ในเช้าวัน หลินอี้ตั้งตารอผู้จะมารับหน้าที่
สอนตำราเรียนแก่ตน ด้วยพอมีพื้นฐานการอ่านเขียน
เนื่องมารดาได้ฝึกหัดให้ั้แ่เด็กเล็ก คราอาศัยยังหุบเขาเหิงต้วน
เด็กน้อยเฝ้าชะเง้อคอย มองหาตรงหน้าประตูทางเข้าสำนัก
มีพ่อบ้านหวงยืนเป็เพื่อน
“นานแล้วนะเสี่ยวหลิน อย่างไรเข้าไปรอในห้องหนังสือดีกว่าไหมขอรับ”
หวงชุนเช่อเอ่ยขึ้น เมื่อแสงแดดรำไรเริ่มแรงส่อง
“ไม่ได้หรอก พ่อบ้านหวง”
หลินอี้ยืนยัน จนกระทั่งกวนต้าหยงเดินออกมาสมทบเพิ่มอีกคน
“เกิดอันใดขึ้นหรือ ลูกสาวข้า?”
เอ่ยด้วยประหลาดใจ ว่าเหตุใดไม่เชิญให้เสินหยางเข้ามายังภายในสำนัก
“ท่านพ่อเ้าคะ เมื่อไหร่อาจารย์จะมาถึงสักที”
เ้าสำนักสมิงเหลือง กลับถูกโดนทวง
“อ้าว! นั่นไงหลินอี้ ลูกข้า”
กวนต้าหยงชี้มือไปยังชาย ผู้ที่เอกเขนกข้างขอบกำแพงของสำนักสมิงเหลือง
สภาพดูไม่ได้ ผมเผ้ายาวรุงรัง ยังกับขาดการเอาใจใส่
อีกทั้งเสื้อผ้าสวม เก่าหมองไร้ราศี
“ชวนท่าน เข้ามาเถิด”พลางเอ่ยกับลูกสาว
“อะไรนะ!”
เผลออุทานเพราะคาดไม่ถึง กับภาพลักษณ์ตรงหน้า หาใช่บุคคลเหมาะสม
“นางหนูน้อย คนอย่างข้าเป็อาจารย์ไม่ได้หรือไร”
ขณะรอให้เรียก พลันถามประโยคขึ้นคล้ายสัพยอก
กวนต้าหยงจำต้องรีบ หากไม่ใช่เื่ง่ายนักจะดึงมาได้
“เชิญ ๆ ข้างในก่อนเถิด”
อันนิสัยรักเสรีชอบที่ใช้ชีวิตตามแบบฉบับตนของเสินหยาง
เ้าสำนักรีบกุลีกุจอ ผายมือเปิดรับเดินนำ
จึงก้าวเข้าบริเวณ ผ่านทะลุถึงอาคารมุมสำหรับใช้เป็ห้องเรียน
“ฮือ! จัดพื้นที่ได้ลงตัว”
ท่าทางสำรวจโดยรอบ พลางเอ่ยชม
พ่อบ้านหวงยกป้านชา มาให้พร้อมกับถือโอกาส
“เอ่อ ข้าต้องขออภัยต่อท่าน ที่มีตาแต่หามีแววไม่”
เคยได้ยินกิตติศักดิ์ ของบัณฑิตพเนจรมาบ้าง
ผ่านคำเล่าจากปาก เ้าสำนักกวนต้าหยง
วันนี้เองจึงประจักษ์ ต้องได้เชื่อการเร้นกายแเีนัก
แม้กระทั่งมองไม่รู้ ว่าชายคนเลือกจะนั่งหรือนอนตรงไหน
มักทำตัวอิสระ คืออดีตบัณฑิตจอหงวนสอบได้ลำดับต้น ๆ ของแคว้นนั่นเอง
“โปรดอภัยให้ข้าด้วย เ้าค่ะ”
หลินอี้คุกเข่ายกน้ำชาขอโทษ ที่พลั้งพูดออกไป
เพราะภาพคิดไว้ในหัว ไม่ตรงกันเลยสักนิด
“ผู้ไม่รู้ ย่อมถือว่าไม่ผิด”
เสินหยางกล่าวคำคม ไม่ถือโทษโกรธเคือง
ในการพบเจอกัน ระหว่างศิษย์กับอาจารย์
“เห็นหรือยัง อาจารย์เสินใจกว้างแค่ไหน”
พอคลี่คลายสถานการณ์ กวนต้าหยงกล่าวแนะ“เ้าต้องรับฟังท่านนะ ลูกข้า”
“หลินอี้จะไม่ทำให้ท่านพ่อผิดหวัง”
รับปากน้อมเอาคำบิดาบุญธรรม
“นี่หากไม่ใช่เ้าสำนักสมิงเหลือง อย่าหวังเลย ข้าเหล่าซือเสินจะมา”
จากการถูกขอร้อง เพื่อช่วยเติมเสริมความรู้กับบุตรซึ่งอุปถัมภ์ค้ำชู
ตระหนักวางรากฐานการศึกษา หวังอนาคตสืบทอดผู้นำคนต่อไป
ของสำนักสมิงเหลือง ด้านกวนต้าหยงเห็นคุณค่าสำคัญนัก
“โอ้! ถือเป็พระคุณยิ่ง”
สำนึกในชายผู้คงแก่เรียน ลักษณะหยิ่งทนง
อันงดกิจกรรมท่องตระเวนชั่วคราว สำหรับสละเวลามาขัดเกลา
“อย่าทำเยี่ยงนี้เลย เราเองต่างมิใช่คนอื่นคนไกล”
ชิงห้ามทันกับท่าทีขั้นจะยกคารวะ
เสินหยางจบจากสำนักต๋าเจี๋ย ศูนย์รวมปราชญ์บัณฑิตชั้นหัวกะทิ
“สิ่งสั่งเตรียมไว้ พร้อมหรือยัง”
กังวลจนต้องถาม กวนต้าหยงหันพูดกับพ่อบ้านหวงที่ดูแลเื่นี้
“เรียบร้อยทุกอย่าง ขอรับนายท่าน”
เสื้อผ้าใหม่สำหรับบุรุษหลายชุด รองเท้า ข้าวของเครื่องใช้ครบครัน
วางยังห้องเรือนพัก ปลีกวิเวกสำหรับเป็ที่อยู่อาศัย
เป็เขตส่วนตัวของเสินหยาง ถูกจัดหาให้อย่างดี
“อาหารบนโต๊ะ รอท่านอาจารย์อยู่แล้ว”
หวงชุนเช่อกำชับกับพ่อครัวเชียงซ่ายไว้แล้ว
อาจารย์ของคุณหนูหลินอี้ กินมังสวิรัติต้องให้แยกครัวปรุงพิเศษ
“เช่นนั้น ตามข้ามาเถิด”
เ้าบ้านออกตัว ชวนเดินนำเข้าถึงห้องอาหาร
บนโต๊ะมีผัดผักรวมมิตร แกงจืดเต้าหู้และซุปสาหร่าย เคี่ยวจนเปื่อยนุ่มลิ้น
อีกขนมถั่วแดงต้ม ในมื้อนั้นมีเ้าสำนักสมิงเหลือง ทั้งหลินอี้น้อยนั่งร่วมวงรับประทาน
...จนผ่านไปครึ่งค่อนวัน นั่งอ่านตำราเฝ้าห้องเดียวดาย
“จะได้เรียน หรือไม่นะ?”
ทอดถอนแว่วรำพัน เอ่ยเปรยกับลม หลินอี้แลผ่านช่องหน้าต่าง
ด้วยคำของเสินหยางบอกไว้ ไม่วางกฎเกณฑ์ใดให้ยุ่งยาก
หากพร้อมสอนก็จะเข้ามาเอง นั้นคือสิ่งที่เ้าสำนักกวนต้าหยง ได้คุยตกลงกันมาก่อน
รวมประการสามารถเข้านอก ออกใน ได้เสรี
ไม่ต้องขออนุญาตจากเ้าสำนัก อันยอมรับตรงกับอุปนิสัย
“เสี่ยวหลินของป้า ไม่ต้องพะวงนัก มาชิมขนมพักสบายก่อน”
ฟ่านซิว นางเข้ามาวางจานลงบนโต๊ะ เหลือบเห็นแววสีหน้า จึงเอ่ยให้เลิกล้มความตั้งใจ
“จะเป็ศิษย์ข้าได้ ต้องไม่เกิดหวั่นไหวกับสิ่งใดง่าย”
เสียงนำมายังหน้าห้อง เสินหยางแต่งกายชุดสะอาดตา
ผมเผ้าหวีเรียบ ปราณีตมัดเกล้า ต่างจากพบกันคราแรก
ถือพัดย่างกรายเข้ามานั่งลงแท่นไม้ประดับฝังมุก
วางท่าเคร่งขรึมต่อหน้านาง นักเรียนน้อยซึ่งกระตือรือร้นกับการมา
“ผู้คนมีความพากเพียรต่างกัน จำนวนไม่น้อยพลาดไปเพราะหันเห”
ส่ายพัดร่ายยกตัวอย่างสอดแทรกความรู้“วันนี้จะสอนเ้า เื่พื้นฐาน”
สมองอันขี้สงสัย อยากทราบกับการนำเสนอ
ในคราบสะอาดสะอ้าน หมดจด ไฉนถึงเปลี่ยนไม่คงแบบเดิม
เนื่องเกี่ยวกับหัวข้อจั่วประเด็น กล่าวถึงขีดจำกัดแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน
ล้วนก่อให้หลินอี้ เกือบหมดความอดทนจะยกมือถามโดยตรง
ตั้งสติกลั่นกรองแล้ว คงต้องชะลอก่อนอาจไม่ใช่สิ่งควรรู้
ว่าทำเพื่ออะไร ขนาดลงทุนแต่งตัวกลมกลืน
ประหนึ่งขอทาน ของอาจารย์โดยเมื่อวานนี้
เริ่มสังเกตรวบรวมรายละเอียด สักวันคงได้กระจ่างตรงนี้
ประมวลผลเพลิน ๆ หลินอี้เงียบฟังอย่างเดียว
“อุปสรรคขัดขวางมีแทรกเข้ามาเรื่อย หากละพยายามคงพ่ายแพ้ไปไม่ถึงไหน”
อารัมบทยกคัมภีร์อ้าง“ขงจื้อกล่าวไว้ จังหวะโอกาสจะนั่งรอหรือวิ่งเข้าหา”
ชากลิ่นหอมละมุน กรุ่นควันลอยกระทบจมูก
อันถูกรินลงจอกให้ด้วยป้าฟ่าน หน้าที่นางคอยรับใช้ส่วนนี้
ฉับพลันนึกบางอย่างได้ นางโพล่งหลุดเพราะชาเก๊กฮวย
“อุ๊ย! ท่านอาจารย์เสินคงไม่รู้ เทศกาลจวี๋ฮวา 菊 花 มาถึงแล้วนะ“
ดอกเก๊กฮวยหรือเบญจมาศ ถือเป็สัญลักษณ์ของปัญญาชน
ผู้เร้นกายแห่งฤดูร้อน อันถูกเปรียบเทียบโดยใช้ห้วงนับตาม่ยามเก็บเกี่ยวพืชผล
ทันใดดุจบังเกิดกระตุ้น เส้นชีพจรลงเท้า
“เอ้า เช่นนั้นจะชักช้าอยู่ใย ไปกันเถิดพวกเรา”
เสินหยางผู้นิยมกับการชมดอกไม้ ขับกลอนอยู่แล้ว
ถึงกับหุบพัดออกปากชักชวน
“เอ๊ะ! ท่านอาจารย์เพิ่งสอนอยู่ไม่ทันขาดคำ ว่าให้รู้จักอดทน”
ทักท้วงกับพฤติกรรมนั่งเก้าอี้ยังไม่ทันอุ่นก้น
ต้องมีเื่วิ่งแจ้น จะไปเตร็ดเตร่ข้างนอกซะแล้ว
ท่าทีเอาเื่จ้องนิ่งของเด็กหญิง ทำให้เสินหยางหาทางออก
“ฮ่ะ ๆ ๆ ศิษย์ข้าฟังไว้นะ สำหรับอาจารย์ไม่จำเป็ต้องรอโอกาสมาถึง แต่ตัดสินใจลองเผชิญค้นหาต่างหากตื่นเต้นกว่าหลายเท่า”
คำตัดพ้อเจือหงุดหงิด ในน้ำเสียงเด็กหญิง
“สิ่งข้าอุตส่าห์เสียเวลาคอยเป็นาน คงสูญเปล่ากระมัง”
ร้อนตัวด้านนางฟ่าน ไม่มีเจตนาให้เป็เช่นนี้
“ข้าขอโทษคุณหนู ลำพังประโยคบอกเล่าเท่านั้น”
ประนีประนอมหันทางเสินหยาง“ท่านอาจารย์ วันหน้ายังมีเ้าค่ะ”
ขยับลุกขึ้นยืนกล่าวยื่นคำขาด อันออกจากปากผู้ประสงค์เกินห้าม
“ให้เลือกมา ว่าจะอยู่หรือไป?”
...ณ บริเวณท้องทุ่งจึงมีป้าฟ่านจูงมือหลินอี้น้อย
เดินตามหลังอาจารย์เสิน ซึ่งเป็หนึ่งในบรรดาผู้มาเยือน
ััชมความงดงาม ของเหล่ามวลดอกไม้เบ่งบาน
อวดสายตาเหลืองอร่าม ตัดสลับช่อดอกสีขาว
กระจายครอบคลุม ทั่วรัศมีกว้าง แหล่งชาวบ้านปลูกไว้
เพื่อส่งขาย ซึ่งสรรพคุณทางยาของจวี๋ฮวา
นิยมแปรรูปเป็ชาตากแห้ง ใช้ชงดื่มดับร้อนแก้กระหายได้
ก่อนลงมือเก็บเกี่ยวผลผลิต เ้าของไร่ใจดีแบ่งปันพื้นที่
ปล่อยให้ผู้คนเข้าซึมซับทัศนียภาพ ถือเป็สุนทรีผ่อนคลาย
...เขตจวนฟง ภายในห้องกำลังสอบถามถึงความเป็อยู่บุตรี
อดีตพระสนมเอก ที่พลัดพรากจากสาเหตุถูกเล่นงานโดยตระกูลเอิน
“พูดมาให้หมดเถิด”
กวนต้าหยงถ่ายทอดั้แ่ต้นจนขณะนี้ ประการได้ผ่านอันใดมาบ้าง“
“พอฟัง ข้าก็รู้สึกเบาใจ”
ฟงเต้อจงคลายกังวล“หากไม่ได้เ้าสำนักสมิงเหลือง ข้าคงเสียทั้งลูกสาวกับหลานไปเมื่อหลายปีก่อน ต้องขอบคุณเป็อย่างยิ่ง”
“ยินดี ที่ได้ทำสิ่งถูกต้อง”
กวนต้าหยงน้อมเอาวาจา“ถือเป็การตอบแทนที่มอบกริชล้ำค่า จนทุกอย่างลุล่วงขอรับ”
จากบางครั้งอาศัยอำมาตย์ ผู้มั่งคั่งแห่งนครฉางฮั่น
เพื่อผลักดันให้สำนักสมิงเหลือง ก้าวไกลขึ้นอีก
รวมความสัมพันธ์ ฉันท์เกื้อหนุน อีกอย่างสำคัญเหยงฟง
ประเด็นเพิกเฉยไม่ได้ อันนางรักแรกเข้ามาเกี่ยวข้อง
“ข้าเอง พร้อมเสมอสนับสนุน”คำยืนยันจากฟงเต้อจง
“ขออย่าเป็ห่วงเลย บัดนี้ข้าได้รับนางน้อยหลินอี้เป็บุตรบุญธรรม หวังลดภัยลงอีกขั้นท่านอำมาตย์”
เบาเสียงกระซิบบอกให้ทราบ ทั้งรีบกลบเกลื่อน
เนื่องข้างนอกห้องช่องลมประตู มีคนคอยดักฟัง
“คราหน้าต้องมาใหม่ ดาบของข่านมองโกลช่างน่าสนใจนัก”
กวนต้าหยงอ้างการมาติดต่อชื้อหาอาวุธสิ่งของ
สร้างความเบี่ยงเบน แก่จางเชียอนุภรรยาของฟงเต้อจง
“ได้สิ!”ทำทีร่วมผสมโรง
“เช่นนั้นข้าต้องลาแล้ว ขอรับท่านอำมาตย์”คำนับถอยห่างทำตามปกติ
“เ้าสำนักสมิงเหลือง ดูจะนิยมสะสมของเก่า”
แฝงเร้นกายมาฐานะทาสยังจวนตระกูลฟง
ยินยอมขายตัวแลกเงิน เพื่อให้บิดา มารดา สุขสบาย
ด้วยการจัดฉากตามแผนจากเอินถงนายพล
โดนฝั่งตรงข้าม ส่งมาสอดส่องความเคลื่อนไหวให้รายงาน
นางเบี้ยสวาทเม็ดงาม ถูกจับได้โดยกวนต้าหยง
แต่ที่ต้องแกล้งมองไม่เห็น เผื่อวันข้างหน้าอาจใช้ย้อนกลับเป็ประโยชน์
“จำพวกมีเงิน อยากสรรหาสมบัติล้ำค่า มาประดับบารมีเท่านั้น”
ประโยคเคลือบน้ำเสียงดูแคลน ของอำมาตย์ขุนนางผู้ดีเก่า เพื่อตัดพิรุธ
“ถึงอย่างไร คงราคาสูงอยู่ไม่น้อยเ้าค่ะ ดาบข่านมองโกล”
บทสนทนายังวนเวียน เจตนาหาข้อมูลเพิ่มเติม
“ไม่มีอะไรมาเทียบอนุจางเชีย ของข้าได้แล้วละนะตอนนี้”
กระทั่งฟงเต้อจงแก้กลับลำ เป็ฝ่ายชวนนางเข้าห้องแทน
…นานวันหลินอี้น้อย ได้ร่ำเรียนวิชาการต่าง ๆ จากอาจารย์เสิน
จึงประจักษ์ ลูกศิษย์ของตนนั้นช่างปัญญาเลิศล้ำ
ตามคำบอกของกวนต้าหยง อย่างเช่น ตำราบางเล่ม
ต้องใช้เวลานับปี กว่าจะท่องจำขึ้นใจแตกฉาน
ยกเว้นเด็กหญิง ใช้ระยะแค่ไม่ถึงสัปดาห์
ประเมินทดสอบให้ท่องวรรคทองควรศึกษา
ทั้งยังลองเขียน โดยเก็บต้นฉบับไว้ที่อื่น
“เ้าทำได้ ดีมาก”
สำรวจตรวจทานดู หาข้อผิดพลาดไม่มี
“อย่าลืมคำสัญญานะเ้าคะ ว่าจะพาเดินเที่ยวตลาด”
ช่องทางเพลิดเพลินคั่นเครียด ด้วยสรรหาของกินอร่อย
ตามสถานที่ต่าง ๆ ลูกศิษย์และอาจารย์เห็นพ้องเข้ากันเื่ตะเวียง
เสินหยางเกริ่นพูด เชิงเรียกน้ำย่อย
“ตรงมุมถนนหัวโค้ง ซุ้มบะหมี่วณิพกเลื่องชื่อ รอเ้าอยู่”
พอเที่ยงวันจึงพากันออกไปแถวนั้น นั่งกินสมใจ
ย้อนห้องเรียน่หลังบ่าย
“ตำรายุทธพิชัยา เหมาะที่จะค้นคว้า”
ยัดเยียดยื่นเล่มหนาแก่หลินอี้ ส่วนตนเอนนั่งหลับ
ปล่อยให้ลูกศิษย์ จมดิ่งในกองหนังสือตรงหน้า
“ท่านอาจารย์เสิน ข้าอ่านจบแล้วเ้าค่ะ”
ตกเย็นก่อนเลิกเรียน นางแจ้งเพราะผ่านตามาหลายรอบ
“วันรุ่ง เ้าต้องแยกแยะสาระในนั้น ให้อาจารย์พิจารณา”
เสินหยางเคยมีศิษย์ผู้เก่งกาจ เอกอุการตั้งวางค่ายกล ธงรบยังแคว้นชิง
ขณะสัญจรผ่านเกิดติดใจทิวทัศน์ธรรมชาติ
ความรื่นรมย์ถึงกับปักหลัก อาศัยอยู่สักพักใหญ่
นึกเปรียบเทียบ“ถ้าทั้งคู่ประลองปัญญา คงยากตัดสิน”
“ได้เ้าค่ะ แต่”ยิ้มประจบหาข้อต่อรอง
จึงท้าทาย“เอาเป็ว่า ถ้าสามารถแก้ค่ายกลได้ ข้าจะพาขึ้นเขาปีนชมวัดวา”
“ข้ารับรอง ท่านอาจารย์”
น้อมทำเคารพยกน้ำชาให้ ดั่งปฏิบัติวันแรกฝากตัวเป็ศิษย์
“ข้าต้องเข้าครัว ช่วยท่านแม่ยามนี้”
“เ้าไปเถิด”เอ่ยอนุญาตเมื่อหมดคาบเรียน ยังนั่งที่เดิมคิดหวน
“หากได้รู้ในหลินอี้บุตรบุญธรรมข้า นางปราดเปรื่องเพียงใด ท่านต้องอยากผลักดันแน่นอน”
กวนต้าหยงอ้อนวอนในวันฝนพรำ ตรงลานหน้าวิหารปาเซียน 八 仙
หรืออีกชื่อหนึ่ง ที่ชาวบ้านเรียกกัน ว่าวัดแปดเซียน
“เช่นนั้นเชียวหรือ”
ระยะคบหาผูกมิตรกันมา เสินหยางปฏิเสธไม่ลง
“ท่านพิสูจน์เองได้”
เป็คำโน้มน้าวของกวนต้าหยง
ส่ายพัดเข้าหาตัว ท่าทีหยั่งคิด
“ให้ข้ากลับจากเขาอู่ไถก่อน ได้หรือไม่”
แทบเก็บอาการดีใจไม่อยู่ เพราะนั่นฟังสรุปเป็ตกลงตามที่ขอ
“แล้วแต่ ท่านสะดวกเถิด”
ความไม่เร่งรัดกำหนดเงื่อนไข ทำให้ได้ใจ พลอยกลับคืนวงเวียนเหล่าซือ
บุรุษผู้เร้นกายแฝงเป็คนเร่ร่อนท่องยุทธจักร
หนีความเบื่อหน่าย ข้อกฎเกณฑ์ทางสังคม
เหม่อหาเหตุผล ซึ่งตนได้มานั่งสอนหนังสือแก่หลินอี้
ทุกอย่างปรากฏชัด เป็ดั่งคำพูดกวนต้าหยง
หายากนักกับเด็กหญิงตัวน้อย ชื่นชอบอ่านตำราซุนวู
...“ข้ามาแล้ว ท่านแม่”
ก้าวเข้ามาหาซุกอก“มีอันใดให้ทำบอกมา”
นางถลกแขนเสื้อ เตรียมพร้อม
เหมยหยงมารดา จึงมอบหมายงาน
“จัดจานเตรียมผลไม้ไว้ เมื่อท่านเ้าสำนักกลับมาจะได้ทาน”
ให้งานเล็กน้อยทำ เพื่อเป็การทดแทนคุณ
“ท่านพ่อเดินทางไปที่หนใด หรือเ้าคะ?”
หลินอี้ถามพักหลังมานี้ ไม่ค่อยได้เจอหน้ากัน
หยุดปั้นขนมตอบลูกสาว
“ธุระเข้าพบผู้ใหญ่ ท่านหนึ่งสำคัญเชียวล่ะ”นางพูดบอกทั้งแนะ
“ระวังอย่าให้ผลส้มช้ำนะ หลินนวี่เออร์”
หลินอี้แกะเปลือกลอกออก
“แค่ส้มทานเนื้อในเท่านั้น ท่านแม่”
ยกความปราณีต ไม่มีใครเกินมารดา
เหมยหยงเข้าประกบ จับสอนวิธีใช้มีดกรีดผ่า
ตกแต่งจนได้ดอกบัวหงาย กลีบส้มแผ่กระจาย
“อย่าละเลยเกร็ดเล็ก เกร็ดน้อยสิจ๊ะ”
แนะต่อลูกสาวที่เป็ไม้เบื่อไม้เมา กับงานบ้านงานเรือน
ไป๋อันนางรับใช้ ยืนใกล้ตะลึงตากับผลงาน
“นายหญิงท่าน โปรดสอนข้าด้วยเถิด”
“ได้สิ หากเ้าใฝ่รู้”เหมยหยงพยักหน้ายิ้มรับ
จานผลไม้ถูกนำมาวางบนโต๊ะ กวนต้าหยงถามหาคนทำจากพ่อบ้านหวง
“ท่านหญิงขอรับ กำกับลงมือ”
กุลสตรีแท้จริงอยู่ยังก้นครัว
“มีสิ่งใดหรือท่าน?”นางเดินออกมาทั้งตื่นตระหนก
“เ้าละเอียดอ่อนนัก”
จับชิ้นเนื่อส้มที่ถูกปลายมีดคว้านแกะเมล็ดออก แล้วเอาเข้าปาก
“พิโธ่! นึกว่าอะไรกัน”
เหมยหยงเปิดยิ้มละไม“สิ่งคุ้นชินที่ติดตัวข้า มาจากวังหลวงเท่านั้นเอง”
กวนต้าหยงสะดุดกับคำของนาง คราแรกคิดไว้
อยากให้สืบทอดปกครองสำนักต่อจากตน ของหลินอี้บุตรบุญธรรม
พลันทบทวนใหม่ เพราะถึงอย่างไรย่อมคืนสู่สภาพชนชั้นสูงสักวัน
...ฐานันดรอันแท้จริง ถึงจะซ่อนเร้นเพียงใด
ยังเผยให้เห็นได้ จากกริยา มารยาทส่อสกุล.