“ ก็แค่เชฟที่ผ่านทางมา ? ” เหลียงเย่สับสน เขาไม่เข้าใจว่าไอ้หนุ่มหน้าหล่ออย่างเจ้าหมอนี่มันมายุ่งเรื่องของเขาทําไม ?
หมอนี่มันอาจจะเป็นบ้า ?
หรือว่าปัญญาอ่อน ?
ช่างเถอะ !
เพราะแบบไหนก็ไม่ต่างกันหรอก !
“ ฉันไม่สนหรอกนะว่าแกเป็นใคร แต่อย่ามาจุ้นไม่เข้าเรื่อง ! ” นี่มันบ้านของเขา แล้วทําไมเขาต้องยอมให้ใครที่ไหนก็ไม่รู้มายุ่ง ?
แถมยังเป็นเรื่องของเขากับแม่อีก เขาจะไปยอมได้อย่างไร เพราะนี่มันคือเรื่องของครอบครัว !
“ เย่เอ๋อร์อย่าโวยวายสิ ” เหลียงซีมีสีหน้าที่ไม่สู้ดี เธอกลัวว่าลูกชายของเธอจะเลือดร้อนคุมอารมณ์ไม่อยู่และไปอัดพ่อหนุ่มคนนั้น
“ พ่อหนุ่มลูกชายของฉันก็เป็นอย่างนี้แหละ อย่าถือสาเขาเลยนะ ” เธอขอโทษแทนลูกชายของเธอต่อยูหมิง
“ ไม่ต้องขอโทษผมหรอกครับ ” ยูหมิงไม่รู้ว่าอะไรทําให้เหลียงเย่หงุดหงิดและโมโหจนต้องมาระบายกับแม่ของตัวเอง แต่เขาจะไม่ยอมยืนดูอยู่เฉยๆแน่ เพราะแม่นั้นคือตัวตนที่ยิ่งใหญ่ ไม่ว่าใครก็ตามหากกล้ามาว่าแม่ของเขาหรือทําให้แม่ของเขาเสียใจ เขาจะไม่อยู่เฉยแน่ !
โดยเฉพาะเหลียงเย่ที่กล้าระบายอารมณ์ต่อแม่ของตัวเอง เขาต้องการที่จะเข้ามาสอนให้รู้ว่าอย่าได้มาระบายอารมณ์กับแม่ที่ได้ให้กําเนิดเรามา แม้เขาจะถูกหาว่าจุ้นก็ตาม
แต่อย่างไรซะเขาก็ไม่ชอบยืนดูเหตุการณ์แบบนี้อยู่เฉยๆ เพราะเขาสัมผัสได้จากนํ้าเสียงของเหลียงเย่ว่าถึงแม้อีกฝ่ายจะโมโหและหงุดหงิดแต่ก็ยังดูพยายามระงับอารมณ์อยู่
“ แม่ ! แม่จะไปขอโทษมันทําไม ? มันเป็นใครก็ไม่รู้แต่มาจุ้นเรื่องของเราแบบนี้ นี่ถูกแล้วเหรอ ? ” เหลียงเย่รับไม่ได้ที่แม่ของเขาต้องขอโทษอีกฝ่ายทั้งๆที่อีกฝ่ายเป็นฝ่ายผิด เขาลุกขึ้นยืนและเดินตรงไปหายูหมิงทันที
ยูหมิงมองชายหนุ่มร่างกายกํายําที่กําลังเข้ามาอย่างสบายๆ “ ผมจุ้นก็จริงแต่คุณก็ไม่ควรมาระบายอารมณ์กับแม่ของตัวเองไม่ใช่เหรอ ? หรือว่าน้องชายของคุณใช้การไม่ได้ ? มันเลยทําให้คุณโมโหขนาดนั้น ”
“ กะ…แก ! ” เหลียงเย่รู้สึกว่าตัวเองกําลังโดนดูถูกอย่างหนัก เขาแทบจะคลั่งแล้วในตอนนี้ หากไม่ใช่เพราะแม่ของเขายืนดูอยู่ เขาคงซัดไอ้หมอนี่ไปแล้ว
“ กะ แก ? พูดเป็นอยู่สองคํานี้หรือไงครับ ” ยูหมิงไม่สนว่าเหลียงเย่จะโมโหแค่ไหน เขาแค่ทําตามวิธีของเขาต่อไปเท่านั้น
“ แก… ” เหลียงเย่พูดไม่ออก เขาสั่นเทิ้มด้วยความโกรธเกรี้ยว หากไม่ใช่ว่าเขากําลังมีแม่ยืนดูอยู่ตรงนี้กับปัญหาของแก๊งเสือป่าแล้วล่ะก็ เขาคงเหยียบไอ้หมอนี่ให้จมดินไปแล้ว
มันไม่รู้รึไงว่าเขาเป็นใคร ? ถึงได้กล้ามาแหยมกับเขาอย่างนี้
“ แก ? คุณจุกแน่นที่ท้องหรือ ถึงได้พูดเป็นอยู่แค่ไม่กี่คํา ” ใบหน้าของยูหมิงเต็มไปด้วยความสับสน ในตอนนี้เขารู้สึกสับสนที่อีกฝ่ายพูดอยู่ไม่กี่คําทั้งๆที่ไม่ได้เป็นอะไร
“ อ้อ ผมชื่อยูหมิง คุณไม่ต้องเรียกผมว่า “ แก ” อีกต่อไปแล้วนะ ” เขาตะหนักได้ถึงบางอย่าง อีกฝ่ายอาจจะไม่รู้ชื่อของเขาก็เป็นได้ถึงได้แต่พูดกับเขาแค่ไม่กี่คํา เขาถึงบอกชื่อของเขาออกไป
“ แก ! ” ในตอนนี้หน้าของเหลียงเย่แดงกรํ่าจนถึงขีดสุด ความโกรธเกรี้ยวที่ถูกท้าทายได้พุ่งทะลุถึงเก้าชั้นฟ้าจนแทบจะหยุดไม่อยู่ๆแล้ว
‘ อดทนไว้ อดทนไว้ อดทนไว้... ’ แต่เขาก็ยังคงพยายามระงับอารมณ์เพื่อที่จะต้องไม่ให้ร่างกายพุ่งเข้าไปอัดไอ้หมอนั่นจนต้องนอนโรงพยาบาล
“ แก ? สงสัยคุณจะพูดอยู่เป็นแต่คํานี้ เฮ้อ ช่างเถอะ ในโลกนี้ยังมีคนอีกมากมายที่เป็นแบบเดียวกับคุณ ! ” ยูหมิงถอนหายใจด้วยความช่วยไม่ได้ เขาไม่รู้ว่าทําไมเขาถึงได้เจอแต่คนแปลกประหลาดแบบนี้บ่อยนัก
คราวนี้เหลียงเย่ไม่ได้พูดอะไร เขาเงียบกริบเพราะฉุกคิดได้ว่าหากเขายังคงพูดต่อไป จะต้องเป็นเขาแน่ที่บ้าไปเสียก่อน สู้หยุดแล้วรอให้อีกฝ่ายเบื่อจนกลับบ้านไปเองไม่ดีกว่าเหรอ
ยูหมิงเลิกสนใจเหลียงเย่ทันที เขารู้สึกว่าชายหนุ่มคนนี้มันเป็นพวกแปลกประหลาดเช่นเดียวกันกับคนอื่นๆที่เขาเคยเจอมา
“ คุณป้าครับ ผมขอยืมครัวหน่อยนะครับ ” ยูหมิงพูดกับเหลียงซีและเดินเข้าครัวไปอย่างรวดเร็ว
ก่อนเหลียงซีจะได้ทันตอบอะไร เธอก็พบว่ายูหมิงเดินเข้าไปในครัวเสียแล้ว เธอจึงหันกลับมามองลูกชายของเธอด้วยความรู้สึกทึ่ง
ทั้งชีวิตของเธอ เธอแทบไม่เคยเห็นใครที่สามารถทําให้ลูกชายของเธอเป็นแบบนี้ได้มาก่อน ยูหมิงนับว่าเป็นคนแรกที่สามารถทําได้ ว่าแต่เขาเป็นใครกันล่ะทําไมถึงต้องมาใช้ครัวที่ร้านของเธอด้วย
‘ ไอ้บ้านี่สงสัยถ้าจะประสาท ’ เหลียงเย่มองดูยูหมิงที่เข้าไปในครัวด้วยสายตาลึกลํ้า ในสายตาของเขา ยูหมิงนั้นมีสิทธิ์ที่จะมีโรคได้หลายโรค
โรคบ้า โรคปัญญาอ่อน โรคประสาท โรคติ๊งตอง โรคไม่เต็ม ...
เว้ย ! เขาไม่อยากจะคิดอีกต่อไปแล้ว มันจะมีกี่โรคก็ช่างหัวของมันสิวะ !
เหลียงเย่ได้แค่หวังว่าหลังจากที่อีกฝ่ายใช้ครัวเสร็จมันจะยอมกลับออกไปโดยเร็ว ไม่งั้นเขาคงบ้าตายแน่ๆ
สามสิบนาทีต่อมา ยูหมิงเดินออกจากครัวพร้อมชามใบหนึ่ง ภายในชามนั้นมีของเหลวสีขาวที่ออกข้นๆบดๆ
ข้าว !
ใช่ ! มันคือข้าวที่ถูกทําเป็นโจ๊ก !
นอกจากนี้ยังมีขิงซอยสีเหลือง ต้นหอม ไข่ หมู ทั้งหมดได้ถูกจัดการมาเป็นอย่างดีแล้ว ในตอนนี้พวกมันจึงมีภาพและดูน่ากินมาก
โจ๊กชามนี้จัดได้ว่าสวยงามเป็นอย่างมาก มันเป็นโจ๊กที่ไม่สามารถหาได้ตามท้องถนนอย่างแน่นอน
กลิ่นหอมที่ส่งออกมาจากมันได้ลอยไปเข้าจมูกของเหลียงซีและเหลียงเย่
เหลียงเย่ที่ได้สูดกลิ่นหอมเข้าไปรู้สึกได้ถึงความสดชื่นที่อบอุ่น มันไม่ต่างอะไรไปจากตอนที่เขายังเป็นทารกในครรภ์
ความโกรธเกรี้ยวที่พุ่งทะยานขึ้นเมื่อครู่ก็ได้ดิ่งลงอย่างรวดเร็ว
ยูหมิงไม่สนใจท่าทีที่เปลี่ยนไปของคนทั้งสอง เขาเพียงแค่เดินไปใกล้ๆเหลียงเย่และยื่นชามพร้อมช้อนให้
ความหมายของเขาก็คือจะให้อีกฝ่ายยืนกินนั่นเอง
เหลียงเย่แทบไม่สามารถหักห้ามใจได้ เขามองไปยังโจ๊กที่อยู่ในชาม
อา…มันช่างน่ากินยิ่งนัก !
ควับ !
เหลียงเย่คว้าชามที่ถูกยื่นให้พร้อมช้อนทันที เขามองไปที่โจ๊กตรงหน้าด้วยความหลงใหลอีกครั้งก่อนจะลงมือกิน
อึก !
เสียงโจ๊กถูกกลืนลงสู่กระเพาะอาหาร และยังคงมีแบบนี้เรื่อยๆ จนในที่สุดก็หยุดไป
“ อร่อย ! ” เมื่อเหลียงเย่รู้สึกตัวอีกทีเขาก็พบเพียงชามที่ว่างเปล่า เขาจึงอดชมไม่ได้เพราะเขาไม่เคยกินอะไรอร่อยขนาดนี้มาก่อนจนถึงกับตัวเองยังต้องชม
“ แน่นอน ! ยังมีอีกมาก คุณสามารถไปเติมเองได้ ” ยูหมิงพยักหน้าด้วยความภูมิใจ
เหลียงเย่ไม่รอชาและเดินตรงเข้าไปในครัวก่อนจะกลับมาพร้อมชามสองใบที่ใส่โจ๊ก ซึ่งมีช้อนพร้อมกินตลอดเวลา
“ แม่ เรามากินด้วยกันเถอะ ” เหลียงเย่ยื่นชามให้กับแม่ของเขา
“ ได้สิลูก ” เหลียงซีรู้สึกได้ถึงความหงุดหงิดและอารมณ์ที่ซับซ้อนของลูกชายเธอที่หายไปได้ เธอจึงรับชามมาด้วยรอยยิ้ม
เมื่อเห็นว่าแม่รับชามไปแล้ว เหลียงเย่ก็พยักหน้าเป็นเชิงว่ากินพร้อมกัน เหลียงซีจึงพยักหน้าและเริ่มกินกันพร้อมกับลูกชายเธอ
ยูหมิงยืนดูอย่างเงียบๆ เขาหวนคิดถึงตอนยังเป็นเด็กน้อยซุกซน ในตอนนั้นเขามักจะกินโจ๊กกับแม่ของเขาและพ่ออยู่เสมอ มันเป็นความรู้สึกอบอุ่นที่ทุกครอบครัวจะได้รับหลังกินพร้อมหน้าพร้อมตากัน
ในเวลานี้เขาสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนถึงนํ้าตาสองสายที่ไหลรินอยู่บนใบหน้าของเหลียงเย่
ถึงจะเป็นนํ้าตาแต่มันหาได้ใช่นํ้าตาของความเศร้าไม่ มันเป็นนํ้าตาที่ไหลออกมาจากความยินดีที่ตื้นตันใจและความสุขที่อบอุ่น !