อี้เฉินที่สืบฝีเท้า มาพร้อมกับหลินเฟย ตามหญิงชราเจ้าสำนักเซียนคนปัจจุบัน เข้าไปภายในเรือนรับรอง ของเจ้าสำนักเซียนได้ หญิงชราเหลียนซูฉี นางโบกฝ่ามือเชิญ สหายน้อยทั้งสองคนนั่งลงในทันที "เชิญสหายน้อยตามสบาย" ก่อนนางจะรินชาให้อี้เฉิน ปรายตามอง หลินเฟย อยู่แวบหนึ่ง เมื่อเห็นทรวดทรงองค์เอวของหญิงสาว "แม่นางน้อยผู้นี้ เป็นคู่บำเพ็ญของเจ้าหรืออี้เฉินน้อย นางช่างเป็นแม่พันธุ์ที่ดี น่าจะให้กำเนิดบุตรที่เก่งกาจ สะท้านฟ้ากับเจ้าได้"
อี้เฉินพ่นชาออกจากปากในทันใด แม้แต่หลินเฟยที่ได้ยิน ยังหน้าแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย ราวกับเป็นดรุณี ตัวน้อยผู้อ่อนต่อโลก "เอ่อ! เจ้าสำนักเซียน ข้ายังไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้นเลย"
หญิงชราเหลียนซูฉี ยกยิ้มอยู่เล็กน้อยเมื่อเห็นอี้เฉินมีท่าทางกระอักกระอ่วน ผิดกับสตรีน้อยนางนี้ ..ครั้นทั้ง3พูดคุยกันไปได้ไม่นาน อี้เฉินก็ได้รับรู้ความเป็นไปของดินแดนร้อยแคว้น ด้วยปราณพลังที่ไม่สมบูรณ์ไม่เหมาะแก่การฝึกฝนบ่มเพราะขั้นพลัง ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก ที่สำนักเซียนในยามนี้จะตกต่ำลง หญิงชราเหลียนซูฉี กล่าวเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้อี้เฉินฟัง ระหว่างนั้นนางก็ถอนหายใจออกมาหลายครั้ง ครั้นหวนนึกถึงยามที่สำนักเซียนรุ่งโรจน์
อี้เฉินที่ได้ยินความมุ่งมั่น ของหญิงชราที่ไม่คิดจะจากดินแดนร้อยแคว้น ไปยังดินแดน5อาณาจักร คิดใช้บั้นปลายชีวิต อบรม บ่มเพาะคนดินแดนร้อยแคว้น บ้านเกิดไม่คิดไปไหน มันก็ทำให้อี้เฉิน ชื่นชมกับความยึดมั่นของหญิงชราผู้นี้ไม่น้อย แม้แต่หลินเฟย นางยังกล่าวให้กำลังใจหญิงชราเจ้าสำนักเซียน
อี้เฉินผ่อนลมหายใจออกมาเล็กน้อย เมื่อเห็นความดื้อรั้นของ นางที่ไม่คิดจะจากบ้านเกิดไปไหน อี้เฉินกล่าวพูดพร้อมกับไต่ถามนางออกไปในทันที "ท่านอยากจะไปพบสหายเก่าในอดีต พร้อมกับข้าหรือไม่? ข้าจะพาคนของสำนักเซียนท่าน ไปเข้าร่วมงานประลอง ภายในดินแดน5อาณาจักรเอง"
หญิงชราเหลียนซูฉี ได้ยินนางถึงกับเบิกตาออกกว้าง ความหวังเล็กๆ ของนางก็คือส่งคนเข้าไปร่วมประลอง ครั้นได้ยินคำเชื้อเชิญของอี้เฉิน มันก็ทำให้นางครุ่นคิดได้ไม่ยากเย็น ทว่านางกลับต้องสายหัวออก "อี้เฉินเจ้าก็รู้ดี เราต้องข้ามผ่านป่าไร้สิ้นสุด หากเจ้ามาเร็วกว่านี้ เกรงว่าจะดีไม่น้อย"
หลินเฟย ยกยิ้มขำออกมาเล็กๆ "แม่เฒ่า ท่านประเมินอี้เฉินต่ำเกินไปหรือไม่ เวลา3วันน่าจะเพียงพอสำหรับการเดินทาง"
หญิงชราเหลียนซูฉี นางมีสีหน้าตื่นตะลึงไม่น้อย แม้ว่านางจะส่งสายตาสำรวจกายาอี้เฉิน อย่างไรก็ไม่อาจคาดเดาขั้นพลังของเขาได้ อย่างมากอี้เฉินในยามนี้เขาก็น่าจะไปอยู่ในขั้นพลังเทพสวรรค์ อย่างไรเทพสวรรค์เดินทางข้ามผ่าน ป่าไร้สิ้นสุด ย่อมต้องใช้เวลาร่วมเดือน ก่อนนางจะไถ่ถาม ขั้นพลังอี้เฉินออกไป "เจ้าอยู่ในขั้นพลังอะไรกันแน่ ข้าไม่ยักสัมผัสถึงขั้นพลัง ของเจ้าได้เลยหนุ่มน้อย"
อี้เฉินเอ่ยตอบออกไปอย่างไม่ลังเล "ข้าอยู่ในขั้นพลังเทพสวรรค์แท้จริง ส่วนหลิยเฟย นางอยู่ในขั้นครึ่งก้าวเทพสวรรค์"
หญิงชราที่รับรู้ว่า อี้เฉินเคยดูดกลืนไฟเทพนางจึงไม่ค่อยแปลกใจ แต่เมื่อรับรู้ว่าแม่นางน้อยผู้นี้ ก็เกือบไปอยู่ในขั้นพลังเทพสวรรค์แท้จริงแล้ว นางรับรู้ได้ในทันที ว่าทั้งสอง ไม่ได้อยู่ภายในดินแดนเบื้องล่าง อย่างแน่นอน "เจ้า! เจ้า! ชอบทำให้คนแก่ คนชราตกใจอยู่ได้"
อี้เฉินกับหลินเฟย ที่รับรู้ได้ว่าหญิงชรา คาดเดาสถานการณ์ของพวกเขาได้ พวกเขาต่างก็คลี่ยิ้มออกมากว้าง ก่อนน้ำเสียง หญิงชราเหลียนซูฉี ในฐานะเจ้าสำนักเซียนจะกล่าวพูดออกมา "เช่นนั้นข้าขอรบกวนเจ้าด้วยสหายน้อย ข้าจะไปป่าวประกาศศิษย์ที่อยากไปเข้าร่วมงานประลอง ดินแดน5อาณาจักร"
สิ้นคำพูดของนาง นางเร่งสืบฝีเท้า ป่าวประกาศออกมา ด้วยน้ำเสียงดังกึกก้อง "เหล่าศิษย์ผู้ใด อยากไปเปิดหูเปิดตา ภายในงานประลองดินแดน 5อาณาจักรให้มารวมตัวกัน หน้ายอดเขาหลัก ภายในเวลาครึ่งชั่วยาม"
ครั้นคำพูดของเจ้าสำนักเซียน ดังขึ้นมามันก็ทำให้ เหล่าศิษย์ที่มีอยู่ร่วม30ชีวิตภายในสำนัก ต่างก็พากันประหลาดใจ มีแม้บางคนส่ายหัว มองว่าเจ้าสำนักเซียน กล่าวพูดเรื่องเพ้อฝัน "เวลาเหลืออยู่เพียง3วันเองนะ จะไปทันได้อย่างไรเล่า"
ทว่าก็มีเหล่าศิษย์ไม่น้อยที่ อยากจะไปเข้าร่วมงานประลอง แม้ว่าจะเป็นเรื่อง เพ้อฝันก็ตาม ใครเล่าจะไม่อยากรู้ พลังของเหล่าอนุชนผู้เป็นอันดับหนึ่ง ของดินแดนนี้ ว่าจะมีศักยภาพสูงล้ำถึงเพียงใด
เวลาที่ไหลผ่านไปเรื่อยๆ กลับมีศิษย์เพียงไม่กี่หยิบมือ มารวมตัวกันยังสถานที่แห่งนี้ ก่อนหญิงชราเหลียนซูฉี จะแนะนำ ศิษย์เอก ของสำนักเซียน ครั้นเมื่อเห็นอี้เฉินสอดส่องสายตาออกไปมอง ชายหนุ่มผู้หนึ่ง "เขามีนามว่า หยุนชิงหาญ ศักยภาพของเขาไม่เลวใช่ไม่เล่า อี้เฉินทำให้ข้านึกถึงเจ้าในยามอดีตขึ้นมา"
"อืมๆ ไม่เลว"
"ส่วนสตรีทั้งสอง ที่มีเรื่องมีราวกัน เจ้าคงจะเคยได้ยินนามของพวกนางมาแล้วกระมัง หวังว่าเจ้าจะไม่ โกรธเคืองตระกูลตงของนาง"
"เจ้าสำนักเซียนท่านโปรดวางใจ ข้าได้ตัดความแค้นกับคนตระกูลตง จนสิ้นแล้ว"
หญิงชราครั้นได้ยินนางตกอกตกใจไม่น้อย กล่าวคำพูดออกมาด้วยความไม่อยากเชื่อ "เจ้าจัดการ ตงหนางไปแล้วหรือสหายน้อย?"
"ข้ากับเขา เรามีชะตาแค้น ที่ไม่อาจอยู่ร่วมโลกกันได้" ครั้นอี้เฉินเอ่ยคำพูดเสร็จสิ้น เขาก็ถอนลมหายใจออกมายาว ก่อนเขาจะลุกพรวดขึ้นยืน กล่าวพูดออกมาอีกครา"เหมือนว่าจะถึงเวลาแล้วสินะ เราออกเดินทางกันเถอะ"
หญิงชราครั้นเห็นอี้เฉิน มีอารมณ์แปรปรวนอยู่ไม่น้อย นางจึงไม่ได้กล่าวพูดสิ่งใดอีกต่อไป สืบฝีเท้าตรงไปยังลานกว้าง ที่มีศิษย์เหล่าสำนักเซียนรออยู่ในทันใด
ศิษย์สำนักเซียน ต่างก็กล่าวขึ้นเสียงดังไม่น้อย "คารวะเจ้าสำนักเซียน" "คารวะเจ้าสำนักเซียน" ครั้นเมื่อเห็นหญิงชราเหลียนซูฉี สืบฝีเท้ามาพร้อม อี้เฉิน กับ หลินเฟย
ก่อนหญิงชราจะแค่นเสียงดุออกมา เมื่อเห็น หยุนชิงหาญ จ้องมอง หลินเฟย อย่างไม่วางตา เตรียมจะกล่าวไต่ถาม นามของสตรีงามล่มเมือง ที่อยู่เบื้องหน้า "เจ้าหยุดเลยนะ หยุนชิงหาญ"
ชายหนุ่มครั้นได้ยินคำพูด ของเจ้าสำนักเซียนกล่าวห้ามปราม เขาหยุดชะงักโดยพลัน "ท่านเจ้าสำนักเซียน นางเป็นศิษย์ใหม่อย่างนั้นหรือ ส่วนชายหนุ่มอีกคนดูท่าจะร้ายกาจไม่เบา" ก่อนชายหนุ่มจะยกยิ้มให้อี้เฉิน
อี้เฉิน ขำออกมา เล็กๆ "บุรุษผู้นี้ เกรงว่าจะชมชอบ สตรีงามเพริศพริ้ง เฉกเช่นเดียวกับข้า หยุนชิงหาญ ข้าได้ยินเรื่องของเจ้าจาก เจ้าสำนักเซียนมาบ้างไม่เลว ไม่เลว" ครั้นคำพูดนั้นอี้เฉินกล่าวออกมาเสร็จสิ้น มันก็ทำให้เหล่าศิษย์หญิง แม้กระทั่งหลินเฟย มองอี้เฉินด้วยสายตาดุร้าย
หยุนชิงหาญ เขาเองยังแค่นเสียงออกมา ไม่ยินยอมถูกเหมารวมเฉกเช่นอี้เฉิน "เจ้าอย่าได้เอาข้าไปเหมารวมกับเจ้า" แม้แต่ ตงเม่ย กับ ฉีซวน นางยังพยักหน้าให้กับศิษย์เอกสำนักเซียน
อี้เฉินเขาส่ายหัวอยู่เล็กน้อย เมื่อเห็นบรรยากาศ เริ่มที่จะกระอักกระอ่วน ก่อนเขาจะตัดบทสนทนา ความไม่พอใจของเหล่าศิษย์ลง "เช่นนั้น เราออกเดินทางกันเถอะ"
เจ้าสำนักเซียน เขาเองก็พยักหน้าให้อี้เฉินเช่นกัน ก่อนฝ่ามืออี้เฉิน จะโบกสะบัดออกไปด้านหน้าอย่างรุนแรง ปัง!! ส่งให้อากาศด้านหน้า แตกร้าวในฉับพลัน ห้วงมิติสีฟ้า แหวกออกกว้าง จนทำให้ เหล่าศิษย์โดยรอบต่างก็เบิกตาออกกว้าง อ้าปากค้างกับภาพเบื้องหน้าที่เห็น แม้แต่เจ้าสำนักเซียน ยังรับรู้ได้เลยว่า พลังของอี้เฉินยามนี้มีมากมายถึงเพียงใด
รอบด้านต่างก็พากันเงียบงัน หากมีเข็มตกสักเล่ม คงจะดังกังวานออกมาก้อง มีเพียงอี้เฉิน กับหลินเฟย ที่สืบฝีเท้าเข้าไป ภายในรอยแยกของห้วงมิติ ก่อนอี้เฉินจะกล่าวพูดตัดความเงียบงันออกไป "พวกเจ้าจะไปกันหรือไม่ ห้วงมิติใช่ว่าคนธรรมดาจะอยู่ได้นาน หากคิดจะไป พวกเจ้าก็ควรเดินเข้ามาเสีย"
เจ้าสำนักเซียน นางแก่ชรามากแล้ว นางยังมีเรื่องให้ตกอกตกใจไม่หาย ก่อนนางจะกลับมาเยือกเย็น สืบฝีเท้าตามอี้เฉินเข้าไป เหล่าศิษย์ต่างก็สูดลมหายใจกันเข้าไปลึก พร้อมกับดวงตาที่เบิกโพลง ประหนึ่งเห็นภาพความฝัน มองเด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับพวกเขา ใหม่ในทันใด เมื่อรับรู้ว่า ชายหนุ่มมีตัวตนแทบจะเทียบเท่าพระเจ้าของดินแดนแห่งนี้ คำพูดที่เคยกล่าวพูดออกไปก่อนหน้านี้ อยากจะกลืนกลับลงคอไปให้หมดสิ้น ตบหน้าตนเอง แรงๆ สักทีสองทีกับสิ่งที่กล่าวพูดออกไป ก่อนเหล่าศิษย์สำนักเซียน จะสืบเท้าเข้าไปภายในห้วงมิติ ด้วยหัวใจที่สะทกสะท้าน มองอี้เฉินด้วยความน่าคร้ามเกรง
อี้เฉินครั้น กลางม่านพลังคุ้มกันกายเสร็จสิ้น ม่านพลังสีทอง ราวกับลูกหนัง ก็พุ่งปราดแหวกห้วงมิติออกไปอย่างเร็วจี๋ ก่อนอี้เฉินจะกล่าวพูดเมื่อเห็นสีหน้าของหลายๆ คนไม่สู้ดีนัก "พวกเจ้าทำตัวตามสบายเถอะ ข้าไม่ถือสาพวกเจ้าหรอก"
เหล่าศิษย์สำนักเซียนต่างก็ขานรับอย่างพร้อมเพรียง อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน "ขอบคุณผู้อาวุโส ที่ไม่ถือสาหาความ"
อี้เฉินได้ยิน เขารู้สึกชื่นใจไม่น้อย มุมปากฉีกยิ้มออกมากว้าง แม้แต่หลินเฟย กับผู้คนที่อยู่รอบตัวอี้เฉิน ร่วมๆ 10ชีวิตยังรับรู้ได้ว่าชายหนุ่ม ต้องการให้พวกเขากล่าวพูดเช่นนั้นออกมาอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง จึงมีหลายคนกำหมัดในมือไว้จนแน่น อยากจะตบอี้เฉิน สักฉาดสองฉาด ทว่าพวกเขาจะกล้าทำเรื่องพันนั้นได้อย่างงั้นหรือ