BEWARE เด็กอันตราย (จบแล้ว)

    55 : เจรจา




    55 : เจรจา

     

            อาการแรกของเนียร์ที่ได้มาถึงห้องพักของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่าชนเผ่าเอดีวาส  คือเหมือนพวกเพียวไม่มีผิด  นั่นคือตกตะลึงแทบช็อกด้วยความคาดไม่ถึงว่า ชนเผ่า ที่ดูเหมือนเป็นพวกคนป่าคนเขาดูเถื่อนๆ จะได้มาอยู่ในที่หรูหรากว่าคนเมืองอย่างพวกเธอซะอีก

            “เขาว่าคนเราไม่ควรตัดสินอะไรง่ายๆ สินะ”  เนียร์บ่นพึมพำ ขณะขออนุญาตเดินเข้ามาข้างในห้อง  แล้วก็ต้องพบกับผู้ชายสองคน สองวัย  ซึ่งคนสูงวัยกว่านั่งอยู่บนโซฟา  ส่วนคนที่เด็กกว่าแลคุ้นตาเนียร์กว่ายืนอยู่ข้างๆ เหมือนเตรียมพร้อมรับใช้ตลอดเวลา

            ชายสูงวัยที่มีผมสีขาวยาวรวบสูงราวซามูไรลุกขึ้นยืนต้อนรับพวกเธอทันทีที่มาถึง  “ทำตัวตามสบายเถอะนะ”

            พวกเพียวกับทินขานรับอย่างกระตือรือร้น  แล้วก็ทำตัวตามสบายตามคำบอกจริงๆ  บางคนเข้าไปนั่งที่โซฟาที่เจ้าของเพิ่งจะผละออกมา  บางคนก็เปิดตู้เย็นหาอะไรกินทันที  จะมีก็แต่เอลนี่แหละที่ยังเกรงใจ  ยืนลุกลี้ลุกลนข้างๆ เนียร์  ซึ่งตอนนี้เนียร์ยังคงยืนมองคนที่ไม่เคยพบมาก่อนด้วยความสนใจ

            “เอ่อ...คุณเป็นใครเหรอคะ”  เนียร์ถาม  รู้สึกอายกับมารยาทของเพื่อนและพี่ตัวเองแทน  ส่วนเกลก็เข้าไปยืนอยู่ข้างกายพี่ชาย

            “ฉันชื่อ เดสิต  วงศ์วลายุ  เป็นผู้นำของเผ่าเอดีวาส”  เดสิตบอก  ดวงตาสีน้ำตาลแก่ของเขาคุ้นตาเนียร์มาก  ราวกับเคยเห็นจากที่ไหนมาก่อน....  ในขณะที่เธอกำลังนึกทวนความทรงจำว่าเคยเห็นจากไหน  เดสิตก็เอ่ยถามเธอ  “เธอคือนิศาชล สินะ”

            เนียร์ตอบรับกลับไป  รู้สึกประหม่ายังไงชอบกลเมื่ออีกฝ่ายจับจ้องเธออย่างสนใจแบบนี้

            “ฉันมีเรื่องอยากจะคุยกับเธอสักหน่อย  ตามมาสิ”  เดสิตเดินไปที่ประตูสู่อีกห้องนึง

            เนียร์ได้ยินเสียงเอลเรียกเบาๆ  แต่เนียร์แค่หันไปยิ้มให้เป็นเชิงบอกว่าไม่เป็นไร  ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องนั้นตามคำบอก

             


     

            ถ้าหากนี่เป็นแค่ห้องนอนล่ะก็  ต้องขอบอกว่า กว้างมากจนเวอร์

            เนียร์คิดในใจขณะก้าวเข้ามา  แต่ไม่กล้าสังเกตอะไรมากนักเพราะเกรงสายตาเจ้าของห้อง  เห็นก็แต่เตียงลักษณะกลมที่มีแท่นยกสูงรองรับสำหรับเตียงพอดีให้เกิดเป็นพื้นต่างระดับ  กับโต๊ะเตี้ยเบื้องหน้า  เหมือนพวกโต๊ะอุ่นขาของญี่ปุ่น  เพียงแต่ไม่มีผ้าคลุมทับไว้  แล้วก็เบาะรองสำหรับนั่งพื้น

            เดสิตเข้าไปนั่งบนเบาะรองชิ้นหนึ่ง  แล้วเหลือบมองเธอ  ผายมือไปที่ด้านตรงข้าม  “นั่งสิ”

            เนียร์เห็นอีกฝ่ายนั่งแบบท่าเหมือนซามูไรจริงๆ  ที่ชันเข่าข้างนึงขึ้นมา  แล้ววางแขนพาดไว้  ทำให้เนียร์เลยตามเลย นั่งท่าเทพธิดาแบบสำรวมสุดๆ  ขณะที่เกลกับกิลยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากตรงนี้

            ขณะที่เนียร์กำลังรอรับฟังว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไรกับเธอ  เดสิตก็พูดเสียงนิ่งกับหญิงสาวอีกคนเสียก่อน

            “ทำไมไม่ออกไปดูแลแขกล่ะ  เกลลีนา”  ถ้าให้ฟังไม่ผิด  เนียร์คิดว่าเขาเน้นชื่อของเด็กสาวมากกว่าคำอื่น

            เกลสะดุ้งเล็กน้อย  สีหน้าดูอึดอัดเหมือนไม่อยากไป  แต่เนียร์กลับได้ยินเกลพูดว่า ค่ะ ก่อนจะเดินออกจากห้องนี้ไปแล้วปิดประตูลงตามเดิม

            จงใจ...ไล่เกลไป?

            เนียร์กลืนน้ำลาย  ชักรู้สึกไม่ค่อยดี  เมื่อคนที่อยู่ในห้องอีกสองคนที่เหลือ  ท่าทางไม่บอกว่าเป็นมิตรเลยสักนิด  แม้แต่กิล..เธอยังรู้สึกว่าถึงชายสูงวัยตรงหน้าจะเข้ามาบีบคอยังไง  เขาก็คงปล่อยให้เป็นแบบนั้น  ดีไม่ดีจะช่วยทำลายหลักฐานให้อีกต่างหาก

            ดวงตายาวรีของเดสิตจ้องไปที่เด็กสาวราวกับกำลังพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง  จนเนียร์เริ่มรู้สึกชาที่ปลายเท้า..เดสิตถึงค่อยพูด

            “ได้ยินมาว่าตนัยเลือกเธอไปเป็นพวกด้วยสินะ”

            รู้จักกับผู้ชายคนนั้นด้วยเหรอ...  เนียร์ได้แต่สงสัยขณะตอบกลับไปว่า ใช่

            นั่นน่ะสินะ  หากตามที่บอก  เผ่าเอดีวาสเป็นเผ่าที่คอยดูแลรักษาพลังจากธรรมชาตินี้  ถ้าบอกว่าน่าสงสัยก็คงต้องสงสัยตนัย..ผู้ชายคนนั้นมากกว่า  ที่ว่าทำไมถึงมีพลังนี้มาไว้กับตัวได้

            เดสิตมองดูเด็กสาวที่เอาแต่ก้มหน้ามองโต๊ะครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่  แล้วพูด  “รู้มั้ยว่าทำไมตนัยถึงได้เลือกเธอ”

            แม้น้ำเสียงที่พูดจะดูเฉยๆ  แต่เนียร์กลับจับเค้าอย่างอย่างที่ส่อออกมาในเชิงหาเรื่อง  เธอเลยจ้องกลับไป  “ไม่ได้มีแค่ฉันคนเดียวนะคะที่เขาเอาไปเป็นพวกด้วย”

            “แต่ก็มีเธอแค่คนเดียวไม่ใช่รึไงที่เจาะจงชวนไปเข้าร่วมด้วย  ฉันแค่อยากรู้ว่าเพราะอะไรเขาถีงเลือกเธอแทนที่จะเป็นคนอื่น”

            เหตุผลที่ตนัยเลือกเธองั้นหรือ...ถึงจะรู้สึกเหมือนว่าเป็นคำชม  แต่เธอกลับไม่ชื่นชอบนัก  ราวกับอะไรก็ตามที่ผู้ชายคนนั้นเห็นว่าดี  มักเป็นของแขยงสำหรับเธอ  แต่เนียร์จำต้องบอกเหตุผลนั้นออกไปให้เดสิตได้รับรู้

            เกิดความเงียบชั่วขณะจนชวนให้อึดอัด  เนียร์รู้สึกเหมือนตัวเองหายใจลำบากขึ้นทุกที  มองคนตรงหน้าก็มองตอบกลับมาราวกับพิจารณาอยู่ว่าเธอจะเป็นเนื้อสัตว์ที่ควรค่าแก่การลองทาน  หรือจะเททิ้งขยะเพราะมันเน่าไปแล้วดี  พอจะหันมองอีกคนที่ทำตัวเงียบราวกับไม่มีตัวตนอยู่ในห้องนี้  ก็มีแต่สายตาเรียบนิ่งกลับมาให้

            ไม่ได้มีใครที่มองแล้วชวนให้อบอุ่นหัวใจเลยสักคน

            “รู้อะไรมั้ย...”  เดสิตเริ่ม  มีเนียร์ขยับตัวตั้งใจฟังเต็มที่  “ฉันเคยตั้งใจจะปล่อยให้พวกเธอตาย”

            ...โอเค  ถูกเททิ้ง

            “แต่ในเมื่อพวกเธอรอดมาได้  ฉันก็คงจะต้องพิจารณาใหม่อีกครั้ง”

            แล้วก็เก็บขึ้นมาล้างน้ำใหม่  เพราะเกิดคิดขึ้นได้ว่าอาจเอาไปทำอะไรอื่นได้อีก

            “ทำไมอยากให้พวกเราตายล่ะ”  เนียร์ถาม

            “พลังที่พวกเธอมีอยู่กับตัวนั้น  นับว่าเป็นสิ่งที่มีค่าและมีประโยชน์มาก  แต่ในทางกลับกัน  หากมันไปอยู่ในตัวคนชั่วล่ะก็  มันก็ไม่ต่างไปจากพลังทำลายล้างดีๆ นี่เอง  แล้วฉันก็ไม่คิดว่าคนสมัยนี้  โดยเฉพาะพวกคนภายนอกเช่นพวกเธอจะเป็นคนดี”  เดสิตพูดตรงๆ อย่างไม่มีอ้อมค้อม  จนคนที่ฟังอยู่ถึงกับหายเครียดไปเลย

            ทีเมื่อกี้ล่ะเหมือนทำท่าจะอมพะนำ  แต่นี่ดันมาด่ากันตรงๆ ซึ่งๆ หน้าว่า เอ็งมันชั่วเลยเนี่ยนะ

            “หมายความว่า...คำสั่งที่เกลพูดถึง  คือการให้พวกเกลนั่งรออยู่เฉยๆ ที่นี่  รอให้พวกเราตายงั้นสินะ”  เนียร์พูดแล้วก็นึกอยากหัวเราะประชด  เมื่อสิ่งที่ฟิวส์พูดนั้นไม่ได้ต่างไปจากความจริงเลยสักนิด

            “พวกเราไม่อยากรับความเสี่ยงไว้”  เดสิตว่า  “แต่ในเมื่อพวกเธอคิดต่อต้านตนัย  แล้วรอดมาได้  ฉันก็จะลองคิดดูอีกที”

            “เพื่อที่จะให้เรากำจัดผู้ชายคนนั้นให้ได้ก่อน  แล้วค่อยหาทางฆ่าพวกเราทิ้งงั้นสิ”  เนียร์เริ่มขึ้นเสียง  จนชายหนุ่มที่ยืนอยู่ไม่ไกลนี้เริ่มมีการเคลื่อนไหว  พร้อมจะเข้ามาปกป้องชายสูงวัยทุกเมื่อ

            เดสิตไม่ได้ตอบคำถามเธอ  หากถามกลับ  “แล้วเธอคิดว่าตัวเองเป็นคนดีหรืออย่างไรล่ะ  สาวน้อย”

            เนียร์ชะงักไปกับคำถามนั้น....  เธอฆ่าคน...คิดแก้แค้นเพื่อน...นั่นคงไม่ได้เรียกว่าเป็นคนดี  แต่...

            หญิงสาวกำมือบนตักแน่น  “ฉัน...คงไม่ใช่คนดีอะไรนัก  แต่ว่า”  เธอเงยหน้ามองตาเดสิต  “ฉันไม่ได้คิดจะเอาพลังนี้ไปทำเรื่องชั่วร้ายอะไรแน่  และจะต่อต้านผู้ชายคนนั้นอย่างเต็มที่”

            “เพราะอะไรล่ะ”

            “เพราะ...ยังมีคนที่รัก..คนที่อยากปกป้องอยู่  ฉันจะปกป้องโลกนี้เพื่อให้พวกเขาได้มีชีวิตอยู่ตามปกติ”  เนียร์ตอบด้วยความมุ่งมั่น  และจะไม่ให้สิ่งใดมาสั่นคลอนความคิดนี้อีกแล้ว

            “แล้วคนอื่นล่ะ  หากสมมติว่าพวกเธอล้มตนัยลงได้  แล้วคนอื่นล่ะ  พวกเธอจะไม่มีใครคิดใช้พลังจากธรรมชาติเพื่อความโลภของตัวเองรึไง  คนภายนอกเช่นเธอ  จิตใจสกปรก โสมม  เต็มไปด้วยกิเลสและความโลภ  ชังชังกันเอง  แก่งแย่งกันเอง  เพื่อผลประโยชน์ของตนแล้ว  ต่อให้คนอื่นจะลำบากขนาดไหนก็ไม่สน...แบบนี้  ยังจะบอกให้ฉันเชื่อใจอีกงั้นเหรอ”  สายตาเดสิตบ่งบอกถึงความรังเกียจ  ที่มันมากมากเสียจนเนียร์ตกใจ

            “ผู้คนที่ทำให้โลกนี้ต้องแปดเปื้อน”

            “แน่ใจเหรอ...”  เนียร์คั่นคำ  “แล้วคุณเอาอะไรมาเป็นตัวตัดสินกันล่ะว่าคนนี้เลวหรือคนนี้ดี  จริงอยู่ที่คนสมัยนี้มักเป็นแบบนั้น  แต่มันจะไม่มีส่วนที่ดีอยู่เลยรึไง  มันไม่มีหรอกไอ้พวกที่เลวไปซะหมด  ดีไปซะทุกอย่าง  พวกคุณเองก็เหมือนกัน  คิดว่าตัวเองดีเลิศประเสริฐศรีนักรึไง  ถึงได้ไปเที่ยวต่อว่าใครอื่นเขา”  เริ่มหยุดไม่อยู่ด้วยความของขึ้นจัด  ยังดีมีสำนึกว่าอีกฝ่ายแก่กว่าแล้วเรียกว่า คุณ

            “ถามตัวเองเถอะนะว่าคนที่คิดหลอกใช้คนอื่น  แล้วพอหมดประโยชน์แล้วก็กำจัดทิ้งน่ะ  มันยังจะเรียกว่าเป็นคนดีได้อยู่รึเปล่า”  เธอทุบโต๊ะไปทีนึงเป็นการปิดท้าย

            “ท่านเดสิต”  ชายหนุ่มที่ถูกลืมในห้องเรียก  ราวกับจะขอคำสั่งให้จัดการหญิงสาวคนนี้  โทษฐานขึ้นเสียงใส่  แต่เดสิตทำแค่ยกมือขึ้นเป็นเชิงห้ามไว้  ขณะนัยน์ตาสีน้ำตาลแก่ยังจดจ้องที่หญิงสาวอย่างไม่วางตา

            “.....เกลลีนาบอกว่าเธอเป็นคนดี”

            “เพราะงั้นถึงได้ไล่เกลไปงั้นสิ”  เนียร์สวนกลับทันใด  ขณะที่เดสิตยังสงบนิ่ง

            “ฉันพอจะเข้าใจแล้ว  ว่าทำไมเด็กคนนั้นถึงได้เลือกเธอ”  เขาว่า

            เนียร์ชะงักไปกับคำว่า เด็กคนนั้น  เมื่อรู้ว่าเด็กที่พูดถึงนั้นหมายถึงตนัย....รู้สึกอายุของตนัยจะเลยคำว่า ‘เด็ก’ ไปโขแล้วนะ

            “เอาเถอะ  ฉันจะลองพิจารณาดูอีกทีว่าพวกเธอจะไม่เอาพลังนี้ไปใช้ในทางที่ผิดอย่างที่ว่าไว้จริงๆ รึเปล่า  แล้วถ้าเป็นเช่นนั้นจริง  ฉันก็จะให้พวกเธอมีชีวิตอยู่ต่อไปล่ะนะ”  ชายสูงวัยพูดแค่นั้น  ก่อนจะบอกให้เธอออกไป  ในขณะที่เนียร์ไม่เข้าใจบางอย่าง

            ก็ในเมื่อเธอบอกเหตุผลที่ตนัยเลือกเธอไปแล้ว  แต่อีกฝ่ายกลับทำท่าเหมือนเพิ่งเข้าใจเหตุผลในการเลือก  หมายความว่ายังมีเหตุผล็อย่างอื่นอีกงั้นเหรอ

            นึกๆ อยากจะหันไปถามถึงเหตุผลที่ว่า  แต่บรรยากาศช่างไม่เป็นใจให้ถามเอาซะเลย  เนียร์เลยได้แต่ทำใจ  ช่างมัน...ยังไงมันก็ไม่ได้สาหลักสำคัญอยู่แล้ว  ก่อนจะหันไปเปิดประตูสู่โลกแสงสว่าง  หลังจากมืดมนมานาน

             


     

            ตอนแรกเนียร์คิดว่ากะจะหาน้ำอะไรเย็นๆมาดื่มให้สมองมันกระปรี้กระเปร่าสักหน่อย  แต่พอเห็นภาพเบื้องหน้าที่แต่ล่ะคนกำลังทำมหกรรมปาหมอนที่เกลหาให้ใช้นอนแล้วนั้น  เนียร์ก็รู้สึกอยากกลับไปหาความสงบของห้องที่มืดมนนั่นดีกว่า

            ไม่ได้มีสำนึกว่าเป็นแค่แขกกันเลยใช่มั้ยไอ้พวกนี้  เนียร์คิด  หันมองพี่ตัวเองที่เป็นผู้ชายคนเดียว  หมอนั่นนั่งอยู่ที่โต๊ะกินข้าวอีกฟากของห้อง  นั่งกระดิกเท้ายกขวดโค๊กขึ้นจิบทีล่ะนิดพร้อมกับมองดูสงครามปาหมอนอย่างสบายอารมณ์  ระดับความน่าไว้วางใจเป็นศูนย์

            เกลเพิ่งหันมาเห็นเนียร์  เธอเป็นคนเดียวที่ยืนอยู่เฉยๆ ไม่รู้จะทำตัวอย่างไรดี  แต่เนียร์สังเกตเห็นว่าดวงตาสีน้ำเงินเข้มคู่นั้นน่ะ  กำลังเป็นประกายขบขันอยู่  หมายความว่าจะห้ามก็ห้ามได้  เพียงแต่ไม่ทำเองสินะ  โอ้  ตรูจะบ้าตาย

            “คุยกับท่านเดสิตเสร็จแล้วเหรอคะ”  เกลวิ่งข้ามอ้อมสงครามมาหา  ประกายตาที่เคยสดใสดูจะสลดลงไป  “ท่านเดสิตพูดอะไรที่ทำให้คุณไม่สบายใจรึเปล่าคะ”

            “อา...เปล่าหรอก”  เนียร์โกหก  เพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายลำบากใจ  แล้วรีบบ่ายเบี่ยงเรื่อ  “แล้วไอ้พวกนั้นทำอะไรกันน่ะ”

            เกลหันมองพวกเพียว  แล้วก็คึกคักขึ้นมาอีก  “อ๋อ  กำลังแย่งกันน่ะค่ะว่าใครจะนอนบนโซฟา”

            ให้มันได้ยังงี้สิเพื่อนตรู...

            ทั้งที่เนียร์เอือมกับพวกนี้เต็มทน  จู่ๆ เกลก็พูดว่า  “เพื่อนๆ ของคุณนี่สนุกกันได้ตลอดเวลาเลยนะคะ”

            สนุกมากจนเอ๋อเลยล่ะ..  เนียร์หัวเราะเหอะๆ

            “น่าอิจฉาจัง”  คำพึมพำเบาๆ ของเกลไม่อาจพ้นหูคนข้างตัวได้  จนคนที่ได้ยินอดไม่ได้ต้องหันมามองด้วยความสงสัย  ส่วนคนถูกได้ยินก็จำต้องอธิบาย

            “ในเผ่าของฉันไม่ค่อยมีใครอยากเข้ามายุ่งกับพวกฉันหรอกค่ะ  แม้แต่ในหมู่คนวัยเดียวกันเองก็ตามที”

            เนียร์ฟังแล้วพูดตามที่ตัวเองเข้าใจ  “เพราะเป็นคนคอยติดตามผู้นำเผ่าล่ะมั้ง  พวกนั้นเลยพากันเกรงๆ ไม่กล้าเข้าใกล้”

            “....ไม่ใช่หรอกค่ะ”  เนียร์ได้ยินเกลว่าแบบนั้น  “ตรงกันข้ามเลยด้วยซ้ำ”

            เนียร์รอฟังว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไรออกมาอีก  แต่ก็ไม่มีคำใดออกจากปากเกลอีก  จนคนรอ รอเก้

            “เกล”

            เสียงเรียกจากทางด้านหลังทำเอาเนียร์สะดุ้งตัวโหยง  ขณะที่เกลยังนิ่งสนิทแล้วหันไปมอง

            “มีอะไรเหรอคะพี่กิล”

            ชายหนุ่มที่เปิดประตูแง้มๆ เห็นรอยยิ้มน้องสาวแล้วเหมือนจะนิ่งไปสักพัก  แล้วตั้งตัวใหม่ด้วยการบอกเธอว่าเดสิตเรียกไปคุยด้วย

            ประตูห้องปิดลงโดยสลับตัวคู่แฝด..เกลเข้าไปอยู่ข้างใน  ส่วนกิลก็ออกมายืนข้างๆ แทนที่เกล

            กิลมองเนียร์  จนคนถูกมองเริ่มกระสับกระส่ายเพราะอีกฝ่ายเอาแต่จ้อง  ไม่ยอมพูดอะไรออกมาสักที

            “นายมีอะไรจะพูดก็ว่ามา”  เนียร์หันไปถามคนปากหนัก  นึกสงสัยว่าถ้าไม่มีคำสั่งให้พูดมันจะยอมพูดมั้ย  แต่ขณะที่กำลังคิดแบบนั้นอยู่นี่เอง  กิลก็พูดขึ้น

            “นึกว่าเธอจะเล่าให้เกลฟังซะอีกว่าคุยอะไรกับท่านเดสิตมา”

            เนียร์ขมวดคิ้ว  “รู้ได้ไงว่าฉันไม่ได้เล่า  ฉันแฉให้เกลฟังหมดเปลือกเลยต่างหากว่าพวกนายกดดัน  ขู่พวกฉันว่าอะไรบ้าง”  เธอแหลสดเพราะอยากเห็นสีหน้านิ่งๆ นั้นรู้สึกลำบากใจบ้าง  แต่ก็เปล่าเลยสักนิด  เพราะกิลยังพูดกลับมานิ่งๆ ตามเดิม

            “เธอไม่ได้เล่าหรอก  เพราะถ้าเล่า  เกลคงยิ้มแบบนั้นไม่ได้”

            ก็จริง...

            เนียร์แอบเห็นด้วย  เพราะเกลเป็นพวกรู้สึกยังไงก็แสดงออกมาหมด  โกรธก็ตบ (แต่ตบใครนี่ว่ากันอีกที)  เศร้าก็ร้องไห้  ดีใจก็หัวเราะ  เพราะงั้น..ถ้าเธอเล่าไปจริง  ป่านนี้เกลคงได้แต่ทำหน้าอมทุกข์ที่ช่วยอะไรเธอไม่ได้เลย

            เนียร์คิดแล้วก็เหล่ตามองกิลที่ยืนอยู่ข้างๆ  ซึ่งกำลังมองไปที่พวกเพียวอยู่

            ผิดกับพี่ชายลิบลับ  ทำหน้านิ่งตลอดกาลอย่างที่ไม่รู้ว่ากำลังแอบคิดฆ่าห่อหมกศพพวกเธออยู่รึเปล่า... ไว้ใจน้องได้  แต่อย่าวางใจพี่เลยน่าจะดีกว่า

            ป้าป!

            ไม่รู้ว่าหมอนจากมือใครลอยมากระทบหน้าเนียร์อย่างจัง  ถ้ามันเป็นหมอนนุ่มๆ ยัดขนนกมาอะไรประมาณนั้นเธอจะไม่ว่าอะไรสักคำ  แต่นี่โดนทีถึงกับหน้าหัน  หัวแทบจะไปโขกกับประตูอยู่แล้ว

            “ใครปามาฟะ!”  เนียร์กำหมอนแน่น  ตรูอุตส่าห์อยู่ห่างๆ ไม่ยุ่งด้วย  มันก็ยังจะเผื่อแผ่มาให้อีก...  เธอจ้องไปที่พวกเพียวที่ตอนนี้หยุดชะงัก  แล้วพากันชี้ไปที่คนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเองทันที  “มันทำ!”

            อา...ฉากมิตรภาพอันน่าประทับใจ  ช่างสมกับเป็นเพื่อนตัวอย่างแห่งปีที่น่าเอาเยี่ยงอย่างเหลือเกิน

            แว่วเสียงคนปากหนักพึมพำเบาๆ  “เสียทีที่เป็นถึงผู้ใช้พลังจากธรรมชาติ  ไม่นึกเลยว่าหมอนแค่นี้ก็หลบไม่ได้”

            เนียร์สวนกลับทันใด  “แล้วไอ้คนที่บอกปาวๆ ว่ามีหน้าที่ปกป้องผู้ใช้พลัง  ทำไมมันถึงไม่เข้ามาช่วยล่ะวะ”  สายตาจ้องไป  แต่กิลกลับทำหน้าเหมือนไม่ได้ยินที่เธอพูดซะอย่างนั้น

            ป้าป!

            หมอนอีกใบลอยละล่องมากระแทกหัวอีกระลอก  เส้นความอดทนก็ขาดผึง

            “ใครวะ!!”

            คราวนี้ทั้งเอล เพียว และโมต่างชี้ไปกันเป็นจุดเดียว  ซึ่งทั้งหมดนั้นชี้ไปที่หนุ่มผมสองสีที่ส่งยิ้มเผล่มาให้อย่างไม่คิดปิดบังว่าเมื่อกี้ตัวเองเป็นคนทำเลยสักนิด

            “โทษฐานที่ก่อนหน้านี้แกล้งทำเป็นไม่เห็นหัวฉัน”

            คำตอบที่ทำเอาเนียร์ยิ้มเหี้ยม  หยิบหมอนสองใบนั้นขึ้นมาแล้วเดินมุ่งไปหาเจ้านั่นที่เดินเข้ามาหาเช่นกัน...แล้วสงครามปาหมอนก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

             



     

            ด้วยความไม่เจียมสังขาร  หลังจากเหนื่อยมาทั้งวันแทนที่จะพักผ่อน  กลับมาเล่นปาหมอนไร้สาระ  ที่สุดท้ายเพียวก็ได้นอนโซฟาสมใจอยาก...  เหนื่อยจนแม้มีเรื่องหนักหัวอยู่  แต่พอหัวถึงหมอนปุ๊ป หายใจท่องพุทโธอยู่ได้ไม่กี่รอบก็หลับลงแล้ว

            แต่แล้วเนียร์ก็ต้องตื่นขึ้นมากลางดึกอีก  ไม่ใช่เพราะด้วยความเมื่อยจากการต้องนอนพื้น  และไม่ใช่ด้วยความแปลกสถานที่  หากแต่เป็นเพราะส้นเท้าใครบางคนที่ละเมอทิ้งลงกลางท้องเธอต่างหากที่ทำเอาจุกจนต้องตื่น

            เนียร์ขยับหัวมองคนที่ตอนแรกคิดว่าก็กะระยะห่างแบบนอนได้สบายไม่เบียด  มีที่ให้กลิ้งได้เล็กน้อยแล้วนะ  แต่ไอ้เจ้าตัวยุ่งมันก็ยังจะกลิ้งมาถึงเธอได้อีก  แถมยังมาประทุษร้ายเวลาหลับอีก

            หลังจากเอาบาทาบนท้องออก  ก็ดันตัวขึ้นมา  มองไปข้างๆ เห็นเอลกับทินที่อยู่ถัดจากเธอไปกำลังหลับสนิท

            ห้องที่ควรจะมืด  กลับมีแสงจันทร์สีเงินส่องเข้ามาพอให้เห็นอะไรได้โดยไม่ต้องเปิดไฟ  มองออกไปที่ระเบียงที่เปิดแง้มๆ พอให้มีอากาศจากภายนอกเข้ามา  นึกอยากหลับ  แต่เรื่องยุ่งๆ ก่อนหน้านี้ก็ชวนให้มาขบคิดจนหลับไม่ลง

            เนียร์สลัดผ้าห่มบนตัวออก  แล้วจงใจให้มันคลุมหน้าคนที่บังอาจมาปลุกเธออย่างนึกแกล้ง  ก่อนจะลุกขึ้นเดินออกไปที่ระเบียง  เท้าแขนสองข้างไว้ที่ราวระเบียง  ก้มหน้ามองบ้านของคนอื่นที่อยู่แถวนี้  สายลมอ่อนพัดโชยมา...ความเงียบของโลกที่หลับใหลชวนให้คนที่ตื่นอยู่รู้สึกสงบอย่างที่ไม่ได้รู้สึกแบบนี้มานาน

            เนียร์ยิ้มกับตัวเองเมื่อคิดได้ว่าคืนนี้ไม่ได้นอนคนเดียวเหมือนคืนที่แล้วๆ มา  แต่ว่า...วันข้างหน้านี้จะเป็นอย่างไรกันนะ

            รอยยิ้มที่มีหายไป...พวกเธอยังต้องเจออะไรอีกบ้างกัน  ความจริงไม่ต้องคิดถึงวันหน้า  เอาแค่ตอนนี้ก็ต้องมาเจอพวกชอบคอยจับผิดแล้ว....เนียร์ถอนหายใจแล้วเงยหน้ามองฟ้าแทน  นึกอยากให้มีดาวตกลงมาสักดวง  จะได้อธิษฐานขอ

            เหมือนสั่งได้ดั่งใจ  เพราะจู่ๆ ก็มีดาวตกลงมาพอดี

            “เฮ้ย แม้งตกจริงอีก”  เนียร์ถึงกับลนลาน  นึกคำขอไม่ถูกเลยทีเดียว  “เดี๋ยวนะ  ฉันขอ..ฉันขอ...”  ยังนึกไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าอยากจะขออะไร  ดาวดวงนั้นก็หายลับไปแล้ว  ทำเอาเด็กสาวสลด  ก้มหน้าลงกับแขนที่ประสานกันบนราวอยู่ได้สักพัก  บ่าเธอก็สั่นหงึกๆ เหมือนกำลังกลั้นหัวเราะอยู่

            “ขอไปก็เท่านั้นแหละนะ”  เนียร์เงยหน้า  รู้สึกว่าตัวเองงี่เง่าชอบกลที่เชื่อเรื่องการขอพรกับดาวตก  แต่กระนั้น  “ความจริงไม่ต้องขอ  ก็ได้มาแล้วนี่เนอะ”  เธอหันไปมองเพื่อนๆ ของตนในห้อง  สิ่งเดียวที่เธออยากจะขอนั้นก็คือ  การไม่ต้องอยู่คนเดียวอีกแล้ว

            กึก

            “เชี่ย!”

            คนไม่อยากอยู่ตัวคนเดียวถึงกับสบถคำโตด้วยความตกใจเมื่อรู้ว่าตัวเองไม่ได้อยู่คนเดียว  รีบหันมองไปทางต้นเสียงทันทีแบบกลัวว่าจะมีอะไรโผล่มา  ปรากฏว่าเสียงนั้นดังมาจากระเบียงของห้องที่อยู่ติดกัน  เด็กหนุ่มนั่งพิงราวอยู่บนพื้น  ขาข้างหนึ่งเหยียดยาว  ส่วนอีกข้างก็ชันขึ้นมาให้แขนพาด  กอดดาบที่ใส่ฝักไว้อยู่

                ทันทีที่รู้ว่าอีกฝ่ายรู้ถึงการมีตัวตนของตัวเองอยู่  กิลก็ถอนหายใจยาว

                “นาย..อยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่”  เนียร์ถาม

            “อยู่ก่อนเธอก็แล้วกัน”  กิลตอบ  เมื่อกี้เขานั่งมองดูดาวอยู่คนเดียวอย่างสงบอยู่เลยจนกระทั่งอีกฝ่ายโผล่มา  เขาลุกขึ้นยืน  หันมองเนียร์ที่ทำสีหน้าปุเลี่ยนชอบกล  เพราะคิดว่าเขาได้ยินที่เธอโวยวายกับตัวเองเหมือนคนบ้าไปแล้ว  แต่กิลทำแค่เพียงมองเธอนิ่งๆ แล้วบอกว่า  “เธอไปนอนเถอะ”  แล้วก็กลับเข้าห้องไป  ทำเอาเนียร์ไม่รู้ว่า  ไอ้สายตาที่จ้องมาเมื่อกี้นี้มันจะส่อนึกสมเพชตัวเองรึเปล่า 




     

    คล้ายกับเรื่องBEWARE เด็กอันตราย (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน