แสงทองเรืองรองแทรกผ่านม่านแพรบางๆ ในตำหนักขององค์ชายมันตรา เขาลืมตาตื่นขึ้นอย่างงัวเงีย ค่อยๆลุกขึ้นนั่งพลางคิดใคร่ครวญ ภายในใจนึกถึงท่านผู้หนึ่งที่จะเป็ดั่งบันไดให้เขาก้าวขึ้นสู่งความแข็งแกร่ง และเป็ที่พึ่งเดียวที่พอจะทำให้เขารอดพ้นจากความตายในชาตินี้ได้
"อาจารย์วากิว..." มันตรากล่าวพึมพำกับตนเอง
ก๊อก… ก๊อก เสียงเคาะบานประตูเบาๆ ดังขึ้น
“เข้ามา” มันตรากล่าวขณะลุกขึ้นจากเตียง ในขณะที่บานประตูไม้เปิดออกอย่างระมัดระวัง หัวหน้านางข้าหลวงร่างเล็กในชุดสีฟ้าอ่อนนั่งก้มศีรษะต่ำ มือประสานกันแนบอก “ขอประทานอภัยเพคะองค์ชาย น้ำล้างพระพักตร์พร้อมแล้วเพคะ” นางเอ่ยขึ้นด้วยความนอบน้อม
องค์ชายมันตรามองกลับไปด้วยสายพระเนตรสงบนิ่ง พร้อมกับพยักหน้าช้าๆ ก่อนจะกล่าวตอบ “อืม นำเข้ามาเถิด”
หัวหน้านางข้าหลวงรับคำ กลุ่มนางข้าหลวงจึงพากันก้าวเข้ามาภายในห้องบรรทม บ้างวางอ่างล้างพระพักตร์ บ้างเตรียมฉลองพระองค์ บ้างเตรียมผ้าซับพระพักตร์ เสร็จแล้วพวกนางก็ถอยกลับออกไปอย่างเงียบเชียบ ประตูปิดลงเบาๆ ทิ้งไว้เพียงกลิ่นจางๆ ของฉลองพระองค์อบร่ำที่วางเตรียมไว้
มันตราวักน้ำขึ้นล้างหน้า พลันนึกขึ้นได้ว่า ชาตินี้ตนเองมีอาจารย์ผู้หนึ่งคือ ราชครูวากิว ผู้บรรลุถึงระดับเจ็ด “ปลดผนึกจิต” แม้ผู้คนจะมองว่าอยู่เพียงแค่ขั้นควบคุมธรรมชาติ แต่ในยุคเสื่อมถอยเช่นนี้...จะมีสักกี่คนเล่าที่จะมีพลังแตะถึงขั้นนี้ได้?
เสียงฝีเท้าอันเร่งเร้า ดังสะท้อนระเบียงหินอ่อนที่ทอดยาวสู่ด้านหน้าตำหนัก เหล่าข้าหลวงที่ดูแลต้นไม้ในบริเวณนั้นต่างชะงักกึก นางข้าหลวงน้อยคนหนึ่ง รีบหลบลงนั่งข้างทางอย่างใ กลิ่นดอกบัวที่อยู่ในกระบุงหอมฟุ้งลอยตามแรงวิ่งของเขา
“วันนี้องค์ชายไม่เสวยก่อนหรือเพคะ?” เสียงใสของนางเอ่ยตามหลังอย่างเป็ห่วง
“ไม่ วันนี้เรารีบ!” เสียงเขาทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น แล้วเงาร่างก็หายลับไปสุดปลายทางเดิน
นางข้าหลวงสาวน้อยมองตามแล้วยิ้มขึ้นมาบางๆ “วิ่งเร็วอะไรจะปานนั้น…” เสียงนางเอ่ยขึ้นมาอย่าแ่เบา ก่อนก้มหน้าลงจัดดอกไม้ต่อด้วยหัวใจอันอบอุ่น
“จีจี้ ข้าว่าเ้าเลิกหวังเถอะ ถึงเ้าจะมีฐานะเป็ถึงคุณหนูตระกูลจี แต่ข้าว่าองค์รัชทายาทไม่สนใจเ้าหรอกนะ” นางข้าหลวงรุ่นพี่กล่าวเตือนด้วยรอยยิ้มอย่างเอ็นดู
“คอยดูเถอะนะ ท่านพี่ฟักแฟง ข้าจะเป็ชายาของเขาให้ได้ ข้าอายุ 15 แล้วนะ ข้าก็พอจะมองออกว่าท่านพี่เองก็ชอบองค์รัชทายาท ไม่ต่างจากข้าหรอกนะ” นางกล่าวอย่างตรงไปตรงมา
“ข้า…ข้า…”ฟักแฟงอึกอักด้วยคิดไม่ออกว่าจะอธิบายเช่นไร
“ท่านพี่ไม่ต้องพูดแล้ว ข้าชอบท่านนะ ถ้าวันนั้นมาถึงข้าจะยอมให้ท่านเป็พระสนมโดยไม่หึงหวงเลย… ข้าสัญญา” ท่านหญิงจีรภา ลูกสาวคนเดียวของท่านมหาเสนาบดีกล่าว
ถึงจะพูดแบบนั้นแต่ฟักแฟงซึ่งเป็เพียงลูกชาวบ้านธรรมดาๆ ก็อดขนลุกไม่ได้ นางได้แต่ก้มหน้าซ่อนความรู้สึกทั้งหมดไว้ในใจ
“หรือท่านมหาเสนาบดี จะมีส่วนในการวางยาองค์ชายเพราะไม่พอใจที่องค์ชายไม่สนใจลูกสาวคนเดียวของเขา เลยไปเข้ากับองค์ชายรองมันโภไคย ตระกูลมันฆ่าแกงกันเองเช่นนี้ช่างน่ากลัวเหลือเกิน”
มันตราหยุดยืนหน้าประตูไม้สนเก่าแก่ของอาศรมเมฆาพยัพ เสียงนกกู่ร้องและหมอกยามเช้า เสมือนเป็การต้อนรับการมาถึงของเขา ไม่ทันที่เขาจะเอ่ยเรียก เสียงจากภายในก็ดังลอดออกมา “เข้ามาสิ...องค์รัชทายาท”
เขาค่อยๆผลักบานประตูเข้าไปอย่างนอบน้อม อาจารย์วากิวนั่งสมาธิบนเตียงไม้ แม้จะหลับตาแต่ดูเหมือนว่าจะรับรู้ทุกอย่าง
“อาจารย์...ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้ามา?”
“ก็เสียงฝีเท้าของเ้าน่ะสิ ในบริเวณอาศรมของข้าจะมีใครกล้าวิ่งเช่นเ้าได้อีกเล่า?” รอยยิ้มบางๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผู้เฒ่า “เ้ามาได้ก็ดีแล้ว ฝึกวรยุทธมาตั้งนานยังได้แค่ระดับสอง ‘เปิดชีพจร’ เ้าท่องให้ข้าฟังหน่อย...สิบแปดระดับ มีอะไรบ้าง?”
มันตราทรุดตัวลงนั่งข้างๆอาจารย์ “ข้าท่องมาั้แ่เด็กแล้วนะ ยังจะให้ท่องอีกหรือ?” เขายิ้มเ้าเล่ห์ เหมือนเด็กอยากแกล้งครู “ท่องมา! อย่าลีลา” เสียงคำรามนั้นทำเอาเขาสะดุ้ง ก่อนหัวเราะเบาๆ “ได้ๆ ข้าท่องก็ได้...” จากนั้นเขาจึงเริ่มท่องอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“ระดับ 1 เริ่มต้น
2 เปิดชีพจร
3 สะสมพลัง
4 หลอมลมปราณ
5 ก่อแก่นพลัง
6 กลั่นแก่นิญญา
7 ปลดผนึกจิต
8 ควบคุมิญญา
9 ทะลวงขอบเขต
10 รู้แจ้งเต๋า
11 ผสานพลัง์
12 ฝ่าด่านสายฟ้า
13 เซียนนภา
14 เซียนแท้
15 เซียนอริยะ
16 เทพผู้ถือครองครึ่งก้าว
17 เทพจักรพรรดิครึ่งก้าว
18 เทพาครึ่งก้าว”
“แล้วเหตุใดระดับ 16 ถึง 18 จึงมีแต่ ‘ครึ่งก้าว’?” อาจารย์วากิวซัก มันตราหลับตาคิดแล้วตอบ “เพราะยังไม่เป็เทพแท้อย่างสมบูรณ์ ต้องรอจุติเข้าสู่แดนเทพแท้จึงจะถือว่าเข้าสู่ระดับเต็ม”
“ดี… แล้วหากไม่พูดถึงระดับ แต่พูดถึง ‘ขั้น’ เล่า มีกี่ขั้น?”
เขาตอบอย่างมั่นใจ
“มี 5 ขั้น 1. ขั้นบ่มเพาะพลังคือ ระดับ 1 ถึง 4
2. ขั้นควบคุมธรรมชาติคือ ระดับ 5 ถึง 8
3. ขั้นก้าวข้ามโลกียะคือ ระดับ 9 ถึง 12
4. ขั้นเซียนคือ ระดับ 13 ถึง 15
5. ขั้นเทพครึ่งก้าวคือ ระดับ 16 ถึง 18”
อาจารย์วากิวพยักหน้า “ดี...เ้าควรไปฝึกบำเพ็ญที่สระบัว์ ด้านหลังตำหนักพระมารดาของเ้า เพราะที่นั่นมีพลังฟ้าดินเข้มข้น อาจช่วยให้เ้าทะลวงไปถึงระดับ ‘สะสมพลัง’ ได้เร็วขึ้น”
“นอกจากนั่งสมาธิแล้ว ท่านสอนอย่างอื่นให้กับข้าได้ไหม เผื่อข้าจะเก่งขึ้น” มันตราถามกลับแต่ก็ไร้ซึ่งคำตอบจากอาจารย์ผู้ซึ่งกำลังนั่งสมาธิหลับตาไม่ไหวติง มันตราถอนหายใจเบาๆ “ข้าว่าข้ามีพร์ในการสร้างเครื่องมือมากกว่า ข้าอยากสมัครเข้าสำนักจักรพรรดิศาสตรา จะเป็ไปได้หรือไม่?”
อาจารย์วากิวหัวเราะในลำคอ “ระดับเปิดชีพจรอย่างเ้า...ในหกสำนักใหญ่ จะมีผู้ใดสนใจ? ไปฝึกตามที่ข้าบอกเถิด” กล่าวจบอาจารย์วากิวก็ปิดเปลือกตาลง ทำสมาธิแน่นิ่งดังภูผาเช่นเดิม
“จริงๆแล้วในชาติที่แล้ว ข้าเกิดมาเป็ทหารเรือก็พอจะได้เรียน ทางด้านการออกแบบเชิงวิศวกรรมมาบ้าง ถ้าได้นำมาใช้ที่นี่คงบันเทิงไม่เบาเลย” มันตราคิดในใจพลางยิ้มบางๆออกมา
เขาเดินกลับตำหนักของตนด้วยจิตใจมุ่งมั่น เมื่อถึงที่พักเขาก็ลองนั่งสมาธิในทันที ไม่นานนักเสียงต่างๆรอบกายก็ค่อยๆ เลือนหาย อารมณ์ของเขากลมกลืนเป็หนึ่งเดียวกับธรรมชาติ
แต่แล้ว…เสียงหนึ่งก็พลันกระซิบผ่านความเงียบนั้น “เย็นนี้...เ้าออกจากประตูเมืองทางทิศเหนือ เดินไปทางตะวันออก เข้าสู่ผืนป่าอันเงียบงัน เ้าจะพบกับนักพรตท่านหนึ่ง… จงคำนับเขาเป็อาจารย์ รับรองว่าเ้าจะไม่มีวันเสียใจ”
“ข้าจะคำนับนักพรตผู้นั้นเป็อาจารย์ได้อย่างไร เพราะข้ามีอาจารย์อยุ่แล้ว ถ้าอาจารย์ข้ารู้เข้าก็คงจะโกรธและไม่สอนวิชาข้าอีกเลยเชียวนะ” มันตราเถียงอย่างตรงไปตรงมา
“วากิวผู้เป็อาจารย์ของเ้าผู้นั้นน่ะ… จงเลิกยุ่งเกี่ยวกับเขาได้แล้ว… จงเชื่อข้า...เพราะข้าคือเทพีผู้พิทักษ์ชะตาของเ้า…”
กลิ่นไอริสสีม่วงอ่อนอบอวลเข้ามาภายในห้องอย่างแ่เบา ราวสายหมอกยามรุ่งสาง...ทว่าแฝงเสน่ห์เย้ายวน หอมลึกล้ำจนหัวใจเขาสั่นสะท้าน
“เหตุใดกันท่านจึงห้ามข้ายุ่งเกี่ยวกับอาจารย์วากิว” มันตราถามกลับไปในสมาธิ
“อาจารย์ของเ้าผู้นั้นแม้จะขยันก็จริง แต่เขาเป็คนโง่เขลานัก หากมีอาจารย์ที่ขยัน แต่โง่เขลา เ้าก็จะมีแต่เสียเวลาเปล่า ย่อมไม่มีวันก้าวหน้าได้เลย ”
เสียงนั้นตอบอย่างชัดเจนเหมือนมากระซิบที่ข้างหู เขาจึงรีบลืมตาขึ้นหวังจะได้เห็นใบหน้าชัดๆของต้นกำเนิดเสียง แต่สิ่งที่พบ...มีเพียงกลิ่นหอมฟุ้งละมุนไปทั่วทั้งห้องเท่านั้น
เขานิ่ง...แล้วกระซิบขึ้นในใจ “ได้...เย็นนี้ข้าจะไป”