะเป็นคืนที่ยาวนาน และเขาจะเพลิดเพลินกับทุกวินาทีของการล่าครั้งนี้ เพราะเหยื่อของเขาไม่ใช่แค่ร่างกาย แต่เป็นจิตใจที่เปราะบางและเต็มไปด้วยความปรารถนาที่ถูกกดดันมานาน

    คล้ายกับเรื่องโรงเตี๊ยมสนธยา สเน่หาชั่วข้ามคืนไม่ลืมเลือน ที่คุณอ่าน