เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทที่ สามสิบแปด

     

    บทที่ สามสิบแปด

     

    หลังจากลอบติดตามความเคลื่อนไหวอันแปลกประหลาดของขันทีผู้หนึ่งจนคนผู้นั้นจากไปแล้วทั้งโม่เหวินหานและหลิวชิงเซียงก็กลับมาถึงห้องนอนเมื่อเข้าช่วงดึก เงาคล้อยของดวงจันทร์ข้างแรมทอดตัวผ่านซี่ไม้ระแนงของหน้าต่างลงบนพื้นห้องพาดแนวยาวทอดยาวถึงหน้าประตู เหมือนเงาทอดใจของใครบางคนที่ยังไม่อาจหลับใหล

    บรรยากาศภายในห้องนอนเงียบสงบแสงตะเกียงน้ำมันวางไว้ตรงมุมห้องสะท้อนแสงสีนวลออกมาอย่างอ่อนโยน กลิ่นกำยานจางๆลอยคลุ้ง ชวนให้นึกถึงค่ำคืนอันอบอุ่นยามฤดูใบไม้ผลิ

    โม่เหวินหานถอดเสื้อคลุมตัวนอกแขวนไว้กับตะขออย่างเป็นระเบียบก่อนจะเหลือบมองสตรีที่กำลังปลดปิ่นปักผมออกอย่างลวกๆเส้นผมสีดำยาวสลวยร่วงพรูลงมาตามแผ่นหลังอย่างเป็นธรรมชาติ

    “แม้จะบอกนางกำนัลให้ไปพักผ่อนเพราะรู้สึกเหนื่อยจากงานชมบุปผาแต่เจ้าก็ยังลอบออกไปเดินเล่นกลางยามดึก ทั้งไม่สวมรองเท้าเสียด้วย” เขากล่าวพลางเดินเข้ามาใกล้สีหน้าฉายแววเจือยิ้มแต่แฝงเร้นความรู้เท่าทัน

    หลิวชิงเซียงชะงักปลายนิ้วที่กำลังเก็บปิ่นลอบเบิกตากว้างขึ้นเพียงเล็กน้อยก้มมองปลายเท้าก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าแค่นอนไปได้ไม่นานก็สะดุ้งตื่นเลยคิดว่าจะออกไปเดินเล่นตรงระเบียงหน้าห้องเท่านั้น คาดไม่ถึงว่าจะเห็นขันทีผู้นั้นพอดี..จึงไม่มีเวลาสวมรองเท้า”

    คำกล่าวที่ดูเหมือนง่ายดายกลับเต็มไปด้วยพิรุธที่ยากจะปกปิด โม่เหวินหานจ้องมองนางอย่างรู้ทันดั่งอ่านใจได้เดินแค่ระเบียงห้องชั้นในเหตุใดจึงไปเห็นเงาคนที่ห้องชั้นนอกอีกฝั่งอีกทั้งเขารู้ดีว่าทุกครั้งที่สตรีผู้นี้คิดจะโกหกมักจะเบิกตาขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัวเวลาไม่ได้เตรียมคำโกหกเอาไว้เป็นอาการที่แม้เจ้าตัวจะไม่รู้ว่าทำ แต่เขาจำได้ขึ้นใจ

    “หืม เช่นนั้นหรือ” เขาตอบรับเรียบๆ ไม่ซักไซ้กดดันต่อก่อนจะหันหลังเดินไปยังโต๊ะกลมริมผนัง คว้าผ้าผืนเล็กขึ้นมาชุบน้ำแล้วบิดหมาดอย่างตั้งใจ

    สายตาของหลิวชิงเซียงติดตามการกระทำนั้นอย่างงุนงง“ท่านทำอะไร?” นางขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างไม่เข้าใจก่อนที่แววตาจะเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนกเมื่อเขาเดินตรงเข้ามาแล้วดันไหล่นางเบาๆให้นั่งลงบนเก้าอี้

    “ก็นั่งก่อนเถอะ เดี๋ยวจะรู้เอง” เขาว่าพลางคุกเข่าลงตรงหน้ามือข้างหนึ่งเอื้อมคว้าข้อเท้าของนางขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

    “เดี๋ยว!” นางร้องขึ้นทันทีเพราะรู้ว่าเขาหมายจะทำอะไร“ข้าเช็ดเองได้!” พลางพยายามดึงข้อเท้าคืนแต่เขากลับไม่ยอมปล่อย แรงของบุรุษผู้นี้มิได้รุนแรง หากแต่มั่นคงจนยากจะดิ้นหลุด

    “อยู่เฉยๆ สิ” เขาพูดเสียงต่ำดวงตาเรียวยาวก้มลงมองฝ่าเท้าของนางซึ่งเปื้อนฝุ่นดินเล็กน้อยจากการเดินบนลานหิน

    มือของโม่เหวินหานค่อยๆใช้ผ้าชุบน้ำบรรจงเช็ดเบาๆ ตั้งแต่ส้นเท้าจรดปลายนิ้วสัมผัสอุ่นของผ้ากับผิวมือของเขาทำให้หลิวชิงเซียงรู้สึกร้อนผ่าววูบหนึ่งขึ้นมาทั้งที่เช็ดฝ่าเท้าทำไมใบหน้าใบหูของนางแดงจัดไปด้วย

    ขณะเขาก้มหน้าเช็ดฝ่าเท้าให้นางอย่างเงียบงันเส้นผมสีดำยาวของเขาตกลงมาปิดข้างแก้มบางส่วนแสงตะเกียงสะท้อนบนผิวที่เปียกน้ำนิดๆตรงขอบชายแขนเสื้อข้อมือสีเข้มตัดกับผิวเนื้อของเขาอย่างน่าแปลกตาหลิวชิงเซียงเม้มริมฝีปากเล็กน้อย พยายามกลบเกลื่อนความขัดเขินด้วยถ้อยคำ “จะเช็ดไปทำไมกัน เดี๋ยวข้าก็ต้องเดินกลับเตียงอีกอยู่ดี”

    โม่เหวินหานเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มคล้ายหยอกเย้า“ถ้าเช่นนั้น..ก็ไม่ต้องเดิน” คำพูดนั้นยังไม่ทันจางจากริมฝีปากเขาก็ขยับตัวรวดเร็ว ใช้แขนทั้งสองตวัดรอบเอวนางแล้วช้อนร่างขึ้นมาอุ้มทันทีราวกับรอจังหวะนั้นอยู่แล้ว

    “โม่เหวินหาน! ปะ..ปล่อยนะ!” นางร้องเสียงหลงอย่างตกใจแขนข้างหนึ่งรีบโอบรอบคอเขาโดยไม่รู้ตัวเพราะเกรงจะตก

    “หึ เคยบอกให้เรียกเราว่าอะไร?” เขาหัวเราะเบาๆก่อนจะกล่าวคาดโทษอย่างหยอกเย้าหากแต่ย่างเท้าอย่างมั่นคงพานางตรงไปยังเตียงนอนที่ปูด้วยผ้านวมลายดอกไม้สีอ่อนมุมหนึ่งยังมีเสื้อนอกของนางพาดอยู่

    กลิ่นกายหอมอ่อนของหลิวชิงเซียงลอยแทรกเข้าใจกลางอกเขาเมื่อหญิงสาวอยู่ใกล้เพียงลมหายใจท่วงท่าที่ดูน่ารักแต่พยายามทำท่าขึงขังกลับยิ่งทำให้โม่เหวินหานอดยิ้มไม่ได้

    เมื่อวางร่างนางลงบนขอบเตียงอย่างแผ่วเบาสายตาของเขาก็สบเข้ากับนางอีกครั้ง แววตาที่แฝงความล้อเลียนนิดๆทว่าอ่อนโยนลึกซึ้ง “ต่อไปหากคิดจะทำเรื่องเสี่ยงๆเช่นนั้นอีก บอกเราก่อนด้วย” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงต่ำแต่หนักแน่น

    หลิวชิงเซียงหลบสายตาอย่างไม่กล้าสบตรงนักก่อนจะตอบเสียงเบา “เหตุการณ์ฉุกละหุก รั้งรอไม่ได้”

    โม่เหวินหานจ้องนางอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะคลี่ยิ้มบางและลูบเรือนผมยาวของนางเบาๆ เหมือนจะบอกว่าเข้าใจแม้จะไม่มีคำพูดเพิ่มเติมใด แต่เพียงการกระทำนั้นก็มากเกินพอสำหรับหญิงสาวผู้ไม่ชอบเปิดใจ

    ก่อนที่เขาจะนั่งลงข้างๆมือหนาเอื้อมหยิบผ้าห่มขึ้นมาดึงคลุมจนถึงเอวให้นางราวกับเคยชินกับการกระทำเหล่านี้อย่างยิ่งนักทว่าหญิงสาวกลับไม่รีบล้มตัวลงนอน หากแต่ยันข้อศอกขึ้นเล็กน้อยผมยาวสลวยเอนแนบไหล่ขาวเนียน ดวงตาคู่งามสะท้อนแสงตะเกียงระยิบระยับพลางจับจ้องที่เขาอย่างมีคำถาม

    “สิ่งที่พบนั้นคืออะไรกันแน่?” เสียงหวานเอ่ยช้าๆราวกับกำลังไล่เรียงความคิด “เหตุใดขันทีผู้นั้นต้องทำท่าทางลับๆล่อๆ ด้วย?”

    โม่เหวินหานที่กำลังเอนตัวลงถึงกับชะงักหันหน้ากลับมาหานางสีหน้ายังคงปรากฏแววผ่อนคลาย แต่ดวงตาเรียวยาวกลับวาววับ

    “แล้วเจ้ารู้จักขันทีผู้นั้นหรือไม่?” เขาถามกลับน้ำเสียงราบเรียบแต่นัยน์ตาทอดมองสำรวจ

    หลิวชิงเซียงขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วส่ายศีรษะช้าๆ“ข้าไม่รู้จัก” นางตอบ “แต่ดูคุ้นตาอยู่บ้างเหมือนจะเคยเห็นผ่านๆ อาจจะเป็นขันทีใหม่ที่เพิ่งมาประจำตำหนักฟู่ต่งก็ได้แต่ห้องนั้น ไม่ใช่ว่าไม่ได้มีใครใช้งาน?” นางเว้นวรรคเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อสีหน้าเริ่มเคร่งเครียด “ยิ่งไปกว่านั้นท่าทางของเขามันเหมือนกำลังซุกซ่อนของบางอย่างตอนแรกข้าคิดว่าเขาอาจจะลักของจากในตำหนัก จึงตามไป”

    โม่เหวินหานขยับตัวเล็กน้อยมือยกขึ้นลูบปลายคางอย่างใช้ความคิด เขาเหลือบมองหญิงสาวที่ยังนั่งอยู่ไม่ยอมเอนตัวนอนใบหน้างดงามที่เต็มไปด้วยความจริงจังในแววตานั้น ทำให้เขานึกขำอยู่ในใจบางส่วน

    บางครานางก็สามารถมองจุดเล็กๆได้แตกฉานเหนือความคาดหมาย ทว่าในเวลาเดียวกัน เมื่อลมพัดแรงจากอีกทาง ภัยบางอย่างอยู่ตรงหน้ากลับมองไม่เห็นเสียอย่างนั้น“เจ้าไม่ต้องกังวลไป” เขากล่าวอย่างนุ่มนวล น้ำเสียงมั่นคง“เรื่องนี้..เราจะจัดการเอง”

    แต่หญิงสาวกลับไม่ละความสงสัยสีหน้าแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่คิดจะปล่อยให้เขาเปลี่ยนเรื่องไปได้ง่ายๆ “เช่นนั้น ท่านก็บอกข้ามาเถอะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับอะไร ทำไมถึงคิดว่าไม่ใช่แค่ขโมยของ?”

    โม่เหวินหานเลิกคิ้วช้าๆแววตาเป็นประกายอย่างมีเลศนัย เขาเอนตัวลงนอนอย่างสบายบนหมอน หันหน้ามาทางนางขณะที่มือหนึ่งยังคงค้ำศีรษะไว้

    “จริงๆ แล้ว..ข้าก็พอจะคาดได้คนร้ายที่แฝงตัวอยู่ในวังคงใกล้เผยตัวออกมาเร็วๆ นี้แล้ว” เขาพูดพลางยิ้มมุมปาก “แต่ถ้าเจ้าต้องการรู้ก่อน..ก็ต้องเอาอะไรมาแลก”

    หลิวชิงเซียงกะพริบตาปริบๆจ้องเขาอย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเอง “แลก?” เสียงของนางเริ่มมีแววดื้อดึง เรื่องนี้ต้องเกี่ยวกับนางอยู่แล้วทำไมนางต้องทำอะไรแลกคำตอบของตัวเองด้วย

    “ใช่” เขายืนยันอย่างหน้าตาเฉยขณะที่ใบหน้ายังคงมีรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม แววตาคมคู่นั้นฉายประกายซุกซนจนเห็นได้ชัด “เจ้าจะแลกด้วยสิ่งใดดีล่ะ..คำสัญญา? รอยจูบ? หรืออ้อมกอดยามค่ำคืน?”

    คำท้ายที่เขาเปรยนั้นทำเอาแก้มของหลิวชิงเซียงขึ้นสีเรื่อทันทีนางรีบเบ้ปาก พลิกตัวคว้าผ้าห่มมาคลุมร่างอย่างรวดเร็วแล้วล้มตัวลงนอนโดยทันที

    “ฝันไปเถอะ” เสียงนางพึมพำอยู่ในลำคอหันหลังให้เขาไปเรียบร้อยแล้ว

    โม่เหวินหานหัวเราะเบาๆในลำคอ มองแผ่นหลังเล็กใต้ผ้าห่มที่ขยับเล็กน้อยอย่างน่าเอ็นดูมือของเขาวางอยู่บนหมอน แต่ปลายนิ้วกลับขยับไล้ไปตามขอบผ้าเบาๆราวกับหยอกล้ออยู่ในทีแต่นางก็นอนนิ่งไม่ไหวติงแม้ว่านางจะไม่มีท่าทีโต้ตอบแต่ช่วงหลังมานี้นางมีท่าทางอ่อนลงไม่กลับมาว่างตัวห่างเหิน ไม่รู้นางจงใจหรือรู้ตัวไหมแต่นางเลิกแทนตัวเองว่า ‘หม่อมฉัน’ ที่ห่างเหินแล้วยิ่งตอนตกใจยังเรียกชื่อเขาตรงๆด้วย  “ได้เราจะฝันเอาแล้วกัน”

    “โม่เหวินหาน!”เสียงอู้อี้ไม่พอใจดังอีกรอบ

    ภายในห้องนอนเงียบลงอีกครั้งเหลือเพียงเสียงลมอ่อนๆ และแสงตะเกียงที่ไหวพริบอยู่ปลายเปลว ทว่าสิ่งที่คุกรุ่นอยู่ในอากาศกลับเป็นบางอย่างที่ยากจะบรรยาย

    รุ่งเช้าแห่งวันใหม่แสงแดดอ่อนส่องผ่านม่านไข่มุกและช่องแสงบนยอดโดมสูงของท้องพระโรงหยดน้ำค้างบนยอดไม้ยังไม่ทันเหือดแห้งเสียงขานชื่อขุนนางขณะเข้าถวายรายงานแว่วก้องทั่วทั้งตำหนัก

    เหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ในชุดทางการยืนเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบใต้เบื้องพระพักตร์ของเทียนหลงฮ่องเต้ผู้ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรเรืองรองกลางท้องพระโรงมือข้างหนึ่งวางแนบแขนบัลลังก์ดวงพระเนตรสงบนิ่งแต่เปล่งรัศมีเช่นจักรพรรดิผู้ควบคุมแผ่นดินสดับวาจาของผู้ใต้บรรชา

    หลังจากรายงานการปันส่วนบรรณาการจากหัวเมืองต่างๆถูกกล่าวจบลงโดยหวังจื้อหรงขุนนางกรมพระคลังหลวง พระองค์ก็ค่อยๆวางพัดลงกับแท่นบัลลังก์ “เรื่องของบรรณาการถือว่าสมเหตุสมผล” น้ำเสียงเข้มขรึมแว่วไปทั่วท้องพระโรง“บัดนี้ยังมีอีกหนึ่งเรื่องที่เราจะนำเสนอ”

    เหล่าขุนนางต่างรอคอยสิ่งที่จักรพรรดิจะรับสั่งด้วยความสนใจทันที“เราต้องการปรับเปลี่ยนกฎของวังหลังบ้างข้อ” พระสุรเสียงนิ่งเฉยแต่ทรงพลัง “อนุญาตให้สตรีในตำหนักฝึกฝนวิชาแขนงต่างๆได้ตามความต้องการ ไม่จำกัดเพียงเช่นงานเรือนเย็บปัก วาดพู่กันแต่งกวีหรือพิธีชงชาอีกต่อไป”

    เสียงฮือเบาๆเริ่มดังขึ้นในหมู่ขุนนาง “วิชากระบี่การขี่ม้า ยิงธนู หรือแม้แต่วิชาอักษรศาสตร์ที่สูงล้ำเราต้องการให้พวกนางเข้าถึงเช่นเดียวกับบุรุษ” ขณะพระองค์ตรัส ดวงเนตรกวาดมองโดยรอบบรรยากาศพลันเปลี่ยนเป็นตึงเครียดในทันที

    “แผ่นดินจินหยางของเรายามนี้ มิใช่แว่นแคว้นเล็กอ่อนแอรอวันถูกกลืนกินอีกแต่เป็นมหาอำนาจที่เติบใหญ่ครั้นยังปล่อยให้ครึ่งหนึ่งของราษฎรไร้สิทธิ์เรียนรู้สิ่งใดนอกตำราเย็บปักมันจะไม่กลายเป็นความน่าขันหรือ?”

    เสียงหนึ่งดังขึ้นจากแถวหน้าของขุนนางฝ่ายบุ๋น“ฝ่าบาท!” เสียงของ ซ่งชิวเห่อ ขุนนางอาวุโสแห่งกรมพิธีการเอ่ยขึ้นพร้อมโค้งคำนับเล็กน้อยสีหน้าแฝงความวิตก “ขอทรงทบทวนอีกคราเรื่องนี้มิใช่เพียงเรื่องของการฝึกฝนหากแต่เป็นการทำลายรากเหง้าแห่งธรรมเนียมโบราณ สตรีในวังหลังฝึกกระบี่ขี่ม้าจะไม่กลายเป็นความสับสนหรือขัดกับกฎของธรรมเนียมในวังหลวงหรอกหรือพ่ะย่ะค่ะ” เสียงฮึมฮัมเห็นด้วยดังตามกันจากกลุ่มขุนนางรุ่นเก่า

    “ขุนนางซ่ง” พระสุรเสียงฮ่องเต้ยังคงนิ่งไม่เปลี่ยน“ท่านหวั่นว่าหญิงงามจะจับกระบี่ไม่เป็นหรือ?”

    อีกฟากหนึ่งขุนนางฝ่ายบู๊คนหนึ่งก้าวออกมาช้าๆ คิ้วหนา ตาสีเข้ม ร่างสูงใหญ่สวมอาภรณ์เกราะทองบางๆ ทับชุดทางการ เขาคือ แม่ทัพอวี๋เสวียนหย่งผู้ควบคุมกองทัพจตุรทิศประจำเมือง“หากแต่กระหม่อมเห็นด้วยกับพระราชดำริของฝ่าบาท” เขาเอ่ยเสียงหนักแน่น “การให้สตรีฝึกฝนมิใช่การทำลายธรรมเนียมหากเป็นการเสริมรากฐานให้แผ่นดินมั่นคง แม้ภรรยาของกระหม่อมยังสามารถยิงธนูบนหลังม้าได้แม่นยำยิ่งกว่าทหารบางคนเสียอีก”

    เสียงหัวเราะเบาๆดังขึ้นในหมู่ขุนนางฝ่ายบู๊ เล่าซือผิงหนึ่งในนายกองฝ่ายประจำชายแดนเหนือพยักหน้าตามคำพูด “ขออภัยหากกระหม่อมจะเอ่ยตรงๆแต่หากวันใดตำหนักในเกิดภัย อย่าหวังว่าผ้าม่านหรือเข็มปักผ้าจะช่วยอะไรได้”

    เหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นเริ่มแสดงสีหน้าไม่พอใจเสียงโต้แย้งจากหลายฝ่ายเริ่มประดังขึ้นพร้อมกันเสียงของผู้มีประสบการณ์เก่าแก่อ้างเรื่องสมบัติวัฒนธรรมและศีลธรรมดั้งเดิมขณะที่เสียงรุ่นใหม่กว่าอ้างถึงการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยและความจำเป็นในการเติบโตของแผ่นดิน

    เทียนหลงฮ่องเต้ฟังเสียงโต้แย้งเหล่านั้นอย่างเงียบงันพระหัตถ์ยกขึ้นเล็กน้อย เพียงเท่านั้นเสียงทั้งท้องพระโรงก็พลันสงบลงทันใด “เรื่องนี้เป็นเรื่องของรากฐานแผ่นดินหากจะเปลี่ยนย่อมต้องใช้เหตุผลรองรับ” พระสุรเสียงทรงอำนาจดังกังวาน

    “เราจะให้เวลาสามวัน ให้ทั้งสองฝ่ายรวบรวมหลักการและเหตุผลมานำเสนอในท้องพระโรงอีกคราฝ่ายใดมีเหตุผลหนักแน่นกว่า ผลลัพธ์ที่นำพาสู่ความก้าวหน้าชัดเจนกว่าเราจะตัดสินใจจากตรงนั้น”

    พระหัตถ์ยกพัดขึ้นช้าๆแล้ววางลงอีกครั้ง “จำไว้แคว้นจินหยางจะไม่ย่ำอยู่กับที่และพวกเจ้าทั้งหมด จะต้องก้าวไปพร้อมกันกับเรา” เสียงของฮ่องเต้ดังกระหึ่ม ปิดท้ายด้วยความสงบนิ่งราวกระบี่ที่เสียบลงบนกลางใจของแผ่นดินอย่างมั่นคง

    แสงแดดยามบ่ายส่องลอดผ่านผ้าม่านโปร่งในตำหนักแห่งหนึ่งที่เสียงกรรไกรตัดกิ่งดอกไม้ดังเป็นจังหวะเบาๆที่ในสวนด้านข้างมีเสียงกระซิบกระซาบของนางกำนัลหลายคนที่รวมกลุ่มอยู่ใต้ร่มไม้

    “เจ้ารู้เรื่องที่ฮ่องเต้ตรัสในท้องพระโรงวันนี้หรือไม่..”

    “เรื่องสตรีวังหลังจะได้ฝึกกระบี่ขี่ม้าน่ะหรือ? ใครจะเชื่อ”

    “ข้าได้ยินมาว่าแม่ทัพอวี๋เสวียนหย่งยังเอ่ยขึ้นสนับสนุนเลยนะ!”

    “แล้วก็เล่าขุนนางใหญ่ที่หน้าตาเหมือนแมวไม่พอใจสุดๆไปเลย ฮ่าๆ!”

    เสียงกระซิบเหล่านั้นดังลอยผ่านผ้าม่านไปถึงห้องในตำหนักเหอซื่อด้านที่เป็นของเจินกุ้ยเหรินหนึ่งในสนมตำหนักในหลังได้ฟังเรื่องราวตามลมนางก้าวถอยหลังไปนั่งทอดกายอยู่บนเก้าอี้หยกอ่อนดวงหน้าละมุนละไมแต่ดวงตาวาววับราวกับแมวล่าเหยื่อ มือเรียวยกถ้วยชาเบาๆจิบก่อนเอ่ยเสียงเบา

    “ทำไมอยู่ๆฝ่าบาทถึงนำเรื่องนี้ขึ้นมาต่อหน้าขุนนาง?” นางเอ่ยกับนางกำนัลคนสนิทที่ยืนอยู่ข้างหลัง“เป็นเรื่องสำคัญยิ่งเรื่องนี้เกี่ยวโดยตรงกับพวกเรา ทั้งที่ควรจะหารือในฝ่ายในก่อนแท้ๆ ฮองไทเฮาจะทราบเรื่องนี้หรือไม่นะ”

    นางกำนัลยอบตัวลงเล็กน้อยก่อนตอบเสียงเบา“หรือไม่แน่อาจจะเป็นเพราะมีเหตุผลแฝงเพคะบ่าวเคยได้ยินมาว่า บ้างทีฝ่าบาทโปรดสตรีที่มีความสามารถไม่ใช่แค่กิริยางามอ่อนหวานอย่างเดียว”

    ดวงตาของเจินกุ้ยเหรินหรี่ลงช้าๆนางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา ก่อนกล่าวเสียงเย็น “ความสามารถหรือ? เช่นพวกขี่ม้ายิงธนูนั่นน่ะหรือ? หึ..ข้าไม่เห็นว่าฝ่าบาทจะโปรดหญิงเช่นนั้นสักคน”

    นางหยุดไปชั่วครู่แล้วหันหน้ามามองนางกำนัลของตัวเองตรงๆ “จะโปรดก็แต่..หลี่ผิน”

    บ่าวข้างกายกลืนน้ำลายเล็กน้อยก่อนตอบเบาๆ “หลี่ผิน เอ่อ..หม่อมฉันก็ไม่แน่ใจเพคะได้ยินว่าช่วงฝ่าบาทประชวรนางคัดพระคัมภีร์ถวายวันละเป็นเล่ม ถึงหลังจากพ้นโทษ แต่วันๆแทบไม่ย่างเท้าออกจากตำหนักด้วยซ้ำ ยากจะรู้นิสัยใจคอแท้จริง”

    เจินกุ้ยเหรินแค่นเสียงเบาในลำคอริมฝีปากแต้มรอยยิ้มเย็นเฉียบ “หญิงบ้านป่าเมืองเถื่อนเช่นนั้นจะคัดพระคัมภีร์ได้เป็นเล่มๆ หรือก็ไม่รู้เป็นแค่ฉากหน้าให้เชื่อว่าเป็นสตรีโผงผางชอบใช้กำลังจะน่าเชื่อกว่า”

    ข้ารับใช้หลุบตาต่ำก่อนตอบเสียงเบาลงไปอีก “นั่นน่ะสิเพคะ พวกเรารู้เรื่องของหลี่ผินน้อยนักตั้งแต่นางเข้าวังมาก็อยู่เงียบๆ ไม่มีเครือญาติให้ใครพูดถึงเลยสักคนใครจะรู้ว่าเบื้องหลังนางเป็นเช่นใด”

    ใบไม้จากไม้ประดับในแจกันค่อยๆร่วงลงบนถาดหยกพี้อมกับรอยยิ้มบนริมฝีปากของเจินกุ้ยเหรินดวงตาของนางทอแสงแปลกประหลาดราวมีบางอย่างผุดขึ้นในใจ “เช่นนั้นเราคงต้องหาทางรู้ให้ได้เสียแล้วท่านพ่อน่าจะเส้นสายทางเหนืออยู่บ้าง”

     

     

    คล้ายกับเรื่องเพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน